ข่าวประชาสัมพันธ์

น็อนแบงก์ เปิดเกมสู้ ‘ออมสิน’ ชิงตลาด ‘จำนำทะเบียนรถ’ เดือด

ธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (จำนำทะเบียนรถ) กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน โดยตลาดนี้น่าจะมีขนาดราว 1-1.5 แสนล้านบาท ซึ่งนอกจากกลุ่มผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) แล้ว สถาบันการเงินหลายแห่งต่างกระโดดลงมาเล่นกันมากขึ้น ล่าสุดก็มีธนาคารออมสินที่เป็นแบงก์รัฐ ประกาศร่วมลงทุนกับ “บริษัท เงินสดทันใจ จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ. ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น หรือ “SAWAD” การผนึกกำลังของ 2 องค์กรดังกล่าว นอกจากความเชี่ยวชาญของ “ศรีสวัสดิ์” ที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยังมีเรื่องจำนวนสาขาที่หากผนวกเข้าด้วยกันแล้วจะมีสาขาเพิ่มขึ้นอีกมาก โดย ณ สิ้นไตรมาส 3/2563 “ศรีสวัสดิ์” มีสาขาทั้งสิ้น 4,660 สาขา ขณะที่ “ออมสิน” มีอยู่ 1,060 สาขาทั่วประเทศ MTC พร้อมรบ เปิดศึกหั่นดอกเบี้ยสู้ “นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ” ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) บอกว่า บริษัทเตรียมปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเป็นการทั่วไปลงมาอยู่ระดับ 18% ต่อปี คาดว่าจะมีผลภายในเดือน ธ.ค.นี้ โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ทยอยปรับดอกเบี้ยลงมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือลูกค้า จากเดิมที่ดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 20% ต่อปี เป็น 19% ในปัจจุบัน ทั้งนี้ การมีผู้เล่นอย่างธนาคารออมสินที่ร่วมทุนกับ SAWAD เข้ามา จะทำให้การแข่งขันในตลาดมีความเสรีมากขึ้น ซึ่ง MTC พร้อมแข่งขันในด้านดอกเบี้ย “บริษัทปรับลดดอกเบี้ยลงมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงไม่กังวลว่าจะไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ โดยการลดดอกเบี้ย ต้องขึ้นอยู่กับการบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ว่าควบคุมได้หรือไม่ เพราะถ้ามัวแต่ลดดอกเบี้ย แต่หนี้เสียเยอะ ก็กระทบต่อรายได้และผลกำไร ซึ่งตอนนี้หนี้เสียเราค่อนข้างต่ำอยู่ที่ 1% ถ้าเทียบทั้งตลาดหนี้เสียอยู่ที่ 5% ดังนั้น เรายังคงแข่งขันได้แน่นอน” ชิงตลาดเดือดกระทบรายย่อย สำหรับในปี 2564 “นายชูชาติ” ประเมินว่าธุรกิจจำนำทะเบียนรถจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องที่ระดับ 20-30% อย่างไรก็ดี MTC ยังเป็นผู้นำตลาด และมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้ โดยปัจจุบันส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ของบริษัทอยู่ที่ 40% เป็นอันดับ 1 สิ่งที่จะต้องจับตาในปีหน้าจากภาวะการแข่งขันที่จะดุเดือดขึ้น ก็คือ ผู้ประกอบการรายย่อยกลุ่มสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ที่คิดดอกเบี้ยสูง หากไม่สามารถควบคุมเอ็นพีแอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะเห็นการไหลออกของลูกค้ามาสู่บริษัทที่เสนอดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ามากขึ้น สุดท้ายแล้วหากบริษัทเหล่านี้ไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงมาแข่งได้ ก็จะล้มหายตายจากไป “ต้องยอมรับว่า จำนำทะเบียนรถเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทน (มาร์จิ้น) ค่อนข้างดี หากมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ทุกคนหันมาเล่นตลาดนี้ ซึ่งในปีหน้าก็อาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาด เพราะผู้ประกอบการรายย่อยที่คิดดอกเบี้ยสูงจะลำบาก โดยเป้าหมายธุรกิจในปีหน้า MTC ตั้งเป้าสอดคล้องกับตลาดอยู่ที่ 20-25% หรือสินเชื่อปล่อยใหม่ 1.2 หมื่นล้านบาท จากปีนี้อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท” “เคทีซี” ชูปล่อยกู้ “ดีลิเวอรี่” “นายวรพงศ วงษ์กะพันธ์” ผู้จัดการ-ธุรกิจสินเชื่อ “เคทีซี พี่เบิ้ม” บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทเพิ่งเข้าสู่ธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ โดยการตัดสินใจเข้ามาสู่ตลาดนี้จากเดิมที่บริษัททำแต่บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (พีโลน) ก็เพราะเป็นตลาดที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ที่สำคัญ สินเชื่อประเภทนี้ยังมีเล่มทะเบียนรถเป็นหลักประกัน ส่งผลให้ความเสี่ยงน้อยกว่าพีโลนและบัตรกดเงินสดที่เป็น “คลีนโลน” ทั้งนี้ หลังจากทดลองมาพักใหญ่ บริษัทก็เริ่มรุกสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเต็มที่เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา โดยมียอดอนุมัติประมาณ 100 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งนี้ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2564 บริษัทจะเน้นการขยายธุรกิจ (scale up) โดยตั้งเป้าหมายขยายพอร์ตจำนำทะเบียนรถเป็น 1,000 ล้านบาทในปี 2564 สำหรับการร่วมทุนระหว่าง “ออมสิน” และ “ศรีสวัสดิ์” นั้น “นายวรพงศ์” บอกว่า ยังคิดว่าไม่น่าจะกระทบกับการกำหนดดอกเบี้ยในตลาดมากนัก เนื่องจากการคิดดอกเบี้ยและคุณภาพในการให้บริการสินเชื่อแต่ละบริษัทมีความใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ดี “เคทีซี พี่เบิ้ม” จะไม่ลงไปแข่งขันในเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยจะคิดดอกเบี้ยที่ 21-24% ขึ้นอยู่กับข้อมูลรายได้และอาชีพของผู้ขอสินเชื่อเป็นสำคัญ มั่นใจกลุ่มลูกค้าไม่ทับซ้อน “เราคิดว่ากลุ่มลูกค้าที่โฟกัสจะไม่ทับซ้อนกัน โดยของทางออมสินน่าจะเน้นกลุ่มฐานราก ขณะที่เราจะเป็นกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ไม่ต้องจดทะเบียนการค้าก็สามารถกู้ได้” ทั้งนี้ บริษัทจะใช้ดิจิทัลมาช่วยในการให้บริการ ในรูปแบบ “ดีลิเวอรี่” และความรวดเร็วอนุมัติสินเชื่อใน 2 ชั่วโมง เป็น “จุดขาย” หลัก โดยจะไม่ใช้กลยุทธ์การปูพรมขยายสาขา เนื่องจากมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง แต่จะมีการใช้ช่องทางสาขาธนาคารกรุงไทย (KTB) ในการรับสมัครขอกู้ ปัจจุบันเริ่มจากสาขาในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลราว 20 สาขาแล้ว ซึ่งบริษัทจะอนุมัติวงเงินสูงสุดที่ 700,000 บาทขึ้นกับสภาพรถยนต์ด้วย ส่วนรถจักรยานยนต์ จะให้สินเชื่อเฉพาะรถที่ต่ำกว่า 400 ซีซี วงเงินสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท “เรายังมีจุดเด่นที่รับเงินก้อนได้ทันทีในกรณีที่เอกสารครบ เช่น วงเงินอนุมัติ 700,000 บาท เราก็สามารถโอนให้ได้เลย 700,000 บาททันที หลังการอนุมัติ และในระยะข้างหน้าพยายามจะลดระยะเวลาอนุมัติให้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง” “นายวรพงศ” กล่าวว่า บริษัทยังจับมือกับพันธมิตร อาทิ “ลาล่ามูฟ” ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่น และแฟรนไชส์ “หมูทอดกอดคอ” ของบริษัท ฟู้ดแพชชั่น และจะขยายสู่พันธมิตรอื่นมากขึ้น เพื่อเป็นช่องทางขยายสินเชื่อในอนาคต หวังว่าการแข่งขันที่มีมากขึ้น จะเป็นผลดีต่อประชาชนผู้กู้เงิน ที่จะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพได้ต่อไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-559840

จำนวนผู้อ่าน: 13

24 พฤศจิกายน 2020

“เฟซบุ๊ก” ผนึก “คีนันฯ” ช่วยธุรกิจรายย่อยบนออนไลน์

หลังจากเปิดตัวโครงการ Boost with Facebook ขึ้นเมื่อปี 2562 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Facebook ประเทศไทย และมูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย เพื่อเสริมทักษะดิจิทัลที่จำเป็นให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงผู้ประกอบการอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นช่องทางเชื่อมโยงกับลูกค้า และสร้างการเติบโตของธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ เมื่อไม่นานที่ผ่านมา Facebook จัดงานเสวนาออนไลน์ “Leading with Inclusion” ขึ้น เพื่ออัพเดตความคืบหน้าโครงการพร้อมกับประกาศมุ่งดำเนินงานระยะ 2 ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยฟื้นฟูจากผลกระทบวิกฤตโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง “เบธ แอน ลิม” ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายโครงการเพื่อชุมชน ประจำ Facebook เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ปัจจุบัน Facebook มีกลุ่มผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายย่อยบนแพลตฟอร์มมากกว่า 200 ล้านรายทั่วโลก ซึ่งทุกรายสามารถเข้าถึงเครื่องมือ Facebook ฟรี สำหรับประเทศไทยพบว่ามีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึง ส่วนหนึ่งเพราะยึดติดกับการทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ที่เน้นให้ลูกค้าเดินเข้าไปหาหน้าร้าน หรือยังมีทักษะดิจิทัลไม่มากพอ “แต่ท่ามกลางสภาวะสังคมเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ โดยเฉพาะวิกฤตโควิด-19 เข้ามา การใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือทำตลาดจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงยาก” “ดังนั้น โครงการ Boost with Facebook จึงเกิดขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่ออบรมทักษะดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการ มีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับการสร้างบัญชีธุรกิจบน Facebook และ instagram ตลอดจนถึงวิธีการใช้เครื่องมือสำหรับสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการเพิ่มฐานผู้ติดตามโดยใช้ข้อมูลเชิงลึก” “Boost with Facebook ดำเนินการภายใต้วิสัยทัศน์เรื่อง diversity (ความหลากหลาย) และ inclusion (การมีส่วนร่วม) ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับคนที่หลากหลาย และการมีส่วนร่วมกับสังคมทุกภาคส่วน” “โดยร่วมมือกับมูลนิธิคีนันฯให้เป็นผู้ดำเนินการอบรมทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมกับความร่วมมือกับภาคชุมชนทุกภาคส่วน ตั้งแต่กลุ่มเพศทางเลือก (LGBTQI) กลุ่มผู้พิการ รวมถึงชนกลุ่มน้อย ดังนั้น นับตั้งแต่เปิดโครงการมีการจัดอบรมให้แก่ผู้ประกอบการไทยแล้วกว่า 4,500 ราย ผ่านการจัดฝึกอบรมแบบออฟไลน์แล้วทั้งสิ้น 19 ครั้งและในรูปแบบออนไลน์ 27 ครั้ง” “ทั้งยังเข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อยหลากหลายกลุ่มมากกว่า 2,183 ราย โดย 38% มาจากกลุ่มคนชายขอบ และกลุ่มประชากรเป้าหมายต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI) 28%, กลุ่มผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย 20%, วิสาหกิจชุมชน 20%, กลุ่มผู้มีรายได้น้อย 18%, กลุ่มผู้ว่างงาน 7% และกลุ่มผู้สูงอายุ 5%” “เบธ แอน ลิม” กล่าวต่อว่า จากจำนวนผู้เข้าอบรมแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ประกอบการไทยเริ่มเห็นความสำคัญกับการใช้ออนไลน์ดำเนินธุรกิจมากขึ้น ยกตัวอย่าง ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยที่ประสบความสำเร็จจากการอบรมใช้ดิจิทัล และยึดถือแนวทางของความหลากหลาย และการสร้างการมีส่วนร่วมมาปรับใช้ คือ ธุรกิจ La’Poon Organic ที่ก่อตั้งขึ้นในจังหวัดลำพูน ทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยมีจุดเริ่มต้นมาจาก “อรุณี พร้อมชัย” ผู้ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสมุนไพรออร์แกนิก ด้วยการใช้ภูมิปัญญาไทย และสมุนไพรท้องถิ่น “หลังจากเธอเริ่มนำเสนอสินค้าบน Facebook ปัจจุบันมียอดติดตามถึง 135,883 คน ทำให้ธุรกิจของเธอเติบโตขึ้น 15% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และปัจจุบันเธอจ้างพนักงานทั้งหมด 11 คน ทั้งยังมีบทบาทในการสนับสนุนชุมชนของเธอในการร่วมทำสมุนไพรออร์แกนิกด้วย” “ทั้งยังช่วยให้เธอเชื่อมต่อกับชุมชนใหม่ ๆ ได้อีกด้วย โดยล่าสุดได้รับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเป็นครั้งแรกจากธุรกิจค้าปลีกในประเทศเมียนมา จากตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นว่าวิสัยทัศน์ของ Facebook สามารถแปลงมาเป็น action plan เป็นสิ่งที่จับต้องได้ และระยะต่อจากนี้เรามุ่งหวังจะขยายการดำเนินงานสู่ชุมชนอื่น ๆ มากกว่านี้ พร้อมกับนำเสนอคู่มือการพลิกฟื้นธุรกิจภายหลังวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นที่นอกเหนือจากทักษะดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งพื้นฐาน แต่จะลงลึกไปสู่การวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการประคับประคองธุรกิจได้ระยะยาว” อันจะไปสอดคล้องกับแนวคิดของ “ปิยะบุตร ชลวิจารณ์” ประธานอำนวยการมูลนิธิคีนันแห่งเอเซียที่กล่าวว่า มูลนิธิคีนันแห่งเอเซียร่วมมือกับ Facebook เพื่อสนับสนุนธุรกิจขนาดย่อมและผู้ประกอบการชาวไทย ให้มีความเข้าใจในการใช้ดิจิทัลให้สามารถเข้าสู่ตลาดแข่งขันอีคอมเมิร์ซได้ เพราะปัจจุบันนับเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงยาก ซึ่งผลดำเนินการอบรม 2 ปีที่ผ่านมาเราจัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะกับกลุ่มเป้าหมาย 4 เรื่อง ประกอบด้วย หนึ่ง หลักสูตรพื้นฐานที่มุ่งเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านตลาดดิจิทัล สอง การสร้างบัญชีธุรกิจบน Facebook และ Instagram สาม การใช้เครื่องมือเพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาและเพิ่มจำนวนผู้ชม สี่ การใช้ข้อมูลเชิงลึกวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค “ปีที่ผ่านมามูลนิธิคีนันฯพยายามเข้าถึงกลุ่มพื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศ รวมถึงจัดอบรมให้ครอบคลุมถึงเครือข่ายผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐประชาสังคม และกลุ่มบุคคลทั่วไปที่สนใจทำตลาดออนไลน์แต่ขาดทุนทรัพย์” “ตรงนี้มูลนิธิคีนันฯเริ่มจากสำรวจว่าผู้ประกอบการที่จะหันมาใช้ออนไลน์ดำเนินธุรกิจความต้องการข้อมูลอะไรบ้าง อยากเสริมสร้างทักษะด้านไหนบ้าง หลายคนอยากรู้ว่าจะทำหน้าเพจอย่างไร จัดการเพจธุรกิจอย่างไร เพิ่มข้อมูลผู้เข้าชมอย่างไร แล้วแพลตฟอร์มอื่น ๆ ในการดำเนินธุรกิจ เช่น อินสตาแกรม หรือข้อมูลอื่น ๆ ใช้อย่างไร เมื่อแพลตฟอร์มเป็นรูปเป็นร่างแล้วจึงช่วยในเรื่องการสร้างสรรค์คอนเทนต์” “ตลอดการดำเนินงานระยะแรกนั้น ผมมองเห็นถึงการเติบโตของผู้ที่เข้าร่วมโครงการจากคะแนนหลังการฝึกอบรมของพวกเขา และการนำความรู้ที่ได้ไปใช้งานจริง สิ่งที่สำคัญคือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในไทยจำนวนมากมีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัล พวกเขาเพียงต้องการโอกาสในการเรียนรู้เท่านั้น” “สำหรับเป้าหมายต่อไป คือ การพลิกฟื้นตัวของธุรกิจโดยเราจัดทำคู่มือเพื่อมอบให้แก่ผู้ประกอบการทุกคน ซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้ดำเนินโครงการ Global Resiliency ของ Facebook และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมด้านการจัดการภาวะวิกฤต การวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ การเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และการฟื้นตัวของธุรกิจ เพื่อแบ่งปันกลยุทธ์และสิ่งที่ควรพิจารณาที่สามารถนำมาใช้ได้กับการดำเนินธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย” “ปิยะบุตร” กล่าวต่อว่า คู่มือดังกล่าวมูลนิธิคีนันฯเป็นผู้แปลและออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการทบทวนการดำเนินกิจการของตน และสามารถประเมินการปฏิบัติงานของตนได้ “โดยใช้วิธีเช็กลิสต์ 4 ด้าน คือ บุคลากร (people) ให้การสนับสนุนและสร้างความผูกพันกับบุคลากร, กระบวนการ (process) ปรับตัวให้เข้ากับความต้องการที่เปลี่ยนไปของการดำเนินธุรกิจ, ลูกค้า (patrons) เข้าใจลูกค้าและสร้างปฏิสัมพันธ์ภายในชุมชน, ผลกำไร (profits) ประเมินรูปแบบของธุรกิจและจัดการด้านการเงิน หรือเงินสดหมุนเวียนอย่างไร และการเตรียมพร้อม (prepare) เข้าใจถึงความเสี่ยงและเตรียมรับมือต่อความท้าทายเชิงธุรกิจ” “มานพ เอี่ยมสะอาด” รองประธานบริหาร บริษัท เรย์วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด กล่าวเสริมว่า องค์กรของเราอยู่ภายใต้มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ โดยมีผู้พิการอยู่ในองค์กรมากกว่า 100 คน ส่วนใหญ่สนับสนุนพวกเขาไปทำงานด้านบริการและคอลเซ็นเตอร์กับบริษัทหรือหน่วยงานต่าง ๆ “ผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 ทำให้คนทั่วไปได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างมากขึ้น อย่างหลายบริษัทที่เคยมีการจ้างงานผู้พิการตามอัตราโควตา 1 ต่อ 100 แต่เมื่อบริษัทต้องปลดพนักงานทั่วไปออกเป็นหมื่น ๆ คน โอกาสของการจ้างงานคนพิการก็ยิ่งน้อยลงอีก ฉะนั้น ปัญหาสำคัญที่เรามองเห็นคือความท้าทายสำหรับชุมชนผู้พิการที่จะผันตัวเองไปประกอบอาชีพอื่น ๆ” “บริษัทจึงสนับสนุนให้พวกเขาทำธุรกิจบนออนไลน์ พร้อมกับส่งเสริมให้เข้าอบรมในโครงการ Boost with Facebook ทำให้เขามีโอกาสเรียนรู้เทคนิคการทำการตลาดออนไลน์มากขึ้น เราเห็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เช่น ภายในกลุ่มของเรามีสมาชิกที่เริ่มมีอาชีพส่วนตัวด้วยการหันมาขายของออนไลน์มากขึ้น บางคนก็ขายอาหารตามสั่ง ขายผลิตภัณฑ์เจลแอลกอฮอล์ หรือทำเป็นแพ็กเกจชุดสังฆทานขายในวันสำคัญทางศาสนา” “ดังนั้น พอพวกเขาเริ่มเรียนรู้การใช้เครื่องมือต่าง ๆ ของ Facebook จึงทำให้เขาเห็นช่องทางที่เปิดกว้างมากขึ้นจนทำให้เขามีพื้นที่แสดงออกหรือสื่อสารประสบการณ์ที่ไม่เพียงจะทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า หรือมีอิสระในการหาโอกาสใหม่ ๆ ให้กับตัวเองมากขึ้น” ยังทำให้สินค้าของเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาดออนไลน์อีกด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/csr-hr/news-559936

จำนวนผู้อ่าน: 19

24 พฤศจิกายน 2020

น่าทึ่ง นักสะสมซื้อสแตมป์จากอีเบย์เจอซองจดหมายคนดังชาวไทยเมื่อ 68 ปีก่อน จึงส่งให้ทายาทดู

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 กมล สุโกศล แคลปป์ หรือ สุกี้ ได้โพสต์รูปภาพซองจดหมายพร้อมข้อความภาษาอังกฤษผ่านเฟซบุ๊ก Kamol Clapp เล่าเรื่องราวน่าทึ่งว่าเขาได้รับการติดต่อจากนักสะสมแสตมป์ที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษว่าเจอจดหมายที่จ่าหน้าซองถึงคุณแม่ของเขา ประทับตราปี ค.ศ.1952 “นี่เป็นสิ่งที่บ้าที่สุดที่ผมเคยเจอ เมื่อนักสะสมแสตมป์ไทยในอังกฤษติดต่อผมมา เขาบอกว่าเขาซื้อแสตมป์ไทยเก่า ๆ จาก Ebay เมื่อเขาดูชื่อบนซองจดหมาย เขาพบว่ามันคือชื่อแม่ของผม ซึ่งเป็นจดหมายที่คุณตาเขียนถึงคุณแม่เมื่อปี 1952 หรือ 68 ปีที่แล้ว – เหลือเชื่อ” ในโพสต์ดังกล่าวนี้ สุกี้ไม่ได้บอกรายละเอียดว่า นักสะสมแสตมป์คนนั้นขายซองจดหมายให้เขาด้วย หรือเพียงส่งรูปภาพมาให้เท่านั้น ทั้งนี้ คุณแม่ของกมล สุโกศล แคลปป์ คือ กมลา สุโกศล ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทสุโกศล ซึ่งอีกบทบาทหนึ่งที่เป็นที่รู้จักคือ บทบาทนักร้อง เจ้าของเพลงดัง Live and Learn กมลาเป็นลูกสาวของนายกมล สุโกศล หรือ “นายห้างกมล” ผู้ก่อตั้งบริษัท กมลสุโกศล จำกัด ปัจจุบันกมลา อายุ 84 ปี หากนับย้อนตามเวลาที่ประทับตราบนจดหมายคือปี 1952 หรือ พ.ศ.2495 ขณะนั้นกมลาอายุเพียง 16 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอเรียนชั้นมัธยมที่ Farrington’s School ในมณฑลเคนต์ ประเทศอังกฤษ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/social-media-viral/news-561097

จำนวนผู้อ่าน: 20

24 พฤศจิกายน 2020

ชาวนา เตรียมรับเงินประกันรายได้ข้าวเปลือก 5 ชนิด งวดที่ 3

(Photo by Romeo GACAD / AFP) ประกาศกรมการค้าภายใน กำหนดราคาอ้างอิงประกันรายได้ข้าวเปลือกงวดที่ 3 เริ่มจ่าย 16-22 เดือนพฤศจิกายน  2563 ผู้สื่อข่าว”ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธาน ได้ออกประกาศ เรื่อง การกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 รอบที่ 1 (งวดที่ 3) โดยมีมติจ่ายเงินส่วนต่างให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2563/64 ที่ระบุวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 16-22 เดือนพฤศจิกายน 2563 ในความชื้นไม่เกิน 15% จำนวน 5 ชนิด คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว เพราะทุกชนิดยังมีราคาต่ำกว่าราคาที่ประกันรายได้ โดยผลการพิจารณาราคาตลาดปัจจุบันกับราคาที่ประกันรายได้ พบว่า ราคาอ้างอิงในตลาดข้าวเปลือกหอมมะลิ ปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 11,940.67 บาทจากราคาประกันข้าวเปลือกที่ตันละ 15,000 บาท ทำให้เกษตรกรได้รับขดเชยส่วนต่าง ตันละ 3,059.33 บาท ราคาอ้างอิงในตลาดข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 11,718.59 บาท จากราคาประกันข้าวเปลือกที่ตันละ 14,000 บาท ทำให้เกษตรกรได้รับชดเชยส่วนต่าง ตันละ 2,281.41 บาท ราคาอ้างอิงในตลาดข้าวเปลือกเจ้า ปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 8,963.80 บาท จากราคาประกันที่กำหนดไว้ตันละ 10,000 บาท ทำให้เกษตรกรได้รับชดเชยส่วนต่าง ตันละ 1,036.20 บาท ราคาอ้างอิงในตลาดข้าวเปลือกหอมปทุมธานี  ปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 9,944.39 บาท จากราคาประกันที่กำหนดไว้ตันละ 11,000 บาท ทำให้เกษตรกรได้รับชดเชยส่วนต่าง ตันละ 1,055.61 บาท ราคาอ้างอิงในตลาดข้าวเปลือกเหนียว ปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 11,003.42 บาท จากราคาประกัน 12,000 บาท ทำให้เกษตรกรได้รับชดเชยส่วนต่าง ตันละ 996.58  บาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-561092

จำนวนผู้อ่าน: 3

24 พฤศจิกายน 2020

ดีแทค จับมือบัตรกดเงินสด จัดแพ็คเกจให้ผ่อนมือถือ เริ่มต้น 333 บาท

ภาพจาก Pixabay “ดีแทค” ออกโปรแรง จับมือบัตรกดเงินสด จัดแพ็คเกจให้ลูกค้าผ่อนซื้อมือถือ เริ่มต้นเดือนละ 333 บาท วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 นางสุกัณณี เลิศสุขวิบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดระบบเติมเงิน บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ดีแทค เติมเงินช่วยผู้ใช้ประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งลูกค้าในระบบเติมเงินส่วนใหญ่มักไม่มีบัตรเครดิต แต่ใช้บัตรกดเงินสดเป็นหลัก จึงมีแคมเปญ “ล็อกเลขเด็ดให้คุ้ม 3 ต่อ” ร่วมกับบัตรกดเงินสดจากธนาคารต่างๆ เช่น บัตรกรุงไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารยูโอบี, ธนาคารซิตี้แบงก์ และธนาคารกสิกร ให้ลูกค้าซื้อมือถือใหม่ได้โดยจ่ายเริ่มต้น 333 บาทต่อเดือน ได้ทั้งมือถือใหม่ อินเทอร์เน็ตไม่อั้น โทรไม่อั้น รวมถึงยังเข้าร่วมสนับสนุนมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ของรัฐบาล ด้วยการนำค่าซื้อสินค้ามาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนจ่ายจริง รวมกันไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน สำหรับลูกค้าเติมเงินของดีแทค สามารถเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือแบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ ซัมซุง, ออปโป้ ,วิโว และเรียลมี พร้อมแพ็กเกจ และแบ่งจ่ายรายเดือนได้นานถึง 24 เดือน เช่น Samsung A11 ราคาเครื่องปกติ 3,999 บาท ซื้อรวมเครื่องพร้อมแพ็คเกจ 7,992 บาท (เน็ตไม่อั้นไม่ลดความเร็ว 4 Mbps พร้อมโทรฟรีไม่อั้นทุกเครือข่าย*) ผ่อนจ่ายเดือนละ 333 บาท นาน 24 เดือน หรือ Realme 7i ราคาเครื่อง 7,499 บาท รวมแพ็คเกจ ราคา 11,492 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 479 บาท นาน 24 เดือน เป็นต้น ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/ict/news-561086

