ข่าวประชาสัมพันธ์

ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม ความต้องการใช้พุ่งจากอากาศหนาวในสหรัฐฯ

ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มต่อ หลังปริมาณน้ำมันดิบตึงตัวต่อเนื่อง และความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มจากอากาศหนาวในสหรัฐฯ + ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อแตะระดับ 90 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2557 หลังกลุ่มโอเปกและพันธมิตร (OPEC+) ยังคงยึดมั่นตามข้อตกลงเดิมที่มีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันสำหรับเดือน มี.ค. 65 เพียง 400,000 บาร์เรลต่อวัน + รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งกับรัสเซียเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ยูเครนยังคงตึงเครียด หลังยูเครนส่งสัญญาณเตือนว่า การสู้รบกับรัสเซียอาจจะลุกลามจนกลายเป็นสงคราม และจะส่งผลกระทบต่อทั้งทวีปยุโรป ขณะที่สหรัฐฯ จะส่งทหารเพิ่มเติมอีกเกือบ 3,000 นายเข้าไปยังโปแลนด์และโรมาเนีย เพื่อปกป้องยุโรปตะวันออก จากความเป็นไปได้ที่วิกฤตอาจลุกลาม +นอกจากนี้ สภาพอากาศหนาวเย็นอันเนื่องมาจากพายุฤดูหนาวในสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง และไฟฟ้าดับหลายพันครัวเรือน โดยอาจกระทบต่อการผลิตน้ำมัน และโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งต้องปิดทำการ ในขณะเดียวกัน ความต้องการใช้เชื้อเพลิงปรับเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางราคาน้ำมันดิบดูไบ จากความต้องการใช้น้ำมันเบนซินในอินโดนิเซียปรับเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมสำหรับช่วงเดินทางในเดือนรอมฎอน ในเดือนเม.ย.   ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ จากความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในเอเชียปรับเพิ่มขึ้น โลกต้องเตรียมพร้อม เผชิญหน้าภาวะ “น้ำมันแพง” ! ที่มา: Thai Oil ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-857674

จำนวนผู้อ่าน: 404

04 กุมภาพันธ์ 2022

โควิดวันนี้ (4 ก.พ.) ศบค.พบป่วยใหม่ 9,909 ราย+ATK เพิ่มเกือบ 5,000 คน

เครดิตภาพ : สำนักอนามัย กทม. อัพเดตข่าว 4 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 08.35 น. ศบค.รายงานยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่วันนี้ (4 ก.พ.) เพิ่ม 9,909 ราย ติดเชื้อมาจากต่างประเทศ 188 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 22 คน ส่วนผลตรวจ ATK พบผู้ติดเชื้อเข้าข่ายเพิ่มอีก 4,973 ราย วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 ศูนย์ข้อมูล COVID-19 ของรัฐบาล และศูนย์ EOC กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานข้อมูลเบื้องต้น สถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 9,909 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากในประเทศ 9,721 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 188 ราย ผู้ป่วยสะสม 252,197 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) วันนี้มีหายป่วยกลับบ้าน 7,827 ราย หายป่วยสะสม 198,415 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) ผู้ป่วยกำลังรักษาตัว 86,473 ราย และเสียชีวิตเพิ่ม 22 ราย ทางด้านกรมควบคุมโรครายงานผลตรวจ ATK วันนี้ว่า พบผู้ติดเชื้อเข้าข่ายเพิ่ม 4,973 ราย รวมสะสม 451,784 ราย ร้อยละของการตรวจพบเชื้อเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 12.81% ส่วนผุ้ป่วยอาการหนักหรือปอดอักเสบมีจำนวน 516 คน ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 105 คน สรุปยอดผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิตย้อนหลังตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565: ผู้ติดเชื้อ 7,422 ราย : เสียชีวิต 12 ราย วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 8,587 ราย : เสียชีวิต 22 ราย วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 : ผู้ติดเชื้อ 9,172 ราย : เสียชีวิต 21 ราย   ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-857501

จำนวนผู้อ่าน: 429

04 กุมภาพันธ์ 2022

กรมอุตุฯออกประกาศเตือน ตอนบนอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง ลูกเห็บตก

กรมอุตุฯออกประกาศเตือนภัยฉบับที่ 4  อากาศแปรปรวนบริเวณภาคเหนือตอนบน มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 4 – 6 กุมภาพันธ์ 2565 มีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศา วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ เรื่อง”อากาศแปรปรวนบริเวณภาคเหนือตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 4 – 6 กุมภาพันธ์ 2565)” ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า ในช่วงวันที่ 4 – 6 กุมภาพันธ์ 2565 คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน และแพร่ มีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียสในภาคเหนือตอนบน สำหรับยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-12 องศาเซลเซียส กับมีน้ำค้างแข็งบางแห่ง ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นอีกระลอกจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิลดลง   จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง คลิกดูประกาศฉบับเต็มที่นี่ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-857663

จำนวนผู้อ่าน: 416

04 กุมภาพันธ์ 2022

การเมืองในโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ที่พยายามวางตัว ‘ไม่เป็นการเมือง’

ผู้เขียน : อาฮุย แผ่นดินใหญ่ โอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ที่กรุงปักกิ่ง เริ่มเปิดฉากในสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ 2022 มหกรรมกีฬาระดับโลกครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องท้าทายสำหรับการบริหารจัดการในยุคโรคระบาด และอีกมิติที่ขาดไม่ได้คือ แง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งดูเหมือนว่าจีนและมหาอำนาจจากขั้วตะวันตกยังคงใช้เวทีกีฬาเป็นช่องทางแสดงออกถึงท่าทีต่าง ๆ หรือหากใช้คำแบบตรงไปตรงมากว่านั้น คือ แสดงพลังตามตำแหน่งแห่งหนของตัวเอง แฟนกีฬาหลายท่านคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “กีฬาไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง” และมักนำมาสู่ระเบียบเชิงนโยบายในการแข่งขันต่าง ๆ เพื่อควบคุมดูแลความประพฤติผู้เกี่ยวข้องให้ปราศจาก “วาระแฝง” ซึ่งหนึ่งในวาระแฝงที่เกิดขึ้นก็มักมีเรื่องทางการเมืองอยู่เสมอ แนวทางนี้มักเกิดข้อถกเถียงขึ้นบ่อยครั้งว่า แท้จริงแล้วทัวร์นาเมนต์กีฬาระดับชาติภูมิภาค หรือระดับโลก มักถูกมหาอำนาจหรือกลุ่มองค์กรที่มีวาระใช้เป็นช่องทางแสดงออกบางประการ ไม่ใช่แค่เรื่องทางการเมือเท่านั้น เมื่อมาถึงโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ฝั่งที่มีมุมมองเรื่องกีฬาเป็นการเมืองก็หยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างว่า บรรยากาศที่เกิดขึ้นท่ามกลางโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งนี้ค้านกับคติเดิมของฝ่ายจัดหรือคณะกรรมการโอลิมปิกสากลที่ว่า “กีฬาไม่ใช่เรื่องการเมือง” ตัวอย่างที่ชัดเจนประการแรก คือ ประเทศมหาอำนาจจากตะวันตกทั้งสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร และเยอรมนี ไปจนถึงฝั่งเอเชียอย่างญี่ปุ่น (ไม่ได้ใช้คำบอยคอตโดยตรง) และไต้หวันที่มีประเด็นกับจีนกันอยู่ต่างแสดงจุดยืนว่าจะไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมพิธีการต่าง ๆ ในมหกรรมครั้งนี้ โดยจะส่งนักกีฬาร่วมแข่งกันตามปกติ เหตุผลของเหล่าประเทศที่ “บอยคอต” ด้วยการไม่ส่งตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่ไปโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งนี้มีหลากหลาย ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยจีนถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติไม่เป็นธรรมต่อชาวอุยกูร์ในซินเจียง มีนโยบายจำกัดสิทธิเสรีภาพในฮ่องกงผ่านการออกกฎหมาย ไปจนถึงเรื่องข่าวนักเทนนิสสาวจีนอย่างเผิง ส่วย ที่ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวเรื่องกล่าวหาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนว่าปฏิบัติไม่เหมาะสมต่อเธอในเชิงทางเพศ หรือแม้แต่ยกเรื่องมาตรการควบคุมโรคระบาดที่เข้มงวดจนการเดินทางมีข้อติดขัดก็ถูกยกมาเป็นสาเหตุ อย่างไรก็ตาม ชาติมหาอำนาจตะวันตกหลายประเทศ และอีกหลายภูมิภาคมีท่าทีแตกต่างออกไป ตัวอย่างเช่น ฝรั่งเศส และรัสเซีย มีท่าทีอยู่ฝั่งตรงข้ามบอยคอตโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ในมุมมองของบางกลุ่ม (โดยเฉพาะฟากตะวันตก) สถานการณ์ข้างต้นนี้ชี้ชัดว่าการแข่งกีฬาล้วนเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการเมืองไม่มากก็น้อย แม้ว่าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนจะโต้ตอบว่า “โอลิมปิกไม่ใช่เวทีสำหรับแสดงท่าทีและพลังทางการเมือง” แต่ในอดีตเคยมีกรณีบอยคอตโอลิมปิกจากเหตุการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากมายหลายกรณี ขณะเดียวกัน สถานการณ์โรคระบาดในจีนที่เคยควบคุมได้ก็กลับมาอยู่ในระดับน่ากังวลในบางพื้นที่ ก่อนหน้ากำหนดเริ่มแข่งเพียงสัปดาห์เดียวมีรายงานพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนบ้างแล้ว ถึงจะมีจำนวนแค่หลักหน่วย แต่มีความกังวลว่าในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์อันเป็นช่วงตรุษจีนซึ่งประชาชนจะเดินทางไปมาในประเทศอาจส่งผลต่อจำนวนผู้ติดเชื้อในจีน ทางการจีนใช้มาตรการควบคุมการระบาดแบบวางเป้าจำนวนผู้ติดเชื้อให้เป็นศูนย์ ขณะที่ช่วงจัดมหกรรมก็อยู่ในแนวทางพยายามป้องกันกรุงปักกิ่งเช่น รถไฟจากเทียนจินถูกห้ามเดินทางเข้าในปักกิ่ง ขณะที่เจ้าหน้าที่เองก็ถูกกดดันโดยเฉพาะช่วงหัวโค้งก่อนหน้าการแข่งไม่กี่สัปดาห์ รายงานข่าวจากสื่อตะวันตกระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจำนวนหนึ่งถูกลงโทษเพราะปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า สำหรับคนทั่วไปที่ปกปิดข้อมูลหรือฝ่าฝืนมาตรการก็มีโทษหนักด้วย ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่นำมาสู่มาตรการจากมหาอำนาจตะวันตกน้ำหนักส่วนหนึ่งมุ่งไปอยู่ที่เรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งกรณีนี้จีนปฏิเสธมาตลอด และพยายามเตือนสหรัฐให้เลี่ยงการแทรกแซงเรื่องฮ่องกงด้วย   จนถึงเวลานี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนเอ่ยถึงนโยบายของสหรัฐว่า “สร้างความเสื่อมเสียให้สปิริตของโอลิมปิก” และจะต้องรับกับผลลัพธ์ที่จะตามมา จีนอาจยังไม่ได้เผยไต๋อย่างชัดเจนว่า “ผลลัพธ์” จากการตัดสินใจของสหรัฐจะเป็นอะไร หากมองในภาพรวมแล้วบรรยากาศเหล่านี้ย่อมเป็นกระจกสะท้อนข้อเท็จจริงด้านหนึ่งเกี่ยวกับโอลิมปิกว่า ท่ามกลางการแข่งกีฬาระดับโลก ฉากหลังอีกมิติหนึ่งนั้นโอลิมปิกเป็นเวทีที่ประเทศหรือองค์กรในโลกใช้เคลื่อนไหวหรือแสดงออกบางอย่างทั้งแบบซึ่งหน้าและในเชิงสัญลักษณ์ หากกล่าวแบบมองทั้งสองด้านในแง่สิทธิมนุษยชน ทั้งฝั่งสหรัฐและจีนล้วนต่างโดนวิจารณ์หลากหลายกรณี สหรัฐโดนวิจารณ์เรื่องการจัดการปัญหาคนไร้บ้าน มาตรการดูแลผู้อพยพย้ายถิ่นจากเพื่อนบ้านตามชายแดนไปจนถึงการหนุนหลังอิสราเอลซึ่งโดนวิจารณ์เรื่องการปฏิบัติต่อชาวปาเลสไตน์เช่นกัน โดยรวมแล้วทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในโอลิมปิกตั้งแต่มหาอำนาจฟากตะวันตกจนถึงตะวันออก และตัวองค์กรโอลิมปิก (ในนามไอโอซีหรือคณะกรรมการโอลิมปิกสากล) ล้วนโดนวิจารณ์เรื่องความเป็นการเมืองและการพยายามวางตัวให้ ไม่เป็นการเมือง” เสมอมา โอลิมปิกฤดูหนาว 2022 คือตัวอย่างซึ่งแสดงให้เห็นความพยายามวางว่า “ไม่เป็นการเมือง” ในโลกกีฬาก็เป็นมายาคติที่ปรากฏมายาวนาน มหกรรมกีฬาเป็นอีกหนึ่งเวที   เป็นช่องทางป่าวประกาศหรือแสดงมาตรการต่าง ๆ ของแต่ละฝ่ายกันไป โดยศูนย์กลางของวงจรนี้กลับเป็นนักกีฬาที่ไม่มีอำนาจเลือก ไม่สามารถตัดสินใจใด ๆ นอกเหนือจากว่าจะลงแข่งหรือไม่แข่ง และจะวางตัวอย่างไรท่ามกลางบรรยากาศเหล่านี้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/d-life/news-855330

จำนวนผู้อ่าน: 252

04 กุมภาพันธ์ 2022

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ก.พ.) ขยับขึ้น 1.08% อยู่ที่ 37,289.10 เหรียญสหรัฐ

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ก.พ.) ขยับขึ้น +1.08% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อยู่ที่ 37,289.10 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1,233,896.32 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 18.56 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลอัพเดต เมื่อเวลา 7.00 น. ของวันนี้ ขณะที่เหรียญดิจิทัลคริปโทเคอร์เรนซีชนิดอื่นๆ Ethereum คงที่ เมื่อเทียบกับราคาปิดเมื่อวานนี้.46% Binance Coin คงที่ เมื่อเทียบกับราคาปิดเมื่อวานนี้.% และ Dogecoin ขยับขึ้น .44% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สรุปราคาเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี   Bitcoin (BTC) ราคา 37,289.10 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +1.08% Ethereum (ETH) ราคา 2,693.34 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.46% Tether (USDT) ราคา 01.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง 0.00% BNB (BNB) ราคา 371.88 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +1.30% USD Coin (USDC) ราคา 01.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง 0.00% Dogecoin (DOGE) ราคา 0.14 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.49% Solana (SOL) ราคา 101.68 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -0.23% XRP (XRP) ราคา 0.61 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +1.41% Terra (LUNA) ราคา 51.02 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +7.40% Polkadot (DOT) ราคา 18.85 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.44% หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นอาจมีความคลาดเคลื่อนและไม่ควรใช้เพื่อการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อขาย ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทาง www.sec.or.th ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-857656

จำนวนผู้อ่าน: 238

04 กุมภาพันธ์ 2022

แบงก์อัพเกรดโมบายแบงกิ้ง BBL-SCB ปรับใหญ่ชิงฐานลูกค้า

อัพเดตข้อมูลล่าสุด วันที่ 4 มกราคม 2565 แบงก์ใหญ่เร่งยกระดับ “โมบายแบงกิ้ง” กวาดฐานลูกค้า “ธนาคารกรุงเทพ” เตรียมออกแอปพลิเคชั่นใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าเวลท์ เน้นบริหารพอร์ตลงทุนครบวงจร พร้อมยกระดับ “mBanking” เป็นซูเปอร์แอป ตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ 2-3 ล้านราย ฟาก “ไทยพาณิชย์” เร่งยกเครื่อง “SCB EASY” ดึง AI เป็นผู้ช่วยทำธุรกรรมการเงินดิจิทัล คาดเปิดตัวได้ครึ่งแรกปี’66 ด้าน “กรุงศรีฯ” เน้นต่อยอดนวัตกรรม-ขยายบริการ-เชื่อมต่อโครงข่ายทำธุรกรรมระหว่างประเทศ นางปรัศนี อุยยามะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารวางกลยุทธ์โมบายแบงกิ้งในปี 2565 นี้ โดยจะเน้นขยายฐานระบบอีโคซิสเต็มให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมได้สะดวก ซึ่งจะมีการเพิ่มฟีเจอร์ อาทิ การเปิดบัญชีออนไลน์ ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์มากขึ้น เช่น บัญชีเงินฝากประจำ หรือบัญชีกองทุน เป็นต้น 2.การโอนเงิน (remittance) จะเพิ่มรูปแบบการโอนเงินให้มีความหลากหลาย และหลายสกุลเงินมากขึ้น รวมถึงการชำระเงินด้วยต้นทุนที่ถูกลง โดยขยายฐานไปต่างประเทศ เช่น QR code เป็นต้น ซึ่งลูกค้าไม่ต้องแลก bank note รองรับการใช้จ่ายที่ไร้เงินสดมากขึ้น สอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบชำระเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ 3.ด้านการลงทุน หรือ wealth segment ภายในกลางปีนี้ ธนาคารจะมีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะแยกตัวออกจาก Bualuang mBanking เพื่อจะตอบสนองลูกค้า wealth โดยเฉพาะ ซึ่งภายในแอป ลูกค้าสามารถดูความเสี่ยง และจัดพอร์ตการลงทุนได้ด้วยตัวเอง รวมถึงจะมีการออกผลิตภัณฑ์และบริการต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะ “เราจะยกระดับ mBanking เป็น ‘super application’ โดยทุกแอปจะถูกเชื่อมโยงกันและอยู่บนฐานลูกค้าดิจิทัลของธนาคาร เพราะหากเราเอาบริการไปอยู่บน mBanking ทั้งหมด จะทำให้อ้วนและหนัก เราจึงจะแยกแอปออกมา เพื่อให้บริการทางการเงิน เป็น beyond financial แต่ละเรื่อง ซึ่งจะเริ่มจากกลุ่มลูกค้า wealth กลางปีนี้ก่อน แต่ทุกอย่างยังคงเชื่อมกันหมด ทั้งลูกค้าทั่วไป ลูกค้าบัตรเครดิต ร้านค้า เพื่อรองรับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปที่มุ่งไปสู่ดิจิทัลมากขึ้น ทั้งนี้ ปีนี้ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้าประมาณ 2-3 ล้านราย โดยสิ้นปี 2565 ฐานลูกค้าดิจิทัลแบงกิ้งจะอยู่ที่ 13 ล้านราย” นางปรัศนีกล่าว ดร.ชาลี อัศวธีระธรรม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Digital Banking (SCB DBANK) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในปีนี้ ทีม SCB DBANK จะร่วมกับบริษัท SCB TechX พัฒนาออกแบบและสร้างแอป SCB EASY รุ่นใหม่ ซึ่งจะมีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมต่าง ๆ เสมือนว่ามีผู้ช่วยทางการเงินดิจิทัลส่วนตัวที่จะคอยเตือน แนะนำ และให้ความช่วยเหลือลูกค้าในเรื่องธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ โดยจะเชื่อมโยงเข้ากับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างไร้รอยต่อ เช่น สินเชื่อ ประกัน หรือการลงทุน ทั้งนี้ คาดว่า SCB EASY รุ่นใหม่จะพร้อมออกสู่ตลาดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 “ปัจจุบัน SCB EASY มีลูกค้าใช้งานมากกว่า 13 ล้านราย โดย 80% ใช้งานเป็นประจำทุกเดือน (ณ เดือน ธ.ค. 2564) และเฉลี่ยมีผู้ใช้งานมากกว่า 6 ล้านคนต่อวัน ซึ่งหลังโควิดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปริมาณธุรกรรมทางการเงินโดยรวมที่ลูกค้าเลือกทำผ่าน SCB EASY เติบโตสูงขึ้นมากกว่า 120% เทียบปีก่อน โดยเฉพาะธุรกรรมการชำระเงินเติบโตมากกว่า 100% สะท้อนพฤติกรรมลูกค้าเลี่ยงใช้เงินสดเป็นพฤติกรรมถาวร” ดร.ชาลีกล่าว นายรถพร เอกบุตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาดิจิทัลโซลูชั่นเพื่อลูกค้ารายย่อยธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ปีนี้ธนาคารจะขยายขอบเขตการบริการลูกค้าโมบายแบงกิ้งในวงกว้าง และต่อยอดนวัตกรรม digital lending โดยการยกระดับกระบวนการสมัครใช้งานผลิตภัณฑ์ของธนาคารให้ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าในรูปแบบดิจิทัล   นอกจากนี้ จะมุ่งเน้นการเชื่อมต่อโครงข่ายการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ (overseas business expansion) โดยใช้เครือข่ายในหลากหลายประเทศและการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้ลูกค้าทำธุรกรรมระหว่างประเทศดียิ่งขึ้น รวมถึงขยายการเชื่อมต่อแพลตฟอร์มไปยังร้านค้าและคู่ค้าของธนาคารตามกลยุทธ์การสร้าง ecosystem and partnership เพื่อต่อยอดการให้บริการระหว่างคู่ค้าได้ครบวงจร ตลอดจนการนำข้อมูลมาประมวลผลให้เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อเสนอบริการที่ตรงใจ รองรับการใช้งานทุกวันของลูกค้า “เราเห็นแนวโน้มธุรกรรมการเงินผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มเติบโตต่อเนื่อง และแบงก์เองก็ปรับตัวการให้บริการให้มีความหลากหลายช่องทาง ซึ่งกรุงศรีฯได้เห็นความท้าทายจึงมุ่งเน้นการลงทุนและยกระดับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงแอปพลิเคชั่นให้ทันสมัยรองรับการเติบโตของช่องทางดิจิทัล” นายรถพรกล่าว นายพีรพัฒน์ เกษบุญชู ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ Omni Channel Management ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยว่า LH Bank ได้พัฒนาแอป “Profita” เพื่อการลงทุนในกองทุนรวมที่ตอบโจทย์นักลงทุน และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุคปัจจุบัน โดยมีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ทุกจังหวะการลงทุน รองรับคำสั่งซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยนกองทุนได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีกองทุนแนะนำ บทวิเคราะห์สภาวะตลาด มุมมองการลงทุนโดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมตัวช่วยสร้างวินัยในการลงทุน เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าก้าวสู่การเป็นมือโปรฯด้านการลงทุน ธปท.เปิดทางเวอร์ชวลแบงก์ หนุนธุรกิจแบงก์-น็อนแบงก์ลดต้นทุน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-856028

