“โรงสีสิงห์โตทอง” ขวางส่งมอบประมูลข้าว อคส.

อคส. จ่อลงนามสัญญาขายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลลอตสุดท้าย 1.4 แสนตัน ให้ผู้ชนะ 8 ราย 22 มิ.ย.นี้ เมินเสียงต้านเจ้าของคลัง “โรงสีสิงห์โตทอง” ยืนกรานใช้สิทธิยึดหน่วงข้าวบีบรัฐจ่ายค่าเช่า

พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2563 ที่ผ่านมา ได้ประชุมร่วมกับผู้ชนะการประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล 8 ราย ตัวแทนเจ้าของคลัง เพื่อขอความเห็นและข้อมูลประกอบการพิจารณาจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลตามที่อคส.ได้เปิดประมูลครั้งที่ 1/2563 ตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.)

ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญากับทั้ง 8 ราย ได้ภายในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ในปริมาณรวมกว่า 1.4 แสนตัน จากปริมาณที่เปิดประมูล 2 แสนตัน

“กรณีที่บริษัทโรงสีสิงห์โตทองผู้รับฝากข้าวจะใช้สิทธิยึดหน่วงข้าวสาร 1.4 แสนตัน ที่จัดเก็บในคลังของบริษัทนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ทางบริษัทสามารถทำได้แต่ทาง อคส.ต้องดำเนินการทำสัญญากับผู้ชนะการประมูล ตามทีโออาร์การประมูลข้าวซึ่งมีกำหนดเดดไลน์ 22 มิ.ย.นี้ ส่วนการดำเนินการทางคดีก็ต้องดำเนินการต่อไป จากการหารือครั้งนี้ผู้ชนะการประมูลข้าวทุกรายยืนยันว่าจะทำสัญญารับมอบข้าวต่อไม่ว่าบริษัทจะใช้สิทธิในการยึดหน่วงข้าวหรือไม่”

รายงานข่าวระบุว่า ผลการประมูล ครั้งที่ 1/2563 มีผู้ชนะทั้งหมด 8 บริษัท รวมปริมาณ 147,298 ตัน มูลค่ารวม 1,559 ล้านบาท (กราฟิก) สำหรับภาพรวมราคาประมูลที่เสนอซื้อมีตั้งแต่ตันละ 8,278 บาทไปจนถึงราคาสูงสุด 13,421 บาทซึ่งถือว่าเป็นระดับราคาที่สูงมาก หากเทียบกับราคาตลาดปัจจุบัน

โดยชนิดข้าวที่นำมาประมูลมีทั้งข้าวหอมจังหวัด ได้ราคาตันละ 13,421 บาท ข้าวเหนียว10% และข้าวขาว 5% ราคาตั้งแต่ 8,200-13,000 บาท ข้าวหอมมะลิ100% ตันละ 13,167 บาท ชั้น 2 และปลายข้าวขาว A1 เลิศ ตันละ 8,510-9,230 บาท

นายมนต์ชัย รุ่งชาญชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือสิงห์โตทองกรุ๊ป กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทาง อคส.ได้เชิญให้เข้าร่วมประชุม แต่ไม่สามารถเดินทางไปร่วมได้ และได้แจ้ง อคส.ไปแล้วว่า บริษัทจะใช้สิทธิยึดหน่วงข้าวสารจนกว่าจะได้รับการชำระหนี้ ตามที่ได้เคยมีหนังสือถึง อคส.ไปก่อนหน้านี้

“ผู้ชนะการประมูลจะได้รับมอบข้าวที่เก็บในคลังของสิงห์โตทองก็ต่อเมื่อทาง อคส.เคลียร์หนี้สินให้กับบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยไม่สามารถระบุได้ว่าจะให้รับมอบได้เมื่อไร”

สำหรับข้อกำหนดเรื่องการรับมอบข้าวตามทีโออาร์ประมูลกำหนดว่า ผู้ชนะการประมูลจะต้องชำระเงินค่าสินค้าก่อนที่จะรับมอบและต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดจากการรับมอบและขนย้ายแต่เพียงฝ่ายเดียว หากซื้อปริมาณไม่เกิน 10,000 ตัน ต้องรับมอบให้เสร็จภายใน 20 วันนับถัดจากวันทำสัญญา, หากซื้อ 10,000-20,000 ตัน ภายใน 30 วัน นับถัดจากวันทำสัญญา และผู้ซื้อเกินกว่า 20,000 – 50,000 ตันภายใน 60 วันนับถัดจากวันทำสัญญา ซึ่งหากชำระเงินค่าข้าวแล้วรับมอบไม่ทันเวลาผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบค่าเก็บรักษาที่เหลือ และขนย้ายตามสัญญาโดยไม่มีค่าปรับ แต่หากชำระเงินไม่ครบและรับมอบไม่เสร็จต้องรับผิดชอบค่าปรับ และค่าเก็บรักษาตามปริมาณคงเหลือทั้งหมด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-479259


จำนวนผู้อ่าน: 34

19 มิถุนายน 2020