จำนวนผู้อ่าน: 3

24 พฤศจิกายน 2020

27 พ.ย. เปิดเดินเรือไฟฟ้า หัวลำโพง-วัดเทวราชกุญชร ฟรี 6 เดือน

กทม.ตรวจเรือ EV วิ่งคลองผดุงฯ จาก หัวลำโพง-วัดเทวราชกุญชร เชื่อมเรือด่วน-รถไฟฟ้า ดีเดย์ 27 พ.ย. เปิดใช้ เชิญ “ประยุทธ์” ประเดิม ใช้ฟรี 6 เดือน ก่อนเก็บ 10 บาทตลอดสาย ชี้ขาดทุนเดือนละ 5-6 แสนบาท คาดมีผู้โดยสาร 500-600 คน/วัน เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 23 พ.ย. 2563 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ลงพื้นที่ตรวจการทดสอบเดินเรือไฟฟ้า จำนวน 7 ลำ ตามสัญญาโครงการพัฒนาระบบการเดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษม พร้อมทดลองโดยสารจากท่าเรือหัวลำโพง – ท่าเรือวัดเทวราชกุญชร ระยะทาง 5 กม. โดยกทม.ได้ว่าจ้างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ซึ่งเป็นวิสาหกิจของกทม. ดำเนินโครงการพัฒนาระบบการเดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษม โดยจัดหาเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า (Electric  Vehicle : EV) พร้อมระบบโซลาเซลล์ จำนวน 8 ลำ ซึ่งได้ดำเนินการต่อเรือใหม่เพิ่มอีก 7 ลำ หลังจากที่ได้นำเรือใช้พลังงานไฟฟ้าต้นแบบ 1 ลำ ทดลองวิ่งให้บริการ ขณะนี้การต่อเรือไฟฟ้าลำใหม่ทั้ง 7 ลำ แล้วเสร็จตามแผนแล้ว เชิญ “บิ๊กตู่” เปิด 27 พ.ย.นี้ เรือไฟฟ้า ซึ่งจะเปิดให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบในวันที่ 27 พ.ย.นี้ โดยในเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธานในพิธีเปิดให้บริการเดินเรือไฟฟ้า โดยประชาชนทั่วไปสามารถใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 9.30 น. “กทม.จะแบกภาระค่าใช้จ่ายในการเดิยเรือทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะขาดทุนเดือนละ 500,000-600,000 บาท/เดือน” ส่วนการให้บริการเดินเรือ ในวันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 06.00-19.00 น. วันละ 39 เที่ยว ความถี่ในการเดินเรือประมาณ 15 นาทีต่อลำ ส่วนวันเสาร์-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น. วันละ 23 เที่ยว ความถี่ในการเดินเรือประมาณ 30 นาทีต่อลำ ฟรี 6 เดือน โดยกทม.จะเปิดให้บริการฟรีเป็นระยะเวลา 6 เดือน จากนั้นจะเริ่มจัดเก็บค่าโดยสารในอัตรา 10 บาท ตลอดสาย ทั้งนี้ คาดว่าเรือคลองผดุงกรุงเกษมจะมีผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 500-600 คน/วัน สำหรับคุณสมบัติเรือที่ต่อใหม่ทั้ง 7 ลำนี้ เป็นเรือโดยสารที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ทุกลำ ต้นทุนการต่อเรืออยู่ที่ 6 ล้านบาท/ลำ หลังคาของเรือมีแผงโซล่าเซลล์ 12 แผง ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้ในระบบไฟฟ้าส่องสว่างภายในเรือ และยังเป็นพลังงานสำรองในการขับเคลื่อนเรือ พร้อมทั้งติดตั้งระบบจีพีเอส ติดตามตำแหน่งเรือ โดยมีศูนย์ควบคุมที่คอยติดตามตรวจสอบตลอดช่วงเวลาที่ให้บริการประชาชน นอกจากนี้ได้ปรับปรุงคุณสมบัติต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยออกแบบที่นั่งและทางเดินในเรือให้สะดวกสบายขึ้น มีลายกันลื่นตลอดพื้นเรือ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร รวมถึงการปรับขนาดเรือให้เหมาะสมกับการเดินทางในคลองผดุงกรุงเกษม ที่มีสะพานหลายจุดและตัวสะพานดังกล่าวค่อนข้างต่ำ โดยตัวเรือมีความยาว 9.90 ม. ความกว้าง 2.98 ม. น้ำหนัก 5.98 ตัน เครื่องยนต์ขนาด 10 กิโลวัตต์ จำนวน 2 เครื่องยนต์ เทียบเท่าเครื่องยนต์ 20 แรงม้า และแบตเตอรี่ Li-on NMC ขนาดรวม 42 กิโลวัตต์ มีมาตรฐานป้องกันฝุ่นและน้ำ IP67 ทั้งตัวเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 17 กม./ชม. เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ความเร็วสูงสุด 15 กม./ชม. โดยชั่วโมงการทำงานต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 1 ครั้ง สามารถให้บริการได้นาน 4 ชั่วโมง โดยเรือสามารถรองรับผู้โดยสาร 30 ที่นั่ง และยังจัดพื้นที่รองรับผู้โดยสารที่ใช้วีลแชร์ได้ 1 คัน อันเป็นการส่งเสริมการเดินทางที่ทั่วถึงเท่าเทียมเพื่อคนทั้งมวล เชื่อมเรือด่วน-รถไฟฟ้า ส่วนเส้นทางการเดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษมได้กำหนดเดินเรือ จำนวน 11 ท่าเรือ ได้แก่ ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง ท่าเรือหัวลำโพง ท่าเรือนพวงศ์ ท่าเรือยศเส ท่าเรือกระทรวงพลังงาน ท่าเรือแยกหลานหลวง ท่าเรือนครสวรรค์ ท่าเรือราชดำเนินนอก ท่าเรือประชาธิปไตย ท่าเรือเทเวศร์ และท่าเรือตลาดเทวราช รวมระยะทาง 5 ก.ม. ครอบคลุมพื้นที่ 4 เขต ได้แก่ เขตปทุมวัน เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตดุสิต และเขตพระนคร ใช้เวลาเดินทางตลอดเส้นทางประมาณ 20 นาที สามารถเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว มีจุดเชื่อมต่อการเดินทาง จำนวน 4 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 ต่อเรือด่วนเจ้าพระยา ที่ท่าเรือตลาดเทวราช จุดที่ 2 ต่อเรือแสนแสบ ที่ท่าเรือกระทรวงพลังงาน จุดที่ 3 ต่อรถไฟชานเมือง ที่ท่าเรือรถไฟหัวลำโพง และจุดที่ 4 ต่อรถไฟฟ้า MRT ที่ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-561075

จำนวนผู้อ่าน: 3

24 พฤศจิกายน 2020

ธอส.เตรียมจ่ายแคชแบ็กคืน 500-1,000 บาท เป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ลูกหนี้น้ำดี

ธอส.เตรียมของขวัญปีใหม่ จ่ายเงินคืนลูกหนี้ชั้นดี 500-1,000 บาท ผ่านแอปฯ ‘GHB ALL’ ปลื้ม! ยอดสินเชื่อปีนี้ส่อแววเข้าเป้า 2.1 แสนล้านบาท ปีหน้าหวังโต 3% ชี้ธนาคารตั้งสำรองรับมือหนี้เสียทะลักเรียบร้อยแล้ว นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงแผนดำเนินงานช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ว่า ธนาคารเตรียมของขวัญปีใหม่แก่ลูกค้า โดย ธอส.จะจ่ายเงินคืน (Cash Back) ให้แก่ลูกค้าที่มีประวัติชำระหนี้ดีที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท และชำระต่อเนื่อง 24 เดือน โดยจะจ่ายเงินคืนผ่านแอปพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้ง “GHB ALL” จำนวน 500-1,000 บาท รวมวงเงินที่จ่ายคืนประมาณ 100 ล้านบาท นอกจากนี้ ธนาคารมีแผนจะออกสลากออมทรัพย์รุ่น “เกล็ดดาว” เพิ่มอีก 35,000 ล้านบาท หลังจากที่คณะกรรมการบริหารฯ อนุมัติวงเงินเพิ่มเติม เนื่องจากประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยปัจจุบันสลากออมทรัพย์รุ่นเกล็ดดาวมีวงเงิน 15,000 ล้านบาท และขายออกไปแล้ว 10,000 ล้านบาท คาดว่าอีก 5,000 ล้านบาท จะสามารถขายหมดภายในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ ทั้งนี้ สลากออมทรัพย์รุ่นเกล็ดดาว จำหน่ายหน่วยละ 5,000 บาท จำนวน 15,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.40% อายุสลาก 2 ปี โดยเป็นการออกสลากออมทรัพย์ของ ธอส. รุ่นที่ 4 หลังจากได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ธนาคารให้สามารถระดมทุนด้วยการออกสลากได้ เมื่อสอบถามถึงแนวโน้มผลดำเนินงานปีนี้ และแผนงานในปีหน้า นายฉัตรชัยกล่าวว่า ปีนี้คาดว่าจะสามารถดำเนินการปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 2.1 แสนล้านบาท ขณะที่แผนงานในปีหน้าตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเติบโต 3% โดยธนาคารมีการตั้งสำรองเพียงพอสำหรับคุณภาพหนี้ที่คาดว่าจะเห็นหนี้เสีย (NPL) ออกมาในระบบมากขึ้นหลังจบมาตรการแช่แข็งหนี้ จากปัจจุบันมีระดับ NPL อยู่ที่ 2% ทั้งนี้ ธอส.ได้ช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการแช่แข็งหนี้สินเชื่อบ้านประมาณ 10 ชุด โดยที่ผ่านมาทยอยหมดอายุแล้ว 2 ชุด จำนวนลูกหนี้ราว 275,000 ล้านคน พบว่าลูกค้าไม่สามารถกลับมาผ่อนชำระได้ประมาณ 8-9% ของมูลหนี้ทั้งหมด โดยธนาคารประเมินว่า ในกรณีที่หนี้ที่แช่เอาไว้ชุดอื่น ๆ กลายเป็นหนี้เสียประมาณ 10% ยังอยู่ในวิสัยที่ธนาคารสามารถรับมือได้ โดยชุดที่ 3 จะครบกำหนดสิ้นเดือน ม.ค.64 ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-561043

จำนวนผู้อ่าน: 3

24 พฤศจิกายน 2020

ทุนฝรั่งเศสเล็ง PPP รถไฟฟ้า-ทางด่วน-MedHub ภูเก็ต

นักลงทุนฝรั่งเศสตั้งแท่นรอลงทุน 3 โครงการยักษ์ PPP จังหวัดภูเก็ต “รถไฟรางเบา ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง และ Medical Hub” หลังกงสุลฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และคณะ ยกคณะพบรองผู้ว่าฯภูเก็ต เผยสนใจติดตามโครงการพัฒนาภูเก็ต เตรียมนำนักลงทุนเข้าร่วมลงทุนที่ภูเก็ต นายพิเชษฐ์ ปาณะพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า หลังจากคณะรัฐมนตรีสัญจรภูเก็ต เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2563 ได้เห็นชอบในหลักการโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของ จ.ภูเก็ตหลายโครงการให้ดำเนินการในรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ PPP net cost ตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ 2556 ได้แก่ โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย มูลค่า 30,000 ล้านบาท, โครงการทางพิเศษกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ตของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ระยะทาง 3.98 กม. วงเงิน 14,100 ล้านบาท, โครงการยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจังหวัดภูเก็ต สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก หรือ Medical Hub ของโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต วงเงิน 2,967 ล้านบาท ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณารายละเอียดเพื่อดูว่า งานส่วนใดภาครัฐดำเนินการ อยู่ระหว่างพิจารณาของบประมาณ และจะเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการในส่วนไหนต่อไป “โครงการดังกล่าวทั้งหมดเป็นโครงการขนาดใหญ่ของภูเก็ต ทาง ครม.เห็นชอบในหลักการหมดแล้ว เพียงแต่ขั้นตอนอยู่ที่การเสนอรายละเอียดขอใช้เงิน ส่วนไหนจะเป็นโครงการที่ทำร่วมกัน คือ ภาครัฐ เอกชน ในรูปแบบ PPP” นายพิเชษฐ์กล่าวต่อไปว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ทางคณะกงสุลฝรั่งเศสประจำประเทศไทยได้มาเข้าพบทางจังหวัดภูเก็ต เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่าง ๆ ของจังหวัดภูเก็ต พร้อมกับติดตามความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ เพื่อนำนักลงทุนฝรั่งเศสมาร่วมลงทุนในอนาคต “ทางคณะกงสุลฝรั่งเศสมีความสนใจในโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการระบบรถไฟฟ้ารางเบา, โครงการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) ที่สะพานท่าเทียบเรืออ่าวปอ ต.ป่าคลอก อ.ถลาง ซึ่งเป็นท่าเรือเฟอรี่อ่าวปอ และโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามัน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ โดยรอความคืบหน้าจากทางจังหวัดภูเก็ต หากเปิดให้เอกชนเข้าดำเนินการ พร้อมนำนักลงทุนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุน” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/local-economy/news-559577

จำนวนผู้อ่าน: 3

24 พฤศจิกายน 2020

ทิศทางความยั่งยืนโลก 8 บริษัทผู้นำกลุ่มอุตฯ DJSI 2020

หลังจากที่ “S&P Dow Jones Indices” และ “SAM” ในฐานะผู้จัดทำ “ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices-DJSI)” ประกาศรายชื่อบริษัทที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI ประจำปี 2563 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนผ่านมา โดยมีบริษัทไทยที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกจำนวน 22 บริษัท โดยในปีนี้ “บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO)” ได้รับการจัดอันดับในกลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets เป็นปีแรก ที่สำคัญ ในปี 2563 บริษัทไทยยังได้รับการประเมินให้เป็น “ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry Leaders)” จำนวน 8 บริษัท ได้แก่ 1) บมจ.บ้านปู (BANPU) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Coal & Consumable Fuels 2) บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas Refining & Marketing 3) บมจ.ปตท. (PTT) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas Upstream & Integrated 4) บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ (THBEV) ผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรม Beverages 5) บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Chemicals 6) บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Construction Materials 7) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Telecommunication Services และ 8) บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรม Transportation and Transportation Infrastructure ส่วนบริษัทไทยที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI ประจำปี 2563 มีจำนวน 22 บริษัท แบ่งเป็น “กลุ่มดัชนี DJSI World” จำนวน 12 บริษัท ได้แก่ KBANK, SCB, PTTEP, PTT, CPALL, THBEV, IVL, PTTGC, SCC, CPN, ADVANC และ AOT โดยดัชนีในกลุ่มนี้จะคัดเลือกจากบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงที่สุด 2,500 อันดับแรกของโลก ขณะที่ “กลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets” สำหรับตลาดเกิดใหม่มีจำนวน 22 บริษัท ได้แก่ KBANK, SCB, MINT, BANPU, IRPC, PTTEP, PTT, TOP, CPALL, CPF, THBEV, TU, IVL, PTTGC, SCC, CPN, HMPRO, ADVANC TRUE, AOT, BTS และ EGCO “ณัฐณรินทร์ อิสริยเมธา” ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ในการทำแบบประเมิน DJSI กล่าวว่า จากข้อมูลของ SAM ผู้ประเมินพบว่าในปี 2563 มีบริษัทจากทั่วโลกที่ร่วมตอบแบบประเมิน CSA (corporate sustainability assessment) มากถึง 1,386 บริษัท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่ผ่านมาถึง 19% โดยทวีปเอเชียถือเป็นทวีปที่มีจำนวนบริษัทเข้าร่วมตอบแบบประเมินความยั่งยืนนี้มากที่สุด คิดเป็น 36.44% รองลงมา ได้แก่ ทวีปยุโรป 26.19% และทวีปอเมริกาเหนือ 25.76% ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าบริษัททั่วโลกให้ความสนใจ และให้ความสำคัญกับการประเมินดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ที่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ในกรอบ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) “คำถามของแบบประเมิน CSA จะครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำหรับ 61 อุตสาหกรรม ซึ่งมีทั้งคำถามทั่วไปที่ถามในทุกอุตสาหกรรม และคำถามเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม โดยในแต่ละปีแบบประเมิน CSA จะมีการเปลี่ยนแปลงประมาณ 10-15% เพื่อให้ข้อคำถามมีเรื่องปัจจุบัน” “รวมถึงการรับฟังข้อเสนอแนะของบริษัทที่เข้าร่วมตอบแบบประเมิน และได้ให้ความคิดเห็นกลับมา ทำให้คะแนนการประเมินของแต่ละอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลง ปรับขึ้นลงตามเนื้อหาของคำถาม ตรงนี้ถือว่าเป็นความเฉพาะตัวของอุตสาหกรรม ทั้งยังเป็นสิ่งที่ทำให้การประเมินของ DJSI มีความพิเศษและน่าสนใจ” “แม้ว่าในช่วงต้นปี 2563 ผ่านมา จะมีปัจจัยของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อผู้คน รวมถึงภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกแต่สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาเป็นคำถามที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการประเมิน CSA ในปีนี้ เนื่องจากการประเมินในแต่ละปีจะเป็นการนำข้อมูลของปีก่อนหน้ามาใช้ตอบข้อคำถาม” “อย่างไรก็ตาม บริษัทที่เข้าร่วมตอบแบบประเมินสามารถนำแนวปฏิบัติในเรื่องนี้ไปตอบคำถามในประเด็นที่เกี่ยวข้องได้ และคาดว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจจะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินของปี 2564” นอกจากนี้ “ณัฐณรินทร์” ยังสะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กับการเติบโตขององค์กรธุรกิจว่า การระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้คน เศรษฐกิจ และองค์กรธุรกิจ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดเล็กเป็นอย่างมาก จนเกิดเป็นความท้าทายที่จะทำอย่างไรให้การดำเนินชีวิตของผู้คน รวมถึงเศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อไปได้ “ส่วนตัวแล้วมองว่าปัจจัยที่ทำให้องค์กรสามารถก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ได้ คือ ความยั่งยืนที่สร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แม้ว่าวันนี้ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ภาคธุรกิจ หรือองค์กร มองประเด็นเรื่องสังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นรองลงมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ และมีความท้าทายต่อการสร้างสมดุลระหว่างทั้ง 3 มิตินี้” “แต่อย่างไรก็ตาม การคำนึงถึงปัจจัยดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจากรายงาน Sustainable investing : Resilience amid uncertainty ของ BlackRock บริษัทบริหารกองทุนระดับโลกที่มีมูลค่าสินทรัพย์ ภายใต้การบริหารจัดการสูงที่สุดในโลก” “เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาระบุว่า ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563 ในสถานการณ์โควิด-19 ภายใต้ปัจจัยของความผันผวนของเศรษฐกิจ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน คำนึงถึงสังคม และสิ่งแวดล้อม จะมีความยืดหยุ่น สามารถประคับประคองธุรกิจ สร้างคุณค่า และมูลค่าให้ผู้ลงทุน รวมถึงมี performance ที่โดดเด่น เมื่อเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ที่อาจจะไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความยั่งยืนมากนักในอุตสาหกรรมเดียวกัน” “ดังจะเห็นได้ว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะทำให้องค์กรธุรกิจมองเห็นปัจจัยทางความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหรือแม้กระทั่งความผันผวนภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และสามารถวางแผนในการจัดการ รับมือกับปัจจัยที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้ แม้ว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนจะมีกระบวนการทำงานและอาจต้องใช้ระยะเวลาที่นานกว่าจะเห็นผลก็ตาม” ขณะที่ “ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ” ประธานสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า จากความต้องการของผู้ลงทุนที่มีต่อข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงข้อมูลทางการเงิน ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงผลประกอบการในอดีต ผู้ลงทุนได้ให้ความสำคัญของข้อมูลที่มิใช่ตัวเลขทางการเงินเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างคำว่า ESG ที่เกิดขึ้นในแวดวงตลาดทุน เพื่ออธิบายถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับบริษัท และการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน “ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาข้อมูลความยั่งยืนในรูปของดัชนี หรือการจัดอันดับจากผู้ให้บริการข้อมูลในวงจรข้อมูลความยั่งยืน จึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้ลงทุน โดยมีผู้ให้บริการรายสำคัญ อย่างเช่น เอสแอนด์พี/ดาวโจนส์ (ควบรวมกันในปี 2554) ที่กำเนิดจากฝั่งอเมริกา และฟุตซี่ จากฝั่งยุโรป (อังกฤษ)” “ซึ่งนำข้อมูลที่ใช้จัดทำดัชนีมาจากบริษัทประเมิน หรือบริษัทวิจัยที่ทั้งรวบรวมข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิเอง และซื้อจากบริษัทขายข้อมูล อาทิ บลูมเบิร์ก หรือทอมสัน รอยเตอร์ส ซึ่งจะทำหน้าที่ประมวลข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิ เช่น รายงานประจำปี รายงานแห่งความยั่งยืนของกิจการ หรือจากแบบสอบถาม และข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิ เช่น เสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาคประชาสังคม และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ” “บริษัทที่ทำการเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน ครบถ้วน มีความน่าเชื่อถือและเป็นไปตามบรรทัดฐานสากลตั้งแต่ต้นทาง ทั้งยังส่งต่อให้ผู้รวบรวมข้อมูล (aggregators) ไปยังบริษัทวิจัยข้อมูล (researchers) และบริษัทผู้ประเมิน (raters) สู่การจัดทำข้อมูลดัชนี (indexes) เพื่อส่งตรงไปยังผู้ใช้ข้อมูล (users) ซึ่งเป็นผู้ลงทุนโดยส่วนใหญ่ และผู้ใช้ข้อมูลปลายทาง จะยังประโยชน์ให้แก่ตัวองค์กรต่อการเป็นที่ยอมรับและการตัดสินใจลงทุนในบริษัทในอีกทางหนึ่งด้วย” “ดร.พิพัฒน์” กล่าวอีกว่า อย่างการประเมินเพื่อคัดเลือกบริษัทที่โดดเด่นด้านความยั่งยืนให้เข้าเป็นสมาชิกในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) จะพิจารณาจากข้อมูลที่บริษัทตอบแบบสอบถามในด้านความยั่งยืนที่บริษัทดำเนินการ หมายความว่า ปัจจัยสำคัญ 2 ส่วน ที่มีผลต่อการประเมิน คือ ผลงานด้านความยั่งยืนที่โดดเด่นตามที่ได้ดำเนินการ กับการจัดทำข้อมูลที่ตอบแบบสอบถามได้อย่างตรงจุดตามเกณฑ์ที่ผู้ประเมินตั้งไว้ โดยทั้ง 2 ปัจจัยอาจจะมีสหสัมพันธ์ (correlation) ที่มากน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเที่ยงตรงในการนำเสนอข้อมูลของบริษัทที่เข้าร่วมรับการประเมิน และเกณฑ์การประเมินที่เหมาะสมต่อการวัดผลด้านความยั่งยืนของหน่วยงานผู้ประเมิน ที่ครอบคลุมประเด็นความยั่งยืนที่เป็นสาระสำคัญ (material topics) และสอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรม “ทั้งนี้ การประเมินซึ่งมุ่งไปที่การพิจารณาประเด็นด้าน ESG ของบริษัทที่มีความโดดเด่นในมิติเดียว ทำให้เกิดข้อจำกัดที่ผู้ลงทุนอาจต้องแลก (trade-off) ระหว่างการลงทุนในบริษัทที่มี ESG ดี แต่ผลประกอบการไม่เป็นที่น่าพอใจ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนในมิติของการลงทุนที่ยั่งยืนว่า การลงทุนในบริษัทที่มี ESG ดี จะช่วยลดความผันผวนด้านราคาของหลักทรัพย์ และยังช่วยสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งให้แก่ผู้ลงทุนในระยะยาวด้วย” “หากพิจารณาผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน (YTD) ของหุ้น DJSI ทั้ง 21 ตัว (equal-weighted) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่ามีอัตราผลตอบแทนติดลบอยู่ที่ -20.71% ขณะที่ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ลดลง -14.56% ในช่วงเวลาเดียวกัน” “และเมื่อเทียบกับดัชนี Thaipat ESG Index ซึ่งเป็นดัชนีที่ประกอบขึ้นจากหลักทรัพย์ที่มีความโดดเด่นด้าน ESG มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีที่ลดลงในระดับที่ต่ำกว่า คือ -11.28% (ข้อมูล ณ 17 พ.ย. 2563) หรือคิดเป็นส่วนต่างของผลตอบแทน 9.43% เมื่อเทียบกับผลตอบแทนหุ้นไทยที่อยู่ในดัชนี DJSI โดยข้อมูลที่ใช้ในการประเมินทั้งในส่วนของหุ้นไทยในดัชนี DJSI และหลักทรัพย์ในดัชนี Thaipat ESG ใช้ข้อมูลการดำเนินงานของบริษัทในรอบปี 2562” ถึงตรงนี้ “ดร.พิพัฒน์” สะท้อนมุมมองถึงความสำคัญของ ESG ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า จากข้อมูลการสำรวจของมอร์นิ่งสตาร์บ่งชี้ว่า มูลค่าของกองทุนที่เน้นการลงทุนที่ยั่งยืน ได้ทะลุตัวเลข 1 ล้านล้านเหรียญ เป็นครั้งแรก หลังจากที่เกิดสถานการณ์โควิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2020 และตัวเลขการสำรวจของออพิมัส ที่ปรึกษาด้านการจัดการลงทุนในตลาดทุนทั่วโลกระบุว่า มูลค่าสินทรัพย์ที่ลงทุนโดยใช้ข้อมูลด้าน ESG มีตัวเลขคาดการณ์อยู่ที่ 40.5 ล้านล้านเหรียญ ในปี 2020 “ผู้ลงทุนที่ยึดแบบแผนการลงทุนที่ยั่งยืน โดยอาศัยเกณฑ์ ESG เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน เชื่อว่ายิ่งมีข้อมูล ESG ที่เพียงพอมากเท่าใด การวิเคราะห์การดำเนินงานของบริษัท เพื่อที่จะคาดการณ์ถึงผลประกอบการในอนาคตของบริษัท จากการพิจารณาปัจจัย ESG จะมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นเช่นกัน และที่สำคัญ ผู้ลงทุนจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว และไม่ได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป ตรงนี้เป็นเพราะผลประกอบการในอนาคตของบริษัท มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัท” “การส่งเสริมและกระตุ้นให้ บจ.มีการเปิดเผยข้อมูล ESG ที่เพียงพอสำหรับการใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในตลาดทุนทั่วโลก ขนาดของตลาดข้อมูล ESG จึงมีตัวเลขที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในห้วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา” “โดยในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 ESG มีตัวเลขที่ชนะดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 2.5% สอดคล้องกับตัวเลขผลประกอบการของกองทุน ESG ที่มีความผันผวนน้อยกว่ากองทุนทั่วไปในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา” อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ลงทุนให้ความสำคัญกับข้อมูล ESG มากขึ้น บริษัทจำต้องขยายบทบาทการดำเนินงานของกิจการมาสู่การคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ด้วยการเพิ่มเติมการดำเนินงานในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม และสังคม นอกเหนือจากประเด็นด้านธรรมาภิบาลที่มีอยู่เดิมอีกด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/csr-hr/news-559879

จำนวนผู้อ่าน: 3

24 พฤศจิกายน 2020

“ประยุทธ์” ชี้ต่อสัมปทานสายสีเขียวเทียบกับรถไฟฟ้าสายอื่นไม่ได้

ขยายสัมปทานสายสีเขียว 30 ปี ยังไม่เข้า ครม. “บิ๊กตู่” ชี้ค่าโดยสารสูงสุด 65 บาท เทียบกับรถไฟฟ้าสายอื่นไม่ได้ เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่ได้พิจารณาการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) และ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ที่ผลเจรจาจะขยายไป 30 ปี ยืนยันว่าการพิจารณาจะยึดหลักประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนใครที่วิพากษ์วิจารณ์ อยากให้กลับไปดูว่ารถไฟฟ้าสายนี้มีกี่ช่วง ปัญหาอื่น ๆ อีก เช่น การหาตัวผู้รับสัมปทาน งบประมาณของ กทม. มีเพียงพอหรือไม่ แล้วที่ผ่านมารถไฟฟ้าสายนี้ขาดทุนเพราะอะไร ทำไมต้องก่อสร้างส่วนต่อขยายอื่นเพิ่มเติม วันนี้จึงต้องนำเอาส่วนต่อขยายต่าง ๆ มารวมเป็นเส้นทางเดียวกัน เพื่อให้ค่าโดยสารถูกลง ในราคา 65 บาท ซึ่งจะเปรียบเทียบกับสายอื่นไม่ได้ มันคนละแบบ “มันต้องดูหลักเกณฑ์หลักการในการพิจารณานะ ไม่ใช่แก้ไขวิธีนี้แล้วเอาวิธีอื่นอีก ต้องดูที่มาที่ไปของโครงการด้วย” พลเอกประยุทธ์กล่าว ในช่วงท้าย พลเอกประยุทธ์กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้เสนอเข้ามา กระทรวงมหาดไทยกำลังทำความเห็นเพิ่มเข้ามา และทำงานร่วมกับกระทรวงคมนาคม การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และ กทม. ปัญหาของสายสีเขียวคือหนี้ที่มีจะทำอย่างไร ถ้าเดินรถไปเรื่อย ๆ หนี้จะยิ่งพอกขึ้นเรื่อย ๆ ก็ลองไปคิดดูแล้วกัน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-561008