จำนวนผู้อ่าน: 231

04 กุมภาพันธ์ 2022

เฟซบุ๊ก ผู้ใช้งานลดในรอบ 18 ปี ฉุดหุ้นเมตาร่วง สาเหตุมาจากอะไร

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง “เฟซบุ๊ก” มียอดผู้ใช้งานรายวันลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 “เมตา เน็ตเวิร์ก” บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กเผยว่า ยอดผู้ใช้งานรายวัน (DAUs) ลดลงไปอยู่ที่ 1,929 ล้านคน ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 ขณะที่ไตรมาสที่ 3 มีผู้ใช้งานรายวันอยู่ที่ 1,930 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 18 ปี เมตา เน็ตเวิร์ก ยังเผยสาเหตุด้วยว่า รายได้ที่เติบโตอย่างชะลอตัวมาจากการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง TikTok และ YouTube ขณะที่ผู้โฆษณาก็ลดค่าใช้จ่ายลง หุ้นของเมตาร่วงลงมากกว่า 20% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการในนิวยอร์ก ส่งผลให้รายได้ลดลงมากถึง 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากมูลค่าตลาดหุ้นของบริษัท ส่วนหุ้นของโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงทวิตเตอร์ สแนป และพินเทอเรส ก็ลดลงอย่างมากในการซื้อขายระยะยาว “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า การเติบโตของยอดขายได้รับผลกระทบ เนื่องจากผู้ชม โดยเฉพาะผู้ใช้ที่อายุน้อย ๆ ได้ผละจากเฟซบุ๊กไปหาคู่แข่ง เมตา ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มโฆษณาดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากกูเกิล ยังระบุด้วยว่า ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงความเป็นส่วนตัวในระบบปฏิบัติการของแอปเปิล “การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้แบรนด์ต่าง ๆ กำหนดเป้าหมายและวัดผลโฆษณาบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ยากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อมูลค่ากว่า 10,000 ล้านเหรียญในปีนี้” เดฟ เวห์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของเมตา กล่าว   รายได้รวมของเมตา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการขายโฆษณา เพิ่มขึ้นเป็น 33,670 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับการคาดการณ์ของตลาด นอกจากนี้ ยังคาดการณ์รายรับที่ระหว่าง 27,000-29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสหน้า ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ขอบคุฯข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-857642

จำนวนผู้อ่าน: 230

04 กุมภาพันธ์ 2022

เปิดประวัติหัวหน้าไอเอส ถูกสหรัฐถล่มสังหารทั้งบ้าน 13 ชีวิต เด็ก ๆ ด้วย

People inspect a destroyed house following an operation by the U.S. military in the Syrian village of Atmeh, in Idlib province, Syria, Thursday, Feb. 3, 2022. (AP Photo/Ghaith Alsayed) ฮึ่ม ๆ รัสเซีย ปมเผชิญหน้ายูเครนอยู่ดี ๆ สหรัฐหันไปถล่มซีเรีย สมรภูมิเก่า พร้อมประกาศความสำเร็จปลิดชีพหัวหน้าไอเอสคนปัจจุบันได้ แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเผยการถล่มครั้งนี้คร่าชีวิตเด็กไปด้วยหลายราย วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 สำนักข่าว เอพี รายงานว่า นายโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐอเมริกา เปิดแถลงผลงานของกองกำลังพิเศษของสหรัฐอเมริกา พร้อมชื่นชมที่ปฏิบัติการปลิดชีพ นายอิบราฮิม อัล อาชิมี อัล คูไรชี หัวหน้ากองกำลังรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส ที่หมู่บ้านอัตเมย์ จังหวัดอิดลิบ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย วันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 ได้สำเร็จ   อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยของซีเรียเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการครั้งนี้ซึ่งเกิดขึ้นในหมู่บ้านบาริชา เมืองอัตเมย์ พื้นที่ยึดครองของฝ่ายต่อต้าน ทั้งสิ้น 13 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 6 ราย รวมอยู่ด้วย ด้านแหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่ากองกำลังสหรัฐสู้รบอย่างดุเดือดราว 2 ชั่วโมง โดยเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักในพื้นที่ และถูกโจมตีด้วยปืนต่อต้านอากาศยานที่ติดตั้งอยู่บนยานยนต์ นายโจ ไบเดน และทีมงานความมั่นคงเฝ้าติดตามปฏิบัติการปลิดชีพหัวหน้าไอเอส จากห้องทำงานในทำเนียบขาว (Adam Schultz/The White House via AP) ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นครั้งใหญ่ที่สุดที่กองกำลังพิเศษของสหรัฐ นับจากนายอาบู บาการ์ อัล แบกแดดี แกนนำกลุ่มไอเอส คนก่อน เสียชีวิตเมื่อตุลาคม 2562 จากการถูกบุกโจมตีในที่ซ่อนซึ่งอยู่ห่างจากอัตเมย์ไปราว 16 ก.ม. สำหรับนายคูไรชีเป็นบุคคลปริศนาของไอเอสมายาวนาน แทบจะไม่มีภาพถ่ายให้เห็น และไม่เคยออกสื่อผ่านวิดีโอคลิป ผิดกับนายแบกแดดี ผู้นำคนก่อนที่สร้างชื่อนำกองกำลังไอเอสบุกยึดพื้นที่ในซีเรียและอิรักไปค่อนประเทศอย่างน่าตกตะลึง ตั้งแต่ปี 2557 A damaged room and windows are seen inside a house after an operation by the U.S. military in the Syrian village of Atmeh in Idlib province, Syria, Thursday, Feb. 3, 2022.(AP Photo/Ghaith Alsayed) จากประวัติที่สหรัฐสืบค้นได้ นายคูไรชีเกิดปี 2519 เป็นชาวอิรัก เชื้อสายเติร์กแมน มีชื่อจริงว่า อามีร์ โมฮัมเหม็ด อับดุล-ราห์มาน อัล-มาวลา เรียนจบกฎหมายอิสลามที่มหาวิทยาลัยโมซุล ทางเหนือของอิรัก เป็นนักรบผ่านศึกสงครามอิรักที่สหรัฐนำทัพมาบุกเมื่อปี 2546 แต่ไม่เป็นที่รู้จักของคนนอกเลย จนขึ้นตำแหน่งผู้นำแทนนายแบกแดดี และพยายามรวบรวมกองกำลังไอเอสขึ้นมาใหม่ หลังถูกปราบปรามอย่างหนัก มีค่าหัวที่ทางการสหรัฐตั้งไว้ 10 ล้านดอลลาร์ หรือราว 330 ล้านบาท Blood covers the floor of a destroyed house after an operation by the U.S. military in the Syrian village of Atmeh in Idlib province, Syria, Thursday, Feb. 3, 2022. (AP Photo/Ghaith Alsayed) ประธานาธิบดีไบเดนระบุว่า นายคูไรชีมีส่วนโดยตรงกับการบงการโจมตีเรือนจำในซีเรียเพื่อปล้นนักรบที่เป็นพรรคพวกกันออกมา เมื่อเดือนก่อนแล้วปะทะกับกองกำลังที่เคิร์ดสนับสนุนนานถึง 10 วัน มีผู้เสียชีวิตร่วม 500 ราย นอกจากนี้ยังเคยก่อกรรมทำเข็ญกับชนกลุ่มน้อย ยาซิดี ที่อิรัก ในเหตุสังหารหมู่ เมื่อปี 2557   People inspect a destroyed house following an operation by the U.S. military in the Syrian village of Atmeh, in Idlib province, Syria, Thursday, Feb. 3, 2022. (AP Photo/Ghaith Alsayed) “เราคงจำกันได้ถึงเรื่องราวที่น่าสะเทือนขวัญมากมาย ทั้งการฆ่าล้าง ทำลายล้างทั้งหมู่บ้าน กวาดต้อนผู้หญิงและเด็กสาวไปเป็นทาสกาม ข่มขืน และเป็นอาวุธสงคราม เขานี่แหละที่ใช้กองกำลังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยาซิดี” นายไบเดนกล่าว พร้อมย้ำว่าความตายของนายคูไรชี ทำให้ภัยการก่อการร้ายหลักหายไปจากโลก วันที่ถูกปลิดชีพ นายคูไรชีอยู่ในบ้านพักที่เป็นอาคาร 3 ชั้น ใกล้พรมแดนตุรกี คนในบ้านถูกสังหารด้วย 12 ราย เป็นผู้หญิง 4 ราย และเด็ก 6 ราย วิดีโอของกลุ่มไวต์ เฮลเม็ตส์ กลุ่มป้องกันพลเรือนซีเรีย เผยให้เห็นนาทีกลุ่มแพทย์รุดเข้าไปนำเด็กหญิงขึ้นรถพยาบาล เด็กพูดว่า “เขาฆ่าแม่และพ่อของหนู” โดยไม่แน่ชัดว่า เด็กเป็นลูกของนายคูไรชี หรือไม่ ต่อมา เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า นายคูไรชีเสียชีวิตจากการระเบิดตนเองพร้อมครอบครัว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-857638

จำนวนผู้อ่าน: 218

04 กุมภาพันธ์ 2022

ย้อนรอยเหตุป่วนโอลิมปิก ภัยธรรมชาติ สงคราม คว่ำบาตร คำสาป ?

REUTERS/Florence Lo/File Photo อุปสรรคปัญหาในการจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกมาจากหลายสาเหตุ ทั้งภัยธรรมชาติ สงคราม การคว่ำบาตร หรือแม้แต่คำสาป ?  วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกฤดูหนาว 2022 ซึ่งจีนเป็นเจ้าภาพได้เปิดฉากขึ้นแล้วในวันนี้ ท่ามกลางสายตาของชาวโลกที่จับจ้องว่ามหกรรมกีฬาครั้งนี้จะลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่ เนื่องจากความกังวลเรื่องการระบาดของโควิด-19 รวมถึงความขัดแย้งที่จีนเผชิญ จากข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน และความขัดแย้งที่ไม่ได้เกี่ยวกับจีนโดยตรงอย่างวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้โลกต้องแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย อย่างไรก็ตาม ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในช่วงการจัดโอลิมปิกไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และบางครั้งหนักหนาถึงขั้นต้องย้ายสถานที่จัดงานเลยทีเดียว ย้ายสถานที่จัดเพราะภูเขาไฟ เมื่อปี 1904 กรุงโรมของอิตาลีเอาชนะเมืองต่าง ๆ เช่น เบอร์ลิน และตูริน ได้สิทธิเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 1908 แต่ในช่วง 2 ปีของการเตรียมจัดงาน ปรากฏว่าเกิดภัยพิบัติภูเขาไฟวิสุเวียสปะทุ สร้างความเสียหายรุนแรงให้กับเมืองต่าง ๆ รอบภูเขาไฟ ทั้งยังทำให้เมืองเนเปิลส์กลายเป็นอัมพาต และจากภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูนี้เอง ทำให้อิตาลีต้องยกเลิกการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก แต่ถึงกระนั้นเหตุภูเขาไฟปะทุไม่สามารถยกเลิกการแข่งขันโอลิมปิกได้ ทางคณะกรรมการโอลิมปิกสากลจึงได้เลือกกรุงลอนดอนให้เป็นเจ้าภาพแทนกรุงโรม โดยให้เวลาในการเตรียมตัวกับลอนดอนเพียง 10 เดือน อย่างไรก็ตาม สมาคมโอลิมปิกแห่งอังกฤษได้ใช้เวลานั้นอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างสนามกีฬาเพื่อการแข่งขันโอลิมปิกโดยเฉพาะ ยุโรปเข้าสู่สงคราม เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 1914 กรุงเบอร์ลินของเยอรมนีกำลังเตรียมการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 1916 เป็นอย่างดี โดยมีการสร้างสนามกีฬาใหม่ ซึ่งในพิธีเปิดมีการเดินขบวนพาเหรดต่อหน้าพระพักตร์ ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายแห่งปรัสเซียและจักรวรรดิเยอรมนี เนื่องจากหลายประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปอยู่ในภาวะสงคราม คณะผู้จัดฯจึงพิจารณาย้ายสถานที่จัดการแข่งขันโอลิมปิก 1916 ไปยังดินแดนที่เป็นกลางมากขึ้นอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้เข้าร่วมสงคราม แต่หลังจากนั้นก็ยังคงมีปัญหาตามมาอีก เนื่องจากมีผู้ชายไม่มากพอจะเข้าร่วมการแข่งขัน โดยในเดือนธันวาคม 1914 นิวยอร์กไทม์สรายงานว่า การแข่งขันกีฬาดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะถูกยกเลิก เนื่องมาจากสงคราม และท้ายที่สุดโอลิมปิก 1916 ก็ถูกยกเลิกไป ปี 1920 การแข่งขันโอลิมปิกกลับมาจัดที่เมืองแอนต์เวิร์ปของเบลเยียม ซึ่งมีการปล่อยนกพิราบในพิธีเปิดเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ และผู้เข้าร่วมการแข่งขันได้กล่าวคำปฏิญาณตนในพิธีเปิดเป็นครั้งแรก ในอีก 2 ทศวรรษต่อมา การแข่งขันโอลิมปิกยังคงดำเนินไปตามปกติ และมีการเพิ่มโอลิมปิกฤดูหนาวขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1924 การคว่ำบาตรนาซีและสงครามโลกครั้งที่ 2 คณะกรรมการโอลิมปิกสากลตัดสินให้กรุงเบอร์ลินเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิก 1936 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการกลับคืนสู่ประชาคมโลก หลังเยอรมนีพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” และการกีดกันนักกีฬาชาวยิวจากการแข่งขัน ได้สร้างความไม่พอใจให้กับคนจำนวนมาก ส่งผลให้มีการเคลื่อนไหวเพื่อคว่ำบาตรการแข่งขันโอลิมปิก 1936 ทั่วสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส สวีเดน และประเทศอื่น ๆ แม้ว่าการแข่งขันจะยังดำเนินต่อไปในปีนั้น แต่ก็ถูกสร้างความเสียหายด้วยโฆษณาชวนเชื่อให้แบ่งแยกเชื้อชาติ และการแข่งขันครั้งนี้ได้กลายเป็นการแข่งขันครั้งสุดท้าย ก่อนเว้นช่วงนานกว่าทศวรรษ เนื่องจากผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1940 ญี่ปุ่นได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาฤดูร้อนที่กรุงโตเกียว ส่วนการแข่งขันฤดูหนาวจัดขึ้นที่ซัปโปโร แต่หลังจากสงครามกับจีนปะทุขึ้นในปี 1937 ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ขู่จะคว่ำบาตรเพื่อตอบโต้ ญี่ปุ่นยอมเสียสิทธิการเป็นเจ้าภาพ โดยอ้างเหตุผลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายจากสงคราม และเหตุน้ำท่วมในกรุงโตเกียว โยโกฮาม่า และโกเบ คณะผู้จัดงานฯพิจารณาว่าจะย้ายไปจัดที่ฟินแลนด์หรือเยอรมนี แต่ท้ายที่สุดก็เลือกกรุงเฮลซิงกิของฟินแลนด์ อย่างไรก็ตาม ในปี 1940 สหภาพโซเวียตบุกฟินแลนด์ ทำให้ไม่มีการแข่งขันเกิดขึ้น สงครามแพร่กระจายไปทั่วโลกกระทั่งถึงปี 1945 ทำให้คณะผู้จัดงานฯต้อ้งยกเลิกการแข่งขันฤดูร้อนที่กรุงลอนดอน และฤดูหนาวที่เมืองคอร์ติน่า ดอมปาซโซ่ ทางตอนเหนือของอิตาลี การคว่ำบาตร ตามประวัติศาสตร์แล้ว มีบางครั้งที่ประเทศต่าง ๆ ประกาศคว่ำบาตรหรือถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก เช่นในการแข่งขันปี 1964 ที่แอฟริกาใต้ถูกห้ามเข้าร่วมการแข่งขันเนื่องจากนโยบายการแบ่งแยกสีผิว ปี 1976 เมืองเดนเวอร์ถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพ หลังจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐโคโรลาโดส่งสัญญาณว่าพวกเขาไม่ต้องการจ่ายเงินเพื่อจัดการแข่งขันนี้ ส่วนเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์คือกรณีที่สหรัฐฯเป็นผู้นำการคว่ำบาตรการแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงมอสโกของรัสเซีย เพื่อประท้วงการรุกรานอัฟกานิสถานของรัสเซีย เหตุการณ์นั้นมี 66 ประเทศเข้าร่วมการคว่ำบาตร ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น แคนาดา และเยอรมนีตะวันตก   4 ปีต่อมา รัสเซียได้พลิกกระทำ และเป็นผู้นำ 14 ประเทศคว่ำบาตรการแข่งขันโอลิมปิก 1984 ที่นครลอสแองเจลิสของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้การคว่ำบาตรเมื่อปี 1980 โตเกียวกับคำสาปทุก 40 ปี แต่ในขณะที่การแข่งขันโอลิมปิกผ่านพ้นปัญหาการคว่ำบาตรที่ดำเนินยาวนานนับสิบปี บางคนเชื่อว่าโอลิมปิกนั้นถูกสาป โดยเฉพาะเมื่อไหร่ก็ตามที่ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพ เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2020 “ทาโร อาโสะ” รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่น ออกมาคร่ำครวญถึงความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกการแข่งขันโอลิมปิก เนื่องจากการระบาดของโควิด “มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุก ๆ 40 ปี มันเป็นโอลิมปิกต้องคำสาป และนั่นคือความจริง” เขากล่าว พร้อมกับชี้ไปถึงการยกเลิกโอลิมปิก 1940 และการคว่ำบาตรที่นำโดยสหรัฐฯ เมื่อปี 1980 แต่ท้ายที่สุดญี่ปุ่นก็จัดโอลิมปิก 2020 ได้สำเร็จ แม้ว่าจะต้องเลื่อนการจัดงานไป 1 ปีก็ตาม บางทีนั่นอาจเป็นเพราะคำสาปใช้ไม่ได้ผลในปีที่ 41 ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-857632

จำนวนผู้อ่าน: 230

04 กุมภาพันธ์ 2022

อนามัยโลกชี้ ยุโรปเข้าสู่ช่วง “สงบศึก” จากโควิด หลายชาติเลิกคุมเข้ม

ตลาดปลาที่กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ผู้คนไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยแล้ว (Liselotte Sabroe/Ritzau Scanpix via AP) ยุโรปผ่อนคลายมาตรการตรึงเข้มโควิด-19 ไปหลายประเทศแล้ว สอดคล้องกับการจับตาขององค์การอนามัยโลก ว่าคนในทวีปแห่งนี้จะได้อยู่อย่างสบายใจไปยาวๆ ไม่ต้องผวาโควิดเหมือนเดิมอีก วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 บีบีซี รายงานว่า ดร.ฮันส์ คลูเกอ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประจำภูมิภาคยุโรป กล่าวถึงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ว่า ยุโรปกำลังเข้าสู่ช่วงสงบนิ่งที่ยาวนาน เมื่อสิ้นสุดฤดูหนาว ขณะที่ชาวยุโรปฉีดวัคซีนกันอย่างทั่วถึง รวมถึงพบว่าสายพันธุ์โอมิครอนลดระดับความร้ายแรงลง “ช่วงเวลาที่มีการป้องกันสูงขึ้นน่าจะเป็นช่วงสงบสุขและนำมาซึ่งสันติภาพที่ยาวนาน” ดร.คลูเกอ กล่าว และว่ามั่นใจว่ายุโรปอยู่ในสถานะที่ดีขึ้นว่าแต่ก่อน แม้อาจจะเจอกับเชื้อกลายพันธุ์ที่ระบาดได้เร็วกว่าโอมิครอน FILE PHOTO: A 3D-printed coronavirus model is seen in front of the words coronavirus disease (Covid-19) on display in this illustration taken March 25, 2020. REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo “ผมเชื่อว่า เป็นไปได้ที่จะมีสายพันธุ์ใหม่ปรากฏอีก ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการขัดขวางที่เราเคยจำเป็นต้องใช้ก่อนหน้านี้” ผอ.อนามัยโลกประจำยุโรปกล่าว ดร.คลูเกอ กล่าวด้วยว่า ช่วงสัปดาห์ก่อน มีผู้ติดเชื้อใหม่สูงถึง 12 ล้านคน เป็นสถิติสูงสุด แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่พบว่ามีกรณีที่ผู้ติดเชื้อจะต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการหนัก อย่างไรก็ตาม ขอกระตุ้นให้ชาติยุโรป เดินหน้ารณรงค์การฉีดวัคซีน และจับตาสายพันธุ์ต่างๆ ต่อไป FILE PHOTO: A nurse prepares a shot of “Comirnaty” Pfizer-BioNTech coronavirus disease (COVID-19) vaccine at the vaccination centre in the Humboldt Forum in Berlin, Germany January 19, 2022. REUTERS/Michele Tantussi/File Photo ด้านเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระบุว่า ไวรัสไม่ได้มีองค์ประกอบที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงอีก เพราะอัตราการฉีดวัคซีนสูงมากพอที่จะช่วยป้องกันอาการป่วยร้ายแรง แม้ว่าโอมิครอนจะระบาดง่ายมาก เดนมาร์กเป็นประเทศแรกของสหภาพยุโรปที่ยกเลิกทุกมาตรการป้องกันโควิด รวมถึงไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะอีกต่อไป นอร์เวย์ประกาศผ่อนคลายกฎคุมโควิดของตนเองแล้ว ส่วนสวีเดนประกาศจะยกเลิกมาตรการเกือบทั้งหมดที่ใช้ในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. “โรคระบาดยังไม่จบ แต่เราจะเข้าสู่เฟสใหม่ทั้งหมดแล้ว” นายกรัฐมนตรี มักดาเลนา แอนเดอร์สสัน แห่งสวีเดนกล่าว   ………….. ข่าวที่เกี่ยวข้อง : วัคซีนโควิด-19 ป้องกันภาวะลองโควิด (Long COVID) ได้หรือไม่ ? อังกฤษคลายล็อกดาวน์ เลิกบังคับใส่หน้ากาก เชื่อโควิดเลยจุดพีกแล้ว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/covid-19/news-857620

จำนวนผู้อ่าน: 252

04 กุมภาพันธ์ 2022

ผู้บริหาร SPRC มอบ “ถุงห่วงใย” 500 ถุง กลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านระยอง

ผู้บริหารพนักงาน SPRC ลงพื้นที่ส่งมอบ “ถุงห่วงใย” 500 ถุง ให้พี่น้องกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้าน พร้อมจัดทำแผนฟื้นฟูทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม การท่องเที่ยวและอาชีพที่เกี่ยวเนื่องทั้งระยะสั้นและระยะยาวจ.ระยองต่อไป วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน)ขอรายงานสถานการณ์ความคืบหน้าเหตุน้ำมันดิบรั่วไหลบริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึกแบบทุ่นเดี่ยวกลางทะเล หรือจุดขนถ่ายน้ำมันในทะเล (SPM) ฉบับที่ 10 ว่า ผู้บริหารและพนักงานบริษัทฯ ได้ลงพื้นที่ส่งมอบ “ถุงห่วงใย” 500 ถุงให้แก่พี่น้องกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้าน เพื่อเป็นการช่วยเหลือในเบื้องต้น และได้มีการจัดทีมลงพื้นที่เพื่อดูแลสถานการณ์และชี้แจงชุมชน เพื่อพบปะพูดคุย และให้ข้อมูลการแก้ไขปัญหาคราบน้ำมันของบริษัทฯ พร้อมทั้งเก็บข้อมูลผลกระทบ และข้อกังวลต่างๆ ของชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการในพื้นที่ บริษัทฯ ยินดีรับผิดชอบในการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับทางจังหวัดระยองในการเตรียมแผนช่วยเหลือเยียวยาต่อผู้ได้รับผลกระทบ ในเบื้องต้นได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ในกรณีน้ำมันดิบรั่วไหล โดยผู้ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อและยื่นเรื่องได้ที่ จุดรับเรื่องราวร้องทุกข์ กรณีน้ำมันดิบรั่วไหล ศูนย์ดำรงธรรม ณ บ้านสบ๊าย สบาย รีสอร์ท หาดแม่รำพึง ตำบลตะพง ระหว่างเวลา 9.00 – 15.30 น. เป็นประจำทุกวัน และจัดตั้งจุดให้บริการข้อมูลผ่านสายด่วน 1567 นอกจากนี้บริษัทฯ ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องมาให้คำปรึกษา เพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม การท่องเที่ยวและอาชีพที่เกี่ยวเนื่องทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อไป บริษัทฯ ได้ดำเนินการภายใต้การบัญชาการของ ศูนย์อำนวยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน กองทัพเรือ (ศอปน.ทร.) ในการปฏิบัติการและผลการปฏิบัติการขจัดคราบน้ำมันและการสำรวจทางอากาศ ไม่พบคราบน้ำมันในทะเลและบนชายหาด อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถกำจัดน้ำมันและคราบน้ำมันได้หมด การปฏิบัติการทางทะเล และอากาศ -มีการวางทุ่นกักน้ำมัน (boom) ในทะเลต่อไป เพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวของน้ำมันเข้าพื้นที่ชายฝั่ง -คงมาตราการเฝ้าระวังโดยใช้เรือ จำนวน 10 ลำ รวมทั้งมีการใช้โดรน และเฮลิคอปเตอร์ ในการเฝ้าระวังและ สังเกตการณ์คราบน้ำมันบนผิวน้ำและตามแนวชายฝั่ง การปฏิบัติการทางชายฝั่ง -พนักงานและผู้รับเหมาของบริษัทฯ จิตอาสา และทหารเรือ รวมจำนวนประมาณ 350 คน ดำเนินการสำรวจเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณแนวชายฝั่งและเก็บขยะทำความสะอาด การปฏิบัติการใต้ทะเล   -ทีมนักประดาน้ำของกองทัพเรือมาช่วยในการสำรวจสภาพใต้ทะเลในพื้นที่อ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมและจุดบริเวณที่น้ำมันเข้ากระทบชายฝั่ง บริษัทฯ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐ ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีในการปฏิบัติการช่วยเหลือการขจัดคราบน้ำมันที่รั่วไหลโดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันเข้าสู่ชายฝั่ง กำจัดคราบน้ำมันที่รั่วไหลให้ได้หมด รวมถึงการทำความสะอาดชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบให้กลับสู่สภาพเดิม สำหรับการดำเนินงานของโรงกลั่นน้ำมัน บริษัทฯ ยังสามารถดำเนินงานด้วยความปลอดภัย หากมีความคืบหน้า บริษัทฯ จะรายงานสถานการณ์ให้ทราบเป็นระยะจนกว่าสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-857612

จำนวนผู้อ่าน: 229

04 กุมภาพันธ์ 2022

ธุรกิจโรงแรม ม.ค. 65 ยังทรุด เกือบครึ่งรายได้ต่ำ 30%

สมาคมโรงแรมไทยเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเดือนมกราฯปี’65 ชี้โรงแรมเกือบครึ่งมีรายได้ยังไม่ถึง 30% โอมิครอนยังทุบอัตราเข้าพักหดตัว-แห่ยกเลิกห้องพัก ส่วนใหญ่เหลือสภาพคล่องไม่เกิน 3 เดือน วอนรัฐช่วยออกค่าจ้างพนักงาน พักหนี้ทั้งต้นและดอก วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมโรงแรมไทย (THA) เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักโรงแรม ซึ่งจัดทำร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำเดือนมกราคม 2565 จากผลสำรวจผู้ประกอบการที่พักแรมจำนวน 200 แห่ง (เป็น ASQ 18 แห่ง, Hospitel 7 แห่ง) ระหว่างวันที่ 10-26 มกราคม 2565 โดยผลสำรวจจากโรงแรมจำนวน 175 แห่ง (ไม่รวมโรงแรมที่เป็น AQ และ Hospitel) ในเดือนมกราคม 2565 พบว่า มีโรงแรมจำนวน 73% จากผู้ตอบแบบสำรวจเปิดกิจการปกติ ใกล้เคียงเดือนธันวาคม 2564 ที่ 74% ซึ่งเป็นผลจากการเปิดประเทศ และรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ แม้มีการยกเลิก Test & Go รายใหม่ชั่วคราวในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2564 ทั้งนี้ โรงแรมที่ปิดกิจการชั่วคราวมีสัดส่วนราว 3% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงแรมที่ปิดมามากกว่า 6 เดือน และคาดว่าจะกลับมาเปิดกิจการอีกครั้งในครึ่งหลังของปี 2565 เป็นต้นไป โรงแรมเกือบครึ่ง รายได้ยังไม่ถึง 30% ในส่วนของรายได้ ผลสำรวจเปิดเผยว่า รายได้ของธุรกิจโรงแรมในเดือนมกราคม 2565 ยังอยู่ในระดับต่ำ ใกล้เคียงเดือนธันวาคม 2564 โดยโรงแรมราว 49% ยังมีรายได้กลับมาไม่ถึง 30% เมื่อเทียบกับก่อนการระบาด และมีโรงแรมเพียง 26% ที่รายได้กลับมาแล้วเกินครึ่งหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้และภาคตะวันออก อัตราการเข้าพัก : โอมิครอนทำยอดเข้าพักโรงแรมหดตัว ผลสำรวจพบว่า ในเดือนมกราคม 2565 มียอดอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 32% ลดลงจากเดือน ธ.ค. 64 ที่ 37% โดยเป็นการปรับลดลงของโรงแรมในเกือบทุกภูมิภาค จากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ Omicron ในวงกว้าง และการยกเลิกมาตรการ Test & Go รายใหม่ชั่วคราว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ยกเว้นโรงแรมในภาคใต้ที่ยังได้รับอานิสงส์จากการรับนักท่องเที่ยว Sandbox ส่งผลให้อัตราการเข้าพักยังสูงกว่าภาคอื่น อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตราการเข้าพักในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 จะชะลอลงจากเดือนมกราคมมาอยู่ที่ 24% กลับมาใกล้เคียงกับเดือนตุลาคม 2564 หรือช่วงก่อนเปิดประเทศ นอกจากนี้ อัตราการเข้าพักของโรงแรมที่เป็น AQ ซึ่งตอบแบบสำรวจจำนวน 18 แห่ง (ภาคกลาง 15 แห่ง ภาคตะวันออก 2 แห่ง และภาคใต้ 1 แห่ง) มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนธันวาคม 2564 มาอยู่ที่ 33% ในเดือนมกราคม 2565 ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 25% ส่วนโรงแรมที่เป็น Hospitel ซึ่งตอบแบบสำรวจจำนวน 7 แห่ง (ภาคกลาง 3 แห่ง ภาคใต้ 3 แห่ง และภาคตะวันออก 1 แห่ง) มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2564 มาอยู่ที่ 38% ในเดือนมกราคม 2565 สอดคล้องกับจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ Omicron ในประเทศหลังช่วงเทศกาลปีใหม่ ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 คาดว่าลดลงมาอยู่ที่ 22% ส่วนใหญ่เหลือสภาพคล่องไม่เกิน 3 เดือน ในเดือนมกราคม 2565 โรงแรมส่วนใหญ่มีสภาพคล่องลดลงจากเดือนธันวาคม 2564 และมีสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินธุรกิจได้ไม่เกิน 3 เดือน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 53% ของผู้ตอบแบบสำรวจ โดยมีสัดส่วนของกลุ่มที่มีสภาพคล่องน้อยกว่า 1 เดือนอยู่ที่ 11% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน สอดคล้องกับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ลดลง ขณะที่มีโรงแรมที่สภาพคล่องเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเพียง 17% โดยส่วนใหญ่เป็นโรงแรมที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยราว 40-55% การจ้างงาน ผลสำรวจเปิดเผยว่า เดือนมกราคม 2565 โรงแรมมีการจ้างงานเฉลี่ยลดลงจากเดือนก่อนมาอยู่ที่ 63.6% ของการจ้างงานเดิมก่อนเกิด COVID-19 (หากไม่รวมกลุ่มที่ปิดกิจการชั่วคราวการจ้างงานเฉลี่ยอยู่ที่ 64.7%) โดยมีการจ้างงานลดลงในเกือบทุกภาค สอดคล้องกับอัตราการเข้าพักที่ลดลง ยกเว้นโรงแรมในภาคใต้ สัดส่วนยกเลิกการจองห้องพัก จากการสำรวจพบว่า สัดส่วนยกเลิกการจองห้องพัก จากการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ Omicron ส่งผลให้เห็นลูกค้ายกเลิกการจองห้องพักในเดือนมกราคม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในทุกภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการยกเลิกการจองน้อยกว่า 25% ของยอดจองทั้งหมด ยกเว้นโรงแรมในภาคตะวันออกที่เกือบครึ่งมีลูกค้ายกเลิกการจองมากกว่า 50% ของยอดจองทั้งหมด   มาตรการช่วยเหลือที่ผู้ประกอบการต้องการจากภาครัฐ 1. โรงแรมส่วนใหญ่ต้องการสนับสนุนค่าจ้างพนักงานเดิม (Co-payment) และให้พักชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ย 2. มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น การเพิ่มจำนวนห้อง และระยะเวลาโครงการเราเที่ยวด้วยกัน สนับสนุนการจัดประชุมสำหรับองค์กร และด้านการตลาดหลังโควิด 3. รีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะสั้นเป็นระยะยาวแบบปลอดเงินต้น 4. สนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข เช่น ค่า ATK และ 5. สร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยจากการเปิดประเทศ ควรมีความชัดเจนของมาตรการรัฐและการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าสู่ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ก่อนปฏิบัติจริงทั้งระบบที่รองรับการยื่นคำขอเข้าประเทศ และการจองคิวตรวจ RT-PCR   นอกจากนี้ สมาคมโรงแรมไทย (THA) ขอให้รัฐบาลพิจารณาหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีสำหรับธุรกิจโรงแรมเป็นการเฉพาะ โดยขอผ่อนปรนและยืดเวลาการจัดเก็บออกไปอย่างน้อย 2 ปี เพื่อประเมินสถานการณ์ของไวรัสโควิดและการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถประคับประคองธุรกิจ เกิดการจ้างงานและดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/tourism/news-857603

จำนวนผู้อ่าน: 230

04 กุมภาพันธ์ 2022

“กรุงเทพประกันภัย” ยอดเคลมโควิดพุ่งเป็น 2 เท่า ชี้สภาพคล่องเพียงพอจ่าย

กรุงเทพประกันภัย ประชุมร่วม คปภ.เตรียมพร้อมจัดการสินไหมประกันโควิด เหลือคุ้มครองกว่า 1.4 ล้านกรมธรรม์ พบเดือน ม.ค.65 ยอดเคลมพุ่งเป็น 2 เท่าจากเดือน ธ.ค.64 หรือกว่า 360 เคลมต่อวัน วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยถึงการประเมินสถานการณ์ของการประกันภัยโควิดในปัจจุบันว่า กรมธรรม์ประกันภัยโควิดของบริษัทที่ยังมีผลบังคับและให้ความคุ้มครองอยู่ในขณะนี้มีอยู่จำนวนกว่า 1.4 ล้านกรมธรรม์ เป็นกรมธรรม์แบบเจอจ่ายจบ รวมจำนวน 1.1 ล้านกรมธรรม์ ซึ่งกรมธรรม์ส่วนใหญ่ประมาณ 70% จะสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครองในเดือนเมษายน 2565 และจะทยอยสิ้นสุดความคุ้มครองครบ 100% ในเดือนมิถุนายน 2565 โดยมีวงเงินค่าสินไหมทดแทนเฉลี่ยต่อรายประมาณ 43,000 บาท และตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 ถึงปัจจุบันที่การระบาดจากการติดเชื้อโควิดของไทยพบว่าเป็นสายพันธุ์โอมิครอนในวงกว้าง ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อโดยเฉลี่ยของเดือนมกราคม 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของผู้ติดเชื้อในเดือนธันวาคม 2564 ซึ่งสะท้อนถึงจำนวนการเคลมสินไหมทดแทนประกันภัยโควิดของบริษัท ที่สอดคล้องกับอัตราการติดเชื้อในภาพรวมเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ยอดการเคลมสินไหมทดแทนในเดือนมกราคม 2565 เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากค่าเฉลี่ยของยอดเคลมในเดือนธันวาคม 2564 หรือจากยอดเคลมเฉลี่ย 160 เคลมต่อวัน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยกว่า 360 เคลมต่อวัน ขณะที่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนส่วนใหญ่จะมีอาการที่ไม่รุนแรง สามารถแยกกักตัวที่บ้านและดูแลแบบ Home Isolation ได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแบบผู้ป่วยในหรือรักษาตัวในฮอลพิเทล โดยโรงพยาบาลจะมีการพิจารณาอย่างเหมาะสมในการรักษาแบบผู้ป่วยในตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดไว้ ได้แก่ – มีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ระยะเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง – หายใจเร็วกว่า 25 ครั้งต่อนาที (ในผู้ใหญ่) -Oxygen Saturation น้อยกว่า 94% – โรคประจำตัวที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือจำเป็นต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ตามดุลยพินิจของแพทย์ – สำหรับในเด็ก หากมีอาการหายใจลำบาก ซึมลง ดื่มนมหรือทานอาหารน้อยลง จากเหตุผลดังกล่าว ส่งผลให้สัดส่วนการจ่ายค่าสินไหมทดแทนประกันภัยโควิดสำหรับค่ารักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลลดลง รวมถึงการเคลมสินไหมทดแทนจากภาวะอาการโคม่าลดลงด้วยเช่นกัน จากจำนวนผู้เสียชีวิตที่ลดลง ทำให้ในภาพรวมมีจำนวนการเคลมต่อคนลดลง อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการด้านสินไหมทดแทนประกันภัยโควิด บริษัทได้ประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการประเมินสถานการณ์ของผู้ติดเชื้อในประเทศสำหรับปี 2565 จากสถานการณ์ต่างๆ ไว้ 3 ระดับ คือ   – กรณีที่มีผู้ติดเชื้อโควิด 16,000 คนต่อวัน บริษัทฯ จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนสูงสุด 3,000 ล้านบาท – กรณีที่มีผู้ติดเชื้อโควิด 26,000 คนต่อวัน บริษัทฯ จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนสูงสุด 6,000 ล้านบาท – กรณีที่มีผู้ติดเชื้อโควิด 34,000 คนต่อวัน บริษัทฯ จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนสูงสุด 7,000 ล้านบาท แม้ขณะนี้จะมีลูกค้าที่แจ้งเคลมสินไหมประกันภัยโควิดเฉลี่ยปริมาณกว่า 360 เคลมต่อวัน แต่ บริษัทยังคงสามารถบริหารจัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ภายในเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตรวจสอบพบว่า เอกสารที่ส่งมาเบิกเคลมค่าสินไหมทดแทนบางส่วนเป็นเอกสารที่มีการปลอมแปลงหรือแก้ไขข้อมูลเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการเคลมประกันภัย เช่น ใบรับรองผลการตรวจ RT-PCR ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของบริษัท จึงต้องมีความระมัดระวังและมีการตรวจสอบละเอียดมากขึ้นจากการเคลมฉ้อฉลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทจะดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ขอสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าว่า บริษัทมีความพร้อมสูงในการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยมีสินทรัพย์สภาพคล่องเพียงพอสามารถรองรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อจากสถานการณ์ต่างๆ ที่ประเมินไว้ข้างต้น ณ สิ้นเดือนกันยายน 2564 บริษัทมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนมากกว่า 200% เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยเงินกองทุนที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด (Total Capital Available) มีจำนวนกว่า 31,700 ล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-857589