จำนวนผู้อ่าน: 3

24 พฤศจิกายน 2020

กรุงเทพจ่อขยับฐานรายได้ขั้นต่ำผู้กู้บัตรเครดิต 2.5-3 หมื่นบาท ห่วงหนี้เสียเพิ่ม

โชค ณ ระนอง แบงก์กรุงเทพ จ่อขยับรายได้ขั้นต่ำสมัครบัตรเครดิตเป็น 2.5-3 หมื่นบาทต่อเดือน จากปัจจุบันอยู่ที่ 2 หมื่นบาทต่อเดือน เหตุเศรษฐกิจยังชะลอ-ห่วงกลุ่มหนี้ครัวเรือนสูง รับเอ็นพีแอลเพิ่มมาอยู่ที่ 2.6% จาก 2.15% พร้อมตั้งเป้า 5 ปี เล็งขยายบัตรร่วม “ศิริราช” เป็น 2 ล้านใบ จากปัจจุบัน 1.4 ล้านใบ นายโชค ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจบัตรเครดิตในไตรมาสที่ 4 ยังคงชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับการท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมา และคาดว่าจะใช้เวลากว่า 12 เดือนจึงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่งผลต่อภาพรวมธุรกิจบัตรเครดิตและลูกค้าของธนาคาร โดยยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต (Spending) ปัจจุบันลดลง 11-12% ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงล็อกดาวน์ที่ยอดปรับลดลง 16-17% ขณะที่จำนวนยอดบัตรใหม่คาดสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 2 แสนใบ จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.8 แสนใบ จากฐานบัตรลูกค้ารวม 2.5 ล้านใบ อย่างไรก็ดี ธนาคารไม่มุ่งเน้นเพิ่มจำนวนบัตรใหม่ และธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณาปรับฐานเงินเดือนขั้นต่ำผู้กู้เป็น 2.5-3 หมื่นบาทต่อเดือน จากปัจจุบันอยู่ที่ 2 หมื่นบาทต่อเดือน ภายในปี 2564 เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่สูง จึงต้องระมัดระวังความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และหันไปเน้นหมวดการใช้จ่ายอุปโภคบริโภค และการท่องเที่ยวในประเทศ ส่วนแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีทิศทางเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.6% จากสิ้นปี 2562 อยู่ที่ 2.15% สำหรับความคืบหน้าลูกค้าที่เข้าโครงการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีจำนวน 3.5 หมื่นราย โดยส่วนใหญ่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ โดยมีลูกค้าเพียงประมาณ 20-25% ที่ยังต้องการความช่วยเหลือต่อ โดยธนาคารมีมาตรการให้ความช่วนเหลือ เช่น การพักชำระหนี้ต่ออีก 3 เดือน การปรับโครงสร้างหนี้ผ่านวิธีการแปลงสินเชื่อระยะยาวเพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ย หรือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือต่ำสุด 12% จากธปท.กำหนดเพดานสูงสุดอยู่ที่ 16% “ในระยะต่อไปธนาคารคงยังไม่เน้นที่จะเพิ่มจำนวนบัตรใหม่ เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวย และน่าจะมีการปรับฐานรายได้ขั้นต่ำไปในกลุ่มรายได้ 25,000-30,000 บาทต่อเดือน” ล่าสุด ธนาคารกรุงเทพสานต่อโครงการบัตรร่วมกับโรงพยาบาลศิริราช อัพเกรดสิทธิประโยชน์ “บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท ทีพีเอ็น แรบบิท ศิริราช” ให้ฟรีประกันอุบัติเหตุ พร้อมค่ารักษาพยาบาล แตะจ่ายได้เหมือนบัตรแรบบิท ขณะที่ “บัตรเครดิตวีซ่า แพลทินัม ศิริราช” ให้ผ่อนจ่ายค่ารักษาค่ารักษา 0% นาน 3 เดือน พร้อมส่วนลด-คะแนนสะสมจัดเต็ม-ฟรีตรวจสุขภาพ โดย บัตรร่วมทั้ง 2 ประเภทดังกล่าว ถือเป็นผลิตภัณฑ์บัตรของธนาคารกรุงเทพที่เข้าใจและตอบโจทย์อินไซด์ผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยที่ผ่านมาบัตรร่วมศิริราชนี้ ได้รับการตอบรับสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ปัจจุบันมีผู้ถือบัตรรวมกว่า 1.4 ล้านราย และมียอดบริจาคของลูกค้าและเงินสมทบธนาคารแก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลรวมกว่า 275 ล้านบาทในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา และเชื่อมั่นว่าการต่อสัญญาในครั้งนี้จะช่วยสานต่อความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ประโยชน์แก่สังคมโดยรวมต่อไป โดยคาดหวังจะมีลูกค้าผู้ถือบัตรทั้ง 2 แบบเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านราย ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ธนาคารจึงได้จัดแคมเปญระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563- 20 มีนาคม 2564 เพื่อเชิญชวนผู้ถือบัตรเครดิตกรุงเทพแลกคะแนนสะสมแทนเงินบริจาคสมทบ “โครงการทุนวิจัยเพื่อผู้ป่วย” เพื่อสนับสนุนงานวิจัยเพื่อลดการแพร่กระจายไวรัสโควิด-19 โดยคะแนนสะสมทุก 1,000 คะแนน แทนเงินบริจาค 120 บาท และพิเศษหากใช้คะแนนจากบัตรเครดิตวีซ่า แพลทินัม ศิริราช ทุก 1,000 คะแนน แทนเงินบริจาค 200 บาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-561001

จำนวนผู้อ่าน: 2

24 พฤศจิกายน 2020

ธอส.เคาะอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ‘Two-GEN’ 2% ต่อปี ผ่อนยาว70 ปี

อส.ส่งโครงการสินเชื่อบ้าน ‘Two-GEN’ หวังเจาะกลุ่มลูกค้าครอบครัวให้กู้ซื้อบ้านได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเพียง 2% ต่อปี ผ่อนชำระได้นานสุด 70 ปี เปิดให้ยื่นกู้ในช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้เป็นต้นไป วันที่ 23 พ.ย.2563 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ ธอส.เปิดเผยถึงโครงการสินเชื่อบ้าน Two-Gen ที่มีความตั้งใจเจาะกลุ่มเป้าหมายพ่อ แม่ และลูก ให้สามารถร่วมกันกู้ซื้อบ้านโดยมีภาระการผ่อนชำระค่อนข้างต่ำนั้น ล่าสุด ธนาคารกำหนดรายละเอียดเบื้องต้น ได้แก่ กรอบวงเงินกู้รวม 10,000 ล้านบาท และกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2% นาน 2 ปีแรก โดยลูกค้าสามารถยื่นกู้ได้ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค.นี้ ทั้งนี้ ผู้กู้หลัก (พ่อ-แม่) กำหนดอายุไม่เกิน 55 ปี ส่วนผู้กู้ร่วม (ลูก) กำหนดให้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยผู้กู้ต้องไม่มีภาระกู้สินเชื่อบ้านและเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ. หรือ กรอ.) ในปัจจุบัน โดยการนำอายุลูกมากู้ร่วมจะส่งผลให้ผู้กู้สามารถขยายระยะเวลาผ่อนชำระได้ จากปัจจุบันสูงสุด 40 ปี เพิ่มเป็นนานสูงสุด 70 ปี อย่างไรก็ดี ลูกค้าสามารถชำระมากกว่าเงินงวดได้เพื่อให้เงินต้นหมดเร็วขึ้น หรือไม่จำเป็นต้องผ่อนถึง 70 ปี ขณะที่กรณีกู้ซื้อบ้าน 1 ล้านบาท ผู้กู้จะผ่อนเงินงวดเริ่มต้นเหลือเพียง 2,000 บาทต่อเดือน โดยธนาคารกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้สูงสุด หรือ Debt Service Ratio (DSR) จากปกติ 1 ใน 3 เพิ่มเป็น 1 ใน 2 เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสได้วงเงินกู้สูงขึ้น อย่างไรก็ดี มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่กู้ซื้อจะต้องไม่เกิน 2 ล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-560975

จำนวนผู้อ่าน: 3

24 พฤศจิกายน 2020

ไฟเขียวเอกชนจ้างเหมา ระบบอนุญาตแรงงานต่างด้าวครบวงจร

ครม. เห็นชอบแผน e-Work Permits OS ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อปรับปรุงการให้บริการออกใบอนุญาตทำงานคนต่างด้าว ลุยนโยบายรัฐบาลดิจิทัล เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตามที่กระทรวงแรงงานได้มีนโยบายยกระดับคุณภาพการให้บริการด้านการรับคำขออนุญาตทำงานของคนต่างด้าว ที่มีข้อจำกัด อาทิ ผู้รับบริการยังต้องเข้ารับบริการด้วยตัวเองเฉพาะในเวลาราชการ กระบวนการยื่นแบบคำขอพร้อมเอกสารใช้เวลาในการดำเนินการหลายวัน ดังนั้น กระทรวงแรงงานจึงได้เสนอแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานเสนอให้ ครม.พิจารณา ซึ่งได้รับความเห็นชอบ และเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล รายละเอียดมี ดังนี้ เห็นชอบแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพการให้บริการงานด้านการทำงานของคนต่างด้าว โดยการจ้างเหมาเอกชนดำเนินการให้บริการรับคำขออนุญาตทำงาน การออกใบอนุญาตทำงาน และการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (e-Work Permit OS) ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และให้กระทรวงแรงงานดำเนินการคัดเลือกผู้รับจ้างฯ ตามที่กำหนดไว้ใน กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งภาคเอกชนที่ผ่านการคัดเลือก จะทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการจัดเตรียมสถานที่ (ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค) วัสดุอุปกรณ์ บุคลากรในการดำเนินงาน รวมถึงจัดหาและพัฒนาระบบสาระสนเทศในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ระบบที่ให้บริการ (เช่น ระบบนัดหมาย ระบบติดตามผลการอนุญาต) ระบบสนับสนุนการปฏิบัติงาน (เช่น ระบบตรวจสอบยืนยันหรือรับรองบุคคล) ระบบที่ใช้งานโดยเจ้าหน้าที่หรือนายทะเบียน (เช่น ระบบเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล ระบบฐานข้อมูลการอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว) โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 10 ปีหรือกำหนดตามจำนวนใบอนุญาตทำงานที่ออกให้คนต่างด้าวจำนวน 15 ล้านใบอนุญาต ในส่วนภาครัฐจะทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดนโยบายวิธีปฏิบัติและควบคุมการดำเนินงานของเอกชน เช่น การพิจารณาอนุญาตจะเป็นอำนาจของนายทะเบียนแต่เพียงผู้เดียว ไม่ได้มอบหมายให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ มีการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อไม่ให้เอกชนเข้าถึงหรือนำไปใช้ สำหรับงบประมาณในการจ้างเหมาเอกชน จะมาจากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บได้ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่กระทรวงการคลังอนุญาตให้นำไปใช้จ่ายได้ โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินจากเงินกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว น.ส.รัชดา กล่าวว่า การปรับปรุงกระบวนงานและรูปแบบการให้บริการงานโดยการจ้างเหมาเอกชนนี้ จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความทันสมัย เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ เกิดการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ตัวอย่าง ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือ ผู้ใช้บริการสามารถขอรับบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดระยะเวลาการดำเนินการตั้งแต่เริ่มจนสิ้นสุดกระบวนการ มีศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ 45 ศูนย์ มีฐานข้อมูลคนต่างด้าวฐานเดียวและสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-560901

จำนวนผู้อ่าน: 3

24 พฤศจิกายน 2020

ครม.เคาะแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลอตสองอีก 1.5 แสนล้าน

ครม. ปั๊มหัวใจเศรษฐกิจ ภายใต้พ.ร.ก.ฟื้นฟู 4 แสนล้าน รอบที่สอง กว่า 152,000 ล้านบาท 4 กลุ่มแผนงาน คาด GDPขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 ในปี 2563 และร้อยละ 0.25 ในปี 2564 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติรับทราบกรอบแนวคิดการจัดทำแผนงานหรือโครงการภายใต้แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมฯ ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดฯ รอบที่ 2 วงเงิน 152,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 กลุ่มแผนงาน/โครงการหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มแผนงานโครงการส่งเสริมการจ้างงานและพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและวางรากฐานการพัฒนาในระยะต่อไป อาทิ โครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและเอกชน ของกระทรวงแรงงาน (19,462.0019 ล้านบาท) และกลุ่มโครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพ (Upskill-Reskill-New skill)] 2.กลุ่มแผนงาน/โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนบนพื้นฐานของโอกาสและศักยภาพของท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก (45,000 ล้านบาท)] 3.กลุ่มแผนงาน/โครงการส่งเสริมและกระตุ้นการบริโภคเพื่อฟื้นฟูตลาดและเศรษฐกิจทุกระดับ เช่น โครงการคนละครึ่ง (30,000 ล้านบาท) และ 4. กลุ่มแผนงาน/โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการฟื้นตัวและพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มโครงการเพื่อพัฒนาและบริการจัดการทรัพยากรน้ำ ประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะช่วยสนับสนุน GDP ของประเทศไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.2 ในปี 2563 และร้อยละ 0.25 ในปี 2564 ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การรักษาการจ้างงานและจ้างงานใหม่ รวมกว่า 310,000 ราย ยกระดับทักษะแรงงานอาชีพเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและวางรากฐานการพัฒนาในระยะต่อไปได้กว่า 160,000 ราย เกษตรกรและผู้ประกอบการในระดับชุมชนทั้งภาคการผลิตและบริการทั้ง 76 จังหวัด ได้รับการยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการผลิต/บริการ ช่วยฟื้นฟูธุรกิจให้พร้อมรับกับสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนไปภายหลังวิกฤติโควิด ประชาชนจำนวน 10 ล้านคน ลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนอย่างน้อย 100,000 ร้านค้า เพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 60,000 ล้านบาท และพื้นที่ทำการเกษตร 96.4 ล้านไร่ จะมีการเก็บกักน้ำได้มากขึ้นด้วยการบริหารจัดการระบบน้ำชุมชน ทั้งนี้จะเป็นการพิจารณาแผนงาน/โครงการ ต่อเนื่องจากกรอบที่ 1 ที่ได้รับการอนุมัติไปแล้ว วงเงิน 92,400 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและเอกชน ภายใต้มาตรการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังมีคงอยู่ในอีกช่วงระยะหนึ่งและยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-560947

จำนวนผู้อ่าน: 3

24 พฤศจิกายน 2020

เปิด 5 ประเทศ แรงงานไทยถูกส่งไปทำงานมากสุด หลังคุมโควิด

ภาพจากเฟซบุ๊ก Ministry of Labour, Kingdom of Thailand กระทรวงแรงงานเผย ประเทศและเขตปกครองพิเศษ ที่ทางกระทรวงส่งไปทำงานมากที่สุด 5 อันดับแรก  นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยว่า การจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศหลังจากที่ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ กระทรวงแรงงานจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศแล้ว จำนวน 16,466 คน โดยประเทศที่จัดส่งไปทำงานมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ไต้หวัน 5,032 คน สวีเดน 3,189 คน ฟินแลนด์ 2,319 คน ญี่ปุ่น 2,107 คน และเวียดนาม 473 คน ภาพจากเฟซบุ๊ก Ministry of Labour, Kingdom of Thailand นายสุชาติฯ กล่าวด้วยว่า กระทรวงแรงงานดำเนินการตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการส่งเสริมให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยมุ่งประโยชน์และคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องแรงงานไทยเป็นสำคัญ มีกระบวนการคัดเลือกที่โปร่งใสตั้งแต่การรับสมัคร การสัมภาษณ์ การทำสัญญาจ้าง และการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง หอการค้า ชงแก้วิกฤตแรงงาน แก้ กม.จ่ายราย ชม.-เพิ่มสิทธิคนว่างงาน แรงงาน ส่ง 206 คนไทย ไปทำงานอิสราเอล เงินเดือนเกือบ 5 หมื่น ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/breaking-news/news-555277

จำนวนผู้อ่าน: 45

13 พฤศจิกายน 2020

BEM โชว์กำไรไตรมาส 3 ทางด่วน-รถไฟฟ้าฟื้นตัวกว่า 440%

BEM เผยผลประกอบการ Q3 ปี’63 รถไฟฟ้า-ทางด่วนกำไรสุทธิ 822 ล้าน พุ่งกระฉูด 440% ผ่านจุดต่ำสุด Q2 เทียบช่วงเดียวกันของปี’62 โควิดฉุดลดลง 12.3% วันที่ 13 พ.ย. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM แจ้งว่ามีกำไรสุทธิไตรมาสที่ 3 ปี 2563 จำนวน 822 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมาถึง 670 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกำไร 152 ล้านบาท ในไตรมาสที่แล้วถือเป็นการฟื้นตัวของกำไรกว่า 440% ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 แล้ว ในส่วนของปริมาณผู้ใช้บริการทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าได้ฟื้นตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาสนี้ ปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนเฉลี่ยวันละ 1,135,400 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ร้อยละ 40.75 และปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ยวันละ 283,700 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้วร้อยละ 113 โดยมีผู้โดยสารในวันทำการเฉลี่ยวันละ 338,800 เที่ยว อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับไตรมาส 3 ปีที่แล้วกำไรสุทธิไตรมาส 3 ปีนี้ ยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา 115 ล้านบาทหรือ 12.3% จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 เนื่องจากธุรกรรมทางเศรษฐกิจและปริมาณการเดินทาง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อรายได้ของบริษัทอยู่ระหว่างการฟื้นตัว นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดให้ใช้ฟรีในวันหยุดราชการ สำหรับทางด่วน 3 สายทาง ได้แก่ ทางด่วนขั้นที่ 1 ทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนในวันหยุด และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนอีกด้วย   ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-555315

จำนวนผู้อ่าน: 47

13 พฤศจิกายน 2020

ประยุทธ์ ลั่น ไทยพร้อมเป็น โซ่ข้อกลาง-ฐานการผลิต ห่วงโซ่อุปทานโลก

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา “ประยุทธ์” ลั่น ไทยพร้อมเป็น โซ่ข้อกลาง-ฐานการผลิต เชื่อมอนุภูมิภาค-ห่วงโซ่อุปทานโลก วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 เวลา 09.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 2 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนจาก เวียดนาม กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และ นายมุน แช-อิน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมด้วย ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้กล่าวสรุปสาระสำคัญของการประชุม ดังนี้ นายกรัฐมนตรีเวียดนามในฐานะประธานการประชุมได้กล่าวว่าความร่วมมือ Mekong-ROK มีความก้าวหน้าไปมาก มีปฏิญญาแม่โขง-แม่น้ำฮัน และยกระดับสู่การประชุมสุดยอด เพื่อส่งเสริมความยืดหยุ่น และการพัฒนาอย่างยั่งยืน สะท้อนผลสำเร็จของการขยายความร่วมมือนี้ รวมทั้งต่อยอดไปถึงความร่วมมือในอนาคตด้วย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี ได้กล่าวถึงประชุมที่ปูซาน ซึ่งมีการสานต่อในเรื่องต่าง ๆ ให้มีความก้าวหน้า การรับรองปฏิญญญาแม่โขง-แม่น้ำฮันเป็นแนวทางการดำเนินการความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมทั้งความร่วมมือด้านสาธารณสุข การส่งเสริมการค้าระหว่างกัน ความเชื่อมโยง รวมทั้งการรับมือกับโควิด-19 เกาหลีจะบริจาคเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาวัคซีน และส่งเสริมการเดินทางข้ามแดนอย่างปลอดภัย พร้อมกันนี้ ได้ชื่นชมความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี ที่มีความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ มีความไว้เนื้อเชื่อใจสูง มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน มีความร่วมมือที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ผ่านความร่วมมือด้านการศึกษาและอบรมด้านต่าง ๆ เช่น อาชีวะ การสาธารณสุข รวมทั้งความสามารถด้านภาษา ในปี 2021 จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของความสัมพันธ์ของประเทศลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี ส่งผลให้เกิดความร่วมมือใหม่ ๆ รวมทั้งการเชื่อมโยงในมิติต่างๆ การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร สนับสนุนตามความต้องการของภูมิภาค การสนับสนุน SMEs และธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งจะเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมไปถึงการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชุมชนให้เดินไปด้วยกันได้ นายกรัฐมนตรีไทย ได้กล่าวถึงการประชุมผู้นำครั้งแรกที่นครปูซานเมื่อปีที่แล้วที่ทุกชาติได้ร่วมกันยืนยันเจตนารมณ์ผ่านการรับรองปฏิญญาแม่น้ำฮัน-แม่น้ำโขง ที่ให้ความสำคัญกับความร่วมมือ ภายใต้ 3 เสา 7 สาขา ให้สอดคล้องกับนโยบายมุ่งใต้ใหม่ของสาธารณรัฐเกาหลี ดอน ปรมัตถ์วินัย และการจัดตั้งสภาธุรกิจของกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี ชื่นชมสาธารณรัฐเกาหลีที่ได้สนับสนุนกองทุนความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี ประกาศสนับสนุนในปีนี้ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาในสาขาความร่วมมือเป้าหมายและจะเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี นายกรัฐมนตรีมีความยินดี และพร้อมสนับสนุนการยกระดับความร่วมมือสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ผ่านนโยบายมุ่งใต้ใหม่พลัส (New Southern Policy Plus) และการสร้างความเป็นหุ้นส่วนฯ ในการขับเคลื่อนความร่วมมือทั้ง 3 เสา และ 7 สาขา ที่ยั่งยืนร่วมกัน นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำ ความสำคัญ 2 เรื่องหลัก สำหรับกรอบความร่วมมือระหว่างและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 การสร้างความร่วมมือด้านสาธารณสุข โดยการแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีและแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศในการรับมือกับการระบาด ซึ่งไทยเพิ่งได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการภายใต้กองทุน MKCF ครั้งที่ 4 การบังคับใช้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การสนับสนุนให้มีวัคซีนที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ในราคาสมเหตุสมผลสำหรับประชาชนในภูมิภาคอย่างเท่าเทียม และเป็นธรรม การสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานในอนุภูมิภาค เพื่อกลับมาเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงักลง เสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคขึ้นมาแทน เพ่อให้การฟื้ยฟูเศรษฐกิจในยุคหลังโควิด-19 มีความต่อเนื่อง ส่งเสริมกลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ MSMEs รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และผลักดันการเจรจาช่องทางพิเศษระหว่างกัน เพื่อขยายการลงทุนที่ต่อเนื่อง ไทยพร้อมจะเป็นฐานการผลิตและเป็นโซ่ข้อกลางเพื่อเชื่อมโยงอนุภูมิภาคกับห่วงโซ่อุปทานโลกต่อไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-555270

จำนวนผู้อ่าน: 40

13 พฤศจิกายน 2020

ต่างชาติต่อคิวเข้าไทยตรึม เล็งยกเลิก “Fit-to-Fly” รองรับ

ททท.เผยต่างชาติจ่อเข้าไทยกว่าพันคน หลัง “วีซ่าเกษียณอายุ-STV” เดินทางสูงสุด ชี้ช่องประเทศเสี่ยงสูงให้ใช้วีซ่า TR เดินทางแทน STV เล็งพิจารณายกเลิก fit-to-fly ลดความซ้ำซ้อน ย้ำพร้อมเปิดบับเบิลสเต็ปบายสเต็ป ดันแพ็กเกจซับซิไดซ์-เสริม HappyQ ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า หลัง ครม.ผ่อนคลายการออกวีซ่าให้กับนักเดินทางที่ต้องการจะเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีนักเดินทางที่ได้รับใบอนุญาตเดินทาง (certificate of entry : COE) และเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยสูงสุด 6 อันดับ ได้แก่ 1.nonimmigrant visa “O-A” (O-A) วีซ่าพำนักระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 55 ปี ระยะพำนักสูงสุดไม่เกิน 1 ปี จำนวน 501 คน 2.special tourist visa (STV) วีซ่านักท่องเที่ยวสำหรับประเทศความเสี่ยงต่ำเท่านั้น ระยะพำนัก 90 วัน สูงสุดไม่เกิน 270 วัน จำนวน 331 คน 3.privilege entry visa (PE) วีซ่านักท่องเที่ยวสำหรับผู้ถือบัตร Thailand Elite Card อายุ 5-20 ปี จำนวน 296 คน 4.nonimmigrant visa “B” (non B) วีซ่านักธุรกิจหรือคนทำงานมีจุดประสงค์เพื่อทำงานและมีใบอนุญาตการทำงานถูกต้อง จำนวน 113 คน 5.tourist visa (TR) วีซ่านักท่องเที่ยวทั่วไป ระยะพำนัก 60 วัน ต่อสูงสุดได้ไม่เกิน 90 วัน หลังโควิด-19 ต้องวางวงเงินการันตี 500,000 บาท จำนวน 86 คน และ 6.APEC Business Travel Card (ABTC) บัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจเอเปก (APEC) ที่ได้รับอนุญาตรวม 19 ประเทศ จำนวน 84 คน (ดูตารางประกอบ) โดยล่าสุดยังคงมีนักเดินทางแสดงความประสงค์จะเดินทางเข้าไทยผ่าน STV อย่างต่อเนื่องจำนวนกว่า 1 พันราย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มาจากแถบสแกนดิเนเวีย อาทิ กลุ่มนอร์ดิก 4 ประเทศ มีนักท่องเที่ยวขอใบอนุญาตการเดินทางเข้าประเทศผ่านแล้วกว่า 163 ราย โดยเดินทางด้วยวีซ่า O-A กับ TR สูงสุด “ที่ผ่านมาอีลิตการ์ดถือเป็นหนึ่งในสินค้าขายดีและเป็นจุดขายของ ททท. โดยหลังจากการคลายล็อกก็เห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาต่อเนื่อง จากสมาชิกกว่า 1 หมื่นใบมีนักท่องเที่ยวที่แสดงความประสงค์จะเข้าไทย 900 ราย ได้ใบอนุญาตแล้ว 200 ราย เดินทางมาถึงไทยและกักตัว 103 ราย และกักตัวแล้วเสร็จกว่า 107 ราย” สำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนนั้น นางสาวฐาปนีย์กล่าวว่า ททท.ได้ดำเนินการเจรจาเพื่อชี้แจงแล้วว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ใช่นักท่องเที่ยวกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ แต่เป็นนักท่องเที่ยวอิสระที่จำต้องเดินทางด้วยเที่ยวบินเดียวกันเท่านั้น ขณะเดียวกัน ไทยก็อยู่ระหว่างการพิจารณาถอนใบรับรองแพทย์ (fit-to-fly health certificate) ออกจากเงื่อนไขในการเดินทางเข้าประเทศไทย คงไว้เพียงการตรวจสอบการติดเชื้อโควิด-19 ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง เพื่อลดความซ้ำซ้อนในขั้นตอนดำเนินการในอนาคตด้วย นางสาวฐาปนีย์กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการเปิดบินตรงสู่ภูเก็ตก็เป็นหนึ่งในแผนที่ ททท.วางแผนจะดำเนินการในอนาคต โดยมีสายการบินสนใจที่จะใช้ภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทาง และสายการบินอาหรับเอมิเรตส์ได้ทดสอบการบินแล้ว เช่นเดียวกันกับที่คณะรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจประเมินแล้วเช่นกัน โดยคาดว่านักท่องเที่ยวจากยุโรปจะเป็นลูกค้าของสายการบินตะวันออกกลางที่ต้องการเดินทางมาประเทศไทย และสายการบินอาจจะแบ่งเที่ยวบินสู่ไทยลงตรงสู่ภูเก็ต 1-2 วันต่อสัปดาห์ “คู่แข่งของประเทศไทยอย่างสิงคโปร์ก็เริ่มเปิดโครงการ Air Travel Pass เปิดให้นักท่องเที่ยวจากบรูไน นิวซีแลนด์ เวียดนาม ออสเตรเลีย และจีน เดินทางเข้าสู่สิงคโปร์พร้อมงดเว้นการกักตัว 14 วัน ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มเดินทางแล้ว 22 คน ในขณะที่การเปิดการเดินทางอย่างจำกัดระหว่างประเทศหรือว่าบับเบิลของไทยยังเป็นส่วนหนึ่งของแผน โดย ททท.เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในทุก ๆ ด้าน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาความต้องการของประเทศที่เราต้องการจะจับคู่ด้วยว่าพร้อมหรือไม่” นางสาวฐาปนีย์กล่าว ทั้งนี้ ททท.ได้เตรียมจัดทำโครงการสนับสนุนการเดินทาง Amazing Thailand Plus Package ที่เปิดเผยไปก่อนหน้านี้ และโครงการ HappyQ กิจกรรมสำหรับช่วงกักตัว 14 วันให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งการช็อปปิ้ง ทำกิจกรรมผ่อนคลาย ไปจนถึงการรับชมโชว์จากระเบียงในโรงแรมที่มีพื้นที่เหมาะสม เพื่อสร้างความประทับใจและดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาประเทศไทย ส่วนการเปิดให้เข้ากักตัวในสนามกอล์ฟยังอยู่ระหว่างดำเนินการเช่นกัน “เชื่อว่าในปีหน้าภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะดีกว่าในปีนี้ โดยเฉพาะเมื่อมีการผ่อนคลายการออกวีซ่าประเภทต่าง ๆ แม้จะมีมาตรการกักตัวอย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับที่ผ่านมา แต่ยังยากที่จะประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติ ณ เวลานี้” นางสาวฐาปนีย์กล่าว และว่านอกจากนั้น ททท.ยังมีแผนเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มเฉพาะ อาทิ กลุ่มดิจิทัลโนแมด กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ กลุ่มอาหาร กลุ่มศรัทธา กลุ่มดาราศาสตร์ รวมถึงกลุ่มผ่อนคลายและบำบัดรักษา โดยคาดแล้วเสร็จและเริ่มให้บริการได้ไม่เกินพฤษภาคมปีหน้า ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/tourism/news-553484