จำนวนผู้อ่าน: 215

04 กุมภาพันธ์ 2022

อังกฤษพบโควิดกลายพันธุ์ B.1.1.529 สั่งระงับเที่ยวบินจากแอฟริกาใต้

อังกฤษหันกลับมาใช้มาตรการคุมเข้ม ห้ามนักเดินทางจากหลายประเทศในแอฟริกาตอนใต้เข้าประเทศใหม่อีกครั้ง หลังมีคำเตือนเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ตัวใหม่ที่มีการกลายพันธุ์อย่างน่าวิตก  เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 นายซาจิด จาวิด รัฐมนตรีสาธารณสุขอังกฤษประกาศว่า นับตั้งแต่เที่ยงของวันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายนเป็นต้นไป 6 ประเทศในแอฟริกาตอนใต้จะถูกบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อกลุ่มประเทศสีแดง โดยจะมีการระงับเที่ยวบินจากประเทศดังกล่าวมายังอังกฤษเป็นการชั่วคราว   นายจาวิดระบุว่า ไวรัสกลายพันธุ์ตัวใหม่นี้  นักวิทยาศาสตร์มีความวิตกกังวลอย่างมาก และจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมหลังพบว่ามีการกลายพันธุ์มากกว่าการกลายพันธุ์อื่นๆ รวมถึงเดลต้า ซึ่งอาจทำให้มีความสามารถในการแพร่ระบาดได้มากขึ้นและวัคซีนที่มีอยู่อาจจัดการกับไวรัสกลายพันธุ์ตัวใหม่นี้ไม่ได้ ดังนั้นการขึ้นบัญชีแดงในครั้งนี้เป็นมาตรการป้องกันล่วงหน้า สำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศขึ้นบัญชีแดงของอังกฤษในครั้งนี้ประกอบด้วย แอฟริกาใต้ นามิเบีย ซิมบับเว บอตสวานา เลโซโท และเอสวาตีนี (สวาซีแลนด์) ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวในอังกฤษ แต่มีการยืนยันพบผู้ติดเชื้อแล้ว 59 รายในแอฟริกาใต้ บอตสวานา และฮ่องกง ทั้งนี้มาตรการคุมเข้มของอังกฤษมีขึ้นหลังจากที่มีผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งออกมาเตือนว่า พบไวรัสกลายพันธุ์ที่เรียกว่า B.1.1.529 ซึ่งถูกระบุว่าเป็นการกลายพันธุ์ที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยพบ ซึ่งทำให้หวั่นวิตกว่าวัคซีนที่มีอยู่อาจไม่สามารถรับมือได้ โดยคาดว่าองค์การอนามัยโลกอาจจะประกาศชื่อตามตัวอักษรภาษากรีกให้กับไวรัสกลายพันธุ์ตัวใหม่ดังกล่าวในวันศุกร์ที่ 26 พ.ย.นี้ตามเวลาในท้องถิ่น (ข้อมูลจาก : มติชนออนไลน์) ศบค.ถกวันนี้(26 พ.ย.) เล็งผ่อนคลายสถานบันเทิง-สธ.ชงเปิดประเทศระยะ 2 ศบค.เปิดประเทศ 24 วัน ต่างชาติเข้าไทย 9.9 หมื่นคน ติดโควิด 131 ราย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-809675

จำนวนผู้อ่าน: 534

26 พฤศจิกายน 2021

ประกาศเตือนฉบับ1 ภาคใต้ฝนตกหนักมาก 27-30 พ.ย. เสี่ยงท่วมฉับพลัน

แฟ้มภาพ กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยฉบับที่ 1 ฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคใต้ บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ช่วงวันที่ 27-30 พ.ย.นี้ ขณะที่อ่าวไทยมีคลื่นสูง 2 เมตร วันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 1 เรื่อง”ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย (มีผลกระทบจนตั้งแต่วันที่ 27-30 พฤศจิกายน 2564)” ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า เนื่องจากมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังค่อนข้างแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้   ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ศบค.ถกวันนี้(26 พ.ย.) เล็งผ่อนคลายสถานบันเทิง-สธ.ชงเปิดประเทศระยะ 2 ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-809657

จำนวนผู้อ่าน: 481

26 พฤศจิกายน 2021

เครื่องใช้ไฟฟ้าถล่มลดราคา ดอกเบี้ย 0% ผ่อนยาว 24 เดือน

เครื่องใช้ไฟฟ้าเปิดศึกปลายปี ทุ่มงบฯเร่งปั๊มยอด “อีเลคโทรลักซ์-พานาโซนิค-ไฮเออร์” พร้อมใจลดราคากระหน่ำ 50% ผ่อน 0% 24 เดือน ลากยาวแคมเปญ 3-4 เดือน ยิงยาวยันตรุษจีน ด้านค้าปลีกใหญ่ “เพาเวอร์บาย-เพาเวอร์มอลล์” เด้งรับมู้ดจับจ่ายดีดกลับ เดินหน้าจัดงานแฟร์ยักษ์ งัดสารพัดโปรฯแรงปลุกจับจ่าย หลังปัจจัยลบคลี่คลาย โควิด-19 อ่อนแรง การใช้ชีวิตเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ประกอบกับช่วงโค้งท้ายปลายปีและต้นปีเป็นช่วงหน้าขายสำคัญ ค่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ จึงเริ่มมีความเคลื่อนไหวในการทำตลาดเพื่อเร่งตีตื้นยอดขายให้กลับมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากก่อนหน้านี้ต้องเจอกับมาตรการล็อกดาวน์ที่ต้องเบรกกิจกรรมนานหลายเดือน สำหรับโอกาสสุดท้ายก่อนจะปิดบัญชีนี้ หลาย ๆ ค่ายจึงยิงแคมเปญอย่างหนักหน่วง ทั้งลดราคา 50% ผ่อน 0% นาน 24 เดือน เพื่้อจูงใจและกระตุ้นการจับจ่าย โดยยิงแคมเปญนาน 3-4 เดือน ลากยาวไปถึงต้นปีหน้า ทั้งลดทั้งแถม ลากยาว 4 เดือน นายรัชตะ สุทธาพัฒน์ธานนท์ ผู้จัดการทั่วไป ประจำประเทศไทย และอินเตอร์เนชั่นแนล มาร์เก็ต บริษัท อีเลคโทรลักซ์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลาย รวมทั้งทางการมีการผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมาใช้จ่ายตามปกติ สะท้อนจากยอดขายของดีลเลอร์ที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับลูกค้าองค์กรในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มหาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อนำไปเป็นของแถมในการกระตุ้นการขายโครงการ เช่นเดียวกับกลุ่มลูกค้าองค์กรได้เริ่มสำรวจราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าและเตรียมการจัดซื้อในช่วงปีใหม่ เพื่อรองรับหน้าขายสำคัญและทำแคมเปญให้ครอบคลุมเทศกาลจับจ่าย ตั้งแต่คริสต์มาส ปีใหม่ ไปจนถึงตรุษจีน (1 ก.พ. 2565) ล่าสุด อีเลคโทรลักซ์ ได้จัดแคมเปญยาว Happiest Celebration ยาว 4 เดือน ตั้งแต่ ต.ค. 2564-ม.ค. 2565 โดยช่วงโค้งท้ายบริษัทจะทุ่มงบประมาณด้านการตลาดทั้งหมด จากที่หยุดใช้งบฯไปในช่วงตลอดที่มีการล็อกดาวน์ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและยอดขายอย่างเต็มที่ ทั้งลดราคาสูงสุด 50% คิดเป็นมูลค่าสูงสุด 8,000 บาท ผ่อน 0% และแถมสินค้า เช่น เครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่น PF91-6BWF ลดราคา 7,000 บาท จาก 26,900 บาท เหลือ 19,900 บาท พร้อมแถมเครื่องฟอกอากาศมูลค่า 3,990 บาท เป็นต้น รวมถึงนำเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กทุกชนิดตั้งแต่กาต้มน้ำ เตาอบไมโครเวฟ เครื่องดูดฝุ่น เครื่องทำน้ำอุ่น ไปจนถึงเครื่องฟอกอากาศมาจัดชุดราคาพิเศษ ร่วมกับแคมเปญย่อยอื่น ๆ ที่ร่วมมือกับคู่ค้า อาทิ ร่วมกับโฮมโปร ลดราคาสูงสุด 40% ในรายการ Winter Festival และลดเพิ่มหากใช้บัตรเครดิตที่ร่วมรายการ นอกจากนี้ยังมีการทุ่มงบฯโฆษณาทั้งทีวี 4 ชุด และสื่อออนไลน์ มี “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ รวมทั้งมีการรีโนเวตจุดจำหน่ายในร้านค้าต่าง ๆ รวมถึงจัดเวิร์กช็อปทำอาหารแบบเวอร์ชวล เพื่อสร้างการรับรู้และย้ำโพซิชั่นการเป็นแบรนด์พรีเมี่ยมให้ผู้บริโภคจดจำได้ในระยะยาว   ลดกระหน่ำ-เทกระจาด นอกจากความเคลื่อนไหวของค่ายอีเลคโทรลักซ์ดังกล่าว จากการสำรวจตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงปลายปีนี้ยังมีว่า มีอีกหลาย ๆ ค่ายที่จัดแคมเปญในลักษณะเดียวกัน เริ่มจากค่ายซัมซุง ที่จัดแคมเปญ Happy and Healthier Home in 2022 ตั้งแต่กลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา และยิงยาวไปจนถึง 9 ม.ค. 2565 โดยนำสินค้าทั้งทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก ไปจนถึงจอคอมพิวเตอร์ มาลดราคาสูงสุด 50% รวมทั้งมีการใช้กลยุทธ์เงินผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน ควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ยังจูงใจลูกค้าด้วยการเพิ่มระยะเวลาประกันนานสุด 5 ปี เช่น ตู้เย็น RF56N9740SG/ST Family Hub 3.0 ขนาด 621 L ที่ขายในราคา 79,990 บาท จากปกติ 139,990 บาท หรือลดราคา 60,000 บาท เป็นต้น เช่นเดียวกับพานาโซนิค ที่นำสินค้ากลุ่มภาพและเสียงมาจัดแคมเปญ The best wish is coming ตั้งแต่ 16 พ.ย. 64-16 ม.ค. 65 ด้วยส่วนลดสูงสุด 6,000 บาท เมื่อซื้อทีวีคู่กับลำโพงซาวด์บาร์รุ่นที่กำหนด ผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน หรือเลือกรับส่วนลดออนท็อป 10% และรับคะแนน Club Panasonic เพิ่ม 2 เท่า เมื่อซื้อ 4K OLED TV หรือ 4K TV ขนาด 65 นิ้วขึ้นไป ขณะที่ไฮเออร์ จัดแคมเปญ Haier Fan’s day ทุกสัปดาห์สุดท้ายของเดือนทั้ง ต.ค.-พ.ย. และ ธ.ค.นี้ โดยสินค้าทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก ทีวี ตู้เย็น ตู้แช่ แอร์ เครื่องซักผ้า มาลดราคาสูงสุด 50% ผ่อน 0% นาน 10% แจกของพรีเมี่ยมฟรีมูลค่ากว่า 899 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 10,000 บาท และลุ้นรับ iPhone 13 Pro เมื่อมียอดซื้อครบ 10,000 บาท เพาเวอร์บาย-เพาเวอร์มอลล์ นางสาวจิรันธนิน คำอักษร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด กล่าวว่า เตรียมจัดงานแฟร์เครื่องใช้ไฟฟ้าใหญ่อีกหนึ่งงานในเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้ หลังการจัดงาน Power Buy Electronics Fair เมื่อ 13-21 พ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมงานคึกคักและยอดขายเป็นที่น่าพอใจและเป็นไปตามเป้า ตั้งแต่เดือน ก.ย.เป็นต้นมา สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ฟื้นกลับมาและกล้าจะจับจ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานระดับกลางและบน และเชื่อว่าแนวโน้มจะดีขึ้นไปจนถึงสิ้นปี และอาจจะลากยาวไปจนถึงช่วงเทศกาลตรุษจีน หากการระบาดของโควิด-19 ไม่กลับมาระบาดอีกรอบ จากแนวโน้มดังกล่าว เชื่อว่าจะทำให้ช่วงรอยต่อระหว่างปี 2564-2565 มีความคึกคักมากขึ้น และเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจ เนื่องจากจะมีดีมานด์ทั้งจากการจัดงานปีใหม่ขององค์กรต่าง ๆ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ฟื้นตัวขึ้น โดยเฉพาะช่วงตรุษจีน ซึ่งคาดว่าหลายบริษัทจะแจกโบนัสพร้อมเงินเดือน เพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว นอกจากงานแฟร์ที่จัดแล้ว ก็ยังจะมีแคมเปญออนไลน์และออฟไลน์อื่นที่ล้อไปกับเทศกาลต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการขายอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดชุดสินค้าของขวัญราคาพิเศษ รองรับการให้ของขวัญและงานปีใหม่ รวมถึงจุดแข็งด้านความเร็วในการส่งสินค้าแบบถึงบ้านลูกค้าในวันเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันขยายออกไปในหลายจังหวัดแล้ว เช่นเดียวกับเพาเวอร์มอลล์ เชนร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่มีความเคลื่อนไหวในการประกาศจัดงาน Power Mall Electronica ตั้งแต่ 26 พ.ย. 2564 ยาวไปจนถึง 3 ม.ค. 2565 ที่ Power Mall เดอะมอลล์ ทุกสาขา ดิ เอ็มโพเรียม พารากอน ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน และเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ ด้วยกลยุทธ์หลักที่เน้นการให้ส่วนลดเพื่อจูงใจและกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงเทศกาลจับจ่ายที่กำลังจะมาถึง   เช่น ส่วนลดสูงสุด 60% คูปองส่วนลดเงินสดมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท รับเครดิตเงินคืน-บัตรกำนัลห้าง สูงสุด 20,000 บาท ลดเพิ่มสูงสุด 20% เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ เป็นต้น ซึ่งเป็นการจัดงานที่ต่อเนื่องมาจาก BKK SHOPPING FIERCE-TI-VAL ที่มีโปรโมชั่นลดราคาเครื่องใช้ไฟฟ้า-สินค้าไอที สูงสุด 50% และรับคูปองเงินสดสูงสุด 1,300 บาท เมื่อช็อปตามเงื่อนไข ที่จัดขึ้นในช่วง 1-25 พ.ย.นี้ คอมมาร์ต เริ่มแล้ว สินค้า-แบรนด์ไอทีชั้นนำ แห่ร่วมงานเพียบ เช็ก 13 แอป รีบลบ มีมัลแวร์อันตราย ดูดเงิน อ่านข้อความ ในมือถือ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-808172

จำนวนผู้อ่าน: 441

26 พฤศจิกายน 2021

ราคาน้ำมันวันนี้ (26 พ.ย.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด

ราคาน้ำมันประจำวันนี้ (26 พ.ย.) ตามข้อมูลจาก บมจ.บางจากฯ แก๊สโซฮอล์ 95 จำหน่ายที่ราคาลิตรละ 31.05 บาท ส่วนแก๊สโซฮอล์ 91 จำหน่ายที่ราคาลิตรละ 30.78 บาท ขณะที่ราคาดีเซลวันนี้ ดีเซลพื้นฐาน B10 จำหน่ายที่ราคา 28.69 บาท ดีเซล B7 ราคา 28.84 บาท และดีเซลพรีเมี่ยม (Hi Premium Diesel S B7) อยู่ที่ 34.86 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ยังไม่มีประกาศเปลี่ยนแปลง ตามข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 07.09 น. ที่ผ่านมา สรุปราคาน้ำมันวันนี้ เบนซิน-แก๊สโซฮอล์   • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 31.05 บาท • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.78 บาท • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 29.54 บาท • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 23.69 บาท ดีเซล • ดีเซล B7 ลิตรละ 28.84 บาท • ดีเซล B10 ลิตรละ 28.69 บาท • ดีเซล B20 ลิตรละ 28.59 บาท • ดีเซลพรีเมี่ยม ลิตรละ 34.86 บาท หมายเหตุ : ราคาอ้างอิงจาก บมจ.บางจากฯ ควรตรวจสอบราคา ณ สถานีเติมน้ำมันอีกครั้ง ราคาข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ กทม. ราคาพรุ่งนี้จะมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-809655

จำนวนผู้อ่าน: 398

26 พฤศจิกายน 2021

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (26 พ.ย.) ขยับขึ้น 3.34% อยู่ที่ 59,078.90 เหรียญสหรัฐ

Photo by Alesia Kozik from Pexels ราคาบิตคอยน์ประจำวันนี้ (26 พ.ย.) ขยับขึ้น +3.34% ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง ราคาอยู่ที่ 59,078.90 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1,975,066.71 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 35.04 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลล่าสุด เมื่อ 7:08 น. ที่ผ่านมา ขณะที่เหรียญดิจิทัลคริปโทเคอร์เรนซีชนิดอื่น Ethereum ดีดขึ้น 5.97% Binance Coin ดีดขึ้น 8.33% และ Dogecoin ขยับขึ้น 1.67% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา   สรุปราคาเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี 1. Bitcoin (BTC) ราคา 59,078.90 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +3.34% 2. Ethereum (ETH) ราคา 4,528.66 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +5.97% 3. Binance Coin (BNB) ราคา 639.80 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +8.33% 4. Tether (USDT) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.06% 5. Solana (SOL) ราคา 209.49 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +1.76% 6. Avalanche (AVAX) ราคา 119.39 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +3.72% 7. XRP (XRP) ราคา 1.04 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +1.07% 8. Polkadot (DOT) ราคา 39.46 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +3.00% 9. USD Coin (USDC) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -0.03% 10. Dogecoin (DOGE) ราคา .22 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +1.67% หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นอาจมีความคลาดเคลื่อนและไม่ควรใช้เพื่อการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อขาย ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทาง www.sec.or.th ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-809653

จำนวนผู้อ่าน: 377

26 พฤศจิกายน 2021

ศบค.ถกวันนี้(26 พ.ย.) เล็งผ่อนคลายสถานบันเทิง-สธ.ชงเปิดประเทศระยะ 2

(Photo by Mladen ANTONOV / AFP) ศบค.ชุดใหญ่นัดถกวันนี้(26 พ.ย.) ปรับลดพื้นที่โซนสีแดงเข้ม เล็งผ่อนคลายสถานบันเทิงในจังหวัดนำร่องท่องเที่ยว ขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 2 เดือน เพื่อให้ครอบคลุมช่วงเทศกาลปีใหม่ ขณะที่สธ.ชงเปิดประเทศระยะที่ 2 เริ่มตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2564 เป็นต้นไป พร้อมเปิดช่องทางเข้าประเทศมากขึ้น หลังยอดติดเชื้อโควิดต่ำ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ชุดใหญ่ จะเป็นประธานการประชุม ศบค. ชุดใหญ่ ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่ออีก 2 เดือน โดยจะมีการพิจารณาการปรับลดพื้นที่โซนสี ขอให้ไม่มีพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม จากเดิมที่คงเหลืออยู่ 6 จังหวัด ได้แก่ ตาก นครศรีธรรมราช สงขลา นราธิวาส ปัตตานี และยะลา โดยจะปรับทั้ง 6 จังหวัด ดังกล่าวไปอยู่โซนสีอื่น รวมถึงพิจารณาเรื่องการห้ามออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิวด้วย ส่วนการพิจารณา ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ทางศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) จะเสนอขอให้ขยายเวลาการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีกประมาณ 2 เดือน หรือตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2564- 31 มกราคม 2565 เพื่อให้ครอบคลุมไปถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมถึงพิจารณาเรื่องการห้ามออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิวในกลุ่มจังหวัดโซนสีแดงเข้มด้วย สธ.ชงเปิดประเทศระยะที่ 2 วานนี้( 25 พ.ย.64) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 11/2564 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 3 เรื่อง คือ 1.แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรตามแผนการเปิดประเทศระยะที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2564 เป็นต้นไป โดยจะเริ่มรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัว หากมีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนครบโดส มีการตรวจหาเชื้อโควิด 19 ตามเงื่อนไข ปัจจุบันมี 63 ประเทศที่เดินทางเข้าไทยแบบไม่กักตัว หรือ Test & Go ซึ่ง สธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามสถานการณ์และปรับมาตรการเป็นระยะ 2.ยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการออกหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนโควิด 19 แบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-วัคซีนพาสปอร์ต ซึ่งเก็บอัตรา 50 บาทก็ยกเว้นให้ โดยให้บริการออกอี-วัคซีนพาสปอร์ตโควิด 19 มีหน่วยบริการรวม 120 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ กทม.และนนทบุรี 3 แห่ง คือ รพ.บางรัก สถาบันบำราศนราดูร และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) ระดับเขต 7 แห่ง คือ สำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) เชียงใหม่ ราชบุรี สระบุรี ชลบุรี ขอนแก่น อุดรธานี และสงลา และระดับจังหวัดอีก 110 แห่ง 3.แผนการจัดหายารักษาโควิด 19 ซึ่งวันนี้ลงนามจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์แล้ว 5 หมื่นคอร์ส และขอความเห็นชอบจัดซื้อยาแพกซ์โลวิดของไฟเซอร์จำนวนเท่ากันคือ 5 หมื่นคอร์ส จำนวน 2 ล้านเม็ด ช่วยขยายฐานการเข้าถึงยา และศึกษาวิจัยทางคลินิกโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวร่วมกลุ่ม 607 หวังว่ายาเหล่านี้จะมาทำให้ประชาชนหากเจ็บป่วยก็มีทางเลือก มีความมั่นใจที่แพทย์จะดูแลพวกเขา และรักษาด้วยยาที่มีสรรพคุณที่ดี เปิดประเทศ ยอดติดโควิดต่างชาติต่ำ ทางด้านนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เรื่องการเปิดประเทศระยะที่ 2 จะเสนอเข้า ศบค.วันที่ 26 พ.ย.นี้ โดยหลักๆ คือจะเปิดช่องทางเข้าประเทศมากขึ้น สะดวกมากขึ้น เพราะดูข้อมูลแล้วว่า อัตราการติดเชื้อในคนที่เข้ามาในประเทศระยะแรกค่อนข้างน้อย อย่างระบบ Test & Go เข้ามาติดเชื้อ 0.08% เป็นไปตามแผนที่นายกฯ กำหนดไว้ ดังนั้น 1.จะเสนอเปิดช่องทางเข้าประเทศมากขึ้น จากเดิมเฉพาะทางอากาศ ก็จะเปิดเพิ่มทางเรือและทางบก ซึ่งไม่ใช่ด่านบกทั้งหมดทั่วประเทศ แต่จะเลือกเฉพาะด่านที่มีความปลอดภัยเพื่อนำร่องก่อน และ 2.มีข้อจำกัดน้อยลง แต่ต้องเข้มข้นเรื่องการฉีดวัคซีน และการตรวจแล็บก่อนเข้าประเทศ วานนี้( 25 พ.ย.) ศบค.รายงานตัวเลขที่ผู้ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร หลังเปิดประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1-24 พฤศจิกายน 2564 มียอดสะสม 98,900 ราย พบผู้ติดเชื้อ 131 ราย คิดเป็นสัดส่วน 0.13%โดยมาจากระบบไม่กักตัว หรือ Test & Go มากที่สุด 77,026 ราย พบผู้ติดเชื้อ 62 คน แต่คิดเป็นอัตราการติดเชื้อเพียง 0.08% เท่านั้น   ขณะที่ระบบแซนด์บ็อกซ์ มีจำนวน 17,599 คน พบผู้ติดเชื้อ 35 คน คิดเป็นอัตราการติดเชื้อ 0.20% ส่วนระบบกักตัว (Quarantine) มีจำนวน 4,275 ราย อัตราการติดเชื้ออยู่ที่ 0.80% ซึ่งมากที่สุดหากคิดเป็นอัตราส่วนของการติดเชื้อ (ตามตาราง) ศบค.เปิดประเทศ 24 วัน ต่างชาติเข้าไทย 9.9 หมื่นคน ติดโควิด 131 ราย เล็งปรับเป็นตรวจแบบ ATK เมื่อถามว่า จะเพิ่มหรือลดรายชื่อประเทศหรือไม่ เพราะประเทศแถบยุโรปติดเชื้อมาก นายแพทย์โอภาสกล่าวว่า ส่วนรายชื่อประเทศที่จะเข้ามานั้น ที่ประชุม ศบค.มอบอำนาจให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ประกาศ ถ้าต้องประกาศเพิ่ม กระทรวงการต่างประเทศก็จะประกาศไม่ต้องเข้าศบค.ใหม่ แต่แนวโน้มไม่น่าจะลดประเทศที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ เพราะประเทศเป็นเพียงต้นทาง ไม่สำคัญเท่าคนที่เข้ามา คือต้องฉีดวัคซีนครบทุกคน ยกเว้นเด็กที่ฉีดไม่ได้ ต้องตรวจ RT-PCR 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง และเข้ามาแล้วก็ตรวจ RT-PCR ซ้ำ แต่อาจจะปรับเป็นการตรวจ ATK ถ้าศบค.เห็นชอบ แต่การเปลี่ยนวิธีตรวจต้องใช้เวลา ไม่ใช่ว่าประกาศวันนี้แล้วพรุ่งนี้เปลี่ยนเลย ต้องมีเวลาเตรียมตัวว่าใครเป็นคนตรวจ รอผลตรวจจะรอที่ไหน ใครรับผิดชอบ เพราะแต่ละวันระบบ Test & Go มีคนเข้ามา 5 พันกว่าราย เชื่อว่าถ้าเราเปิดมากกว่านี้ จะมีคนเข้ามามากกว่านี้หลายหมื่น ก็ต้องวางระบบให้ดีก่อน แล้วค่อยดำเนินการ เมื่อถามว่า เราตรวจเจอคนเดินทางเข้ามาในอัตราต่ำ แต่พอเข้ามาแล้วมีอัตราการติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน นาแพทย์โอภาส กล่าวว่า ถือว่าไม่เยอะ เมื่อเทียบกับการติดเชื้อในประเทศไทย จากข้อมูลที่รวบรวมจากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ก็พบว่าไม่ได้ทำให้เกิดการระบาดในภูเก็ตเพิ่มขึ้น ย้ำว่าเข้ามาแล้วจะไม่ติดเชื้อ แต่การติดเชื้อในระดับต่ำที่ยอมรับได้เมื่อเทียบกับการติดเชื้อในประเทศ ส่วนมาตรการ COVID Free Setting ก็อาจเจอการรั่วติดเชื้อขึ้นได้ แต่จะให้คุม 100% ไม่ต้องทำอะไร หรือจะผ่อนคลาย แต่รั่วมาแล้วมีมาตรการเสริม เช่น ฉีดวัคซีน มียา การควบคุมโรค คนก็จะใช้ชีวิตตามปกติ เป็นการสมดุลการควบคุมโรคและใช้ชีวิต ส่วนจะเปิดกิจการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างผับบาร์ก็จะเป็นไปตามระยะ ศบค.จะพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป สธ.เล็งผ่อนคลายจังหวัดนำร่องท่องเที่ยว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ในการประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (ศปก.สธ.เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 ที่มี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด ในสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ โดยสาระสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า ระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2564 – 16 มกราคม 2565 เปิดดำเนินการเฉพาะพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว 17 จังหวัดให้เปิดแบบกำหนดเวลา และ งดกิจกรรม ดังนี้ 1.งดให้บริการคาราโอเกะ 2.งดจัดพื้นที่เต้นรำส่วนกลาง 3.งดบริการเครื่องดื่มที่มีการใช้แก้วเดียวกัน และ 4.งดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการให้บริการที่คลุกคลี และใกล้ชิดกับลูกค้า สำหรับมาตรการป้องกันควบคุมโรค 1.สถานประกอบการต้องลงทะเบียนและทำการประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์ม Thai Stop Covid 2 Plus 2.ยกระดับมาตรการ Covid Free Personal 3.ยกระดับ Covid Free Customer และ 4.ยกระดับ Covid Free Environment นอกจากนี้ที่ประชุมยังกำหนดให้ลูกค้าและผู้ใช้บริการ ดำเนินการตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด ต้องแสดงหลักฐานการได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ และผลตรวจ ATK ก่อนเข้าใช้บริการทุกครั้ง รวมถึงการกำกับติดตามการเปิดดำเนินการอย่างใกล้ชิด และพิจารณากำหนดบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด อย่างไรก็ตามต้องจับตาว่า สธ.จะมีการนำเสนอวาระดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ในวันที่​ 26​ พฤศจิกายนนี้หรือไม่ ผู้ประกอบการร้องขอผ่อนคลาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการผับ บาร์ คาราโอเกะ นำโดย นายอนันต์ สุวรรณปาน ผู้บริหารโรงเหล้าแสงจันทร์ พร้อมตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการผับ บาร์ คาราโอเกะ และตัวแทนศิลปิน อ.ไข่ มาลีฮวนน่า เข้าพบ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เพื่อยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อเสนอแนวทางการปฏิบัติงานของสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ก่อนเปิดให้บริการ และแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โควิด-19 ทางด้าน ศ.นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 ในช่วงนี้ว่า สถานการณ์การระบาดในทวีปต่างๆ โดยเฉพาะเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย การระบาดเริ่มลดลงอย่างชัดเจน ยกเว้นทวีปยุโรปที่กลับมาระบาดใหม่และอยู่ในช่วงขาขึ้น เช่น ประเทศออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และอิตาลี ที่น่าเป็นห่วงคือเป็นฤดูหนาว สาเหตุหนึ่งเพราะผ่อนคลายมาตรการป้องกันโรค ให้ทำกิจกรรมและเปิดหน้ากาก เนื่องจากมั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีน ทำให้เห็นว่าอัตราการเสียชีวิตไม่สูง แต่หากเสียชีวิตทุกวันก็จะเป็นตัวเลขที่มากเช่นกัน • จังหวัดของคุณเป็นพื้นที่สีอะไร? ทำอะไรได้บ้าง? ตามประกาศใหม่ ศบค. • ศบค.ลดพื้นที่สีแดงเข้มเหลือ 6 จังหวัด เลื่อนเปิดสถานบันเทิง 16 ม.ค. 65 ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-809614

จำนวนผู้อ่าน: 402

26 พฤศจิกายน 2021

จับตา ศบค. จ่อปรับลดพื้นที่โซนสีแดงเข้ม ยกเลิกเคอร์ฟิวทุกจังหวัด

Photo by Vivek PRAKASH / AFP ศบค. เตรียมพิจารณาพื้นที่จังหวัดโซนสีแดงเข้ม ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เตรียมยกเลิกเคอร์ฟิว 5 ทุ่ม ถึงตี 3 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 แหล่งข่าวจาก ศบค. ทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 หรือ ศบค.ชุดใหญ่ ในวันศุกร์ที่ 26 นี้ ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน จะมีการพิจารณาปรับลดพื้นที่โซนสี โดยจะมีข้อเสนอให้พิจารณา ยกเลิกและไม่มีพื้นที่สีแดงเข้ม หรือพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ลดระดับลงมาเป็นพื้นที่สีแดง และมีการปรับระดับโซนสีจังหวัดอื่นๆ ด้วย   • จังหวัดของคุณเป็นพื้นที่สีอะไร? ทำอะไรได้บ้าง? ตามประกาศใหม่ ศบค. • ศบค.ลดพื้นที่สีแดงเข้มเหลือ 6 จังหวัด เลื่อนเปิดสถานบันเทิง 16 ม.ค. 65 สำหรับพื้นที่สีแดงเข้ม ปัจจุบันมี 6 จังหวัด ประกอบด้วย สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส นครศรีธรรมราช และ ตาก นอกจากนี้ จะมีการพิจารณา ขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตามข้อเสนอของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) ให้ขยายเวลาการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีกประมาณ 2 เดือน ตั้งแต่ 1 ธ.ค.2564- 31 ม.ค. 2565 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-809566

จำนวนผู้อ่าน: 378

26 พฤศจิกายน 2021

ดอลลาร์แข็งค่าจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน 2564 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (25/11) ที่ระดับ 33.33/35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (24/11) ที่ระดับ 33.28/30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคคงได้รับแรงหนุนจากที่ว่า หากนายเจอโรม พาวเวลล์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกสมัย จะทำให้มีความต่อเนื่องทางด้านนโยบายการเงิน และมีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อในช่วงกลางปีหน้า ซึ่งเร็วกว่าที่คตลาดคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้การประชุมเฟดครั้งถัดไปคือระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคมนี้ ขณะที่การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐอาจเป็นปัจจัยหนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมา 3/2564 ของสหรัฐได้ขยายตัว 2.1% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งแรกที่ระดับ 2.0% ส่วนตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลง 71,000 ราย สู่ระดับ 199,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2512 สำหรับดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน พุ่งขึ้น 5.0% ในเดือนตุลาคม เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2533 ทั้งนี้ตลาดเงินและตลาดหุ้นสหรัฐจะปิดทำการในวันนี้ (25/11) เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) และตลาดหุ้นจะเปิดทำการซื้อขายเพียงครึ่งวันในวันพรุ่งนี้ (26/11) ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.23-33.37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.33/34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ   สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (25/11) ที่ระดับ 1.1210/11 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (24/11) ที่ระดับ 1.1234/36 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรถูกแรงกดดันจากความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศในยุโรปเริ่มกลับมาระบาดหนักอีกครั้งจนส่งผลให้มีมาตรการล็อกดาวน์ในบางประเทศ นอกจากนี้ Ifo ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี ได้เปิดเผยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน สู่ระดับ 96.5 ในเดือนพฤศจิกายน จากระดับ 97.7 ในเดือนตุลาคม และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 96.6 โดยดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบจากภาวะคอขวดการผลิตและการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน รวมทั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ภาคธุรกิจของเยอรมนีมีความเชื่อมั่นลดลงต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและแนวโน้มในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1205-1.1225 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1221/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (25/11) ที่ระดับ 115.33/35 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (23/11) ที่ระดับ 114.94/97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนอ่อนค่ามากสุดในรอบ 5 ปี ได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าขึ้นมากของค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงนี้ ขณะที่นักลงทุนชั่งน้ำหนักระหว่างปัจจัยทางเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยมองว่าระหว่างวันหยุดทำการของตลาดเงินสหรัฐอาจทำให้ค่าเงินเยนยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 115.30-115.40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 115.31/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคของญี่ปุ่น ประจำเดือนพฤศจิกายน (26/11), ยอดค้าปลีกของออสเตรเลียประจำเดือนตุลาคม (26/11) สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ 1.1/1.2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ 0.9/2.15 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-809490

จำนวนผู้อ่าน: 315

26 พฤศจิกายน 2021

รพ. ธนบุรี ลุยกัญชงครบวงจร คาดปิดปี64 โกยยอดหมื่นล้าน

รพ.ธนบุรี ทุ่ม 100 ล้าน ปั้น “ธนบุรี คานาบิส” บิ๊กโปรเจ็กต์โค้งท้าย ลุยกัญชงต้นน้ำยันปลายน้ำ เซ็น MOU วิสาหกิจชุมชน 10 แห่ง ทำ CBD เกรดการแพทย์ ตั้งเป้า 3 ปี สัดส่วนกัญชา 10% ของพอร์ตฯ คาดปี 64 ทำรายได้ทะลุหมื่นล้าน ปัจจัยหนุนเคสโควิด-ฉีดวัคซีน วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG ผู้ดำเนินธุรกิจเครือ รพ.ธนบุรี เปิดเผยว่า รพ.ธนบุรี ได้ทุ่มเงินราว 100 ล้าน ตั้งบริษัทย่อยภายใต้ชื่อ “ธนบุรี คานาบิส หรือ THC” เพื่อแตกไลน์ธุรกิจลุยตลาดกัญชงครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการปลูก การสกัด รวมไปถึงการแปรรูป ซึ่งทาง รพ.ธนบุรี จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษา และนำไปสู่การพัฒนากัญชงในมาตรฐานเกรดการแพทย์ (Medical Grade) โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการบูรณาการแพทย์แผนไทยร่วมกับการใช้สาร CBD เข้ามาใช้ในทางการแพทย์ ผ่านการนำนวัตกรรมและโนว์ฮาวจากต่างประเทศในด้านนี้เข้าช่วยอีกทาง   ประกอบกับนโยบายการขับเคลื่อนกัญชาทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งจะกลายเป็นแรงหนุนให้พืชกัญชา-กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต ขณะที่ปัจจุบันบริษัทฯ ได้จับมือกับวิสาหกิจชุมชนเพื่อเซ็น MOU แล้วราว 10 แห่ง เบื้องต้นทาร์เก็ตหลักของธนบุรี คานาบิส คือกลุ่ม B2B เป็นหลัก เพื่อต่อยอดการผลิตสินค้าที่มีความน่าเชื่อถือ ตอบโจทย์ลูกค้ารายย่อย โดยบริษัทฯ จะเน้นไปที่การสร้างสูตรสินค้าในกลุ่มอาหารเสริม สกินแคร์ และชะลอวัยก่อน “ที่ผ่านมา รพ.ธนบุรี เป็นโรงพยาบาลรายแรกที่ทำธุรกิจครบวงจร โดยเราได้แลกเปลี่ยนงานวิจัยร่วมกับ CBD academy ประเทศอเมริกากว่า 2 ปี ในด้านการปลูก การวิจัย ตลอดจนการพัฒนาสูตรยาต่าง ๆ ขณะเดียวกันบริษัทในเครือยังมีศูนย์เวลเนส ดูแลในเรื่องการฟื้นฟูผู้ป่วยผ่าน CBD ทำให้เราได้เปรียบในหลาย ๆ ด้าน” ด้านนางสาวสุวดี พันธุ์พานิช กรรมการบริหาร บริษัท ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า สำหรับการรุกตลาดกัญชง-กัญชาผ่านธนบุรี คานาบิส คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี และภายใน 3 ปี ตั้งเป้าพอร์ตฯ กัญชงจะขึ้นมามีสัดส่วน 10% ของรายได้รวม แต่ในปีแรกรายได้อาจจะคาดการณ์รายได้ได้ยาก เนื่องจาก ยังต้องรอสำนักงานอาหารและยา (อย.) ออกใบอนุญาตการผลิตสินค้าก่อน   ส่วนผลประกอบการในปี 64 เฉพาะ 9 เดือนแรก บริษัทฯ ทำรายได้ราว 7.4 พันล้านบาท จากแรงหนุนสถานการณ์โควิด อาทิ การรักษาผู้ป่วยโควิด การตรวจหาเชื้อโควิด ตลอดจนการฉีดวัคซีนโมเดอร์นา ซึ่งคาดว่าปิดปีน่าจะน่าทำรายได้ทะลุ 1 หมื่นล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-809503

จำนวนผู้อ่าน: 346

26 พฤศจิกายน 2021

เปิด 9 ขั้นตอนผลิตวัคซีน “แอสตร้าเซนเนก้า” จากสยามไบโอไซเอนซ์

เปิด 9 ขั้นตอนการผลิตวัคซีน “แอสตร้าเซนเนก้า” ในไทย จากสยามไบโอไซเอนซ์ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จัดงาน “FROM LAB TO JAB” งานเสวนาผ่านระบบออนไลน์ : ครั้งแรกที่ได้ชมกระบวนการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ แอสตร้าเซนเนก้าผ่านระบบ virtual tour ภายในสยามไบโอไซเอนซ์ โดยมี ดร.ทรงพล ดีจงกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เป็นผู้บรรยายขั้นตอนการผลิตและส่งมอบวัคซีนเป็นหลัก พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโดย นายเจมส์ ทีก ประธาน บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย นางนวลพรรณ ล่ำซำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรกิตติมศักดิ์ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ร่วมเสวนา ดร.ทรงพล ดีจงกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวว่า Vaxzevria หรือวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า คือวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ ซึ่งผลิตโดยการใส่สารพันธุกรรมส่วนของโปรตีนหนามแหลม (spike protein) ของไวรัส SARS-CoV-2 ไปในอะดีโนไวรัสที่ไม่ก่อให้เกิดโรค อะดีโนไวรัสนี้เป็นตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดทั่วไป แต่นำมาดัดแปลงพันธุกรรมจนกลายเป็นเชื้อพาหะที่ไม่ก่อให้เกิดโรค อะดีโนไวรัสที่ได้รับการดัดแปลงแล้วจะทำหน้าที่เป็น “พาหะ” ให้สารพันธุกรรมของโปรตีนหนามแหลมของไวรัส SARS-CoV-2 เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะสร้างโปรตีนนี้ขึ้นและจะกระตุ้นระบบการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรค วัคซีนนี้ดำเนินการผลิตด้วยกระบวนการทางชีวภาพโดยใช้เวลาประมาณ 120 วัน 9 ขั้นตอนการผลิตและส่งมอบวัคซีน 1.การพัฒนากระบวนการ เพื่อเร่งการขยายกระบวนการผลิต เราได้สร้างกระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ และสามารถสร้างกระบวนการผลิตแบบเดียวกันได้ในโรงงานอีกหลายแห่งทั่วโลก การเพาะและเก็บเกี่ยววัคซีน (60 วัน) 2.การทำให้เซลล์เพาะเลี้ยงติดเชื้อ เซลล์เพาะเลี้ยงที่มีชีวิตถูกทำให้ติดเชื้อโดยอะดีโนไวรัสเวกเตอร์ตัวฝากที่ถูกดัดแปลง เพื่อให้เซลล์เจ้าบ้านเพิ่มจำนวนเพื่อผลิตเป็นวัคซีน 3.การเพิ่มจำนวนเซลล์ -เมื่อไวรัสพาหะเบื้องต้นถูกผลิตแล้ว ยังต้องมีการเพิ่มจำนวนการผลิตอีกนับล้านเซลล์ โดยการให้เซลล์เจ้าบ้านเติบโตในถังปฏิกรณ์ชีวภาพที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และถูกทำให้ติดเชื้อโดยเชื้อไวรัสตั้งต้น เพื่อสร้างวัคซีนเป็นผลผลิตสุดท้าย   เราสามารถผลิตวัคซีนมากกว่า 2,500 โดสจากเซลล์เจ้าบ้านหนึ่งลิตร แต่กระบวนการทางชีวภาพ การผันผวนในการผลิตนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ 4.การทำให้วัคซีนบริสุทธิ จากนั้นวัคซีนจะถูกแยกออกจากเซลล์เจ้าบ้านและทำให้บริสุทธิ์ -ในการทำให้วัคซีนบริสุทธิ์ มีขั้นตอนการกรองหลายครั้งเพื่อกำจัดเศษเซลล์ที่ตายและของเสีย การผลิตในขั้นสุดท้าย (30-60วัน) 5.การติดฉลาก และบรรจุภัณฑ์ ขวดบรรจุวัคซีนจะถูกติดฉลาก บรรจุลงหีบห่อ และเก็บในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส หรือ 36-46 องศาฟาเรนไฮต์ เพื่อให้มั่นใจถึงความเสถียร และอายุการใช้งานของวัคซีนเมื่อมีการจัดเก็บ และขนส่งในอุณหภูมิที่เย็นตามกำหนด วัคซีนสามารถนำไปใช้ในระยะเวลาอย่างน้อยหกเดือน 6.การบรรจุและปิดผนึก สารปรุงแต่ง เช่น น้ำ น้ำตาล และแร่ธาตุจะถูกเติมเข้าไปในการผลิตขั้นสุดท้าย แล้วจึงบรรจุวัคซีนลงในขวดยา -ขั้นตอนนี้ทำในสภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการจะต้องเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ และระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการมีผลกระทบต่อระบบไหลเวียนของอากาศที่บริสุทธิ์ การส่งมอบวัคซีนสู่ชุมชน 7-14 วัน 7.การทดสอบเสร็จสมบูรณ์ มาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง มีการทดสอบและควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดมากกว่า 60 รายการ ในทุกๆชุดการผลิต ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนเสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าวัคซีนที่ผลิตออกมามีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และได้คุณภาพตามมาตรฐาน -การทดสอบวัดผลกระทบจากความร้อน แสง การแผ่รังสี และการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมต่อวัคซีน 8.การรับรองรุ่นการผลิต ข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตวัคซีนได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด และยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่หน่วยงานกำกับดูแลยาเพื่อตรวจสอบวัคซีนแต่ละชุดอาจต้องใช้เอกสารหลายพันหน้าก่อนที่จะได้รับการอนุมัติให้นำไปใช้ 9.การกระจายและส่งมอบ ขนส่งวัคซีนไปยังศูนย์กระจายวัคซีนซึ่งรัฐบาลและองค์กรนานาชาติดูแลรับผิดชอบเพื่อดำเนินการแจกจ่ายต่อไป วัคซีนมากกว่า 2,000 ล้านโดสถูกแจกจ่ายไปมากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-809477