จำนวนผู้อ่าน: 11

13 พฤศจิกายน 2020

เริ่มนับหนึ่ง “โรงไฟฟ้าชุมชน” 150MW 3ปี ไม่เวิร์ก “เลิก”

พลังงานชงหลักเกณฑ์เงื่อนไขโรงไฟฟ้าชุมชนเข้า กพช. เร็ว ๆ นี้ เตรียมนำร่อง 150 เมกะวัตต์ จาก 1,933 เมกะวัตต์ ชี้หากไม่ประสบความสำเร็จจ่อยกเลิกส่วนที่เหลือทั้งหมด ด้านโรงไฟฟ้าขยายผล quick win เปิดให้โรงเดิมที่ COD ไม่ได้อีก 100 เมกะวัตต์ นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน (สนพ.) กล่าวว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Rev.1) ยังมีนโยบายโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน โดยมีกรอบรับซื้อ 1,933 เมกะวัตต์ ในปี 2563-2567 ซึ่งจะนำร่อง 150 เมกะวัตต์ ประกาศรับซื้อในเดือน ม.ค. 2564 และจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2566 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในเร็ว ๆ นี้ “เราต้องมองภาพใหญ่ทั้งหมด ถึงประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับให้มากที่สุด หากลอตแรกทำแล้ว จะประเมินผล ถ้าไม่เวิร์กก็ต้องยกเลิกส่วนที่เหลือ ดังนั้น จึงต้องทบทวนปรับปรุงนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชุมชนในรูปแบบที่ทำให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรและชุมชนสูงสุด โดยมีขนาด 3-6 เมกะวัตต์ ส่วนการประมูลแข่งขันราคาจะต้องคำนึงถึงศักยภาพสายส่งสายที่จะมารองรับ รวมถึงศักยภาพของเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในพื้นที่ด้วย” นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในส่วนของโรงไฟฟ้า SPP hybrid ที่ยังค้างอยู่ 14 รายนั้น PDP ฉบับใหม่นี้จะดึงออกมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงไฟฟ้าส่วนขยาย แต่หลักการ คือ ยังคงต้องการแก้ไขปัญหาโรงไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้วแต่ไม่สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ได้เนื่องจากติดปัญหาสายส่งในอดีต แต่ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงแล้ว หรือโรงไฟฟ้าที่ยังไม่มีสัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) รวมถึงโควตาที่เหลือจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนปี 2560 ที่ถูกยกเลิก สำหรับวัตถุดิบที่เป็นเชื้อเพลิงจะเน้นไปที่ชีวมวล และก๊าซชีวภาพรวมไปถึงวัตถุดิบในพื้นที่ทั้งหญ้า ใบอ้อยด้วย และจะใช้วิธีการแข่งขันด้านราคา เพื่อให้ไม่เป็นภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้า สำหรับราคารับซื้อ ขั้นต่ำไม่เกิน 2.44 บาทต่อหน่วย คาดว่าจะประกาศเปิดรับซื้อได้ต้นปี 2564 นายกวิน ทังสุพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หากไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านพลังงาน จำเป็นต้องมองถึงความเชื่อมโยงต่างประเทศด้วย ซึ่งความพร้อมและความมั่นคงด้านพลังงานจำเป็นต้องมี “โรงไฟฟ้าชุมชนเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ชุมชน ก็จะเสนอให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณา ในวันที่ 11 พ.ย. 2563 นี้ ก่อนเสนอ กพช.พิจารณาเร็ว ๆ นี้” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-553464

จำนวนผู้อ่าน: 12

13 พฤศจิกายน 2020

บอร์ด ตลท. ไฟเขียว “เจ้าสัวเจริญ” เพิกถอนหุ้น “WG” ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ

บอร์ด ตลท. ไฟเขียว “เจ้าสัวเจริญ” เพิกถอนหุ้น “WG” ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เทรดวันสุดท้าย 19 พ.ย.นี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แจ้งว่า คณะกรรมการ ตลท. ได้อนุมัติเพิกถอนหุ้นบริษัท ไวท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “WG” ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน โดยกำหนดวันเพิกถอนในวันที่ 20 พ.ย. 2563 ซึ่งเป็นการเพิกถอนโดยสมัครใจ ตามที่ WG ได้ขอเพิกถอน ทั้งนี้ หุ้นสามัญของ WG จะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นวันสุดท้ายในวันที่ 19 พ.ย.2563 นี้ ก่อนหน้านี้ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “BJC” แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ในวันที่ 9 พ.ย. 2563 บริษัท บีเจซี สเปเชียลตี้ส์ จำกัด บริษัทย่อยทางอ้อมของ BJC ซึ่งเป็นผู้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ WG ได้ยื่นแบบรายงานผลการซื้อหลักทรัพย์ของ WG ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลท. และ WG ทั้งนี้ BJC เป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าและบริการครบวงจร ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี และ เป็นธุรกิจในเครือ “เจ้าสัวเจริญ-นายเจริญ สิริวัฒนภักดี” ที่มีบริษัท ทีซีซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ถือหุ้นใหญ่ 66.02% โดย WG ถือหุ้นใหญ่โดย บีเจซี สเปเชียลตี้ส์ บริษัทย่อยของ BJC ซึ่งช่วงที่ผ่านมา BJC มีแผนให้ทาง บีเจซี สเปเชียลตี้ส์ เข้าทำคำเสนอซื้อเพื่อที่จะเพิกถอนหลักทรัพย์ WG ออกตลาดหลักทรัพย์ฯ ดังกล่าว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-555193

จำนวนผู้อ่าน: 16

13 พฤศจิกายน 2020

เทคโนโลยีใกล้ตัวและเข้ามาในธุรกิจง่ายกว่าที่คิด

  คอลัมน์ Pawoot.com ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ   เทคโนโลยีเริ่มใกล้ตัวเรามากขึ้น และขยับไปเป็นอวกาศมากขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันพาณิชย์อวกาศ เมื่อก่อนเป็นการแข่งขันระหว่างระดับประเทศ ตอนนี้เริ่มเป็นเอกชนแล้ว มีค่าย SpaceX ของ Elon Musk ค่าย Blue Origin ของ Jeff Bezos แห่ง Amazon ค่าย Boeing ฯลฯ กลายเป็นการแข่งขันของภาคเอกชนในการที่จะทำให้คนออกไปนอกอวกาศได้ ทำให้เห็นว่าเรากำลังจะไปต่อในแง่ที่เราจะไปอยู่บนดวงจันทร์ได้ มีข่าวที่น่าสนใจอย่างการลงนามซื้ออาวุธระหว่างสหรัฐกับไต้หวัน ที่มี “โดรน” เข้ามาเป็นอาวุธด้วย โดรนกับเรื่องอาวุธมีมาสักพักใหญ่แล้ว สังเกตว่าอเมริกาเริ่มส่งโดรนหรือเครื่องบินไร้คนขับไปทิ้งบอมบ์บ้าง ไปสังเกตการณ์บ้าง ฯลฯ ที่น่าสนใจมากในเชิงธุรกิจ คือ เมื่อก่อนธุรกิจบางอย่างต้องใช้คนไปนั่งสอดส่อง ตอนนี้เราใช้โดรนบินได้แล้ว ผมไปเจอสตาร์ตอัพคนไทยรายหนึ่งทำเกี่ยวกับการใช้โดรนในอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมแท็งก์น้ำมันที่ต้องมอนิเตอร์ตลอด ต้องมีการตรวจสอบต่าง ๆ โดยน้องกลุ่มนี้ออกแบบโดรนและใช้โดรนสแกนถังน้ำมันว่ามีจุดไหนรั่วบ้าง และอื่น ๆ จนชนะเลิศในการแข่งขันสตาร์ตอัพ โดรนในไทยบินมั่ว ๆ ไม่ได้นะครับมีกฎหมายบังคับ ราคาโดรนมีหลายระดับ ตั้งแต่ไม่กี่พันบาท หรือระดับดี ๆ เมื่อก่อน 3-5 หมื่นบาท เดี๋ยวนี้หมื่นต้น ๆ ตัวเล็ก ๆ ก็บินได้ดีในระดับหนึ่งเลย การบินโดรนได้ต้องมีใบอนุญาตจากสำนักงานการบินพลเรือน หากนำไปใช้และทำอะไรบางอย่าง เช่น ถ่ายรูปไปลงบนอินเทอร์เน็ตก็มีโอกาสโดนสอบถามว่ามีใบอนุญาตหรือเปล่าอาจโดนปรับได้ แม้ใน 2-3 ปีที่ผ่านมามีข่าวการใช้โดรนขนส่งสินค้า อีคอมเมิร์ซก็มีการแข่งขันกันตรงนี้ แต่เอาจริง ๆ ผ่านมาหลายปีเรายังไม่เห็นการใช้งานจริงจัง ไม่ได้ออกมาเป็น main stream มากเท่าไหร่ มีข้อจำกัดหลายอย่างที่ทำให้การใช้โดรนในเชิงพาณิชย์ยังไม่มากนัก ในทางกลับกันยังมีโดรนหรือหุ่นยนต์ประเภทอื่นที่นำมาใช้เยอะขึ้น อาจไม่ใช่เรื่องการบิน เช่น JIB Computerนำหุ่นยนต์มาบริหารจัดการเรื่องขนของในแวร์เฮาส์ จากเดิมเวลามีการสั่งสินค้าเข้ามา พนักงานต้องเดินไปหยิบของตามจุดต่าง ๆ แต่เดี๋ยวนี้ให้หุ่นยนต์หยิบมาให้แทน หุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ประเภทที่ใช้ในโรงงานเป็นแบบแขนกลที่ทำงานซ้ำ ๆ ต้องยกของหนัก เมื่อก่อนราคาเป็นล้าน ตอนนี้เหลือหลักแสน เทคโนโลยีเหล่านี้จีนโคลนไปแล้ว ทำให้ราคาถูกลง ฉะนั้น ใครที่ทำงานเกี่ยวกับโรงงานหรืออยู่ในอุตสาหกรรมสายการผลิตต่าง ๆ จากเดิมต้องใช้ “คน” ตอนนี้นำหุ่นยนต์มาแทนได้แล้วในราคาไม่แพง เทียบกันแล้วคุ้มค่าแรง ฯลฯ การทดแทนคนด้วยการเอาหุ่นยนต์มาใช้มีหลายแบบ แบบแรกทำแทนคนในลักษณะงานที่ต้องทำอะไรซ้ำ ๆ เช่น งานที่ต้องใช้คนกรอกข้อมูลบางอย่างตรงนี้ AI ช่วยได้เยอะมาก เมื่อก่อนต้องมานั่งกรอกข้อมูลเมื่อจะเปิดบัญชีธนาคาร แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้ว มีแค่บัตรประชาชนใบเดียวก็ทำได้แล้ว เช่นเดียวกับที่ผมเล่าไปแล้ว การใช้หุ่นยนต์เป็นฮาร์ดแวร์ เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาท และไม่ไกลตัวอีกต่อไป หลาย ๆ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีเด็กรุ่นใหม่ ๆ ที่พัฒนาหุ่นยนต์ได้ ผมมีโอกาสได้ไปคุยกับน้อง ๆ กลุ่มหนึ่งที่เคยชนะเลิศการแข่งขันสร้างหุ่นยนต์ แต่คำถามคือชนะแล้วอย่างไรต่อ ประเทศไทยในสายการผลิตหรือในซัพพลายเชนของคนที่ทำเรื่องหุ่นยนต์ไม่ค่อยมี เรายังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการใช้หุ่นยนต์อย่างเต็มรูปแบบ ฉะนั้น เมื่อคนกลุ่มนี้จบออกมาหางาน เขาจะทำอย่างไรเมื่อไม่มีงานรองรับ กลุ่มคนเหล่านี้จึงเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ไปทำวิศวกรด้านอื่นแทนหรือโดนซื้อตัวไปต่างประเทศ หากในฝั่งภาคธุรกิจ ในโรงงานก็ดี ในสายการผลิตเองก็ดี ดูว่าการทำงานตามปกติตั้งแต่เริ่มผลิตจนถึงของเสร็จใช้เวลาเท่าไหร่ ลองให้วิศวกรพวกนี้มาออปติไมซ์ดูว่าจะเอาหุ่นยนต์หรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เร็วขึ้นได้ไหม ถ้ามีโจทย์แบบนี้และให้เด็กรุ่นใหม่ ๆ มาช่วยดู เขาจะนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาช่วยได้ บางอย่างอาจจะลดคนน้อยลง ทำให้การผลิตงานดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ด้วยเหมือนกันอันนี้เหมาะกับโรงงานหรือสายการผลิตที่ทำมาประมาณ 10-20 ปีแล้วยังทำแบบเดิมอยู่ ไม่ได้มีการพัฒนาอะไรเลย ผมอยากสนับสนุนให้ลองทำดูเลยครับ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/ict/news-553154

จำนวนผู้อ่าน: 11

13 พฤศจิกายน 2020

บี้ “รัฐวิสาหกิจ” ขึงเป้าลงทุน คลังมึนยอดขอกู้วูบ 4 แสนล้าน

การลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีวงเงินหลายแสนล้านบาทในแต่ละปี ถือได้ว่ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในยามที่ภาคเอกชนยังคงชะลอการลงทุน เพราะไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดกลับพบว่า การลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีแนวโน้ม “ลดลง” ในระยะ 5 ปีข้างหน้า (ปีงบประมาณ 2564-2568) โดยสะท้อนจาก “แผนความต้องการเงินกู้ระยะปานกลาง 5 ปี” ที่มีโครงการลงทุนรวม 182 โครงการ คิดเป็นวงเงินลงทุนรวม 819,283.16 ล้านบาท หรือลดลงไปถึง 30% จากเดิมที่มีวงเงินถึง 1,201,118.71 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดลงไป 56 โครงการ คิดเป็นวงเงิน 381,835.55 ล้านบาท ทั้งนี้ พบว่า รัฐวิสาหกิจในสาขาคมนาคม มูลค่าการลงทุนปรับลดลงมากที่สุดถึง 340,137.15 ล้านบาท หรือลดลง 15 โครงการ จากเดิมอยู่ที่ 31 โครงการ มูลค่า 827,070.93 ล้านบาท เหลือ 16 โครงการ มูลค่า 486,933.78 ล้านบาท รองลงมาสาขาสาธารณูปการ ลดลง 56 โครงการ มูลค่า 38,151.83 ล้านบาท และสาขาอื่น ๆ มูลค่าลงทุนลดลงไป 7,087.85 ล้านบาท แต่จำนวนโครงการเพิ่มขึ้น 13 โครงการ (ดูตารางประกอบ) โดยที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้รายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบถึงปัญหาดังกล่าว ซึ่งพบว่าแผนการลงทุนที่ปรับลดลง ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากปัญหาความไม่ชัดเจนของนโยบายและรูปแบบการลงทุน และปัญหาความไม่พร้อมของหน่วยงานเจ้าของโครงการ ซึ่งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับลดลงค่อนข้างมากดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป้าหมายการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางให้ต่ำกว่าศักยภาพ และกระทบต่อนโยบายการขับเคลื่อนการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนของรัฐบาล ดังนั้น ครม.จึงได้เห็นควรให้กระทรวงเจ้าสังกัด ประสานกับรัฐวิสาหกิจที่เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการในกลุ่มโครงการที่ยังขาดความพร้อมในการดำเนินการ เพื่อเร่งรัดการดำเนินการและการลงทุนเพื่อเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐในระยะต่อไป โดยหลังจากเข้ารับตำแหน่ง “นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รมว.คลังคนใหม่ ได้สั่งการให้ “นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ” ปลัดกระทรวงการคลัง จัดตั้ง “คณะกรรมการเร่งรัดเบิกจ่ายการลงทุนของส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ” ทันที เพื่อให้เข้ามาดูแลเรื่องการเบิกจ่ายทั้งหมด และดูแลแก้ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้ขั้นตอนการเบิกจ่ายสามารถทำได้เร็ว นอกจากนี้ ล่าสุด ในการเดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกรมบัญชีกลาง “นายอาคม” ยังได้ตั้งเป้าหมายให้ติดตามให้รัฐวิสาหกิจที่ใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีเบิกจ่ายให้ได้ 100% ด้วย ขณะที่ “นายประภาศ คงเอียด” ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ภายในเดือน พ.ย.นี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ได้เรียกประชุม สคร. เพื่อติดตามแผนการเบิกจ่ายงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ในปีงบประมาณ 2564 โดย สคร.ยืนยันว่า จะเร่งการเบิกจ่ายงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามเป้าหมายของปี 2564 เป็นหลัก ซึ่งมีวงเงินอยู่ที่ 2.91 แสนล้านบาท แม้ช่วงไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด รัฐวิสาหกิจหลายแห่งได้ขอปรับลดแผนการลงทุนลงก็ตาม ซึ่งจะต้องพิจารณาตามความจำเป็นและความเหมาะสมต่อไป “หากมีการปรับแผนการลงทุนจริง ก็คาดว่าจะสามารถปรับได้ค่อนข้างน้อย เพราะช่วงนี้รัฐบาลต้องการเรื่องการลงทุน เพื่อมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่ง สคร.พูดคุยกับรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่ขอปรับลดแผนลงทุนค่อนข้างมากแล้ว ว่าก็คงทำได้ยาก และให้เน้นไปตามแผนเดิม ยกเว้นรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่มีความจำเป็นจริง ๆ ก็จะพิจารณาปรับลดลงให้ แต่ก็คงมีไม่มาก” นายประภาศกล่าว นายประภาศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการเบิกจ่ายงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ก็มีข้อติดขัดทั้งในเรื่องขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ขั้นตอนที่มีการฟ้องร้องกัน และต้องมีการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา อย่างไรก็ดี ทาง สคร. และคณะกรรมการเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯลงทุน ก็พยายามติดตามและให้ความช่วยเหลือเต็มที่ นอกจากนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมการการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ได้อนุมัติโครงการร่วมลงทุนไป 2 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 18,961 ล้านบาท ได้แก่ โครงการบริหารจัดการท่าเทียบเรือสาธารณะเพื่อขนถ่ายสินค้าเหลว ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) มูลค่ารวม 16,096 ล้านบาท และโครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าที่จังหวัดเชียงราย ของกรมการขนส่งทางบก มูลค่ารวม 2,865 ล้านบาท ถือเป็นโครงการลงทุนใหม่ ๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามา “สคร.จะเร่งติดตามโครงการที่มีปัญหาติดขัดให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้เร็วที่สุด เช่น โครงการรถไฟไทย-จีน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.), โครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่ยังติดขัดในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ก็ต้องเดินหน้าให้ได้เร็วที่สุด เนื่องจากใช้เม็ดเงินลงทุนจากกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ (TFFIF) วงเงินราว 3 หมื่นล้านบาท และโครงการลงทุนของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) เป็นต้น” นายประภาศกล่าว ในยามที่ภาคเอกชนไม่กล้าลงทุน เพราะไม่มั่นใจภาวะเศรษฐกิจ รัฐวิสาหกิจจึงต้องเป็น “หัวหอก” ร่วมกับภาครัฐในการ “นำ” การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพราะไม่เช่นนั้นในระยะยาว ประเทศไทยอาจจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันได้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-553184

จำนวนผู้อ่าน: 16

13 พฤศจิกายน 2020

ซีพีเอฟ กำไร 9 เดือน เฉียด 2 หมื่นล้าน โรค ASF ดันราคาหมู

ซีพีเอฟ เผย กำไร 9เดือนปีนี้ เฉียด 2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 36%จากปีก่อน กิจการต่างประเทศหนุนกำไร รับอานิสงส์โรค ASF ดันราคาหมูเพิ่ม มั่นใจผลการดำเนินงานปีหน้ายังดีต่อเนื่อง วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ รายงานกำไรประจำไตรมาส 3/2563 จำนวน 7,475 ล้านบาท เติบโต 23% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และกำไรสำหรับ 9 เดือนปี 2563 จำนวน 19,614 ล้านบาท เติบโต 36% จากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายภาษีและค่าเสื่อมราคา(EBITDA) จำนวน 61,658 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87% จากปีก่อน ซึ่งเป็น EBITDA ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปัจจัยหลักมาจากภาวะขาดแคลนสุกรในภูมิภาคจากการระบาดของโรค ASF (African Swine Fever) ที่ส่งผลให้ราคาตลาดอยู่ในระดับที่สูงกว่าปีก่อน ประกอบกับความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศไทยดีขึ้นต่อเนื่องจากการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดและการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ “ผลการดำเนินงานของซีพีเอฟที่ดีขึ้น ปัจจัยหลักมาจากการขาดแคลนสุกรในภูมิภาคเอเซีย เนื่องจากการระบาดของโรค ASF ที่ทำให้ปริมาณสุกรลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในเวียดนามและจีน ทำให้ระดับราคาสุกรสูงขึ้นจากปีก่อนอย่างผิดปกติ ทั้งยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร จากที่ยังไม่มีวัคซีน จึงต้องบริหารจัดการฟาร์มอย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานชีวภาพ น่าจะยังต้องใช้เวลา หากจัดการไม่ดีอาจเกิดโรคได้ “ นอกจากธุรกิจสุกรแล้ว ผลการดำเนินงานของธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศไทยก็มีความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปีก่อน จากการที่บริษัทปรับรูปแบบและกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่ให้น้ำหนักกับการทำการตลาดภายในประเทศมากขึ้น มองว่าธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศไทยและในต่างประเทศจะมีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่องจากนี้ไป “ปีหน้าบริษัทตั้งเป้าหมายมีกำไรที่ดีต่อเนื่อง จากการขยายธุรกิจและการเพิ่มปริมาณการผลิตในหลายประเทศ โดยคาดว่าราคาสุกรในปีหน้าน่าจะอ่อนตัวลงจากปีนี้แต่คงอยู่ในระดับที่สูง รวมทั้งบริษัทจะมีการรับรู้กำไรเพิ่มขึ้นจากธุรกิจสุกรในประเทศจีนที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้อนุมัติให้เข้าทำรายการเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จึงมั่นใจว่าจะยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดี” นายประสิทธิ์กล่าว เอฟเฟ็กต์โควิด ทุบรายได้ 7-Eleven ฉุดกำไร “CPALL” 9 เดือนวูบ 22.5% ซีพี-เทสโก้โลตัส ผงาดเบอร์ 1 ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว หวั่นเสียเปรียบอำนาจต่อรอง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-555038