จำนวนผู้อ่าน: 341

26 พฤศจิกายน 2021

กำไรบริษัทตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3 หดตัว 23% เหลือ 2.03 แสนล้าน

แฟ้มภาพ ตลาดหลักทรัพย์ฯ รายงานกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย งวดไตรมาส 3/64 มีกำไรสุทธิ 203,809 ล้านบาท ลดลง 23.7% จากไตรมาส 2/64 เหตุผู้ติดเชื้อโควิดพุ่ง-มาตรการคุมเข้มของภาครัฐ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนไทย(บจ.) จำนวน 744 บริษัท คิดเป็น 96.2% จากทั้งหมด 773 บริษัท (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน บจ. ในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC) นำส่งผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้(ม.ค.-ก.ย.2564) พบว่ามี บจ.รายงานกำไรสุทธิ 563 บริษัท คิดเป็น 75.7% ของ บจ.ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด โดยมียอดขายรวม 9,266,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) จำนวน 1,198,198 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.3% มีกำไรสุทธิ 741,769 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ บจ. มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานและอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 12.93% และ 8.0% (ตามลำดับ) ซึ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และอยู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ก่อนการระบาดโควิด-19 โดยผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นมาเนื่องจาก บจ.ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากครึ่งแรกของปี 2563 ที่ได้รับผลกระทบการระบาดโควิด-19 รอบแรก อีกทั้งราคาน้ำมันและค่าการกลั่นได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2564   หนี้สินต่อทุนคงที่ที่ 1.50 เท่า สำหรับฐานะการเงินของกิจการสิ้นเดือน ก.ย.64 บจ.ไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน(D/E) ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน อยู่ระดับคงที่ที่ 1.50 เท่า ไตรมาส 3 กำไรหดตัว 23.7% นายแมนพงศ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/64 เปรียบเทียบงวดไตรมาส 2/64 บจ.มียอดขายรวม 3,184,623 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.04% อย่างไรก็ดีมีกำไรจากการดำเนินงาน 383,576 ล้านบาท ลดลง 8.3% และมีกำไรสุทธิ 203,809 ล้านบาท ลดลง 23.7% เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงขึ้นและมาตรการควบคุมเข้มงวดของภาครัฐ อย่างไรก็ตามหมวดธุรกิจที่ยังคงเติบโตได้ดีคือ หมวดธุรกิจการแพทย์ เนื่องจากความต้องการด้านการรักษาพยาบาลมีสูงมากขึ้น บจ. Mai กำไรไตรมาส 3 โต 69% บุ๊กรายการพิเศษ นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 173 บริษัท คิดเป็น 96% จากทั้งหมด 181 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 22 พ.ย.2564 ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด) นำส่งผลการดำเนินงานไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2564 พบ บจ.ที่รายงานผลกำไรสุทธิจำนวน 118 บริษัท คิดเป็น 68% ของบริษัทที่นำส่งผลการดำเนินงานทั้งหมด ผลประกอบการ บจ. mai ไตรมาส 3/64 เทียบกับไตรมาส 2/64 มียอดขายรวม 42,483 ล้านบาท ลดลง 1.6% ต้นทุนรวม 32,903 ล้านบาท ลดลง 1.5% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อยจาก 22.6% เป็น 22.5% มีกำไรจากการดำเนินงาน (operating profit) จำนวน 2,759 ล้านบาท ลดลง 2.5% ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงเล็กน้อยจาก 6.6% เป็น 6.5% ขณะที่กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 2,804 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.3% และมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 3.8% เป็น 6.4% ซึ่งมีผลจากรายการพิเศษของบางบริษัท อย่างไรก็ตามผลประกอบการงวด 9 เดือน ปี 2564 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน พบว่ามียอดขายรวม 121,966 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน 7,765 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6,430 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12.0%, 50.6% และ 463.5% ตามลำดับ “ไตรมาส 3 ปีนี้ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดที่รุนแรง และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังลดลง แต่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวช่วงปลายไตรมาสจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ประกอบกับ บจ.สามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้งวด 9 เดือนแรกปีนี้ ภาพรวม บจ.ใน mai มียอดขายและกำไรสุทธิเติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3 ลำดับแรกคือ สินค้าอุปโภคบริโภค จากกลุ่มธุรกิจเครื่องมือแพทย์ รองลงมาคือ ธุรกิจการเงินและทรัพยากร” นายประพันธ์กล่าว หนี้สินต่อทุนลดลงเหลือ 1.08 เท่า นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 273,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4% จากสิ้นปี 2563 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 1.08 เท่า ลดลงจากสิ้นปี 2563 ที่เท่ากับ 1.11 เท่า ปัจจุบันมี บจ.ใน mai 181 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2564) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 561.94 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 447,372.01 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 5,345.90 ล้านบาทต่อวัน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-809468

จำนวนผู้อ่าน: 347

26 พฤศจิกายน 2021

ยุโรป ยกระดับมาตรการสกัดโควิด-19 หลังยอดติดเชื้อพุ่งต่อเนื่อง

หลายประเทศเพิ่มความเข้มงวดของการเว้นระยะห่าง พร้อมจำกัดสิทธิ์ของผู้ที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน ในขณะที่บางประเทศยอมกลับไปล็อกดาวน์อีกครั้ง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 สำนักข่าว รอยเตอร์ รายงานว่า ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สโลวาเกีย ตามเดินหน้าเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการสกัดการระบาด และการฉีดวัคซีนให้มากขึ้นหลังเผชิญกับการระบาดระลอกใหม่ เพิ่มเข้มเว้นระยะห่าง โดย ฝรั่งเศส เตรียมเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการเว้นระยะห่าง การตรวจบัตร Health Pass ในการเข้าสถานที่หรือร่วมกิจกรรม พร้อมเร่งสปีดแคมเปญฉีดวัคซีนบูสเตอร์ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น หลังมีแนวโน้มว่าการระบาดจะขยายวงกว้างขึ้นจนตัวเลขผู้ติดเชื้อรายสัปดาห์จะเกิน 200 คนต่อประชากร 1 แสนคนในอีก 1-2 วัน และอาจทำให้เตียงในสถานพยาบาลเต็มจนล้น “แกเบรียน แอททอล” โฆษกของรัฐบาลฝรั่งเศส กล่าวว่า เป้าหมายหลักของการสกัดการระบาดในครั้งนี้คือ ทำให้ชาวฝรั่งเศสสามารถผ่านฤดูหนาว พร้อมกับมีความสุขกับเทศกาลปลายปีได้อย่างปกติสุขมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บาร์-ร้านอาหารปิด 2 ทุ่ม ไปในทิศทางเดียวกับ เนเธอร์แลนด์ ที่เตรียมประกาศมาตรการสกัดการระบาดรอบใหม่ในวันศุกร์ที่ 26 พ.ย. นี้ หลังเมื่อวันพุธจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทำสถิติสูงสุดที่ 23,709 คน และจำนวนผู้ติดเชื้อในสัปดาห์ที่ผ่านมาสูงกว่าสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 40%   “ฮูโก้ เดอ ยองเญ่” รมว.สาธารณสุข ระบุในจดหมายถึงรัฐสภาว่า ตัวเลขผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสูงกว่าที่ประเมินไว้และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ เริ่มทยอยนำมาตรการต่างๆ กลับมาใช้ อาทิ การใส่หน้ากาก และให้บาร์-ร้านอาหารปิดในเวลา 2 ทุ่ม ทั้งที่เพิ่งผ่อนคลายมาตรการเว้นระยะห่างไปเมื่อปลายเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ คงต้องคิดหนักในการนำมาตรการใดๆ มาใช้ เนื่องจากเพียงแค่มีกระแสข่าวของการจำกัดไม่ให้ผู้ไม่ฉีดวัคซีนหรือฉีดไม่ครบโดส เข้าไปยังสถานที่ต่างๆ ก็ทำให้เกิดความไม่พอใจจนกลายเป็นเหตุจราจลนาน 3 วันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บังคับฉีดวัคซีน แต่แม้จะมีเหตุการณ์ดังกล่าวใน เนเธอร์แลนด์ แต่ อิตาลี ก็เตรียมเพิ่มความเข้มงวดกับผู้ที่ไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้วยการจำกัดไม่ให้เข้าถึงบริการและสถานที่ต่างๆ เช่น โรงภาพยนตร์ ร้านอาหาร สนามแข่งขันกีฬา แม้จะมีผลตรวจเป็นลบใน 48 ชั่วโมงก่อนหน้าอยู่แล้วก็ตาม รวมถึงขยายขอบเขตการบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับวัคซีน โดยนอกจากเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขแล้ว ตั้งแต่ 15 ธ.ค. จะเพิ่มครูและบุคคลากรในโรงเรียน ตำรวจและทหารเข้าไปด้วย ขณะเดียวกันจะเปิดให้ชาวอิตาลี อายุ 18 ปีขึ้นไปสามารถรับวัคซีนบูสเตอร์โดสได้แล้ว จากเดิมที่ให้ใช้เฉพาะในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปเท่านั้น “มาริโอ ดรากี” นายนรัฐมนตรีของอิตาลี ย้ำว่า การรับมือการระบาดระลอกใหม่นี้จะต้องทำอย่างรอบคอบที่สุดเพื่อไม่ให้ความสำเร็จในการสกัดการระบาดที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า กัดฟันล็อกดาวน์ ในขณะที่หลายประเทศพยายามยื้อสถานการณ์ด้วยมาตรการณ์แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ สโลวาเกีย ประกาศล็อกดาวน์ 2 สัปดาห์ หลังจำนวนผู้ป่วยรายวันเพิ่มเป็น 10,000 ราย สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการระบาดมา และหากเทียบตามสัดส่วนประชากรจะถือเป็นการระบาดเร็วที่สุดในโลก ในขณะที่เตียงในโรงพยาบาลใกล้จะเต็ม แต่จำนวนผู้รับวัคซีนยังคงต่ำกว่าเป้ามาก โดยจากประชากร 5.5 ล้านคน มีผู้รับวัคซีนครบโดสไม่ถึง 50% โดยเมื่อต้นสัปดาห์ประเทศเพื่อบ้านที่อยู่ติดกันอย่าง ออสเตรียได้ประกาศล็อกดาวน์นาน 10 วันไปก่อนหน้าแล้ว เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเช่นกัน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-809444

จำนวนผู้อ่าน: 356

26 พฤศจิกายน 2021

จับคู่ “หมู-ข้าว” ช่วยชาวนาเพิ่มรายได้ ลดต้นทุนอาหารสัตว์

“จุรินทร์” ร่วมเป็นสักขีพยาน MoU พาณิชย์จับคู่ช่วย “หมู-ข้าว” ลดต้นทุนหมู เพิ่มราคาข้าว จำนวน 50,199 ตัน มูลค่า 535 ล้านบาท ขณะที่ ประกันรายได้ข้าวปี 3 คาดงวด 3 รับส่วนต่างต้นธันวาคมนี้ พร้อมมาตรการช่วยปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ส่งเสริมข้าว GI ย้ำพืชเกษตรราคาดีเกือบทุกตัว วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยระหว่างการเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MoU โครงการพาณิชย์จับคู่ช่วย “หมู-ข้าว” ปีการผลิต 2564/65 ว่า เป็นความร่วมมือเพื่อยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันเป็นการช่วยผู้เลี้ยงสุกรให้สามารถลดต้นทุนการผลิต โดยโครงการนี้ จะเป็นโครงการตัวอย่าง ที่นำข้าวกับหมูมาชนกันเพื่อประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย “ฝ่าย 1.เอาข้าวมาขายทำอาหารสัตว์ในราคาที่เป็นธรรม หรือยกระดับราคาที่ดีกว่าการขายในตลาดปกติ 2.เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรสามารถนำข้าวคุณภาพอาหารสัตว์ราคาพิเศษ มาใช้ทำอาหารสุกร เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงสุกร เป็นโครงการที่ win-win ทั้งคู่” โดยข้าวที่รับซื้อ มีข้าว 2 ประเภท 1.ข้าวเปลือก ความชื้นไม่เกิน 15% ในราคากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท และข้าวสาร ประกอบด้วย ข้าวกล้องปลายข้าวคุณภาพอาหารสัตว์และข้าวหักความชื้นที่ไม่เกิน 15% ขายในราคากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 11 บาท ซึ่งถือว่าช่วยลดต้นทุนมากกว่าการนำพืชเกษตรตัวอื่นมาทำอาหารสัตว์ อย่างไรก็ดี การลงนามครั้งนี้ จำนวนที่รับซื้อทั้งหมด 50,199 ตัน เป็นโรงสี จำนวน 49,500 ตัน และสหกรณ์อีก 4 ราย จำนวน 699 ตัน รวม 50,199 ตัน มูลค่ารวม 535 ล้านบาท โดยเริ่มส่งตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 และตั้งเป้าหมายว่าจะไม่ขายเฉพาะ 50,000 นี้ กรมการค้าภายในจะพยายามเจรจาทำให้ได้ 150,000 ตัน   ซึ่งจะช่วยดึงราคาข้าวปลายฤดูขึ้นได้อีก สำหรับผู้ซื้อข้าว 5 ราย ประกอบด้วย1.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป 2.ไทยรุ่งเรืองกิจการ จังหวัดนครปฐม 3.อาร์ เอ็ม ซี ฟาร์ม จังหวัดบุรีรัมย์ 4.จงเจริญฟาร์ม จังหวัดนครนายก 5.เกษมชัยฟาร์มกรุ๊ป จังหวัดนครปฐมรวมจำนวนทั้งสิ้น 50,199 ตัน นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า นโยบายประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวปี 3 มีการจ่ายเงินส่วนต่างรวมทั้งหมด 33 งวด ขณะนี้ จ่ายไปแล้ว 2 งวด ส่วนงวดที่ 3-33 กำลังรอการขยายเพดานวินัยการคลังจากไม่เกิน 30% เพิ่มขึ้น คาดว่าอังคารหน้าจะมีการพิจารณา ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายเงินส่วนต่างเข้าบัญชีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้เร็วขึ้น คาดว่าจะเห็นได้ในช่วงเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป สำหรับมาตรการต่างๆที่จะช่วยลดต้นทุนให้ชาวนา เช่น 1.ปุ๋ย กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดโครงการปุ๋ยราคาถูกจำหน่ายให้กับกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจ ชุมชนที่เป็นรูปกลุ่ม ซึ่งจัดปุ๋ยราคาพิเศษเตรียมไว้ 4,500,000 กระสอบ ขายไปแล้ว 2,000,000 กว่ากระสอบ โดยเกษตรกรต้องรวมกลุ่มกันไปขอซื้อที่สหกรณ์จังหวัด สหกรณ์อำเภอ เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยขอให้เร่งช่วยกันซื้อเพราะราคาจะถูกกว่าท้องตลาด 20 -50 บาทต่อกระสอบ ทั้งนี้ ตนยังได้ลงนามถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงบประมาณโดยตรงในการของบกลางให้มีเงินมาช่วยชดเชยปุ๋ยให้ลดราคาลงมา ซึ่งจะช่วยให้นอกจากกลุ่มเกษตรกรแล้ว เกษตรกรทั่วไปสามารถซื้อในท้องตลาดได้ โดยจะช่วยกดราคาปุ๋ยในท้องตลาดประมาณกระสอบละ 50 บาท การช่วยเหลือด้านเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเกษตรกรต้องการเมล็ดพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะข้าวพันธุ์พื้นนุ่มได้บรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ข้าวไทย ที่บังคับใช้แล้วตั้งแต่ปี 63-67 เป้าหมายเพิ่มข้าวพันธุ์ใหม่ 12 พันธุ์ใน 5 ปี ประการด้วย พันธุ์พื้นแข็ง 4 พันธุ์ พื้นนุ่ม 4 พันธุ์ ข้าวหอม 2 พันธุ์ ข้าวโภชนาการสูง 2 พันธุ์ ซึ่งคาดว่าสำหรับปีนี้จะมีข้าวพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 3 พันธุ์ และจะขึ้นทะเบียนเป็นข้าวพันธุ์ใหม่ต่อไป และที่เกษตรกรอยากเพิ่มข้าวเป็นข้าวมูลค่าสูง ต้องการเน้นการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ขณะนี้เราส่งเสริมโดยเฉพาะข้าว GI มีอยู่ถึง 18 ตัว จาก GI ทั้งหมด 152 ตัว และยังสนับสนุนต่อไป หากพื้นที่ไหนสามารถปรับปรุงเป็น GI ได้ กระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะให้การสนับสนุนต่อไป “ตั้งแต่ตนเข้ามาดูแล ราคาข้าวเปลือกเคยแตะ 10,000 บาท เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา แต่ช่วงนี้ไม่ปกติราคาจริงลงมา ราคาข้าวแห้ง วันนี้เกวียนละ 8,000 บาทแล้ว ไม่ใช่ 5,000 บาทอย่างที่พยายามพูดว่าซื้อมาม่าได้ซองเดียว ไม่เป็นความจริง ขอย้ำว่าพืชเกษตรราคาดีทุกตัว โดยเฉพาะพืชที่ประกันรายได้ นอกจากข้าว ยางก้อนถ้วยก็สูงกว่ารายได้ที่ประกัน มันสำปะหลังตอนนี้ 2.60-2.80 บาท ปาล์มน้ำมันประกันที่กิโลกรัมละ 4 บาท ตอนนี้ 8-9 บาทแล้ว และข้าวโพดประกันรายได้ที่กิโลกรัมละ 8.50 บาท แต่ราคาตลาด 9-10 บาทแล้ว พืชเกษตรราคาตกทุกตัวไม่จริง พืชผลทางการเกษตรราคาดีเกือบทุกตัว” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-809424

จำนวนผู้อ่าน: 360

26 พฤศจิกายน 2021

ซี.พี.รีเทล โฮลดิ้ง จดทะเบียนเลิกกิจการโอนทรัพย์สินให้สยามแม็คโคร

“ซี.พี.รีเทล โฮลดิ้ง” จดทะเบียนเลิกกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว มติผู้ถือหุ้นได้โอนกิจการ-ทรัพย์สินทั้งหมดให้ สยามแม็คโคร   วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 รายงานข่าวจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ในเดือนตุลาคม 2564 ทาง บจ. ซี.พี.รีเทล โฮลดิ้ง (ทุนจดทะเบียน 199,479.57 ล้านบาท) ได้จดทะเบียนเลิกกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า   เนื่องจากการมติของผู้ถือหุ้นได้โอนกิจการและทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เช่น ธุรกิจค้าปลีก Lotus’s Stores ในประเทศไทยและมาเลเซีย รวมทั้งได้มีมติจดทะเบียนเลิกกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-809399

จำนวนผู้อ่าน: 352

26 พฤศจิกายน 2021

CIMBT ชี้ “ส่งออก-ท่องเที่ยว-กำลังซื้อกลุ่มบน” หนุนเศรษฐกิจปี65 โต 3.8%

ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับประมาณการจีดีพีปี 65 ขยายตัว 3.8% จาก 3.2% และปีนี้อยู่ที่ 1.1% จาก 0.4% เปิด 3 ปัจจัยหนุนเศรษฐกิจปีเสือทะยาน “การส่งออก-ท่องเที่ยว-กำลังซื้อระดับกลางและบน” แนะมาตรการรัฐเร่งกระตุ้นกำลังซื้อให้ตรงจุด-เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2565 ขยายตัวอยู่ที่ 3.8% จากเดิม 3.2% และในปีนี้ปรับจากเดิม 0.4% มาอยู่ที่ 1.1% รับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไตรมาสสามที่ดีกว่าคาด จากปัญหาอุปทานชะงักงันในโรงงานที่ไม่รุนแรงและกำลังคลี่คลาย และการควบคุมการระบาดโควิดในประเทศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมรับโอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นหลังการเปิดเมืองและเปิดรับการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ปัจจัย คือ 1.การส่งออก ที่คาดว่าจะเติบโตได้ 4.7% จากการฟื้นตัวต่อเนื่องในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง ปิโตรเคมี และกลุ่มอาหารแปรรูป ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าสำคัญ 2.การท่องเที่ยว ซึ่งประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาราว 5.1 ล้านคน เฉลี่ยจะเข้ามาไตรมาสละ 1-1.5 ล้านคน โดยคาดว่าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากกลุ่มประเทศที่เปิดรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัวเช่นกัน เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี และกลุ่มยุโรปอื่นๆ กลุ่มตะวันออกกลาง และกลุ่มอาเซียน ยกเว้น จีน ที่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักของไทย โดยก่อนโควิดในปี 2562 มีสัดส่วนสูงถึง 28% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดจะยังไม่กลับเข้ามาไทยมากนัก โดยคาดว่าจะมีคนจีนเพียง 9% ของจำนวนนักท่องเที่ยว และ 3.กำลังซื้อระดับกลาง-บน ที่เริ่มเห็นสัญญาณการใช้จ่ายหลังเปิดเมือง การที่ไทยไม่มีปัญหาการว่างงานสูง แต่คนระมัดระวังการใช้จ่ายเพราะขาดความเชื่อมั่นในความมั่นคงของงาน ดังนั้น เมื่อมีการเปิดเมือง กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มคึกคัก คนจะเริ่มจับจ่ายใช้สอย และนำเงินออมออกมาใช้มากขึ้น กลุ่มที่จะฟื้นตัวได้เร็วได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ร้านอาหาร โรงแรมและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในประเทศ   อย่างไรก็ดี นอกเหนือจาก 3 ปัจจัยข้างต้น อีกปัจจัยที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง คือมาตรการภาครัฐซึ่งในระยะต่อไปนั้น ควรเน้นมาตรการช่วยเหลือที่เฉพาะจุดมากขึ้น อาทิ ในกลุ่มผู้ที่ยังได้รับผลกระทบอยู่และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รวมถึงมีมาตรการที่ช่วยกระตุ้นให้คนระดับกลางและบนเร่งการใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้ออยู่สูง เพื่อก่อให้รายได้หมุนเวียนมาช่วยกลุ่มล่าง ขณะเดียวกันก็จะต้องมีการฟื้นฟูโดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการลงทุนที่จะช่วยผลักด้นให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป “เศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพ เพียงแต่รอปัจจัยที่เอื้ออำนวยและมาตรการภาครัฐที่สนับสนุนการเติบโตระยะยาวอย่างเต็มที่ เราจึงเปรียบเศรษฐกิจไทยปี 2565 ว่าเสมือนเสือโคร่งที่ซุ่มหมอบรอจังหวะพุ่งกระโจน ไม่ใช่เสือป่วยนอนหลับนิ่งอย่างที่ใครคิดกัน แต่ขณะเดียวกันต้องระวังให้ดี เพราะมีเสือร้ายอีกตัวคอยดักซุ่มขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยปี 65” อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสะดุดจาก 3 ปัจจัย คือ 1.การระบาดของโควิดรอบใหม่ ทั้งในไทยและประเทศคู่ค้าสำคัญ ที่จะกระทบกำลังซื้อของคนในประเทศ การส่งออกและการท่องเที่ยว แม้ไทยและอีกหลายประเทศจะไม่ล็อกดาวน์ แต่จะกระทบความเชื่อมั่น การบริโภค และกระทบห่วงโซ่อุปทานให้ภาคการผลิตหยุดชะงักได้ 2.สงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนยังคงดำเนินต่อไปในปี 2565 ถ้าปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น บรรยากาศการค้าโลกรวมทั้งความต้องการสินค้าจากไทยไปจีนและอาเซียนจะได้รับผลกระทบดังเช่นในอดีต แม้ไทยจะยังสามารถส่งออกสินค้าไปสหรัฐได้ดี แต่ก็ไม่น่าจะชดเชยการส่งออกที่ลดลงในภูมิภาคได้ รวมถึงสหรัฐฯ จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งมีความเห็นตรงกันในเรื่องการกดดันจีน เนื่องจากในอีกระยะ 10 ปีข้างหน้าคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 และ 3.ปัญหาเงินเฟ้อ หรือค่าครองชีพของคนไทยที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน อาหารสด และต้นทุนภาคการผลิตอื่นๆ แม้เงินเฟ้อปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ราว 1.9% และราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยที่ 67 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่หากเกิดปัญหาอุปทานชะงักงันในภาคการผลิตในจีน หรือราคาวัตถุดิบอื่นๆ พุ่งขึ้นเร็ว อัตราเงินเฟ้อของไทยอาจเร่งขึ้นได้อีก ซึ่งราคาสินค้าที่สูงจะกระทบกำลังซื้อของคนรายได้น้อยมากกว่าคนรายได้สูง เพราะคนรายได้น้อยมีสัดส่วนการบริโภคต่อรายได้สูง “ประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนนั้น แม้จะแผ่วไปแต่ก็ยังไม่จบ โดยเฉพาะในปีหน้าที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพรรคเดโมแครต หรือรีพับลีกันได้รับชนะ แต่ก็จะมีความเห็นตรงกันในการสกัดการขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลข 1 ของโลกของจีน ดังนั้น การสงครามการค้าก็จะยังดำเนินอยู่ ขณะเดียวกันหากมีความรุนแรงขึ้นก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ แต่จะไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปอาเซียน” ดร.อมรเทพ กล่าวต่อไปว่า สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.50% ต่อปีตลอดทั้งปีหน้า และน่าจะใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องให้ธุรกิจที่ฟื้นตัวช้าหรือส่งเสริมมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนที่ขาดรายได้ เพิ่มความยืดหยุ่นในการชำระหนี้ อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่จะทำให้กนง.เริ่มส่งสัญญาณปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น จะมีอยู่ 3 ปัจจัย คือ ระดับขนาดเศรษฐกิจไทยยืนได้เหนือปี 2562 อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น แต่มองว่ายังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% และมีการกระจายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2566 ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคากลางสหรัฐฯ ในปีหน้านั้น มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อไทย เนื่องจากมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงที่แตกต่างกัน ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2565 มองเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าเทียบดอลลาร์ จากปัจจัยด้านทุนเคลื่อนย้าย โดยเรามองว่าปัญหาเงินเฟ้อในสหรัฐยังมีต่อเนื่องถึงช่วงกลางปีหน้า มีผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินการปรับลดการอัดฉีดสภาพคล่อง หรือ สิ้นสุดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในช่วงกลางปีก่อนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งในปีหน้า อย่างไรก็ดี เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ อาจดึงเงินให้ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทย น่าจะมีผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกมาเกินดุลในช่วงครึ่งปีหลังจากที่ขาดดุลสูงในปีนี้ โดยคาดการณ์เงินบาทปลายปี 2564 ไว้ที่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และปลายปี 2565 ไว้ที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ “เงินบาทในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้ามีแนวโน้มอ่อนค่าจนอาจไปแตะ 34 บาทในช่วงกลางปี เนื่องจากไทยยังมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ เพราะเราคาดว่านักท่องเที่ยวจะเข้ามามากในช่วงไตรมาส 4 รวมถึงการปรับนโยบายการเงินของสหรัฐฯ การลดวงเงินการซื้อสินทรัพย์ต่างๆ ก็จะเริ่มทำ แต่พอครึ่งปีหลังเชื่อว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเริ่มกลับมาเป็นบวก การปรับนโยบายการเงิน การส่งสัญญาณของเฟดมีความชัดเจนแล้ว ก็น่าจะเริ่มที่จะมีเงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่อีก ก็จะทำให้เงินบาทเริ่มกล้บมาแข็งค่าแต่ก็ยังนับว่าอ่อนค่ากว่าปีนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเงินบาทที่อ่อนค่ามาระดับหนึ่งก็ส่งผลดีต่อการส่งออก ราคสินค้าเกษตร และการท่องเที่ยวของเราด้วยเช่นกัน” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-809292

จำนวนผู้อ่าน: 345

26 พฤศจิกายน 2021

กรมการแพทย์ เปิดลงทะเบียน-ฉีดวัคซีน COVID ผ่าน 4 ค่ายมือถือ

เครดิตภาพ : สำนักอนามัย กทม. กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดให้บริการฉีดวัคซีน COVID ผ่าน 4 ค่ายมือถือวันนี้(18 พ.ย.) ส่วนค่ายทรูลงทะเบียน 19 พ.ย. เริ่มฉีด 20 พ.ย.นี้ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19(ศบค.) รายงานว่ากรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดให้บริการฉีดวัคซีน COVID เข็ม 1+เข็ม 2(AstraZeneca + Pfizer) และ เข็ม 3 (AstraZeneca) ผ่าน 4 ค่ายมือถือ ตามวัน เวลา และสถานที่ฉีด ดังนี้ เข็ม 1 + เข็ม 2 (AstraZeneca + Pfizer) เข็ม 3 (AstraZeneca) สำหรับผู้ที่ฉีด Sinovac หรือวัคซีนเชื้อตาย มาแล้ว 2 เข็ม จุดที่ 1 เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โกดัง 4 เวลา 09.00-18.00 น. โดยโรงพยาบาลเลิดสิน จุดที่ 2 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ชั้น 3 หน้า fashion hall เวลา 09.00-16.00 น. โดยโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ผู้สนใจลงทะเบียนผ่าน 4 ค่ายมือถือ ตั้งแต่ 18 พ.ย. 64 เวลา 09.00 น. เข็ม 1+2 เริ่มฉีด 20 พ.ย. – 7 ธ.ค. 64 เข็ม 3 เริ่มฉีด 20 พ.ย. – 28 ธ.ค. 64 ลงทะเบียนผ่าน เครือข่าย AIS www.ais.th/vaccine ลงทะเบียนผ่าน เครือข่าย True https://vaccine.trueid.net/ ลงทะเบียนผ่าน เครือข่าย Dtac https://app.dtac.co.th/vaccine.index.html ลงทะเบียน ผ่านเครือข่าย NT https://covid19vaccine.ntplc.co.th/CVC/home ………….. หมายเหตุ : ทรูเปิดลงทะเบียนวันที่ 19 พ.ย.2564 ที่มา : กรมการแพทย์ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-804650

จำนวนผู้อ่าน: 369

18 พฤศจิกายน 2021

ยักษ์ชิปจีน SMIC เพิ่มกำลังผลิต 3 เท่า ท่ามกลางศึกรอบด้าน

ปัญหาขาดแคลน “ชิป” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ส่งผลให้ผู้ผลิตชิปทั่วโลกได้รับอานิสงส์จากความต้องการที่ยังสูงต่อเนื่อง รวมถึง “เอสเอ็มไอซี” (SMIC) บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของจีน ที่แม้ว่าจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของสหรัฐอเมริกา รวมถึงความไม่แน่นอนจากนโยบายการควบคุมบริษัทเอกชนของรัฐบาลจีน แต่บริษัทเทคโนโลยีแห่งนี้ก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล โค. หรือ “เอสเอ็มไอซี” ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของจีน เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3/2021 มีรายได้ 1,410 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 321 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 25% ซึ่งเอสเอ็มไอซีคาดว่าปีนี้จะมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 39% พร้อมกันนี้เอสเอ็มไอซียังเปิดเผยแผนการก่อสร้างโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเสิ่นเจิ้น โดยจะเริ่มดำเนินการในช่วงครึ่งหลังของปี 2022 ด้วยเม็ดเงิน 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากรัฐบาลท้องถิ่นของจีน โดยตั้งเป้าสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 3 เท่า ทั้งนี้ “เอสเอ็มไอซี” เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีจีนที่ถูกรัฐบาลสหรัฐขึ้นบัญชีดำ ปิดกั้นการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐ ด้วยข้อกล่าวหาว่าเอสเอ็มไอซีมีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน   แต่การเร่งสร้างซัพพลายเชนด้านเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีหันมาใช้ชิปที่ผลิตภายในประเทศมากยิ่งขึ้น พร้อมกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนจีน เช่น เสียวหมี่ (Xiaomi) ออปโป้ (Oppo) และวีโว่ (Vivo) ที่ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟน “ท็อป 5” ของโลก รวมถึงแบรนด์น้องใหม่อย่างออเนอร์ (Honor) และทรานส์ชั่น (Transsion) ก็กำลังตีตลาด แนวโน้มที่ดีของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนจีนส่งผลให้ความต้องการชิปภายในประเทศแข็งแกร่ง โดยรายได้ของเอสเอ็มไอซีเกือบ 67% ในไตรมาส 3/2021 มาจากลูกค้าภายในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจีนที่คิดเป็นสัดส่วนรายได้ของเอสเอ็มไอซีราว 31-32% “จ้าวไห่จุน” ซีอีโอร่วมของเอสเอ็มไอซี ระบุว่า “เราได้เห็นจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ จากความขาดแคลนชิปทั่วโลกในเวลานี้ ส่วนลูกค้ารายใหม่ในจีนหลายรายก็ต้องการชิปที่ผลิตภายในประเทศ” อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา “เจียงซางอี” รองประธานเอสเอ็มไอซี ซึ่งเป็นอดีตซีโอโอร่วมของ “ทีเอสเอ็มซี” (TSMC) ยักษ์เซมิคอนดักเตอร์ไต้หวัน ได้ลาออกจากเอสเอ็มไอซีอย่างกะทันหันพร้อมกับผู้บริหารระดับสูงอีก 3 ราย ส่งผลให้เกิดคำถามถึงความขัดแย้งภายในคณะกรรมการบริหาร รวมถึงปัญหาจากการควบคุมบริษัทเทคโนโลยีอย่างเข้มงวดของรัฐบาลจีนในเวลานี้หรือไม่ โดยซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ก่อนหน้านี้เอสเอ็มไอซีเคยได้รับคำเตือนด้านกฎระเบียบจากฝ่ายกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด โดยภายหลังข่าวการลาออกผู้บริหารระดับสูงของเอสเอ็มไอซีดังกล่าว ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของเอสเอ็มไอซีในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และฮ่องกงร่วงลงราว 4% และทำให้เอสเอ็มไอซีเป็นที่จับตาว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของผู้ผลิตชิปรายใหญ่แห่งนี้อย่างไร ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-803583