จำนวนผู้อ่าน: 16

13 พฤศจิกายน 2020

ค้าปลีกไอทีประคองตัวฝ่าโควิด กำลังซื้อ Q4 แผ่ว หวั่นลากยาวข้ามปี

(Photo by Romeo GACAD / AFP) โควิดฉุดเศรษฐกิจ-กำลังซื้อไตรมาส 4 ส่งสัญญาณชะลอตัวชัดเจน “สินค้าไอที” ก็ไม่เว้น ยักษ์ค้าปลีก-ค้าส่ง หวัง “ช้อปดีมีคืน” ช่วยปลุกมู้ดจับจ่าย “เจ.ไอ.บี.” ชี้ดี-มานด์ “เวิร์กฟรอมโฮม” แผ่วปลายตลาดล่างออกอาการ ขอแค่ปิดยอดขายสิ้นปีทะลุ 9 พันล้านใกล้เคียงปีที่แล้ว “แอดไวซ์” หวั่นลากยาวข้ามปีเบนเข็มเจาะ “บีทูบี” แม้ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มสินค้าไอทีจะได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้เกิดกระแสเวิร์กฟรอมโฮม มีความต้องการซื้ออุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการทำงานและการเรียนที่บ้าน ส่งผลให้ยอดขายเติบโตอย่างชัดเจนในไตรมาส 2 และ 3 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการขายผ่านช่องทางออนไลน์ แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 4 ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่ผู้บริโภคจับจ่ายซื้อสินค้า ถือเป็น “หน้าขาย” ไม่ต่างจากสินค้ากลุ่มอื่น ๆ แต่ในปีนี้กลับไม่คึกคักเท่าที่ควร ตลาดล่างออกอาการ นายสมยศ เชาวลิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.ไอ.บี. คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของเครือข่ายร้านค้าปลีกสินค้าไอที ภายใต้แบรนด์ “เจ.ไอ.บี.” กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดไอทีในไตรมาส 4 ไม่คึกคักเท่าที่ควร ประกอบกับส่วนใหญ่ซื้อไปแล้วในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากกระแสเวิร์กฟรอมโฮมทำให้ยอดขายในไตรมาส 2 และ 3 ไปได้ดีจนมาแผ่วลงในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี โดยเฉพาะในกลุ่มล่างที่กำลังซื้อลดลงชัดเจน ขณะที่สินค้าที่เจาะตลาดกลุ่มบน เช่น คอมพิวเตอร์ ดีไอวาย และโน้ตบุ๊ก ยังคงมีการเติบโตได้ดี เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มบนและระดับกลางยังสามารถใช้จ่ายได้ ประกอบกับภาครัฐมีโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ออกมากระตุ้นการตัดสินใจซื้อเพิ่มเติม สำหรับบริษัทคาดว่าส่วนยอดขายปีนี้น่าจะทำได้ 9,000 ล้านบาท ลดลงจากเป้าหมายที่วางไว้เดิมช่วงต้นปี 10,000 ล้านบาท และน้อยกว่าปีที่แล้วที่ทำได้ 9,400 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปีบริษัทยังเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง ทั้งการขยายสาขาไปในทำเลใหม่ และรีโนเวตบางสาขา คาดว่าในสิ้นปีจะมี 153 แห่ง และเตรียมเพิ่มสินค้ากลุ่มน็อนคอมพิวเตอร์มากขึ้นในปีหน้า เช่น สินค้าที่รองรับเทคโนโลยี IOT และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เพื่อสร้างความหลากหลายและยอดขาย “ช่วงโควิดที่ผ่านมา บริษัทปรับตัวหลายอย่างโดยหันมาโฟกัสการขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากต้องปิดร้านทำให้ยอดขายออนไลน์โตขึ้น ปัจจุบันมีสัดส่วนเป็น 20% ของยอดขายรวมจากตอนต้นปีมีสัดส่วนแค่ 13%” ค้าปลีกไอทีอ่อนแรง ด้านนายจักรกฤช วัชระศักดิ์ศิลป์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานผลิตภัณฑ์ การขาย และการตลาด บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสินค้าไอที กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มแผ่วลงตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 เป็นต้นมา จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ผู้บริโภคกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ทำให้ความต้องการสินค้าไอทีลดลง ประกอบกับก่อนหน้านี้ได้ซื้อไปแล้วจำนวนมาก โดยประเมินว่าภาพรวมตลาดไอทีทั้งปีน่าจะเติบโตลดลงจากปีที่ผ่านมาจาก 2 ปัจจัย คือ กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง สะท้อนจากยอดขายและราคาเฉลี่ยต่อเครื่องของโน้ตบุ๊กที่ลดลงจาก 25,000 บาทขึ้นไปมาเป็นต่ำกว่า 25,000 บาทลงไปในครึ่งหลังของปี ขณะที่สินค้าบางกลุ่มขาดตลาดเนื่องจากในบางประเทศยังอยู่ในช่วงล็อกดาวน์ ทำให้มีสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ สำหรับบริษัทเองประเมินว่า รายได้ในปีนี้จะเติบโตไม่ถึง 20% ตามเป้าที่วางไว้ หรือมีรายได้น้อยกว่า 15,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีรายได้ 12,000 ล้านบาท ส่วนทิศทางตลาดไอทีในปี 2564 ยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากผู้ผลิตสินค้ายังมีปัญหาการผลิต ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคก็จะยังไม่ฟื้นกลับมา แต่เทียบกับสินค้าอื่น ๆ แล้วเชื่อว่าสินค้าไอทีจะไม่ได้รับผลกระทบแรงมาก เพราะผู้บริโภคยังมีความต้องการใช้ “แอดไวซ์ฯ” ลุยต่อมุ่งบีทูบี นายจักรกฤช กล่าวต่อว่า บริษัทยังคงเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง โดยจะเปิดสาขาในกรุงเทพฯเพิ่มขึ้น รวมถึงขยายร้านโมเดลใหม่ที่มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการรับซ่อมสินค้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีทั้งหมด 350 สาขาทั่วประเทศ เป็นร้านของบริษัท 100 สาขา ที่เหลือเป็นแฟรนไชส์ 250 สาขา พร้อมกับขยายช่องทางขายผ่านออนไลน์และผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ “โซเชียลคอมเมิร์ซ” เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก เป็นต้น ตามด้วยอีมาร์เก็ตเพลซ เช่น ลาซาด้า ช้อปปี้ เป็นต้น และ “อีเทลเลอร์ออนไลน์” ของแอดไวซ์ฯที่มีระบบโลจิสติกส์เองและในปีหน้าจะขยายธุรกิจใหม่เจาะกลุ่มลูกค้าเชิงพาณิชย์มากขึ้น ทั้งกลุ่มองค์กร ภาครัฐ และเอกชน โดยตั้งเป้ารายได้จากกลุ่มบีทูบีเฉลี่ยเดือนละ 30 ล้านบาท “รายได้หลักของไทยมาจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ถ้าทั้งสองธุรกิจนี้ไม่ฟื้นกลับมา ในแง่ของกำลังซื้อโดยรวมก็จะยังไม่ฟื้น แต่สำหรับตลาดไอทีเชื่อว่ายังมีดีมานด์เพราะกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ จะต้องลงทุนเพื่อเดินหน้าธุรกิจต่อ ทำให้ปีหน้าเราจะหันมาโฟกัสที่กลุ่มลูกค้าบีทูบีมากขึ้น” สินค้าขาดไม่พอขาย นายธีรวุธ ศุภพันธ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หากโฟกัสเฉพาะสินค้ากลุ่มพรินเตอร์ ความต้องการของผู้บริโภคยังสูงจากกลุ่มคนที่เวิร์กฟรอมโฮม ประกอบกับโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ช่วยกระตุ้นตลาดให้ตื่นตัวแต่ติดปัญหากำลังการผลิตที่ประเทศต้นทางอย่างฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ไม่สามารถผลิตได้ 100% ทำให้สินค้าไม่พอจำหน่าย เช่นกันกับนางสาวเนตรนรินทร์ จันทร์จรัสสุข ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์พรินเตอร์ บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ตลาดไอทีช่วงโค้งท้ายปีได้รับอานิสงส์จากโควิด เพราะผู้บริโภคก้าวเข้าสู่ออนไลน์มากขึ้น ทำให้มีความต้องการสินค้าไอทีอยู่ และเชื่อว่าโครงการ “ช้อปดีมีคืน” จะเข้ามาช่วยกระตุ้นให้คึกคัก ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/ict/news-554699

จำนวนผู้อ่าน: 13

13 พฤศจิกายน 2020

โฆษกพลังงาน ยัน ไม่ล้มโปรเจ็กต์ “โรงไฟฟ้าชุมชน”

กระทรวงพลังงานชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวการยกเลิกนโยบายเกี่ยวกับ ‘พลังงานชุมชน’ ว่าไม่เป็นความจริง เพราะปัจจุบันนโยบายกระทรวงพลังงานยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนพลังงานชุมชนอย่างต่อเนื่อง และเดินหน้าโรงไฟฟ้าชุมชนในรูปเบบที่เกิดประโยชน์กับเกษตรกรและชุมชนสูงสุด ​ นายสมภพ พัฒนอริยางกูล โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับประเด็นที่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่จะมายกเลิกพลังงานชุมชน (และอาจหมายรวมถึงโรงไฟฟ้าชุมชน) ทั้งที่เป็นการกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น เกษตรกรสามารถมีส่วนร่วมในการผลิตไบโอแก๊ส นั้น ขอเรียนชี้แจงว่า “กระทรวงพลังงานไม่ได้มีนโยบายยกเลิกโครงการพลังงานชุมชนและโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนแต่อย่างใด จะเห็นได้จากตามแผนปฏิบัติราชการราย 5 ปี (พ.ศ. 2563 – พ.ศ.2565) ของกระทรวงพลังงานมีเรื่องการสร้างความยั่งยืนและเข้าถึงประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนงานที่สำคัญ” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีสัดส่วนการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนในประเทศเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับทิศทางการส่งเสริมการนำแหล่งพลังงานในประเทศมาใช้ และส่งเสริมพลังงานสะอาด เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม รวมถึงยกระดับรายได้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีแนวทางการพัฒนาที่สนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดการสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยีพลังงานที่เหมาะสม ผ่านการส่งเสริมการใช้ การลงทุนด้านพลังงานทดแทน ซึ่งก็รวมถึงโครงการผลิตก๊าซชีวภาพ (ไบโอแก๊ส) และชีวมวลรวมอยู่ด้วย และการอนุรักษ์พลังงานในชุมชน พร้อมเสริมสร้างศักยภาพและเตรียมความพร้อมให้กับส่วนท้องถิ่น ชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชน นอกจากนี้ ในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนก็จะมีการเดินหน้าโครงการนำร่อง โดยมีการทบทวนหลักเกณ์ของโครงการเพื่อให้ประโยชน์เกิดขึ้นกับเกษตรกรและชุมชนอย่างแท้จริงและมีความยั่งยืน ทั้งนี้ โดยมีแผนงานโครงการสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนด้านการส่งเสริมชุมชนที่ชัดเจน เช่น แผนงานโรงไฟฟ้าชุมชนนำร่อง สถานีพลังงานชุมชน โครงการเสริมสมรรถนะโครงการเตาชีวมวล โครงการโซลาร์สูบน้ำ โครงการโซลาร์อบแห้ง และกรอบทิศทางของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจะเน้นโครงการพลังงานชุมชน เพื่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างอาชีพด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในชุมชน เป็นต้น ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-521672

จำนวนผู้อ่าน: 103

15 กันยายน 2020

ปล่อยตัว “หมอเหวง-วีระกานต์” แกนนำ นปช. ติดกำไลอีเอ็ม

ภาพ: ข่าวสด ปล่อยตัว นพ.เหวง โตจิราการ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ และนายพงศ์พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง แกนนำ นปช. ออกจากเรือนจำ พร้อมติดกำไลอีเอ็ม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ (15 ก.ย.) แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้แก่ นพ.เหวง โตจิราการ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ และนายพงศ์พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง ได้รับการปล่อยตัวที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังเข้าเกณฑ์พักโทษ โดยติดกำไลอีเอ็ม ตามนโยบายของกระทรวงยุติธรรม นพ.เหวง อายุ 69 ปี นายวิระกานต์ อายุ 72 ปี และนายพงศ์พิเชษฐ์ อายุ 69 ปี ถูกศาลฎีกาสั่งลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ในฐานความผิดมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จากกรณีนำขบวนผู้ชุมนมหลายพันคนบุกบ้านสี่เสาเทเวศน์เมื่อปี 2550 และติดคุกมาแล้วเกือบ 3 เดือน แกนนำทั้งสาม ถือเป็นผู้สูงอายุและมีอาการป่วยต้องเข้ารับการรักษาสุขภาพ ขณะที่ นพ.เหวง มีปัญหาด้านสุขภาพเช่น อาการบ้านหมุนและปัญหาปวดฟัน รวมถึงอาการเกี่ยวกับต่อมลูกหมากและไส้เลื่อน ทั้งสามคนได้รับพระราชทานอภัยโทษ 1 ครั้ง และจะเข้าโครงการพักโทษผู้ต้องขังสูงอายุ พร้อมติดกำไลอีเอ็ม เพื่อปล่อยออกจากเรือนจำ นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์ อดีตประธานนปช. ได้รับการปล่อยตัวเพราะได้รับพักโทษ จากกรณีชุมนุมหน้าบ้านป๋าเปรม pic.twitter.com/f7xla7VDBI — ข่าวสด (@KhaosodOnline) September 15, 2020   ก่อนหน้านี้ นายปลอดประสพ สุรัสวดี และ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ สองอดีตนักการเมืองได้รับการพักโทษ โดยต้องติดกำไลอีเอ็มนาน 1 ปี นอกจากนี้ ในช่วงสิ้นเดือนกันยายน มีรายงานว่า ผู้ต้องขังคนสำคัญ 3 คน ได้แก่ ร.ต.ท.เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นายพายัพ ปั้นเกตุ จะได้รับการอภัยโทษและเข้ารับการอบรมก่อนปล่อยตัวเช่นเดียวกัน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-521643

จำนวนผู้อ่าน: 167

15 กันยายน 2020

โควิดฉุดจีทูจีขายข้าวจีนไม่คืบ “พาณิชย์” เร่งสปีดขยายตลาดแอฟริกา

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP การเจรจาจีทูจีข้าวไทยกับจีน ล่าช้าจากหลายปัจจัย สต๊อกข้าวจีน ราคาข้าวไทย ขณะที่การส่งออกข้าวไทยเดือนกรกฎาคม 2563 เพิ่มขึ้นจากแอฟริกาหันมานำเข้าข้าวไทย ส่งผลให้เดือนสิงหาคมการส่งออกข้าวยังขยายตัว นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การเดินหน้าเจรจาสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับรัฐวิสาหกิจจีน คอฟโก้ เพื่อนำเข้าข้าวไทย 300,000 ตัน ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือจากสัญญาที่รัฐบาลลงนามไว้ 1 ล้านตัน โดยปัจจุบันได้ส่งมอบไปแล้ว 700,000 ตัน กรมฯ เดินหน้าเจรจาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องยอมรับเรื่องสถานการณ์การแพร่ระบาดของของโวิด-19 สถานการณ์สต๊อกข้าวของจีน รวมไปถึงราคาซื้อ-ขายข้าวไทย ที่ราคาข้าวไทยตอนนี้ยังสูง ส่งผลให้การเจรจาอาจจะล่าช้าอยู่บ้าง ซึ่งกรมฯ ก็พร้อมเดินหน้าเจรจาอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันการส่งออกข้าวไทยต่อไป ปัจจุบันจากรายงานข้อมูลของกรมศุลกากร ระบุว่า การส่งออกข้าวในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม-กรกฎาคม) มีปริมาณ 3,295,046 ตัน โดยปริมาณส่งออกลดลง 32.9% และมีมูลค่า 69,470 ล้านบาท หรือ 2,222.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มูลค่าลดลง 15.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่มีการส่งออกปริมาณ 4,907,467 ตัน มูลค่า 81,847 ล้านบาท หรือ 2,596.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่การส่งออกข้าวในเดือนกรกฎาคม 2563 มีปริมาณ 409,451 ตัน ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น 31.6% มีมูลค่า 7,988 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.3% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2563 ที่ส่งออกได้เพียง 311,166 ตัน มูลค่า 7,310 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากการส่งออก ข้าวขาวและข้าวนึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากผู้นำเข้าโดยเฉพาะในแถบแอฟริกาได้หันมานำเข้าข้าวจากไทยมากขึ้น เนื่องจากประเทศอินเดียกำลังเผชิญกับการระบาดของเชื้อ COVID-19 อย่างหนัก ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานและอุปสรรคด้านลอจิสติกส์ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่ต้องชะลอลง ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2563 มีการส่งออกข้าวขาว ปริมาณ 164,041 ตัน เพิ่มขึ้น 34.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน โดยส่วนใหญ่ส่งไปยังประเทศแองโกล่า แคเมอรูน ญี่ปุ่น โมซัมบิก เบนิน เป็นต้น ส่วนการส่งออกข้าวนึ่งมีปริมาณ 118,673 ตัน เพิ่มขึ้น 134.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ส่วนใหญ่ส่งไปตลาดประจำ ในแถบแอฟริกา เช่น แอฟริกาใต้ เบนิน แคเมอรูน เยเมน เป็นต้น สำหรับการส่งออกข้าวหอมมะลิ (ต้นข้าว) มีปริมาณ 58,464 ตัน ลดลง 23.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนซึ่งส่วนใหญ่ยังคงส่งไปยังตลาดประจำ เช่น สหรัฐฯ ฮ่องกง จีน แคนาดา สิงคโปร์ เป็นต้น รายงานจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า การส่งออกข้าวไทยในเดือนสิงหาคม 2563 คาดว่าจะมีปริมาณส่งออกข้าวจะอยู่ที่ประมาณ 400,000-450,000 ตัน เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าในแถบแอฟริกายังคงมีความต้องการนำเข้าข้าวจากไทยทั้งข้าวขาวและข้าวนึ่ง เพราะทั้งอินเดีย และปากีสถานต่างประสบปัญหาด้านลอจิสติกส์ ซึ่งทำให้การส่งมอบล่าช้า ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับอานิสงส์แต่ก็เป็นปริมาณที่ไม่มากนัก ในส่วนของการส่งออกข้าวหอมมะลิมีแนวโน้มชะลอลงเนื่องจากประเทศผู้นำเข้าได้นำเข้าไปเป็นจำนวนมากแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้มีสต็อกข้าวเพียงพอแล้ว ส่วนภาวะราคาข้าวของไทยในช่วงนี้ยังคงสูงกว่าประเทศคู่แข่งที่สำคัญ แม้ว่าค่าเงินบาทจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลง แต่เนื่องจากอุปทานข้าวในประเทศมีจำกัด และมีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยทำให้ราคาข้าวภายในประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง จึงส่งผลให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นและห่างจากประเทศคู่แข่งประมาณ 40-150 เหรียญสหรัฐฯ โดยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 สมาคมฯประกาศราคาข้าวขาว 5% ที่ 525 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ขณะที่เว็บไซต์ Oryza.com รายงานราคาข้าวขาว 5% ของเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน ที่ 485-489, 368-372 และ 393-397 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ตามลำดับ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-521665

จำนวนผู้อ่าน: 125

15 กันยายน 2020

“การบินพลเรือน” ออกเกณฑ์คัด “ผอ.ใหม่” “จุฬา สุขมานพ” ขอชิงเก้าอี้อีกสมัย

คมนาคมออกสเปกคัดสรร “บิ๊กการบินพลเรือน” คนใหม่ หลัง “จุฬา สุขมานพ” ครบวาระ ก.ย.นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2563 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกำกับสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการสรรหาและคัดเลือกผู้อำนวยการสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญดังนี้ ในการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (ผอ.กพท.) ระบุให้คณะกรรมการกำกับสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหาและคัดเลือก ผอ.กพท.ขึ้นมา 1 ชุด ประกอบไปด้วยกรรมการ 5 คน โดยให้มาจากคณะกรรมการกำกับฯ 2 คน, ผู้แทนจากคณะกรรมการการบินพลเรือน 1 คน, ผู้แทนจากกระทรวงคมนาคม 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหาร 1 คน และให้ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล กพท.เป็นเลขานุการ จุฬา สุขมานพ @เปิดสเปกคุณสมบัติ สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นผอ. กพท. ประกอบด้วย 1.มีสัญชาติไทย 2.อายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี แต่ไม่เกิน 65 ปี 3.สามารถปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา 4.ไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม ดังนี้ เป็นบุคคลล้มละลายหรือล้มละลายทุจริต, เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ, เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษหรือกระทำการโดยประมาท เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการบริหารหรือจัดการของนิติบุคคลที่ประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับการบินพลเรือนทุกด้าน ,เป็นข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ  รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่พ้นจากตำแหน่งไม่น้อยกว่า 2 ปี เป็นหรือเคยเป็นกรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งไม่ร้อยกว่า 2 ปี เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งตาบบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย, เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของเอกชน เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง 5. มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงในด้านการบินและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในด้านกิจการการบินพลเรือนหรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ผอ.กพท. ยังต้องสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป และเคยดำรงตำแหน่งหรือดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือหน่วยงานของเอกชนที่มีรายได้ต่อปีไม่น้อยกว่าที่คณะอนุกรรมการกำหนด โดย ผอ.กพท.จะมีวาระในตำแหน่ง 4 ปี ดำรงตำแหน่งติดต่อกันไม่เกิน 2 วาระ (8 ปี) และมีการประเมินผลการปฏิบัติงานทุกๆ 6 เดือน และประกาศฉบับนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป @”จุฬา” ชิงชัยต่ออีกวาระ ด้านนายจุฬา สุขมานพ ผอ.กพท. กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประกาศดังกล่าวไม่ได้ออกล่าช้า เพราะมีนัยยะอะไร แต่เนื่องจากประกาศดังกล่าวไม่ได้เป็นประกาศที่มีผลทางกฎหมายต่อประชาชน จึงทำให้ออกล่าช้า ส่วนตัวเองก็กำลังจะครบวาระการเป็น ผอ.กพท.ในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ คาดว่าจะลงสมัครเพื่อเป็น ผอ.กพท. อีกวาระหนึ่งแน่นอน แต่ในขณะที่มีรอยต่อของการบังคับใช้ประกาศฉบับใหม่ คณะกรรมการกำกับฯที่มี นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานจะต้องมีการจัดประชุมเพื่อหารือถึงการแก้ปัญหาดังกล่าวต่อไป ไปพลางก่อนหรือไม่นั้น ไม่ทราบ เพราะไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการกำกับดังกล่าว เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเป็น ผอ.กพท. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-521644

จำนวนผู้อ่าน: 70

15 กันยายน 2020

“ประยุทธ์” ถก ครม. เปิดประเทศ ออกวีซ่านักท่องเที่ยวแบบใหม่

นายกรัฐมนตรีลั่นพยายามแก้ไขปัญหาทุกมิติ เบิกจ่ายงบล่าช้า เพราะสถานการณ์ไม่ปกติ ขีดเส้นจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ – คนพิการ ไม่เกิน 22 กันยายนนี้ ขณะที่วีซ่ารูปแบบใหม่ โยนให้ ศบค.เคาะ แต่นักท่องเที่ยวต้อง state quarantine ทุกราย เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลดูแลทั้งในส่วนที่เป็นปัญหาอุปสรรคจากข้อเรียกร้องของประชาชน ไม่ว่าการใช้จ่าย การเบิกจ่ายงบประมาณ พยายามจะแก้ไขในทุกมิติ เนื่องจากเป็นสถานการณ์ไม่ปกติในเวลานี้ อาจมีข้อติดขัดอยู่บ้างในวิธีการ หรือกลไกใหม่ๆ ที่ออกไป เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เพราะรัฐบาลมุ่งหวังที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะในช่วงนี้ให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องเงินผู้สูงอายุ และเบี้ยยังชีพคนพิการล่าช้านั้น ท่านก็ทราบดีถึงเหตุผล และได้ชี้แจงไปหลายครั้งแล้ว ยังมีหลายคนเอามาโยงกันว่าเงินไม่พอ ไม่มีเงินจ่าย มันไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องระบบการจ่าย เช่น ทะเบียนต่างๆ วันนี้จะเร่งรัดดำเนินการให้ได้โดยเร็วที่สุด จากเดิมที่มีกำหนด 22 กันยายนนี้ จะพยายามให้ทำตามกำหนด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนการออกวีซ่าให้นักท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ special tourist visa วันนี้ได้มีการหารือในเรื่องนี้ แต่ยังต้องรอฟัง ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) อีกครั้ง เพราะยังต้องรับฟังความคิดเห็นจากหลายส่วน แต่ยืนยันว่าจะต้องมี state quarantine ทุกคน กลุ่มพวกนี้มาอยู่ยาวทั้งการท่องเที่ยวและด้านสุขภาพ สามารถ ดำเนินการ state quarantine ได้อยู่แล้วใน alternative quarantine ซึ่งเป็นที่ที่เขากำหนดได้ ไม่แพร่ระบาดข้างนอก หรือในโรงพยาบาล hospital quarantine “ขอให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ในสิ่งที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือว่าระบบสาธารณสุขของไทยดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้น ขอให้มั่นใจตรงนี้ จึงมีเพียงอย่างเดียวคือการร่วมมือ เรื่องการตรวจสอบ ติดตาม การตรวจแยก การคัดกรอง ข้อสำคัญคือการ์ดอย่าตก หลายกิจกรรมที่ผ่อนคลายไปให้แล้ว ก็เริ่มคลายความเข้มงวด คือเรื่องอันตรายที่เกิดขึ้น ถ้าไม่สามารถทำตามมาตรการต่างๆ เหล่านั้นได้ก็อย่ามาโทษรัฐบาล เพราะเป็นกรอบที่วางไว้อยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนวันหยุดเพิ่มเติม ตนดำริไว้เฉยๆ แต่จะทำได้หรือไม่ยังต้องรอเวลา อย่าเพิ่งไปลือกันมากมาย และถ้าจะมีวันหยุดพิเศษต้องประกาศล่วงหน้าให้มีการวางแผนการเที่ยว ประกาศกระชั้นก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ขอให้ไปดูวันตุลาคม ธรรมดา วันหยุดนักขัตฤกษ์อยู่แล้ว ให้ไปดูตรงนั้นก่อน แต่ถ้าพิเศษจะบอกล่วงหน้า ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-521648

จำนวนผู้อ่าน: 76

15 กันยายน 2020

โปรดเกล้าฯ “บิ๊กแดง-ณรัชต์” เป็นข้าราชการในพระองค์ ตำแหน่งรองเลขาธิการพระราชวัง

โอนข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือนสามัญมาบรรจุเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายพลเรือน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นพิเศษเฉพาะรายจำนวน 2 ราย ทั้งนี้ มีคำสั่งสำนักพระราชวังที่ 182 / 2563 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุมัติรับโอนข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือนสามัญ มาบรรจุเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายพลเรือนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นพิเศษเฉพาะรายจำนวน 2 ราย โดยอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 6 มาตรา 14 มาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ 2560 ข้อ 12 ข้อ 13 ข้อ 15 แห่งระเบียบส่วนราชการในพระองค์ว่าด้วยการบริหารข้าราชบริพารในพระองค์ 2560 ข้อ 11 แห่งระเบียบส่วนราชการในพระองค์ว่าด้วยการบริหารข้าราชบริพาร ในพระองค์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2563 ข้อ 29 แห่งระเบียบส่วนราชการในพระองค์ว่าด้วยรถราชการและค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง 2560 และข้อ 4 แห่งระเบียบส่วนราชการในพระองค์ว่าด้วยรถราชการและค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งแก้ไขเพิ่มเติม 2563 จึงให้รับโอนข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือนสามัญมาบรรจุเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายพลเรือนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นพิเศษเฉพาะรายจำนวน 2 ราย ตามบัญชีแนบท้าย คือ พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นรองเลขาพระราชวังระดับ 11 พันตำรวจเอกณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นรองเลขาธิการพระราชวังระดับ 11 ตั้งแต่ 30 กันยายน 2563 เป็นต้นไป โดย พลอากาศเอก สถิตพงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง ลงนามในเอกสาร ดังกล่าว ลงวันที่ 12 กันยายน 2563 พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหาร-ตำรวจ ราชองครักษ์ 364 นาย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-521611

จำนวนผู้อ่าน: 74

15 กันยายน 2020

“ปลัดคลัง” บวงสรวง “องค์ช้าง” ประจำกระทรวง เชื่อช่วยไล่คนไม่ดี

ปลัดคลัง บวงสรวง “องค์ช้าง” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง เชื่อช่วยไล่คนไม่ดีออกไป วันนี้ (15 ก.ย.) เมื่อเวลา 11.30 น. นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ทำพิธีบวงสรวงองค์ช้างคู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ที่ก่อนหน้านี้ ได้ส่งไปบูรณะซ่อมแซมที่กรมศิลปากร ตั้งแต่ปี 2557 ใช้เวลากว่า 5 ปี จึงนำกลับมาประจำที่กระทรวงการคลัง นายประสงค์ กล่าวว่า ช้างคู่อยู่กับกระทรวงการคลังมานาน ซึ่งการนำช้างกลับมาครั้งนี้ จะทำให้ข้าราชการมีขวัญและกำลังใจในการทำงาน ให้มีความแข็งแกร่ง โดยหน้าที่ชองกระทรวงการคลัง ไม่ใช่เรื่องการจัดเก็บรายได้อย่างเดียว แต่ดูแลเรื่องความมั่นคงทางด้านการเงินการคลังด้วย “เมื่อช้างมาอยู่ ก็จะมีแต่อะไรดี ๆ เข้ามา ก็จะมีแต่คนดี ๆ เข้ามา แต่เรื่องดีไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับใจคน ซึ่งถ้าใครไม่ดีช้างก็จะไล่ออกไป” นายประสงค์กล่าว นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงการคลังยังได้กล่าวถึงกรณีมีกระแสที่ตกเป็นแคนดิเดต รมว.คลังคนใหม่ ว่า ไม่มีอะไร วันนี้ก็เป็นเพียงข้าราชการประจำ ขอทำงานข้าราชการประจำก่อน เมื่อถามว่า จะมารับตำแหน่งหลังเกษียณหรือไม่นั้น นายประสงค์ ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ผมแก่แล้ว”      ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-521620

จำนวนผู้อ่าน: 79

15 กันยายน 2020

“แพลนบี” เจ้าเดิม คว้าสิทธิ์บริหารผลประโยชน์บอลไทยต่ออีก 8 ปี

วันนี้ (15 กันยายน 2563) สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศเลือก บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บริหารสิทธิประโยชน์อย่างเป็นทางการ ของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2564 – 2571  ทั้งนี้ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บริหารสิทธิประโยชน์รายเก่าที่บริหารสิทธิประโยชน์อย่างเป็นทางการของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยมา 4 ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งสัญญาเดิมจะหมดลงในปี 2563 นี้  ในส่วนประกาศของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เรื่อง การยื่นข้อเสนอและการลงนามสัญญามอบสิทธิการจัดการด้านการขายและสิทธิประโยชน์ (Official Sponsorship Agency) ประจำปี พ.ศ. 2564 – 2571 ณ วันที่ 15 กันยายน 2563 มีเนื้อหาว่า สืบเนื่องจากประกาศของ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ได้เปิดพิจารณาคัดเลือกผู้บริหารสิทธิประโยชน์อย่างเป็นทางการ ประจำปีพ.ศ. 2564 – 2571 โดยให้ผู้มีคุณสมบัติ และมีความสนใจเข้าร่วมพัฒนากีฬาฟุตบอลไทย นำเสนอแผนงานและเงื่อนไข พร้อมเอกสารยืนยันคุณสมบัติ ให้แก่คณะกรรมการได้พิจารณาภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 นั้น ในการนี้ มีผู้ยื่นข้อเสนอเป็นตัวแทนบริหารสิทธิประโยชน์อย่างเป็นทางการ จำนวน 2 ราย ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกผู้บริหารสิทธิประโยชน์ของสมาคม ได้พิจารณาการนำเสนอแผนงาน เงื่อนไข พร้อมเอกสารยืนยันคุณสมบัติของผู้ยื่นแล้ว ปรากฏว่า บริษัท แพลน บี มีเดียจำกัด (มหาชน) เป็นผู้มีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วนและได้เสนอผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุด จึงมีมติให้เป็นผู้ชนะการยื่นข้อเสนอเป็นตัวแทนบริหารสิทธิประโยชน์อย่างเป็นทางการของสมาคมและมีสิทธิจัดหาผู้สนับสนุนการแข่งขันกีฬาฟุตบอลทีมชาติ การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพ และกิจกรรมฟุตบอลอื่น ๆ ประจำปี พ.ศ. 2564 – 2571 รวมถึงสิทธิทั้งหลายตามประกาศ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาฟุตบอลของชาติต่อไป โดยสมาคมได้ลงนามในสัญญามอบสิทธิการจัดการด้านการขายและสิทธิประโยชน์ กับบริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2563 โดยสมาคมฯ จะนำสิทธิประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันกีฬาฟุตบอล มาใช้เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมและพัฒนากีฬาฟุตบอลของชาติต่อไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/spinoff/sport/news-521614

จำนวนผู้อ่าน: 79

15 กันยายน 2020

CIMBT ชิงแชร์ธุรกรรมดอกเบี้ยอ้างอิง THOR 1 ใน 3 ของตลาด

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งเป้าโกยธุรกรรมอิงดอกเบี้ยตัวใหม่ THOR คาดได้มาร์เก็ตแชร์ 1 ใน 3 ของธุรกรรมรวมในปี 64 เผยจับมือกสิกรไทยทำธุรกรรมร่วมกัน 800 ล้านบาท พร้อมเดินสายให้ความรู้ลูกค้า-เตรียมพร้อมงานหลังบ้าน นายเพา จาตกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจบริหารเงิน ธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มเผยแพร่อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงใหม่ ที่เรียกว่า THOR (Thai Overnight Repurchase Rate) ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่คำนวณจากธุรกรรมกู้ยืมระยะข้ามคืนในตลาดซื้อคืนพันธบัตรระหว่างธนาคาร เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2563 และธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เข้าทำสัญญาอนุพันธ์อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงตัวใหม่ THOR เป็นธุรกรรมแรกของประเทศ ได้แก่ ธุรกรรมอนุพันธ์ Overnight Index Swap หรือ OIS ที่อ้างอิงกับ THOR ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมานั้น เป้าหมายถัดไป ธนาคารจะออกไปให้ความรู้เรื่องอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงตัวใหม่ให้ลูกค้ารายต่อราย เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าเข้าใจ ด้วยความที่ THOR เป็นเรื่องใหม่ และเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาตลาดการเงินของไทย เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่มีความโปร่งใส เพราะ THOR ไม่ได้ใช้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้โควตราคา แต่อ้างอิงบนธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้ง THOR เป็นดอกเบี้ยที่มีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนมากนัก และยังสะท้อนสภาพคล่องที่แท้จริงของค่าเงินบาท และสะท้อนอัตราดอกเบี้ยที่ควรจะเป็นอีกด้วย ขณะเดียวกัน ธนาคารมีแผนจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะนำเอาอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง THOR มาใช้มากขึ้น เพิ่มเติมจากผลิตภัณฑ์ที่ธนาคารมีอยู่แล้ว ทั้งธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร หุ้นกู้ ตราสารอนุพันธ์ รวมถึงธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงิน ที่อ้างอิงกับ THOR “หลังจาก ธปท. ประกาศจะใช้ดอกเบี้ยตัวใหม่ ซีไอเอ็มบี ไทย เห็นโอกาสที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดนี้ เราเตรียมความพร้อมและงานหลังบ้านทันที ทั้งความพร้อมของแบงก์ที่มีทั้งฝั่ง Treasury, Risk, Operations, Finance และ Legal เรียกได้ว่าเกี่ยวข้องกับเกือบทุกสายงานในแบงก์ หลังจากเราพร้อมแล้วจึงได้เริ่มเข้าไปโควตราคาครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 และโควตราคาต่อเนื่องถึง 2 เดือน จึงมีธนาคารกสิกรไทยเข้ามา hit ราคา และเกิดธุรกรรมแรก หลังจากนั้นได้เกิดธุรกรรมเกิดขึ้นอีก 2 ธุรกรรม ซึ่งธนาคารจะเข้าไปโควตราคาเรื่อยๆ เพราะเราถือว่าการพัฒนาตลาดเป็นหน้าที่หนึ่งของธนาคารอีกด้วย โดยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาด 1 ใน 3 ของมูลค่าธุรกรรมในปี 2564” นายเพากล่าว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-521609

จำนวนผู้อ่าน: 70

15 กันยายน 2020

“ดุสิตธานี” เปิดตัวแพคเกจท่องเที่ยวสุดคุ้ม เริ่มต้นคืนละ 975 บาทต่อคน

“ดุสิตธานี” ผนึกพันธมิตรเปิดตัวแพคเกจท่องเที่ยวสุดคุ้ม “พักอย่างมั่นใจ” กับโรงแรม-รีสอร์ตในเครือทั่วประเทศ พร้อมนำเสนอบริการที่เน้นความปลอดภัย-ความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสบายใจและมั่นใจตลอดการเข้าพักในราคาเริ่มต้นคืนละไม่ถึง 1 พันบาท วันที่ 15 กันยายน 2563 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แพคเกจ “พักอย่างมั่นใจ” (Stay with Confidence) เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศและสร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมทั้งยังได้มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการเข้าพักให้กับลูกค้าของดุสิต ด้วยการจับมือกับพันธมิตรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เพื่อส่งมอบความคุ้มค่าให้กับลูกค้า ทั้งนี้ แพคเกจจะเริ่มต้นที่ราคา 6,500 บาทสุทธิสำหรับ 2 คืน พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่านที่โรงแรมและรีสอร์ทในเครือดุสิตทั้งในกรุงเทพฯ ,หัวหิน, เขาใหญ่ และพัทยา โดยลูกค้าจะได้รับสิทธิประโยชน์ อื่นๆ ประกอบด้วย ประกันภัยการเดินทางสำหรับ 2 ท่าน โดยวิริยะประกันภัย โดย บมจ.วิริยะประกันภัย บัตรเติมน้ำมันบางจากมูลค่า 1,000 บาท ส่วนลดพิเศษ 1,500 บาท สำหรับการทำวิตามินบำบัด IV Therapy treatment และส่วนลดพิเศษ 1,000 บาท สำหรับการเสริมภูมิคุ้มกัน โดยศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล บริการโทรปรึกษาแพทย์ฟรี 1 ครั้ง ระหว่างการเข้าพัก โดย Bamrungrad @ Home Service Center ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มเติมจากแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่แต่ละโรงแรม “เมื่อจับคู่กับแคมเปญ “เราเที่ยวด้วยกัน” ของรัฐบาล ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการดังกล่าวสามารถจองแพคเกจนี้ ในราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 1,000 บาทต่อคืนต่อท่าน เนื่องจากรัฐจะสนับสนุน 40% ของราคาแพคเก็จ ทำให้ลูกค้าจ่ายในราคาเพียง 3,900 บาทต่อ 2 คืน 2 คน หรือคนละ 975 บาทต่อคืนเท่านั้น ไม่นับรวมความเพลิดเพลินและความคุ้มค่าไปกับที่พักพร้อมอาหารเช้า ส่วนลดเที่ยวบิน รถเช่า ประกันการเดินทาง บัตรเติมน้ำมันอีก 1,000 บาท และการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากๆ ” นางศุภจีกล่าว นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังสามารถเลือกแพคเกจขับรถเที่ยวเอง (Self-Drive) กับบัดเจ็ท ได้ในราคา 8,500 บาทสุทธิ พร้อมประกันภัยคุ้มครองเต็มรูปแบบ รวมไปถึงสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกันกับแพคเกจแรก ส่วนลูกค้าที่ต้องการพักที่โรงแรมและรีสอร์ทในภูเก็ต, กระบี่ และเชียงใหม่ สามารถจองแพคเกจบินและขับ (Fly and Drive) ได้ในราคา 10,000 บาทสุทธิ ซึ่งจะรวมสิทธิประโยชน์ข้างต้นแล้วเช่นกัน พร้อมรับบัตรกำนัลมูลค่า 1,000 บาท เพื่อใช้เป็นส่วนลดเที่ยวบินกับสายการบินแอร์เอเชียอีกด้วย ขณะที่ผู้ถือบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงศรี จะได้รับส่วนลดพิเศษ 15% สำหรับการจองห้องพัก และสามารถอัพเกรดห้องพักประเภทถัดไปฟรี (ขึ้นอยู่กับจำนวนห้องว่าง) และส่วนลด 15% สำหรับอาหารและสปาระหว่างการเข้าพัก ส่วนสมาชิกดุสิตโกลด์รอยัลตี้โปรแกรม (Dusit Gold) ได้รับส่วนลด 20% สำหรับการจองห้องพักและสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกเต็มรูปแบบ ส่วนลูกค้า AIS จะได้รับส่วนลด 15% สำหรับการจองห้องพัก โดยดุสิตธานีจะเปิดให้จองแพคเกจตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม  2563 เป็นต้นไป และสามารถใช้สำหรับการเข้าพักระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง 31 มีนาคม 2564 ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าวย้ำด้วยว่า โรงแรมและรีสอร์ทในเครือดุสิตธานียังมุ่งเน้นให้บริการภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยของลูกค้า ด้วยการันตีภายใต้สัญลักษณ์ SHA หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  อีกทั้งยังมอบบริการ “ดุสิตแคร์” บริการตอบรับวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เน้นเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจและปลอดภัยที่จะเข้าใช้บริการ อาทิเช่น สามารถเข้าเช็คอินและเลือกรับอาหารเช้าในเวลาที่ลูกค้าสะดวก, บริการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและของว่างฟรีในห้อง, วิธีการชำระเงินผ่านมือถือ, การฆ่าเชื้อความสะอาด เพิ่มระยะห่าง และลดการสัมผัส, บริการช้อปปิ้งส่วนตัวในการจัดหาอาหารหรือของฝากที่มีชื่อเสียง รวมถึงมอบชุดป้องกันส่วนบุคคลแบบพกพา เช่น เจลล้างมือและหน้ากาก ให้กับลูกค้าของโรงแรม โดยยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขภาพอย่างเข้มข้นเหมือนเช่นที่ผ่านมา ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/tourism/news-521597

จำนวนผู้อ่าน: 71

15 กันยายน 2020

หุ้นไทยวันนี้ (15 ก.ย.) ปิดตลาดภาคเช้า+6.20 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,279 จุด

การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (15 ก.ย.63) ดัชนี SET Index ปิดตลาดภาคเช้า อยู่ที่ระดับ 1,278.54 จุด ปรับขึ้น +6.20 จุด หรือคิดเป็น +0.49% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 19,091 ล้านบาท เคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 1,274.62-1,279.79 จุด โดยหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด ได้แก่ CPF AOT และ PTT ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับขึ้น +4.02 จุด คิดเป็น +0.49% อยู่ที่ 822.45 จุด โดยมีมูลค่าซื้อขายรวม 8,840 ล้านบาท คิดเป็นราว 46.30% ของมูลค่าซื้อ-ขายในตลาด SET 10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายสูงสุด 1. CPF : 1,134.10 ล้านบาท ราคา +1.00 บาท (+3.45%) 2. AOT : 947.42 ล้านบาท ราคา +1.00 บาท (+1.72%) 3. PTT : 901.84 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 4. JMART : 794.51 ล้านบาท ราคา +1.30 บาท (+9.42%) 5. PTTEP : 660.32 ล้านบาท ราคา +1.75 บาท (+2.11%) 6. ASIAN : 557.94 ล้านบาท ราคา +0.50 บาท (+4.50%) 7. STGT : 549.11 ล้านบาท ราคา +0.75 บาท (+1.09%) 8. CBG : 419.40 ล้านบาท ราคา -0.50 บาท (-0.45%) 9. SUPER : 394.57 ล้านบาท ราคา +0.03 บาท (+3.61%) 10. OSP : 356.29 ล้านบาท ราคา -0.75 บาท (-2.01%) ดัชนี mai ปรับขึ้น +2.84 จุด หรือ +0.93% ในทิศทางเดียวกัน อยู่ที่ระดับ 309.71 จุด มูลค่าซื้อขาย 1062.44 ล้านบาท หมายเหตุ: ข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โปรดตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-521590

จำนวนผู้อ่าน: 79

15 กันยายน 2020

“เซ็นทรัล” ปรับสาขากาดสวนแก้วเป็น “เซ็นทรัลเอาต์เล็ต”

ผู้บริหารเซ็นทรัล ปรับ “เซ็นทรัลกาดสวนแก้ว” เป็น “เซ็นทรัลเอาต์เล็ต” ชี้เล็งเห็นศักยภาพธุรกิจค้าปลีก รองรับผู้บริโภคภาคเหนือ วันที่ 15 กันยายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางณัฐธีรา จิราธิวัฒน์ บุญศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า บริษัทเล็งเห็นศักยภาพของธุรกิจค้าปลีกทางภาคเหนือ จึงตัดสินใจเปลี่ยน “ห้างเซ็นทรัลกาดสวนแก้ว” เป็น “ห้างเซ็นทรัลเอาต์เล็ต (CENTRAL OUTLET)” พร้อมวางโพซิชั่นให้เป็นจุดหมายใหม่ของนักช้อปในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อรองรับผู้บริโภคทั้งชาวเชียงใหม่และจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ สำหรับไฮไลท์ที่จะเกิดขึ้น นางณัฐธีรา กล่าวว่า จะมีส่วนลดสูงสุดถึง 90% พร้อมยกทัพสินค้าทั้งแบรนด์ไทย อินเตอร์แบรนด์ ครบครันสินค้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น สินค้าแฟชั่น, เครื่องสำอาง, ชุดชั้นใน, สินค้าสปอร์ต, อุปกรณ์เครื่องใช้ครัวเรือน รวมถึงสินค้าเด็ก “เชื่อว่ากลยุทธ์นี้จะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่าย เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ ให้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น” นางณัฐธีรา กล่าว ก่อนหน้านี้ กลุ่มเซ็นทรัลรีเทล หรือ CRC ได้เปลี่ยน “ห้างโรบินสัน เมกาบางนา” เป็น “ห้างเซ็นทรัล เมกาบางนา” เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าในย่านบางนา-ตราด โดยเปิดให้บริการในวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ เมื่อ 24 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ยังได้ประกาศปิด “ห้างเซ็นทรัลสาขาหาดใหญ่” ซึ่งเป็นห้างเซ็นทรัลสาขาแรกในภาคใต้ โดยเปิดให้บริการมากว่า 26 ปี (พ.ศ. 2537-2563) CRC ส่งห้าง “เซ็นทรัล เมกาบางนา” แทนที่ “โรบินสัน” เริ่ม 2 ก.ค. นี้ ปิดฉาก “เซ็นทรัลหาดใหญ่” สาขาแรกในภาคใต้ 24 สิงหาคมนี้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-521584

จำนวนผู้อ่าน: 73

15 กันยายน 2020

“แอลเอ” ชูเมดอินไทยแลนด์ ปลุกตลาด “จักรยานไฟฟ้า”

รุกหนัก - แอลเอ เตรียมเปิดตัวจักรยานไฟฟ้าไลน์อัพใหม่ เน้นชูจุดขายด้านคุณภาพจากการออกแบบและผลิตเอง รวมถึงความหลากหลายของสินค้า “แอลเอ” มั่นใจเทรนด์จักรยานไฟฟ้ามาแน่ ลั่นขอลุยปลุกตลาดรอบใหม่เตรียมส่งทัพจักรยานไฟฟ้าออกแบบ-ผลิตเองลงตลาดปี 2564 พร้อมอาศัยโนว์ฮาวฐานะผู้ผลิตส่งออกหนุนจุดขาย ด้านคุณภาพ-บริการหลังการขาย รับมือคลื่นสินค้าจีน ตั้งเป้าเจาะลูกค้าระดับกลาง นายสุรสิทธิ์ ติยะวัชรพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอล เอ ไบซิเคิ้ล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายจักรยานแบรนด์ “แอลเอ” เปิดเผยถึงสถานการณ์ของตลาดจักรยานในภาพรวมกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาตลาดจักรยานผันผวนสูง โดยในช่วงปี 2558-2559 จักรยานได้รับความนิยมสูงมากจนถึงกระทั่งช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตลาดจักรยานในประเทศซบเซาลง เนื่องจากธุรกิจจักรยานให้เช่าในจีนเสื่อมความนิยมลง ทำให้ยอดสั่งซื้อทั่วโลกลดลง ขณะเดียวกัน คลื่นจักรยานจากจีนจำนวนมากถูกส่งออกมาขายยังประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยในราคาถูก กระทบกับผู้ผลิตในประเทศและบริษัทอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ปีนี้ตลาดเริ่มกลับฟื้นตัวขึ้นมาและมีดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังผู้บริโภคในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐ และยุโรป หันมาเดินทางด้วยจักรยานเพราะตอบโจทย์การเว้นระยะห่าง โดยเฉพาะจักรยานไฟฟ้าที่เป็นเทรนด์มาแรง นอกจากตอบโจทย์การเดินทางแล้วยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคในหลายประเทศสนใจและเชื่อว่ากระแสนี้จะช่วยสร้างดีมานด์จักรยานไฟฟ้าในไทยด้วยเช่นกัน สำหรับทิศทางของบริษัทจากนี้ไปได้วางกลยุทธ์เพื่อชิงความได้เปรียบรองรับกระแสจักรยานไฟฟ้า โดยได้เตรียมเปิดตัวจักรยานไฟฟ้าไลน์อัพใหม่ในปี 2564 ที่จะถึงนี้ เน้นชูจุดขายด้านคุณภาพจากการออกแบบและผลิตเองเกือบ 100% ยกเว้นเพียงมอเตอร์และแบตเตอรี่เท่านั้น รวมถึงความหลากหลายของสินค้า พร้อมกับบริการหลังการขายเต็มรูปแบบทั้งการรับประกันสินค้าและบริการซ่อมที่ถือเป็นเรื่องสำคัญของจักรยานไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างจากจักรยานนำเข้าจากจีนที่ไม่มีทั้ง 2 บริการนี้ได้ ขณะเดียวกัน ก็จะอาศัยความเชี่ยวชาญของโรงงานในฐานะที่เป็นผู้รับจ้างผลิตจักรยานไฟฟ้าและส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมถึงการหาซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนทั้งมอเตอร์และแบตเตอรี่ในราคาเหมาะสมมาชดเชยกับอัตราภาษีนำเข้าที่ค่อนข้างสูง โดยวางราคาสินค้าในระดับประมาณ 3 หมื่นบาทเพื่อจับผู้บริโภคระดับกลาง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจักรยานไฟฟ้ายังมีข้อจำกัดหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ที่ต้องเสียในอัตราสูงถึง 35-40% ทำให้ราคาจักรยานสูงหรือระดับราคาประมาณ 2 หมื่นบาท ทำให้ผู้บริโภคจับต้องได้ยาก, การมีจักรยานไฟฟ้านำเข้าจากจีนมาขายในราคาต่ำ รวมถึงความไม่ชัดเจนทางกฎหมายว่าการขับขี่จักรยานไฟฟ้าจะต้องมีใบอนุญาตหรือไม่ ทำให้เกิดปัญหาด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ดังนั้น การปลุกตลาดอาจจะต้องใช้เวลาอีกสัก 2-3 ปีที่กระแสความนิยมจะมีความชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็จะเดินหน้าขยายฐานลูกค้าในธุรกิจรับจ้างผลิตจักรยานไฟฟ้าส่งออกอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ช่องว่างที่เกิดจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ทำให้ซัพพลายเออร์หลาย ๆ รายต้องเร่งหาแหล่งผลิตที่อยู่นอกประเทศจีน เพื่อเข้ามารองรับดีมานด์ดังกล่าวโดยบริษัทมีแผนจะให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมงานแฟร์ด้านอุตสาหกรรมจักรยานในประเทศต่าง ๆ มากขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องรอให้สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายก่อน “ตอนนี้ในแง่ของการส่งออกจักรยานไฟฟ้ามีแนวโน้มดีมาก โดยเฉพาะการมีโอกาสส่งออกไปยุโรปและอเมริกา ประกอบกับบริษัทได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ จึงได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าแบตฯ คาดว่าปีหน้าตัวเลขการส่งออกจักรยานไฟฟ้าจะมีสัดส่วนมากขึ้น อาจมากถึง 60% ของการส่งออกทั้งหมดของบริษัท” นายสุรสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ส่วนจักรยานธรรมดาตลาดในประเทศก็ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าจักรยานในลักษณะตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงจักรยานเลียนแบบจากจีนที่นำเข้ามาขายในราคาถูกกว่ารุ่นเดียวกันของบริษัทถึงระดับ 1,000 บาท ซึ่งกระทบกับโครงสร้างราคาสินค้าในตลาด เนื่องจากปัจจุบันการนำเข้าจักรยานจากจีนไม่ต้องเสียภาษีตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนฉบับใหม่ 2560 โดยจักรยานสองล้อสำหรับแข่งขัน จักรยานเด็ก และจักรยานสองล้ออื่น ๆ ได้รับการยกเว้นอากรนำเข้า บริษัทจึงต้องรับมือด้วยการย้ำจุดแข็งในแง่ของคุณภาพและการบริการ รวมถึงชูไลน์อัพจักรยานที่เป็นลายแคแร็กเตอร์การ์ตูนมาทำตลาด เช่น เฮลโลคิตตี้ ซึ่งบริษัทถือลิขสิทธิ์ผลิตแต่เพียงผู้เดียวในไทยและอาเซียนผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลเน็ตเวิร์ก ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-521477

จำนวนผู้อ่าน: 76

15 กันยายน 2020

สภาปลดอาวุธ “กองทัพ” ตัดงบทหาร 7 พันล้าน มากสุดใน 28 หน่วยงาน

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ในวาระ 2-3 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 16-17 กันยายนนี้ 1 ในไฮไลต์หนีไม่พ้น “งบกองทัพ” แม้กองทัพเรือจะถอยทัพ ผลักดันประเด็นร้อนเรือดำน้ำไปแล้ว แต่งบกองทัพในก้อนเงินงบประมาณ 2564 ยังถูกตัดงบมากที่สุดในบรรดา หน่วยขอรับงบประมาณ 28 หน่วยงาน สูงถึง 7,788,500,000 บาท จากที่ขอไปตอนต้น 115,528,646,800 บาท เหลือ 107,740,146,800 บาท แกะไส้ในงบกองทัพ ที่ถูกตัดไปแบ่งได้ดังนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถูกตัดงบลงทุกแผนงาน โดยแผนงานของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมที่ถูกตัดงบไป อาทิ แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง ซึ่งมีผลผลิต คือ การดำรงสภาพความพร้อมในการป้องกันประเทศ ทั้งค่าสาธารณูปโภค งบลงทุนในค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง แผนงานการสนับสนุนการถวายความปลอดภัยสถาบันพระมหากษัตริย์และปฏิบัติตามพระราชประสงค์ แผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ และความพร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ แผนงานยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนด้านความมั่นคง รวมทั้งหมดจากที่ขอไป 5,750,152,100 บาท ถูกตัดไป 215,000,000 บาท เหลือ 5,535,152,100 บาท – ขณะที่ “กองทัพบก” เป็นเหล่าทัพที่ของบมากที่สุด คือ 48,708,933,500 บาท แต่ถูกหั่นงบทิ้งไป 1,667,000,000 บาท เหลือ 47,041,933,500 ขีดเส้นใต้งบกองทัพบกที่ถูกตัด เช่น แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง ของบไว้ 14,919,604,800 บาท ถูกตัดไป 211,000,000 บาท เหลือ 14,708,604,800 บาท ซึ่งในแผนงานดังกล่าวแบ่งเป็นงบครุภัณฑ์ งบลงทุนก่อสร้าง ปรับปรุงอาคารสถานที่ต่างๆ ในกองทัพ ขณะที่การจัดซื้ออาวุธ อยู่ในแผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ และความพร้อมเผชิญภัยคุกคามทกุ มิติ ของบไว้ 29,784,672,200 บาท แต่ถูกตัดไป 1,456,000,000 บาท เหลือ 28,328,672,200 บาท ในเงินก้อนนี้รวมถึงโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ ขอไป 3,131,611,000 บาท ถูกตัดไป 250,133,000 บาท เหลือ 2,881,478,000 บาท ข้ามฝั่งมากองทัพเรือ ที่มีประเด็นเรื่องงบจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2-3 ซึ่งที่สุดแล้วต้องถอยลอขอใช้งบไหม่ในงบประมาณปี 2565  ซึ่งครั้งนี้ของบไว้ 23,906,810,900 บาท แต่ถูกตัดไป 4,725,000,000 เหลือ 19,181,810,900 บาท แผนงานที่ถูกตัดงบไป คือ แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง ขอไว้ 4,325,524,000 บาท ถูกลดไป 17,520,000 เหลือ 4,308,004,000 บาท ในส่วนแผนงาน : แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ และความพร้อม เผชิญภัยคุกคามทุกมิติ ขอไว้ 19,253,972,600 บาท ถูกตัดไป 4,677,074,900 เหลือ 14,576,897,700 ในงบก้อนนี้โฟกัสไปที่โครงการเสริมสร้างกำลังกองทัพที่ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ถูกขอไป 9,006,411,900 แต่ถูกปรับลด 4,625,000,000 แน่นอนว่าหนึ่งในนั้น “มันคืองบผูกพันจัดซื้อเรือดำน้ำ” ที่ถูกแขวนเอาไว้ นอกจากนี้ “กองทัพเรือ” ยังถูกตัด งบแผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปอีก 30,405,100 บาท จากที่ขอไป 268,934,900 บาท มาถึง “กองทัพอากาศ” ของบไปทั้งสิ้น 26,940,076,200 บาท ถูกปรับลดไป 986,500,000 บาท เหลือ 25,953,576,200 บาท แผนที่ถูกลดคือ แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง ของบไป 5,192,471,100 บาท ถูกตัดไป 91,582,900 บาท เหลือ 5,100,888,200 บาท ขณะที่แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ และความพร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ ขอไป 21,655,925,200 ถูกตัดไป 894,917,100 ลดเหลือ 20,761,008,100 บาท ในเม็ดเงินก้อนนี้ โครงการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ ถูกตัด 124,917,100 บาท และโครงการเสริมสร้างกําลังกองทัพทีผูกพันข้ามปีงบประมาณ 670,000,000 บาท ส่วนหน่วยงานอื่นของกองทัพ คือ กองบัญชาการกองทัพไทย ของบไว้ 9,626,078,200 บาท ถูกตัด 180,000,000 บาท เหลือ 9,446,078,200 บาท ถูกตัดงบไปทั้ง แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง แผนงานยุทธศาสตร์ปองกันและแก้ไขปัญหา ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ และความพร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ และแผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ของบไว้ 596,595,900 บาท ถูกปรับลด 15,000,000 บาท เหลือ 581,595,900 บาท สรุปแล้วงบกองทัพถูกลดไป 7,788,500,000 บาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-521455

จำนวนผู้อ่าน: 73

15 กันยายน 2020

เอดีบี ชี้เศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาเอเชียหดตัวรอบเกือบ 60 ปี ฟื้นยากแบบตัว L

Photo by ANTHONY WALLACE / AFP เอดีบี เปิดรายงาน Asian Development Outlook 2020 Update วันนี้ (15 กันยายน 2563) ว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย คาดว่าจะหดตัวในปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบหกทศวรรษ หรือตั้งแต่ปี 2503 (ต้นทศวรรษ 1960s) ที่ร้อยละ 0.7 แต่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวในปีหน้าที่ร้อยละ 6.8 เนื่องจากภูมิภาคเริ่มฟื้นตัวจากหายนะทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัส (COVID- 19) ในรายงานได้คาดการณ์การฟื้นตัวแบบรูปตัว “L” แทนที่จะเป็นตัว “V” และคาดว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคจะติดลบถึง 3 ไตรมาสในปี 2563 “ภาพรวมเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกคาดว่าจะเผชิญกับการเติบโตที่ยากลำบากในช่วงที่เหลือของปี 2563” นายยาซูยูกิ ซาวาดะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอดีบี กล่าว “ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ยังคงส่งผลกระทบ เนื่องจากการระบาดครั้งแรกที่ขยายออกไปหรือการระบาดซ้ำ ๆ อาจกระตุ้นให้มีการควบคุมการแพร่ระบาดเพิ่มเติม   Photo by Noel CELIS / AFP ดังนั้น มาตรการที่ต่อเนื่องและการร่วมมือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด โดยลำดับความสำคัญของนโยบายไปที่การปกป้องชีวิตและการดำรงชีวิตของกลุ่มที่เปราะบางที่สุด จะทำให้พวกเขามั่นใจว่าสามารถกลับมาทำงานได้อย่างปลอดภัย และสามารถเริ่มต้นกิจกรรมทางธุรกิจได้ และนี่จะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกภาคส่วน และมีการเติบโตอย่างยั่งยืนในที่สุด” สาเหตุหลักของเศรษฐกิจที่หดตัวลงมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 และความขัดแย้งด้านการค้าและเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อในปีนี้จนถึงปีหน้า รัฐบาลในแถบนี้ได้ใช้เงินทั้งหมด 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15% เมื่อเทียบกับตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ในแถบเอเชีย เพื่อฟื้นเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ จีนเป็นหนึ่งในประเทศเดียวที่ตัวเลขเศรษฐกิจขยายตัว โดยมีการคาดการณ์ว่าปลายปีนี้จะขยายตัวขึ้น 1.8% และ 7.7% ในปีหน้า อย่างไรก็ตาม อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการปิดประเทศอย่างเคร่งครัด ตัวเลขจีดีพีหดตัวลงถึง -23.9% ในไตรมาสแรกของปี และคาดว่าจะหดตัวลงอีก 9% ตลอดทั้งปี เอดีบีรายงานเกี่ยวกับประเทศไทย แม้ว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ดี แต่ผลกระทบจากการแพร่ระบาดดังกล่าว ส่งผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยรายงาน ADO ล่าสุดในวันนี้ คาดว่า GDP ในปีนี้จะหดตัวที่ร้อยละ 8.0 ซึ่งหดตัวมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนเมษายนที่หดตัวร้อยละ 4.8 สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.5 ปรับเพิ่มจากร้อยละ 2.5 ที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายน อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะติดลบในปีนี้อยู่ที่ร้อยละ 1.6 จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงัน การหดตัวสูงของราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ รวมถึงมาตรการรัฐบาลที่ช่วยลดค่าสาธารณูปโภคด้วย ก่อนจะปรับตัวเป็นบวกที่ร้อยละ 0.8 ในปีหน้า สำหรับปัจจัยเสี่ยงภายนอกยังคงเป็นสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในทั่วโลก การกีดกันทางการค้า และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายใน ได้แก่ การกลับมาระบาดซ้ำของ COVID-19 ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน Photo by Hector RETAMAL / AFP Photo by Hector RETAMAL / AFP ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-521499

จำนวนผู้อ่าน: 78

15 กันยายน 2020

“ศรีฟ้าเบเกอรี่” เผยญี่ปุ่นจีบซื้อหุ้น ตะลึงขาย “ชีสเค้ก” วันละ 2 หมื่นชิ้น

กองทุนรัฐบาลญี่ปุ่นตาโตจีบร่วมทุน “ศรีฟ้าเบเกอรี่” เมืองกาญจน์ หลังสร้างปรากฏการณ์ผลิต “ชีสเค้ก” สูตรเด็ดจาก “บริษัท GOYO FOODS” ญี่ปุ่น ส่งขายร้านเซเว่นฯทั่วประเทศ 24,000 ชิ้นต่อวัน คนตามล่าหาซื้อกันไม่พอขาย ทำวงการเบเกอรี่ญี่ปุ่นตะลึง หลายรายสนใจเข้ามาลงทุนขยายตลาดในไทย ด้าน “ศรีฟ้า” เผยตั้งเป้าอีก 5 ปี ผงาดขึ้น top 3 วงการเบเกอรี่ไทย พร้อมนำโรงงานผลิตแป้งโดจ์ “อาร์ต ออฟ เบคกิ้ง” ที่ผนึกกับยักษ์ “เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป” ประกาศท้ารบชิงส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคอาเซียน นายพีรวัส เจนตระกูลโรจน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ศรีฟ้า โฟรเซนฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเบเกอรี่ ทองม้วน และโฟรเซน ภายใต้แบรนด์ศรีฟ้าและสุธีรา จ.กาญจนบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ยอดขายชีสเค้กซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ร่วมพัฒนาสูตรกับบริษัท GOYO FOODS จากญี่ปุ่นเพิ่งวางขายในร้านเซเว่นฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 ยอดขายแรงเกินคาด จากที่คาดการณ์ไว้เพียง 5,000-6,000 ชิ้นต่อวัน พุ่งขึ้นไปมากกว่า 24,000 ชิ้นต่อวัน คาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้ยอดขายรวมของบริษัทน่าจะดีกว่าปี 2562 กว่า 10% แม้ช่วงไตรมาส 2 ยอดขายตกไป 40% แต่ยอดขายชีสเค้กที่พุ่งขึ้นไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถครอบคลุมรายได้ที่สูญเสียไป ทั้งนี้ ก่อนสถานการณ์โควิด-19 ตั้งเป้ายอดขายปี 2563 ไว้ที่ 800 ล้านบาท “ชีสเค้กถือว่าประสบผลสำเร็จเกินขาด และถือเป็นสินค้ารายการเดียวที่ทำรายได้สูงที่สุดกว่าทุกผลิตภัณฑ์ที่เคยผลิตมาจากสินค้าทั้งหมด 500 กว่าตัว ถือเป็นประวัติศาสตร์ของบริษัทศรีฟ้าฯที่ดำเนินธุรกิจทำขนมมา 30 กว่าปี ผมว่าตัวนี้น่าจะมีรายได้ 20% ของรายได้รวม นอกจากนี้ บริษัทศรีฟ้าฯมีรายได้จากการรับจ้างผลิต (OEM) สินค้าและคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้แบรนด์ผู้ว่าจ้างทุกเดือน เช่น เทสโก้ โลตัส แม็คโคร และไมเนอร์ ฟู้ด ฯลฯ” โรงงานแป้งโดจ์ชะงัก วิศวกรมาไม่ได้ ส่วนโรงงานในเครือบริษัท อาร์ต ออฟ เบคกิ้ง ซึ่งร่วมทุนกับบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทำโรงงานผลิตโฟรเซนโดจ์ และสินค้ากลุ่มเบเกอรี่อบสดและแซนด์วิชพร้อมรับประทาน บริษัทศรีฟ้าฯลงทุนไป 150 ล้านบาท เพิ่งเปิดดำเนินการเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เดิมคาดการณ์จะมีรายได้ปีนี้ประมาณ 400 ล้านบาท แต่มาเจอโควิด-19 ส่งผลให้เครื่องจักร 2 ตัวที่ซื้อมาจากยุโรปติดตั้งแล้ว แต่วิศวกรที่จะมาสอนการใช้เครื่องยังบินมาไม่ได้ ทั้งที่มีลูกค้ารออยู่แล้ว ทำให้โรงงานที่มีไลน์ผลิตหลัก ๆ อยู่ 3 ไลน์ แต่สามารถเดินเครื่องได้เพียง 1 ไลน์ ต้องสูญเสียรายได้ไปกว่า 4 เดือน ตกเดือนละประมาณ 6-7 ล้านบาท “เรายังรอความชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะต้องขออนุญาตยังไงให้วิศวกรเข้ามา ใช้ใบรับรองอะไรบ้าง ต้องกักตัว 14 วันหรือไม่ เราคุยกับหุ้นส่วนบอกเรื่องที่จะให้วิศวกรเข้ามาทันทีที่สามารถทำได้ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่สามารถทำได้สะดวก เป็นหนึ่งในความเครียด เพราะเราลงทุนไปแล้ว จากกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ระยอง ทำให้นโยบายที่จะให้นักธุรกิจต่างชาติเดินทางเข้ามาได้ต้องถูกชะลอช้าออกไป 5 ปีตั้งเป้า Top 3 เบเกอรี่ไทย นอกจากนี้ ภายใน 5 ปีตนและนายวิเชียร เจนตระกูลโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทศรีฟ้าฯตั้งเป้าจะขึ้นไปยืนอยู่อันดับ 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมผลิตเบเกอรี่ของประเทศไทย ด้วยยอดขายรวม 2 โรงงาน ประมาณ 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทศรีฟ้าฯประมาณ 800 ล้านบาท และบริษัท อาร์ต ออฟ เบคกิ้ง จำกัด ประมาณ 1,200 ล้านบาท “จริง ๆ ผมมองตั้งแต่สร้างอาร์ต ออฟ เบคกิ้ง เพราะเครื่องจักรมีกำลังการผลิตสูงมากกว่าศรีฟ้า 6-7 เท่า ยกตัวอย่างครัวซองต์ชิ้นเล็ก ผลิตได้ 10,000 ชิ้นต่อชั่วโมง ดังนั้น ภายใน 12 ชั่วโมงต่อวัน ผลิตได้ 120,000 ชิ้นต่อวัน, แผ่นแป้งตอร์ติญ่า (Tortillas) ผลิตได้ 6,500 แผ่นต่อชั่วโมง ผลิตได้เกินความต้องการบริโภคในประเทศไทย พร้อมขึ้นไปเทียบชั้นกับผู้ผลิตในระดับภูมิภาค บริษัทจะเริ่มแผนพัฒนาธุรกิจร่วมกับคู่ค้าจากนานาประเทศทันทีที่สถานการณ์อำนวย เรามีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำ ใช้แรงงานคนน้อยมาก ทำให้ราคาสินค้าอยู่ในจุดที่สามารถแข่งขันได้ โดยกำลังการผลิตหลักจะป้อนให้ บมจ.ไมเนอร์ฯ 40% ส่วนกำลังผลิตอีก 60% จะไปขายลูกค้าข้างนอก” ส่งออกชะลอพุ่งเป้าตลาดใน นายพีรวัสกล่าวต่อไปว่า หลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทำให้บริษัทปรับเปลี่ยนพลวัตโฟกัสกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2563 ไปถึงปี 2564 มุ่งเน้นทำตลาดภายในประเทศมากขึ้น พัฒนาสินค้าที่ดีและอยู่ในกระแส ตั้งราคาให้เป็นมิตรและเลือกช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง “แนวโน้มการบริโภคเบเกอรี่ของคนไทยยังเพิ่มขึ้นอีก คนต่างจังหวัดเริ่มบริโภคแซนด์วิช คนภาคอีสานและภาคใต้เริ่มบริโภคแป้งสาลีเป็นอาหารหลัก” ขณะที่ตลาดส่งออกยังไม่ค่อยแน่นอน เช่น บางประเทศที่ส่งออกยังมีโควิดระบาด การบริโภคน้อย เช่น ทองม้วนแบรนด์สุธีราส่งออกไปตลาดจีนมา 10 ปีแล้ว ช่วงโควิด-19 ออร์เดอร์หาย แต่ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้น จีนเริ่มสั่งออร์เดอร์เข้ามา ส่วนตลาดสายการบินในญี่ปุ่นหายไปเลย เนื่องจากลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทฟู้ดเซอร์วิสที่ขายวัตถุดิบอาหารให้กับสายการบินที่ประเทศญี่ปุ่นหยุดการสั่งซื้อตั้งแต่เกิดโควิด ขยายสาขา-แตะเบรกเข้า ตลท. นายพีรวัสกล่าวต่อไปว่า การขยายสาขาร้านศรีฟ้าเบเกอรี่ ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์เพิ่มยอดขายตลาดภายในประเทศช่วงโควิดที่รอดมาได้ส่วนหนึ่ง เพราะยอดขายสาขานำเงินสดมาให้ถึงจะติดลบแต่ยังขายได้ ปัจจุบันมี 8 สาขา ท่าเรือ กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี ศูนย์ของฝากท่าม่วง ศาลายา วังสารภี และสาขาพลับพลาไชย กทม.ถือเป็นสาขาใหม่สาขาแรกที่ กทม.เพิ่งเปิดเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2563 ทั้งนี้ การเลือกทำเลเปิดสาขาเน้นขายคนในชุมชนทำสินค้าคุณภาพดี ราคาย่อมเยา ส่วนร้านสุธีราที่เปิดขายทองม้วน 3 สาขา ได้แก่ บริเวณวันนิมมาน จ.เชียงใหม่, เดอะมาร์เก็ต ข้างบิ๊กซี ราชประสงค์ และเอเชียทีค ตอนนี้ปิดไป 2 สาขา เหลือเชียงใหม่เพียงสาขาเดียว เพราะเป้าหมายของร้านสุธีราเป็นลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งจีน เกาหลี ตะวันออกกลาง แต่พอโควิดมาไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนแผนการเปิดขายแฟรนไชส์ยังมีความตั้งใจจะเปิดอยู่ แต่ขอพักไว้ก่อน รวมถึงแผนการนำบริษัทศรีฟ้าฯเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ชะลอออกไปก่อน รอช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะสภาพเศรษฐกิจและสถานการณ์โรคโควิด-19 ตอนนี้ไม่ดี และบริษัทต้องปรับปรุงเรื่องอัตรากำไรให้จูงใจนักลงทุน “ตอนนี้การวางแผนดำเนินธุรกิจผมว่ามองยาวไม่สำคัญเท่ากับมองสั้นแล้วแก้ปัญหา ปรับตัวได้เร็ว การดำเนินธุรกิจวันนี้ต้องวางแผนปีต่อปี ทั้งโรคระบาด เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไว ผมว่าการวางแผนระยะยาวหมดยุคแล้ว ถ้ามองยาว ๆ ต้องมองภาพใหญ่ว่าเราจะไปยืนอยู่ตรงจุดไหนของอุตสาหกรรม” แง้มกองทุนญี่ปุ่นจีบซื้อหุ้น นายพีรวัสกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาหลังจากร่วมพัฒนาสูตรชีสเค้กกับบริษัท GOYO FOODS จากเมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีบริษัทเบเกอรี่ในญี่ปุ่นรายอื่น ๆ สนใจมาร่วมลงทุนกับบริษัทศรีฟ้าฯ โดยเมื่อช่วงปลายปี 2562 มีกองทุนของรัฐบาลญี่ปุ่นมาคุยอยากจะมาซื้อหุ้นของบริษัทเพื่อมาขยายตลาดในประเทศไทย โดยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพมากจึงอยากหาพาร์ตเนอร์ในประเทศไทย เพราะการส่งสินค้ามาจากญี่ปุ่นต้นทุนสูงสู้ราคาไม่ได้ โดยทางกองทุนญี่ปุ่นเสนอเงินลงทุนให้ตั้งโรงงานผลิตขึ้นมาใหม่อีก 1 โรง เพราะบริษัทบอกตอนนี้กำลังการผลิตของโรงงานเต็มที่แล้ว และอยากมาเยี่ยมชมโรงงานของศรีฟ้าฯในประเทศไทยมาก แต่ติดเรื่องโควิดยังเดินทางมาไม่ได้ “ล่าสุดผมเพิ่งคุยกับทางกองทุนญี่ปุ่นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ทางญี่ปุ่นบอกอยากได้พาร์ตเนอร์ที่สามารถเป็น production hub ให้กับบริษัทผลิตขนมในญี่ปุ่น หากบริษัทญี่ปุ่นรายไหนอยากทำตลาดในประเทศไทยสามารถมาคุยกับเราได้เลย ให้เราผลิตและทำตลาดให้” นายพีรวัสกล่าว Q4 เร่งเสริมประสิทธิภาพโรงงาน สำหรับปี 2563 ไม่มีแผนการลงทุนใหญ่ เนื่องจาก 2 ปีที่ผ่านมาได้ใช้เงินลงทุนไปค่อนข้างมาก ในส่วนบริษัทศรีฟ้าฯมีการซื้ออุปกรณ์มาเสริมความสามารถในการผลิตประมาณ 40 ล้านบาท และรีโนเวตสาขาของศรีฟ้าเบเกอรี่ประมาณ 10 กว่าล้านบาท รวมกันปี 2562 ใช้เงินไปประมาณ 200 กว่าล้านบาท ปีนี้บริษัทวางแผนใช้ประโยชน์และดูแลการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และรักษาคุณภาพกับลูกค้าที่ค้าขายในปัจจุบันให้ได้มากที่สุด อนึ่ง บริษัท ศรีฟ้า โฟรเซนฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเบเกอรี่ ทองม้วน และโฟรเซน ภายใต้แบรนด์ศรีฟ้าและสุธีรา จังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินกิจการมา 34 ปี และเมื่อปี 2562 ได้ร่วมทุนกับบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทอาร์ต ออฟ เบคกิ้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ด้วยทุนจดทะเบียน 310,000,000 บาท ตั้งโรงงานผลิตโฟรเซนโดจ์ที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 ได้เซ็นสัญญากับบริษัท GOYO FOODS ผู้ผลิตชีสเค้กต้นตำรับจากเมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น แต่งตั้งบริษัทศรีฟ้าฯให้เป็นผู้ผลิตเบเกอรี่ของบริษัทแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/local-economy/news-521463

จำนวนผู้อ่าน: 101

15 กันยายน 2020

สินเชื่อเสริมพลังฐานราก: เปิดเงื่อนไข-วิธีสมัครกู้เงิน ธ.ออมสิน

เปิดเงื่อนไข และวิธีสมัครกู้เงิน “สินเชื่อเสริมพลังฐานราก” หลังจาก ธนาคารออมสิน เปิดให้ประชาชนเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ วงเงินสูงสุด 50,000 บาท โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน หลังจาก ครม. มีมติเห็นชอบวงเงินช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยยังมีวงเงินสินเชื่อเหลืออยู่ราว 1.8 หมื่นล้านบาท ธนาคารออมสิน จึงได้ปรับปรุงโครงการสินเชื่อเสริมพลังฐานราก ซึ่งทำให้มีหลักเกณฑ์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับบุคคลทั่วไป โครงการสินเชื่อเสริมพลังฐานราก จะปล่อยเงินกู้วงเงินสูงสุด 5 หมื่นบาท ต่อราย โดยคิดดอกเบี้ยที่อัตรา 0.35% ต่อเดือน (flat rate) โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 3 ปี และไม่ต้องชำระเงินต้น-ดอกเบี้ย ในช่วง 6 เดือนแรก เงื่อนไขกู้เงิน ใครมีสิทธิ์กู้บ้าง: ผู้มีรายได้ประจำ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และบุคคลในครอบครัว ผู้มีรายได้ประจำ อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 60 ปี ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ ต้องไม่เกิน 70 ปี สัญชาติไทย มีถิ่นที่อยู่แน่นอนที่สามารถติดต่อได้ ไม่เป็นลูกจ้าง หรือ พนักงานธนาคารออมสิน ไม่เป็นผู้ที่ได้รับรายได้ประจำจากหน่วยงานภาครัฐ-รัฐวิสาหกิจ วัถตุประสงค์ของการกู้เงิน: เพื่อดำรงชีพ เพื่อลงทุน หรือหมุนเวียนในกิจการ วงเงินกู้: สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระ: สูงสุดไม่เกิน 3 ปี การชำระหนี้: ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน หลักประกัน: ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ หรือบุคคลค้ำประกัน วิธีสมัครขอสินเชื่อพลังฐานราก ลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของธนาคารออมสิน และทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้ โดยเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ดังนี้ 1. สำหรับ ผู้ประกอบการรายย่อย สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ใบเปลี่ยนชื่อสกุล (ถ้ามี) ของผู้กู้และคู่สมรส เอกสารแสดงสถานภาพ เช่น สำเนาใบสำคัญการสมรส (ถ้ามี) สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน / บัญชีเงินฝากพื้นฐาน เอกสารแสดงรายได้เดือนล่าสุด เช่น บัญชีรายรับ-รายจ่าย ประมาณการรายได้ เป็นต้น ไม่ต้องตรวจกิจการ 2. สำหรับ ผู้มีรายได้ประจำ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ใบเปลี่ยนชื่อสกุล (ถ้ามี) ของผู้กู้และคู่สมรส เอกสารแสดงสถานภาพ เช่น สำเนาใบสำคัญการสมรส (ถ้ามี) สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน / บัญชีเงินฝากพื้นฐาน เอกสารแสดงรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน / หลักฐานการรับเงินเดือน เดือนล่าสุด เอกสารแสดงการเดินบัญชี (Statement) เดือนล่าสุด ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-521448

จำนวนผู้อ่าน: 90

15 กันยายน 2020

อัดงบเพิ่ม 2.5 พันล. ซ่อมสร้างทั่วกรุง ผุดที่จอดรถใต้ดิน “สนามม้านางเลิ้ง”

อัดงบฯ กลางปี - กทม.เพิ่มงบฯกลางปี'63 พัฒนาโครงการสำคัญทั้งด้านโยธา สาธารณสุข การศึกษา ระบายน้ำ การจราจร เช่น ปรับปรุงทางต่างระดับรัชวิภา รายได้พลาดเป้า “กทม.” ดึงเงินสะสมจ่ายขาด วงเงิน 2,570 ล้าน ให้ 8 สำนัก 13 เขต เดินหน้าพัฒนาโครงการสำคัญ ทั้งด้านโยธา จราจร การศึกษา ระบายน้ำ สาธารณสุข ลุยซ่อมสร้างถนน-อุโมงค์-สะพานทั่วกรุง ผุดอาคารจอดรถใต้ดินบริเวณสนามม้านางเลิ้งเก่า ขนาด 3 ชั้น จอดได้ 600-700 คัน รองรับประชาชน นักท่องเที่ยว แหล่งข่าวจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2563 คาดการณ์ว่าจะจัดเก็บรายได้ 68,000 ล้านบาท ลดลง 15,000 ล้านบาท จากประมาณการเดิม 83,000 ล้านบาท แยกเป็นรายได้ที่ กทม.จัดเก็บเอง 10,500 ล้านบาท และส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ 57,500 ล้านบาท เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี มีการระบาดของโรคโควิด-19 และเลื่อนจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกไปถึงเดือน ต.ค.นี้ และปรับลดอัตราจัดเก็บลง 90% ทำให้ กทม.มีรายได้ลดลง “การประมาณการรายได้ต้องทำล่วงหน้า 2 ปี ซึ่งของปี 2563 ทำข้อมูลตั้งแต่ปี 2561 ภายใต้เงื่อนไขว่าจะมีรายได้จากภาษีที่ดินและเป็นสถานการณ์ปกติ ขณะนี้เก็บภาษีที่ดินได้แล้ว 1,100 ล้านบาท ภาษีโรงเรือนที่เก็บย้อนหลังอีก 1,500 ล้านบาท ภาษีอื่น ๆ เช่น ภาษีป้ายก็ลดเหลือ 800 ล้านบาท จากเป้าเดิม 1,000 ล้านบาท” ดึงเงินสะสมมาใช้ 2.5 พันล้าน แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ปัจจุบัน กทม.นำเงินสะสมที่กันสำรองไว้ใช้จ่ายตามกฎหมายมีอยู่ 38,131.23 ล้านบาท เพื่อขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมปี 2563 จำนวน 2,570.06 ล้านบาท ซึ่งสภา กทม.อนุมัติและออกเป็นข้อบัญญัติ กทม. และมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจาก กทม.มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการโยธาและระบบจราจร ด้านการศึกษา ด้านการระบายน้ำ บำบัดน้ำเสีย และแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ด้านสาธารณสุข และด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ส่งเสริมความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง จัดสรรให้ 8 สำนัก 13 เขต สำหรับการใช้จ่ายงบประมาณ จำแนกเป็น 1.สำนักการแพทย์ 117.52 ล้านบาท 2.สำนักอนามัย 23.54 ล้านบาท 3.สำนักการศึกษา 236.06 ล้านบาท 4.สำนักการโยธา 894.58 ล้านบาท 5.สำนักการระบายน้ำ 152.5 ล้านบาท 6.สำนักเทศกิจ 39.7 ล้านบาท 7.สำนักการจราจรและขนส่ง 313.76 ล้านบาท 8.สำนักสิ่งแวดล้อม 337.91 ล้านบาท 9.สำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว 98.91 ล้านบาท 10.สำนักพัฒนาสังคม 21.69 ล้านบาท ยังจัดสรรให้สำนักงานเขต 13 เขต ได้แก่ เขตพระนคร 25.98 ล้านบาท บางเขน 11.93 ล้านบาท มีนบุรี 63.58 ล้านบาท ลาดกระบัง 44.63 ล้านบาท หนองจอก 23.13 ล้านบาท บางขุนเทียน 46.75 ล้านบาท ลาดพร้าว 8.37 ล้านบาท ดินแดง 11.61 ล้านบาท บางแค 26.33 ล้านบาท คันนายาว 9.49 ล้านบาท คลองสามวา 31.77 ล้านบาท ทุ่งครุ 27.42 ล้านบาท และบางบอน 2.82 ล้านบาท “โครงการสำคัญ เช่น สำนักการระบายน้ำ มีแผนงานจัดการระบายน้ำและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 110.9 ล้านบาท สำนักสิ่งแวดล้อม มีงานรักษาความสะอาด 170.07 ล้านบาท การจัดมูลฝอย 70 ล้านบาท จัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล 100 ล้านบาท” การก่อสร้างอาคารจอดรถใต้ดิน บริเวณสนามม้านางเลิ้งเดิม ซ่อมสร้างถนน-สะพาน 894 ล้าน แหล่งข่าวจากสำนักการโยธากล่าวเพิ่มเติมว่า งบประมาณ 894 ล้านบาท ที่ได้รับเพิ่มเติม มีโครงการก่อสร้างสำคัญ เช่น งานวิศวกรรมทาง วงเงิน 245.06 ล้านบาท เพื่อใช้ในการสำรวจออกแบบก่อสร้างถนน สะพาน สิ่งสาธารณประโยชน์ ปรับปรุงซ่อมแซมบูรณะสะพานให้สะดวกปลอดภัยในการคมนาคม เช่น ปรับปรุงอุโมงค์ทางลอดแยกบางพลัด วงเงิน 94 ล้านบาท ปรับปรุงทางต่างระดับรัชวิภา วงเงิน 40.66 ล้านบาท ปรับปรุงสะพานข้ามทางแยกถนนพุทธมณฑลสาย 1 วงเงิน 7.8 ล้านบาท บริเวณแยกถนนพุทธมณฑลสาย 3 วงเงิน 12.9 ล้านบาท ปรับปรุงผิวจราจรพร้อมรอยต่อทางคู่ขนานลอยฟ้า 80 ล้านบาท งานโครงการก่อสร้างและบูรณะ วงเงิน 261.02 ล้านบาท เช่น ปรับปรุงผิวจราจรคันหินและทางเท้าถนนเพชรบุรี ช่วงยมราช-คลองแสนแสบ วงเงิน 81.68 ล้านบาท ปรับปรุงถนนเลียบคลองมอญช่วงคลองลำปลาทิว-ถนนทับยาว วงเงิน 111.23 ล้านบาท ปรับปรุงจุดกลับรถถนนราษฎร์อุทิศบริเวณโรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน วงเงิน 8.6 ล้านบาท ปรับปรุงผิวจราจรถนนพระรามที่ 3 ช่วงถนนเจริญกรุงถึงถนนเจริญราษฎร์ และปรับปรุงสะพานข้ามคลอง 5 แห่ง วงเงิน 59.45 ล้านบาท เป็นต้น สร้างที่จอดรถใต้ดินนางเลิ้ง ยังมีโครงการก่อสร้างอาคารจอดรถใต้ดินและการก่อสร้างถังเก็บน้ำดิบใต้ดิน พื้นที่เขตพระราชฐาน 901 แลนด์ หรือนางเลิ้ง ทางด้านถนนสวรรคโลก จะผูกพันปี 2563-2565 มีค่าก่อสร้าง 1,965 ล้านบาท ในปี 2563 ได้รับ 388.5 ล้านบาท ปี 2564 จำนวน 792.75 ล้านบาท และปี 2565 จำนวน 783.75 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างออกแบบ เป็นอาคารจอดรถใต้ดินขนาด 3 ชั้น สามารถจอดได้ประมาณ 600-700 คัน คาดว่าจะเริ่มสร้างในปี 2564 แล้วเสร็จในปี 2566 เพื่อให้มีที่จอดรถอย่างเพียงพอและเหมาะสมในการใช้พื้นที่ดังกล่าว รายงานข่าวแจ้งว่า หลังสนามม้านางเลิ้ง ขนาดพื้นที่ 200 ไร่ ผู้เช่าเดิมได้ส่งคืนให้สำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์แล้ว ปัจจุบันกำลังล้อมรั้วเพื่อปรับปรุงพื้นที่ใหม่ มีหลายหน่วยงานที่กำลังดำเนินการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในเบื้องต้นจะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 9 พร้อมพื้นที่สวนสาธารณะให้ประชาชนใช้บริการ รวมถึงพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว จะมีก่อสร้างถนนภายในโครงการคล้ายกับสวนลุมพินี แต่จะมีการบริหารจัดการที่ดีกว่า ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-521444

จำนวนผู้อ่าน: 84

15 กันยายน 2020

ซื้อ”บ้านข้าราชการ-ผู้สูงวัย” กู้ ธอส. ผ่อน 4 พันบาทต่อเดือน

สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง คลังเคาะระฆังลงทุน “ซีเนียร์คอมเพล็กซ์-บ้านข้าราชการ” เฟสแรกกว่า 3 พันล้านบาท พร้อมสแกนที่ราชพัสดุทั่วประเทศเตรียมขยายโครงการ ดึง 3 แบงก์รัฐร่วมสนับสนุนสินเชื่อ “ธอส.” ยันปล่อยกู้ทั้ง “ผู้ซื้อ-ดีเวลอปเปอร์”ชูรายย่อยผ่อนต่ำ 3 ปีแรกแค่ 4.4 พันบาทต่อเดือน ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3.12% ต่อปี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง โครงการบูรณาการสวัสดิการที่พักอาศัยผู้สูงอายุ รามา-ธนารักษ์ (ซีเนียร์คอมเพล็กซ์) และบ้านพักข้าราชการ ประจำปีงบประมาณ 2563 จำนวน 5 โครงการ รวมมูลค่าลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท สำหรับโครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุ รามา-ธนารักษ์ ได้ร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการขึ้นที่ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ บนที่ราชพัสดุเนื้อที่ 20 ไร่ ซึ่งจะสร้างจำนวน 900 ยูนิต (ห้อง) ยูนิตละ 2 ล้านบาท เพื่อให้สิทธิผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าพักอาศัย พร้อมมีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับสังคมสูงวัย เริ่มเปิดจองวันที่ 8 พ.ย.นี้ ผ่านเว็บไซต์กรมธนารักษ์ และในพื้นที่โครงการ ทั้งนี้ จะเริ่มก่อสร้างได้ต้นปี 2564 เข้าอยู่อาศัยได้ปลายปี 2565 ถึงต้นปี 2566 ที่เหลือเป็นโครงการพัฒนาบ้านพักราชการและลูกจ้างของหน่วยงานภาครัฐอีก 4 โครงการ โดย 2 โครงการแรกอยู่ต่างจังหวัด ได้แก่ โครงการบ้านสวัสดิการกรมธนารักษ์บนที่ราชพัสดุ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เนื้อที่ 31 ไร่ โดยสร้างเป็นบ้านเดี่ยว 80 หลัง ราคา 2 ล้านบาท และโครงการบ้านสวัสดิการในพื้นที่ จ.ชลบุรี บนที่ราชพัสดุ ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เนื้อที่ 46 ไร่ ซึ่งได้เปิดให้จองแล้ว ส่วนอีก 2 โครงการ เป็นการบูรณาการสวัสดิการที่พักอาศัยกับสถานที่ทำงานและศูนย์บริการของข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งธนารักษ์ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สร้างอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) ทำเลทอง ใจกลางกรุงเทพฯ 2 แห่ง คือ ย่านใกล้กับรถไฟฟ้าสถานีบางจาก และย่านใกล้กับรถไฟฟ้าสถานีช่องนนทรี แห่งละ 78 ห้อง ราคาห้องละ 999,999 บาท ซึ่งจะเริ่มเปิดจองในวันที่ 1 ก.ย.นี้ นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่ราชพัสดุทั่วประเทศ เพื่อนำมาจัดทำโครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุเฟสต่อไปให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เบื้องต้นได้สำรวจพื้นที่ในจังหวัดใหญ่ ๆ ได้แก่ ขอนแก่น นครราชสีมา เชียงใหม่ เชียงราย และสงขลา เพื่อดำเนินการก่อสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งรูปแบบการก่อสร้างจะมีขนาดเล็กกว่าโครงการเฟสแรก โดยจะเริ่มทยอยทำบันทึกข้อตกลงได้ในปี 2654 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธอส.จะปล่อยสินเชื่อให้กับรายย่อยที่จะจองซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการดังกล่าว วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท รวมถึงปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่กรมธนารักษ์คัดเลือกมาก่อสร้างโครงการอีก 1,000 ล้านบาท รวมเป็นวงเงิน 3,000 ล้านบาท สำหรับสินเชื่อที่ปล่อยให้กับรายย่อยในปีแรก คิดอัตราดอกเบี้ย 2.85% ต่อปี ปีที่ 2 คิดอัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี และปีที่ 3 คิดอัตราดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี หรือเฉลี่ย 3 ปี คิดอัตราดอกเบี้ย 3.12% ต่อปี ซึ่งจะทำให้ในช่วง 1-3 ปีแรก ผู้กู้ในโครงการนี้มีภาระผ่อนชำระต่อเดือนเพียง 4,400 บาท ส่วนปีที่ 4-5 ผ่อนชำระเดือนละ 5,500 บาท และปีที่ 6 เป็นต้นไป ผ่อนชำระเดือนละ 6,100 บาท โดยมีระยะเวลาการผ่อนชำระ 30 ปี ส่วนสินเชื่อที่ปล่อยให้กับผู้ประกอบการอสังหาฯใน 1 ปีแรก จะคิดอัตราดอกเบี้ย 4% ปีที่ 2 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย MLR-1 หรือเท่ากับ 4.75% โดยมีระยะเวลาการผ่อนชำระ 5 ปี ทั้งนี้ นอกจาก ธอส.ที่ปล่อยกู้ใน 2 โครงการนี้แล้ว ยังมีธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทยที่จะเข้ามาร่วมด้วย แต่ในรายละเอียดยังต้องไปหารือกันอีกครั้งก่อน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-507686

จำนวนผู้อ่าน: 137

19 สิงหาคม 2020

กระทรวงศึกษาฯไฟเขียว สั่งเปิดพื้นที่ให้เด็กนักเรียนชุมนุมในโรงเรียนได้

จากการที่เด็กนักเรียนโรงเรียนต่างๆ หลายจังหวัด ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ด้วยการชู 3 นิ้วระหว่างเคารพธงชาติ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านอำนาจเผด็จการนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ได้ออกหนังสือ “ด่วนที่สุด” ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ทั่ว เรื่องการชุมนุมของนักเรียนในสถานศึกษา หนังสือดังกล่าว มีเนื้อหาว่า ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณามีมตีให้รับฟังความเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน สภาผู้แทนราษฎรได้จัดประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563 ซึ่งที่ประชุมห็นว่าเพื่อเป็นการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 รับรองไว้ จึงขอความอนุเคราะห์พิจารณาสั่งการให้สถานศึกษาในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปิดพื้นที่ให้สถานศึกษาดำเนินกิจกรรมในการแสดงความคิดเห็นภายได้หลักการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยขอให้ผู้บริหารโรงเรียนคำนึงถึงการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและความปลอดภัยของนักเรียนโดยมิให้มีบุคคลภายนอกเข้าร่วมชุมนุม นั้น ในการนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการให้โรงเรียนในสังกัด เปิดพื้นที่ให้สถานศึกษาดำเนินกิจกรรมในการแสดงความคิดเห็นภายใต้หลักการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยขอให้ผู้บริหารโรงเรียนคำนึงถึงการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและปลอดภัยของนักเรียนโดยไม่ให้มีบุคคลภายนอกเข้าร่วมชุมนุม โรงเรียนทั่วประเทศเดือด ชูสามนิ้ว-ผูกโบว์ขาว ไม่เอาเผด็จการ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/education/news-507860

จำนวนผู้อ่าน: 135

19 สิงหาคม 2020

ครม. อนุมัติกฎกระทรวงออก-ต่อใบขับขี่ “รถยนต์-บิ๊กไบก์” ใหม่

ครม. อนุมัติกฎกระทรวงออก-ต่อใบขับขี่ “รถยนต์-บิ๊กไบก์” ใหม่ เพิ่มสภาวะโรคเสี่ยง-ต้องผ่านการทดสอบ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2563 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. ….ที่แก้ไขเพิ่มเติมจากร่างที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. …. ที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ครม.เคยมีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว เป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2548 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ รวมทั้งการขอต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ รวมทั้งเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะขับรถจักรยานยนต์ที่มีกำลังสูง (Big bike) ต้องผ่านการอบรมและทดสอบการขับรถตามที่อธิบดีประกาศกำหนดเป็นการเพิ่มเติม อันจะส่งผลให้สามารถช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน สร้างความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่และประชาชนผู้ใช้ถนนมิให้เกิดการบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน และมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง 1. ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2548 2. ปรับปรุงเอกสารหลักฐานประกอบคำขอรับใบอนุญาตขับรถ 3. กำหนดเพิ่มเติมให้ใบรับรองแพทย์ที่จะนำมาใช้ประกอบการขอหรือต่อใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลต้องแสดงให้เห็นว่า ผู้ขอนอกจากไม่มีโรคประจำตัวแล้วยังไม่มีสภาวะของโรคที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่า อาจเป็นอันตรายขณะขับรถ 4. กำหนดให้การขอต่อใบอนุญาตขับรถทุกกรณีต้องใช้ใบรับรองแพทย์ โดยใบรับรองแพทย์มีอายุใช้ได้ตามที่แพทย์ผู้รับรองกำหนด แต่หากแพทย์ไม่ได้กำหนดอายุไว้ ให้ใช้ได้ไม่เกิน 1เดือน นับแต่วันที่ออกใบรับรองแพทย์ 5. เพิ่มเติมอำนาจนายทะเบียนในการสั่งให้ผู้ขอรับหรือขอต่อใบอนุญาตขับรถต้องเข้ารับ การตรวจ และนำใบรับรองแพทย์มายืนยันความเหมาะสมในการขับรถเป็นหลักฐานประกอบการดำเนินการ 6. ยกเลิกการใช้บัตรอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน ภาพถ่ายบัตรอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนและภาพถ่ายหรือสำเนาทะเบียนบ้านเป็นหลักฐานประกอบ คำขอรับใบอนุญาตขับรถ 7. เพิ่มเติมให้สามารถนำหลักฐานที่ออกโดยหน่วยงานที่กรมการขนส่งทางบกมอบหมายให้ดำเนินการอบรมมาใช้ประกอบการขอรับใบอนุญาตขับรถได้ 8. เพิ่มเติมข้อกำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะขับรถจักรยานยนต์ที่มีกำลังสูง (Big bike) ต้องผ่านการอบรมและทดสอบการขับรถตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีเป็นการเพิ่มเติม 9. กำหนดให้ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถของรถประเภทเดียวกันกับที่ขอรับใบอนุญาตซึ่งรัฐบาลของประเทศอื่นออกให้ต้องยังไม่สิ้นอายุ 10. เพิ่มเติมกรณีผู้ขอเป็นแรงงานต่างด้าวที่มีมติคณะรัฐมนตรีให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ ไม่มีสิทธิขอรับใบอนุญาตขับรถชนิดส่วนบุคคล 5 ปี นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ใน 120 วัน หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมี 2 เรื่องใหม่ที่เพิ่มเติม คือ 1.การเพิ่มสภาวะโรคที่เสี่ยงต่อการขับขี่รถยนต์ โดยจะหารือกับแพทย์สภากำหนดโรคเพื่อใส่ไว้ในกฎกระทรวงและผู้ที่จะมาต่อใบอนุญาตหรือขอออกใบอนุญาตจะต้องมีใบรับรองแพทย์จากโรคดังกล่าวด้วย และ2.เรื่องการกำหนดหลักสูตร หลักเกรณฑ์การทดสอบผู้ขับขี่บิ๊กไบก์ที่มีความจุตั้งแต่ขนาด 400 ซีซีขึ้นไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/breaking-news/news-507835

จำนวนผู้อ่าน: 138

19 สิงหาคม 2020

ประกาศแล้ว! “ลักษณะอันตราย-เจ็บป่วย” ที่นายจ้างต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่ม

วันที่ 18 สิงหาคม 2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ลักษณะการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยที่คณะกรรมการการแพทย์จะพิจารณาให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการกำหนดลักษณะการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ที่คณะกรรมการการแพทย์จะพิจารณาให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป สำหรับสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ ระบุไว้เกี่ยวกับลักษณะการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยตามข้อ 5 ของกฎกระทรวงค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2563 ให้มีลักษณะ ดังต่อไปนี้ (1) การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยตามประกาศกระทรวงแรงงานว่าด้วยลักษณะการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอย่างอื่นซึ่งรุนแรงหรือเรื้อรังและ (ก) มีการรักษาที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนเช่นมีการผ่าตัดหลายครั้งหรือต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือ (ข) มีภาวะแทรกซ้อนซึ่งทำให้ระยะเวลาการรักษาพยาบาลยาวนานขึ้นหรือผู้ป่วยมีอาการรุนแรงขึ้น (2) การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอย่างอื่นตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์ ทั้งนี้ ลักษณะการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยตามข้อ 6 ของกฎกระทรวงค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2563 ต้องมีลักษณะตามข้อ 3 และมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) มีบาดแผลผิวหนังไหม้ในระดับลึกถึงหนังแท้ตั้งแต่ร้อยละยี่สิบห้าของพื้นที่ผิวของร่างกาย (2) ผลการรักษาพยาบาลลูกจ้างเสียชีวิต (3) มีลักษณะการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเข้าข่ายตามกฎกระทรวงค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2563 ข้อ 3 (1)- (7) ไม่น้อยกว่าสามข้อ (4) มีการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอย่างอื่นตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-507785

จำนวนผู้อ่าน: 117

19 สิงหาคม 2020

ตรวจสอบ มติ ครม.(18 ส.ค.) วาระ “แต่งตั้ง-โยกย้าย” ครบทุกตำแหน่ง ที่นี่ !!

วันนี้ (18 สิงหาคม 2563) เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งมีวาระที่สำคัญหลายเรื่อง “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” สรุปวาระสำคัญเกี่ยวกับการ “แต่งตั้ง-โยกย้าย” ดังนี้ (เรื่องที่ 26-38) 26. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นายบรรเจิด เดชาศิลปชัยกุล เภสัชกรเชี่ยวชาญ (ด้านเภสัชสาธารณสุข) กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการอาหารและยาทรงคุณวุฒิ (ด้านอาหารและยา) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป 27. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นายสมคิด อุ่นเสมาธรรม นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม) โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม) โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป 28. เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ รวม 5 คน แทนผู้ที่ลาออกและแต่งตั้งเพิ่มเติม ดังนี้ 1. นายพงศ์บุณย์ ปองทอง (ผู้แทน ทส.) ประธานกรรมการ 2. นายอุดม ฐิตวัฒนะสกุล กรรมการ 3. นายนำชัย แสนสุภา กรรมการ 4. พลตำรวจตรี วิวัฒน์ ชัยสังฆะ กรรมการ 5. ร้อยตำรวจโทหญิง ศรัณย์กร เลิศโอภาส (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) กรรมการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป โดยให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือให้เป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว 29. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงแรงงาน) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ดังนี้ 1. นางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 2. นายสุเทพ ชิตยวงษ์ ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 3. นายภาคิน สมมิตรธนกุล ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป 30. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1. นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 2. นายจักษ์ พันธ์ชูเพชร ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป 31. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการคลัง) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 1 ราย ดังนี้ นายเอกบุญ วงศ์สวัสดิ์กุล ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระกรวงการคลัง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป 32. เรื่อง ให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่ออีกหนึ่งวาระ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี ในวันที่ 21 และ 29 สิงหาคม 2563 ให้คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่ออีกหนึ่งวาระ จำนวน 10 ราย ดังนี้ 1. นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ 2. นายทวี สุระบาล 3. นายทศพล เพ็งส้ม 4. นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา 5. นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ 6. นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ 7. นายอภิวัฒน์ ขันทอง 8. นายชื่นชอบ คงอุดม 9. นายสุทธิชัย จรูญเนตร 10. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ (หมายเหตุ : ลำดับที่ 1.-8. ครบวาระวันที่ 21 สิงหาคม 2563 ลำดับที่ 9. และ 10. ครบวาระวันที่ 29 สิงหาคม 2563) 33. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการคลัง) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดี (นักบริหารสูง) กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง แทนตำแหน่งที่จะว่าง เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิมจะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป 34. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ และสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้ 1. นายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 2. นายชุตินทร คงศักดิ์ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 3. นายเชิดเกียรติ อัตถากร อธิบดีกรมสารนิเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 4. นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสารนิเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป 35. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอแต่งตั้ง นายสิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป 36. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอการแต่งตั้ง นายอนุชา บูรพชัยศรี ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป 37. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมชลประทาน ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป 38. เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงพลังงาน) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเสนอการแต่งตั้ง นายกวิน ทังสุพานิช เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป (โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง) ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-507801  

จำนวนผู้อ่าน: 124

19 สิงหาคม 2020

“ฟู้ดแพนด้า” ขึ้นค่าคอมมิชชั่นร้านค้า จาก 20% เป็น 35%

รายงานข่าวจากธุรกิจร้านอาหาร เปิดเผยว่า ได้รับอีเมล์แจ้งจากผู้ให้บริการรับส่งอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้แบรนด์ “ฟู้ดแพนด้า” (FoodPanda)ว่า จะมีการปรับเปลี่ยนค่าคอมมิชชั่นในส่วนของสัญญาที่จะปรับเป็น 35% ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 เป็นต้นไป แหล่งข่าวในธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม กล่าวกับ ”ประชาชาติธุรกิจ” ว่าความนิยมในการใช้บริการฟู้ดดีลิเวอรี่ ยังคงมีอยู่ว่าจะลดลงเทียบกับช่วงที่มีมาตรกดารล็อกดาวน์ ซึ่งจะเป็นนิวนอร์มัลสำหรับผู้บริโภคทำให้ร้านอาหาร และร้านค้าต่างๆ ต้องมีบริการเหล่านี้ เป็นทางเลือก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีกันครบ ทั้งแกร็บ, ฟู้ดแพนด้า, เก็ท หรือโกเจ็ก เป็นต้น ซึ่งแต่ละผู้ให้บริการมีการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นจากร้านค้าในอัตราใกล้เคียงกัน “เดิมทั้งแกร็บ และฟู้ดแพนด้า เก็บค่าคอมมิชชั่นในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ที่ 20% เชื่อว่าเมื่อฟู้ดแพนด้าปรับขึ้นมาเป็น 35% เจ้าอื่นก็จะปรับขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วน่าจะอยู่ที่ 30% แต่ในแง่โปรโมชั่น ทั้งแกร็บ และฟู้ดแพนด้าก็มีการอัดโปรโมชั่นกันหนักมาก เช่น ในเดือน ก.ค. มีโปรโมชั่นลด 80 บาท สำหรับลูกค้าใหม่ และซื้อ 1 แถม 1 ในการสั่งเครื่องดื่มกับบางร้าน” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/ict/news-507778

จำนวนผู้อ่าน: 112

19 สิงหาคม 2020

ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่า กังวลความสัมพันธ์กับจีน และการเมืองภายใน

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/8) ที่ระดับ 31.12/14 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันจันทร์ (17/8) ที่ระดับ 31.19/21 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าเทียบค่าเงินสกุลหลัก หลังจากนักลงทุนยังคงกังวลว่า นโยบายทางการคลังที่รัฐสภาสหรัฐออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นจะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วดังที่คาด และนักลงทุนยังคงมีความกังวลในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน หลังจากเลื่อนการเจรจาเพื่อทบทวนข้อตกลงการค้าเฟสแรก ซึ่งเดิมกำหนดไว้วันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา และยังไม่ได้กำหนดวันใหม่ รวมไปถึงประเด็นทางการเมืองของสหรัฐเอง ที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐยังคงน่ากังวล แม้จะมีคนเสนอให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผ่านทางไปรษณีย์ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามที่จะคัดค้านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วยวิธีนี้ ในส่วนของค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ แม้ว่าเมื่อวาน (17/8) ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าทะลุระดับ 31.20 หลังจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยดัชนีผลิตภัณพ์มวลรวมภายในประเทศของไทยประจำไตรมาสที่ 2/2563 ออกมาที่หดตัวร้อยละ 12.2 เทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือว่าหดตัวมากที่สุดในรอบ 22 ปี อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวถือว่าลดลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ร้อยละ 13.3 จึงทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวในระยะสั้น และรอปัจจัยใหม่เพื่อกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทต่อไป ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.13-31.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.14/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/8) ที่ระดับ 1.1889/92 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (17/8) ที่ระดับ 1.1834/37 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากอ่อนค่าของดอลลาร์ และดุลการค้าที่เกินดุลเมื่อเทียบกับสหรัฐ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยุ่ในกรอบระหว่าง 1.1864-1.1915 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1905/08 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/8) ที่ระดับ 105.75/78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (17/8) ที่ระดับ 106.45/47 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐจากปัจจัยความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่ยังคงไม่มีความคืบหน้าหลังจากเลื่อนการเจรจาออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 105.38-106.06 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 105.55/61 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ รายงานจำนวนที่อยู่อาศัยเริ่มสร้างสหรัฐเดือนกรกฎาคม (18/8), รายงานใบอนุญาตก่อสร้างบ้านสหรัฐ (18/8), ดุลการค้าญี่ปุ่นเดือนกรกฎาคม (19/8), ดัชนีราคาผู้บริโภคสหราชอาณาจักรเดือนกรกฎาคม (19/8), ดัชนีราคาผู้ผลิตสหราชอาณาจักร (19/8), ดัชนีราคาผู้บริโภคสหภาพยุโรปเดือนกรกฎาคม (19/8), อัตราดอกเบี้ยนโยบายจีน (20/8), ดัชนีภาคการผลิตโดยธนาคารกลางรัฐฟิลาเดลเฟีย-สหรัฐ (20/8), จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกสหรัฐ (20/8), ดัชนีราคาผู้บริโภคญี่ปุ่นเดือนกรกฎาคม (21/8), ยอดค้าปลีกสหราชอาณาจักรเดือนกรกฎาคม  (21/8), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเยอรมันเดือนสิงหาคม (21/8), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อสหภาพยุโรปเดือนสิงหาคม (21/8), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อสหราชอาณาจักรเดือนสิงหาคม (21/8), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อสหรัฐเดือนสิงหาคม (21/8), ยอดขายบ้านมือสองสหรัฐเดือนกรกฎาคม (21/8), ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหภาพยุโรปเดือนสิงหาคม (21/8) สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +0.55/+0.75 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +3.70/+5.30 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-507693

จำนวนผู้อ่าน: 113

19 สิงหาคม 2020

อนุมัติเพิ่ม 10 ล้านบาท มหาดไทยเช่ารถยนต์ตรวจการณ์ 36 คัน 49.61 ล้านบาท

ภาพทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันโครงการจัดเช่ารถยนต์ตรวจการณ์จำนวน 36 คัน สำหรับนำมาใช้ในราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นรายการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณ 5 ปี จากปี 2563-2567 โดยให้เพิ่มวงเงินจาก 39.5 ล้านบาท เป็น 49.61 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลที่ต้องขอเพิ่มวงเงินในครั้งนี้ทางกระทรวงมหาดไทยรายงานว่า หลังจากที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้รับจัดสรรงบประมาณวงเงิน 39.50 ล้านบาท เพื่อเช่ารถยนต์ตรวจการณ์ชนิด 5 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 4 จังหวะ ขนาดกระบอกสูบไม่น้อยกว่า 3,000 ซีซี จำนวน 36 คัน ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์หรืออี-บิดดิ้ง มาแล้ว 2 ครั้ง ปรากฏว่าไม่มีผู้มายื่นข้อเสนอ ทั้งนี้ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้สืบราคาจากบริษัทผู้ให้เช่ารถในท้องตลาดพบว่า งบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับเช่ารถ 21,100 บาท/คัน/เดือน ต่ำกว่าราคาค่าเช่าในท้องตลาดที่ปัจจุบันมีราคาประมาณ 26,500-28,800 บาท/คัน/เดือน จึงมีความจำเป็นต้องขอเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าจากที่ ครม.อนุมัติไว้เดิม โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรายงานด้วยว่า ได้ดำเนินการประกวดราคาโครงการเช่ารถยนต์ตรวจการณ์ในครั้งที่ 3 เรียบร้อยแล้ว ในอัตราค่าเช่า 26,500 บาท/คัน/เดือน รวมเป็นเงิน 49.61 ล้านบาท โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนด ดังนั้นคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ จึงมีมติให้เช่ารถยนต์ตรวจการณ์ดังกล่าว รวมระยะเวลาเช่า 52 เดือน ที่อัตราค่าเช่าคันละ 25,800 บาท/คัน/เดือน รวมเป็นเงิน 48.30 ล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-507762

จำนวนผู้อ่าน: 113

19 สิงหาคม 2020