จำนวนผู้อ่าน: 390

18 พฤศจิกายน 2021

“บิทคับ” เร่งเกมตลาดขาขึ้น ผนึก SCB โต 10 เท่า

เน็กซ์สเต็ป “บิทคับ” เร่งเกมขยายฐานลูกค้าเจาะตลาดแมสย้ำเทรนด์ขาขึ้นสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งเป้ารักษาสปีดโตต่อ 10 เท่า ทั้งรายได้-ฐานลูกค้า หลังปิดดีล “เอสซีบี” กระหึ่มวงการพิสูจน์ฝีมือสตาร์ตอัพไทยไม่แพ้ใครในโลกจุดพลุลงทุน สร้างโอกาสใหม่ พร้อมเดินหน้าผนึกพันธมิตรต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจ เชื่อมโลกการเงินดิจิทัลกับธุรกิจ “อีสปอร์ต” พร้อมอัดฉีดเงินปั้น “โกลบอลคอมปะนี” ดึง “เทคทาเลนต์ทั้งไทยและเทศ” สานฝัน “คริปโทอีโคโนมิก” นายสกลกรย์ สระกวี หนึ่งในผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ภายใต้แบรนด์บิทคับ (Bitkub) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเข้ามาร่วมลงทุนในบิทคับของกลุ่มเอสซีบี (กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์) เป็นบิ๊กมูฟที่สำคัญ เป็นความหวังของประเทศไทยที่จะทำให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ อีกมาก เชื่อว่าจะทำให้ทุกวงการสั่นสะเทือนในการร่วมกันสร้างอีโคซิสเต็มนี้ไปด้วยกัน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้มากนักจนกว่าดีลจะเสร็จเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม เป้าหมายและแผนธุรกิจในปีหน้าของบริษัทยังมุ่งไปยังการสร้างการเติบโตให้ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในประเทศไทย โดยรักษาการเติบโตกว่า 10 เท่า ทั้งในแง่จำนวนลูกค้า และรายได้ไว้ให้ได้ต่อไป ปัจจุบันมีนักลงทุนเปิดบัญชีกับบิทคับราว 3 ล้านบัญชีแล้ว เพิ่มขึ้น 1,000% จากเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่มี 1 ล้านบัญชี ขยายฐานเจาะตลาดแมส “ปลายปีที่แล้วราคาบิตคอยน์อยู่ที่ 3 แสนกว่าบาท ตอนนี้พุ่งไปกว่า 2 ล้านบาทแล้ว ขณะที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 2.87 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กว่า 43.27% มาจากบิตคอยน์ (ข้อมูล ณ วันที่ 12 พ.ย 2564) และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในตลาดโลกและในไทย เนื่องจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยม ถามว่าจะโตไปถึงไหนคงไม่สามารถบอกได้ แต่เชื่อว่าจะโตขึ้นอีก ที่ผ่านมาเราเองก็โตได้ปีละ 1,000% ปีต่อไปอาจยากขึ้น แต่อย่างน้อย ๆ ปีละ 300-500% เชื่อว่าน่าจะได้ ซึ่งจะโชว์ให้เห็นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเทรนด์ที่กำลังมาจริง” การสร้างการเติบโตทำได้โดยการขยายฐานไปยังกลุ่มคนทั่วไปมากขึ้น ไม่จำกัดแต่ในกลุ่มคนที่มีความรู้ด้านไอที เพราะเมื่อฐานลูกค้ากว้างขึ้น ตลาดก็จะใหญ่ขึ้นตามมา ทำให้มูลค่าการซื้อขายสูงขึ้นตามไปด้วย   “เดิมการเทรดคริปโทจะอยู่ในคนกลุ่มเนิร์ด กลุ่มไอทีเท่านั้น แต่ความตั้งใจของเราคือทำให้คนทั่วไปเข้ามา มองว่านี่คือ โอกาส เราทำให้คนไทยซื้อบิตคอยน์ในราคาที่ต่ำ ทุกคนจะจดจำบิทคับได้เหมือนไลน์ เราก็คาดหวังว่า ในอนาคตแม้จะมีรายใหม่ ๆ เข้ามามาก อย่างน้อยคนก็คุ้นเคยกับแอปพลิเคชั่นนี้ว่าเป็นอะไรที่สามารถลงทุนแล้วได้ผลตอบรับและกำไรที่ดี เราไม่ซีเรียสที่มีคู่แข่งเยอะขึ้น แต่ซีเรียสว่าจะทำอย่างไรให้ตลาดใหญ่มากขึ้นมากกว่า” นายสกลกรย์กล่าวว่า ในปีหน้าบริษัทจะจับมือกับพันธมิตรในธุรกิจเกมออนไลน์ โดยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนเล่นเกมกับคนที่มีคริปโทเคอร์เรนซีในการแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลกับโลกของเงินจริง เชื่อมโลกเงินดิจิทัล “ปีหน้าจะได้เห็นการใช้บิตคอยน์ในเกมออนไลน์ต่าง ๆ รวมถึงการซื้อบริการเอ็นเตอร์เทนเมนต์ต่าง ๆ ผมอยู่ในวงการเกมออนไลน์มาก่อน เห็นชัดเจนว่าเทรนด์นี้มาแน่ ตลาดเกมใหญ่มาก ตอนเริ่มทำการีนาปี 2557 ตลาดอีสปอร์ตในไทยมีมูลค่าปีละ 2,000 ล้านบาท ตอนนี้มากกว่า 2-3 หมื่นล้านบาทแล้ว และบิทคับจะเปลี่ยนให้คนเล่นเกมออนไลน์มาใช้คริปโทเคอร์เรนซีในการซื้อขายของในเกม ซึ่งในอนาคตจะไม่ใช่แค่นั้น กระแสเมตาเวิร์สที่พูดถึงกันก็จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้ต้องเปลี่ยนทุกอย่างเป็นดิจิทัลก่อน บิทคับก็จะเป็นสะพานให้ทุกคนทรานส์ฟอร์มไปสู่โลกเมตาเวิร์สเช่นกัน” ที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนสร้างเครือข่าย และมีบริษัทย่อยที่พร้อมจะขยายธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสินทรัพย์ดิจิทัลแล้วในทุกมิติ โดยบริษัทในกลุ่มบิทคับมี 4 แห่ง ภายใต้บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ประกอบด้วยบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล, บริษัท บิทคับ บล็อกเชน เทคโนโลยี จำกัด พัฒนาระบบบล็อกเชน และเหรียญ Bitkub Coin (KUB), NFT (Non-Fungible Token), บริษัท บิทคับ แล็ปส์ จำกัด หรือบิทคับ อะคาเดมี ธุรกิจการศึกษาด้านบล็อกเชน ให้ความรู้กับธุรกิจ และบริษัท บิทคับ เวนเจอร์ส จำกัด ลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัพ “ในอดีตบริษัทไทยมักเป็นเบอร์ 2 หรือเบอร์ 3 แต่ครั้งนี้ในโลกการเงินดิจิทัลเรามูฟเร็วมาก เป็นจังหวะที่ทุกคนจะไม่พลาดอีกแล้ว อนาคตต่อจากนี้ไปไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรจะเป็นเมตาเวิร์สหรืออะไรก็แล้วแต่ บริษัทใหญ่จะอยากเข้ามาลงทุนกับสตาร์ตอัพไทย อยากทำอะไรที่เป็นของคนไทย เพราะไม่อยากพลาดโดยมีดีลนี้เป็นมูฟที่สำคัญ” ปั้น บ.ไทยทาบโกลบอล นายสกลกรย์ย้ำว่า ดีลระหว่างเอสซีบีและบิทคับ “วิน-วินทุกฝ่าย” และเกิดขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างมีแพสชั่นเดียวกัน นั่นคือต้องการสร้างอีโคซิสเต็มคริปโทเคอร์เรนซีในประเทศไทยให้แข็งแกร่ง และคาดว่าจะเกิดดีลในลักษณะนี้มากขึ้น เนื่องจากการขยายตัวของสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทใหญ่ ๆ ของไทยปรับตัวได้เร็วขึ้น ทุกรายจะไม่ยอมพลาดโอกาสนี้อีกแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลที่เติบโตขึ้นเข้ามาสนับสนุนให้การขยายธุรกิจ หรือพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ ได้ดีขึ้น จะได้เห็นบริษัทใหญ่ ๆ เข้าไปร่วมมือกับสตาร์ตอัพหรือบริษัทเล็ก ๆ มากขึ้น” นายสกลกรย์ย้ำว่า ที่ผ่านมาบิทคับเติบโตก้าวกระโดด ขณะที่ราคาคริปโทเคอร์เรนซีมีขึ้นมีลงตามสภาพตลาด และคริปโทไม่ได้มีแค่ “บิตคอยน์” แต่ในอนาคตจะมีดิจิทัลบาท มีโทเค็นอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย บริษัทจึงจะมีการลงทุนต่อเนื่องทั้งในแง่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ การพัฒนาบริการใหม่ ๆ รวมถึงจ้างทีมงานที่มีความรู้ความสามารถทั้งคนไทยและต่างชาติ รองรับกับการเติบโตที่จะเกิดขึ้น ทำให้เกิด “คริปโทอีโคโนมิก” ของเมืองไทย “next step จริง ๆ คือสร้างโปรดักต์ที่เป็นโกลบอล ที่ผ่านมาคนไทยสมองไหล อยากไปทำงานกับกูเกิล, เฟซบุ๊ก ไม่ค่อยมีที่อยากทำงานกับบริษัทคนไทย แต่จากนี้หลายอย่างจะเปลี่ยนไป เราพร้อมจ่ายเงินเดือนมากที่สุด สำหรับคนที่เก่งจริง ๆ หรือแม้แต่การจ้างต่างชาติมาทำงานให้ จะไม่มีคำว่าประหยัดที่สุดให้ได้เติบโต เราเชื่อว่าเราเป็นโกลบอลได้ แต่ต้องให้เวลา” “ไม่ต่างจากกีฬาฟุตบอลที่ต้องนำนักเตะต่างชาติมาแข่งที่เมืองไทย เพื่อให้นักเตะไทยเก่งขึ้น เมืองไทยเป็นประเทศแรก ๆ ที่ก้าวหน้าเรื่องคริปโทมาก ตอนนี้แม้แต่จีนยังช้ากว่า ไทยสร้างคริปโทดีไฟน์ และ NFT ได้เร็วกว่าคนอื่น มีเหรียญออกใหม่เป็นเหรียญโกลบอลของคนไทย สิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไปคือขยายไปประเทศอื่นไม่อยู่แค่ประเทศไทย”   นายสกลกรย์ทิ้งท้ายว่า จะได้เห็นความร่วมมือระหว่างบิทคับกับพันธมิตรรายใหญ่ในประเทศไทยจากหลากหลายวงการ เพื่อช่วยกันสร้างอีโคซิสเต็มสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย SCBX เสริมแกร่งยานแม่ ทุ่มลุยสินทรัพย์ดิจิทัลต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจ ดร.นิเวศน์ วิเคราะห์ SCBX ซื้อบิทคับ “คุ้มค่า” แต่มาพร้อมความเสี่ยง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/ict/news-803839

จำนวนผู้อ่าน: 364

18 พฤศจิกายน 2021

กองทัพอากาศ แจงเครื่องบิน 4.6 พันล้าน “โปร่งใส คุ้มค่า เป็นประโยชน์ต่อชาติ”

กองทัพอากาศ แจงซื้อเครื่องบินรบ 4.6 พันล้าน 8 ลำ ทดแทนเครื่องบินเก่า ทีอายุนานกว่า 25 ปี ยืนยัน ทุกขั้นตอนโปร่งใส คุ้มค่า เป็นประโยชน์สูงสุดของประเทศ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 พลอากาศตรี ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยเกี่ยวกับโครงการจัดหาเครื่องบินโจมตีแบบเบา รุ่น AT-6 ของกองทัพอากาศ เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติตามที่กฎหมายกำหนด ดังนี้ 1. เป็นการจัดหาเครื่องบินโจมตีแบบเบา (AT-6) จำนวน 8 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์อะไหล่ ระบบสนับสนุนการฝึกอบรม และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็น เพื่อทดแทนเครื่องบินแบบ L-39 ซึ่งมีอายุการใช้งานนานกว่า 25 ปี และได้ปลดประจำการแล้ว สำหรับรองรับภารกิจการโจมตีทางอากาศ การค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือในการสนับสนุนการป้องกันประเทศ และรักษาผลประโยชน์แห่งชาติกับหน่วยงานอื่น วงเงินงบประมาณ 4,500 ล้านบาท (143,396,000 เหรียญสหรัฐฯ) ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณอาจมีความผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในห้วงนั้น (หากอ้างอิงตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันที่ 16 พ.ย. 2564 เป็นเงิน 4,688,260,522 บาท) ซึ่งเป็นโครงการผูกพันงบประมาณ 5 ปี ระหว่างปี 2564 – 2568   2. การพิจารณาเลือกเครื่องบินโจมตีแบบเบา AT-6 ของบริษัท Textron Aviation Defense LLC ประเทศสหรัฐอเมริกา มีข้อพิจารณาที่สำคัญประกอบด้วย ความประหยัด ในการส่งกำลังและซ่อมบำรุงจากการใช้อะไหล่ร่วมกันได้กับอากาศยานที่มีอยู่ก่อนแล้ว ระยะเวลาในการฝึกที่ลดลงเนื่องจากเป็นอากาศยานในตระกูลเดียวกับที่ใช้ฝึก แต่เพิ่มขีดความสามารถให้สูงขึ้น และมีความเหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจบริเวณแนวชายแดนในการลาดตระเวนติดอาวุธ เป็นต้น 3. โครงการนี้กองทัพอากาศได้รับการคัดเลือกโครงการจัดซื้อจัดจ้างในการเข้าร่วมจัดทำข้อตกลงคุณธรรมจากคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต และกรมบัญชีกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 และได้ดำเนินการลงนามข้อตกลงคุณธรรมความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ระหว่างกองทัพอากาศ หน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการ, ผู้ประกอบการ (บริษัท Textron Aviation Defense LLC สหรัฐอเมริกา) และคณะผู้สังเกตการณ์ จำนวน 3 ท่าน (คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต) ประกอบด้วย พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ รศ.ดร.คณิต วัฒนวิเชียร และ อาจารย์วิชา เมฆตระการ ทั้งนี้ คณะผู้สังเกตการณ์ได้เข้ามาร่วมตรวจสอบขั้นตอนและกระบวนการจัดหาเครื่องบินโจมตีแบบเบา โดยมีการรายงานผลอย่างต่อเนื่อง พบว่า กองทัพอากาศดำเนินการได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส 4. ความก้าวหน้าของโครงการในปัจจุบันได้ดำเนินการในกระบวนการขออนุมัติจัดซื้อจัดจ้างเรียบร้อยแล้ว กองทัพอากาศได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อแล้ว เมื่อ 24 ส.ค. 2564 ทั้งนี้ โฆษกกองทัพอากาศ ยืนยันว่าการดำเนินโครงการจัดหาเครื่องบินโจมตีแบบเบา (AT-6) ในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อดำรงขีดความสามารถของกองทัพอากาศ ในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติตามที่กฎหมายกำหนด การจัดหาทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความโปร่งใส คำนึงถึงความคุ้มค่า และประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-804600

จำนวนผู้อ่าน: 367

18 พฤศจิกายน 2021

อสังหา 9 เดือนรายได้ไฟลุก 1.8 แสนล้าน ผลประกอบการ 21 บริษัทโชว์ตัวเลขแดนบวก

เปิดประเทศพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด ความเชื่อมั่นมาเต็ม ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจการรายงานผลประกอบการของบิ๊กแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 21 บริษัท ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 (ดูตารางประกอบ) พบว่า ช่วง 9 เดือนแรก 2564 (มกราคม-กันยายน 2564) มีรายได้รวมกัน 1.8 แสนล้านบาท เติบโต 1.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ที่มีรายได้รวมกัน 1.77 แสนล้านบาท 2 ปีโควิดเริ่มเห็นกระดานสีเขียว ภาพรวม “รายได้-กำไร” เปรียบเทียบ 9 เดือนแรกของปี 2563-2564 หากย้อนกลับไปดูสถานการณ์ปี 2563 โรคระบาดเป็นเรื่องที่เกิดฉับพลันตั้งตัวไม่ทัน ทำให้ภาพรวมการทำธุรกิจปักหัวดิ่งกันถ้วนหน้าทั้งผู้ประกอบการรายเล็ก-รายใหญ่ ขณะที่ปี 2564 ตอนแรกมีลุ้นเป็นปีแห่งการพลิกฟื้นจากการเข้ามาของวัคซีน แต่เหตุการณ์จริงของปี 2564 ดราม่าวัคซีนกินเวลายาวนานจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี และมีเซอร์ไพรส์จากมาตรการปิดแคมป์ 1 เดือนเต็มในเดือนกรกฎาคม 2564 เป็นปัจจัยกระทบทำให้ดีเวลอปเปอร์ประสานเสียงสอดคล้องกันว่า ไตรมาส 3/64 ถึงจุดต่ำสุดของผลประกอบการแล้ว นั่นหมายความว่าตั้งแต่ไตรมาส 4/64 เป็นต้นไป ดีเวลอปเปอร์ที่สะสมความแข็งแกร่งในยุคโควิดเริ่มมองเป็นจังหวะบุกการลงทุนรอบใหม่ โดยพกพาความมั่นใจของผลงาน 9 เดือนแรกปีนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัด โดยกำไรของบิ๊กแบรนด์ 21 บริษัท รวมกันอยู่ที่ 26,582 ล้านบาทในปี 2564 เติบโตถึง 10.24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ซึ่งมีกำไรรวม 23,867 ล้านบาท ศุภาลัยกำไรเติบโตแกร่ง 76% อ้างอิงจาก “ประชาชาติโพล” ที่สำรวจผลประกอบการ 20 บริษัทดังกล่าว พบว่า ค่ายศุภาลัยซึ่งเม็ดเงินรายได้อยู่อันดับ 4 จำนวน 18,522 ล้านบาท ขณะที่กำไรหายใจรดต้นคอพี่ใหญ่ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ อยู่อันดับ 2 จำนวน 4,191 ล้านบาท “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ไตรมาส 2/64-3/64 ที่ผ่านมา แม้เป็นไตรมาสที่ยากลำบากในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่บริษัทวางแผนรับมือและปรับตัวให้ทันต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รายได้รวม 9 เดือนอยู่ที่ 18,522 ล้านบาท เติบโต 44% มีกำไรสุทธิ 4,191 ล้านบาท เติบโต 76% proudly present ของศุภาลัยนับรวมส่วนแบ่งกำไรส่วนใหญ่จากโครงการร่วมทุนในประเทศออสเตรเลีย 364 ล้านบาท โตจากปี 2563 ถึง 92% อีกเรื่องคือในภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง ศุภาลัยยังคงได้รับ offer ระดับดีเยี่ยม ด้วยต้นทุนการเงินเฉลี่ย 1.76% เท่านั้น ในไตรมาส 4/64 ปัจจัยบวกจากการเปิดประเทศ ออนท็อปด้วยแบงก์ชาติปลดล็อกมาตรการ LTV 100% ได้ทุกหลัง-ทุกราคา ทั้งบ้านและคอนโดฯ เป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เริ่มเห็นกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์กลับเข้ามาในตลาด ศุภาลัยจึงเปิดเกมบุกเปิดใหม่ 12 โครงการ รวม 16,100 ล้านบาท เป็น 8 โครงการแนวราบ 10,350 ล้านบาท กับ 4 คอนโดฯ 5,750 ล้านบาท เอพีกำรายได้รวม JV 3 หมื่นล้าน อันดับ 1 ด้านรายได้ 9 เดือนแรกสปอตไลต์ฉายส่องไปที่ค่าย AP “วิทการ จันทวิมล” รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า การผ่อนคลาย LTV 100% ไปถึงสิ้นปี 2565 ถือเป็นสัญญาณบวกที่ดี นอกจากจะกระตุ้นอสังหาฯให้ฟื้นกลับมาแล้ว ยังช่วยขับเคลื่อนภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย อัพเดตล่าสุด ยอดขาย 10 เดือนแรก (ถึงสิ้นตุลาคม 2564) คว้ามาแล้ว 31,210 ล้านบาท คิดเป็น 88% จากเป้าทั้งปี 35,500 ล้านบาท มาจากแนวราบ 28,594 ล้านบาท และพกความมั่นใจผลประกอบการในท่วงทำนอง “น้ำขึ้นให้รีบตัก” จึงวางแผนเปิดเพิ่มอีก 12 โครงการ มูลค่ารวม 8,570 ล้านบาท “ปี 2564 ถือเป็นอีกปีที่ซูเปอร์สตาร์ของอสังหาฯคือ สินค้ากลุ่มแนวราบ สะท้อนได้จากบริษัทมีการเติบโตแบบ organic growth ที่สะท้อนศักยภาพขององค์กรได้อย่างชัดเจน ภายใต้พันธกิจใหญ่ขององค์กร EMPOWER LIVING ส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่ลูกค้าสามารถเลือกได้” แผนธุรกิจเอพี (ไทยแลนด์) ตั้งเป้าเปิดใหม่ 24 โครงการ 27,550 ล้านบาท แบ่งเป็น พระเอกบ้านแนวราบ 22 โครงการ 19,650 ล้านบาท คอนโดฯ 2 โครงการ 7,900 ล้านบาท โดยล่าสุดเพิ่งจุดพลุการแข่งขันในเซ็กเมนต์ตลาดแมส ด้วยการนำเสนอห้องชุดราคา 1 ล้านต้น ๆ แต่รีไซซ์ขยายสเปซให้ถึง 30 ตารางเมตร ในโครงการ “แอสไปร์ รัตนาธิเบศร์ เวสต์ตัน” โนเบิลฯบุก 18 โครงการปี 2565 ค่ายอสังหาฯที่โปรโมตบ้านด้วยโฆษณาเก้งกวางที่สร้างความฮือฮามาแล้ว “ธงชัย บุศราพันธ์” รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE เปิดเผยว่า 9 เดือนแรกมีรายได้รวม 5,792 ล้านบาท กำไรสุทธิ 936 ล้านบาท ลดลง -22% และ -24% ตามลำดับ เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563   บริษัทมีแผนเปิดใหม่ 1 โครงการ ในไตรมาส 4/64 แบรนด์ “นิว คอนเนค เฮ้าส์ ดอนเมือง” มูลค่า 800 ล้านบาท เป็นบ้านแฝดและทาวน์โฮม ใกล้สนามบินดอนเมือง ราคาขาย 5-8 ล้านบาท/ยูนิต มั่นใจจะมีผลตอบรับที่ดี พร้อมทั้งเร่งการขายโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ในมืออีก 3,500 ล้านบาท “ปี 2564 บริษัทชะลอเปิดตัวใหม่ 3 โครงการ รวม 6,900 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าแผนที่วางไว้จากเดิม 11 โครงการ 45,100 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบโควิด และปรับเป้ายอดขายเป็น 7,700 ล้านบาท” จะเห็นได้ว่าการผ่อนคันเร่งลงทุนในปี 2564 เพื่อสะสมขุมกำลังบุกหนักในปี 2565 โดยโนเบิลฯเตรียมความพร้อมรับมือกับการฟื้นตัวของตลาด วางแผนเปิดใหม่ 18 โครงการ มูลค่ารวม 47,400 ล้านบาท โดยเรื่องใหม่คือวางแผนเพิ่มพอร์ตแนวราบเกือบ 50% และคอนโดฯโลว์ไรส์ให้มากขึ้น เพราะสามารถสร้าง-ขาย-โอนได้รวดเร็ว ลูกค้าสาวกโนเบิลฯอดใจรอไม่นาน บริษัทแตกทำเลออกขอบเมืองมากขึ้น อาทิ ถนนดอนเมือง ถนนราชพฤกษ์ ถนนเอกมัย-รามอินทรา ถนนกรุงเทพกรีฑา และทำเลใกล้เมกาบางนา เป็นต้น โดยต้นปี 2565 มีแผนออกหุ้นกู้ 1,500 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ขยายธุรกิจ สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เอสซีฯโตนิวไฮบ้านเกิน 10 ล้าน ค่าย SC ที่มีโลโก้อสังหาฯแบรนด์บ้านหรู “อรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์” ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ประสบความสำเร็จกับโมเดล Living Solutions ที่มุ่งสู่การเป็นแบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับ 1 ในใจผู้บริโภค ระบุว่า 9 เดือนแรกเติบโตทำนิวไฮทั้งยอดขายรวม และยอดขายแนวราบ แบ่งเป็น ยอดขายรวม 16,082 ล้านบาท เติบโต 30% สัดส่วนหลักเกิน 80% มาจากยอดขายแนวราบ 13,268 ล้านบาท เติบโต 17% และเป็นสถิติยอดขายสูงสุดของ 9 เดือน สินค้าหลักบ้านราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป เติบโต 37% สำหรับไตรมาส 4/64 ลงทุนเพิ่ม 2 โครงการใหม่ 1,750 ล้านบาท เป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นแบรนด์ใหม่ “เวนิว ไอดี” เจาะลูกค้า Gen Y กับ “เวนิว ไอดี เวสต์เกต” 1,250 ล้านบาท บนพื้นที่ 42 ไร่ 189 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 5.59 ล้านบาท “ณ ไตรมาส 4 บริษัทมีโครงการเพื่อขาย 53 โครงการ มูลค่ารวม 32,800 ล้านบาท เป็นบ้านแนวราบ 44 โครงการ คอนโดฯ 9 โครงการ มียอดขายรอโอนเกือบ 9,000 ล้านบาท สัดส่วน 50% สามารถรับรู้รายได้ในปีนี้” ออริจิ้นฯเก็บสกอร์ความสำเร็จ ค่ายอสังหาฯที่เติบโตจากพอร์ตคอนโดฯ และทำให้หลายคนคอตกเพราะใจไม่ถึงเท่ากับเขา “พีระพงศ์ จรูญเอก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI กล่าวว่า 9 เดือนแรกกวาดรายได้รวม 11,794 ล้าน ทะลุ 84% ของเป้าทั้งปี กำไรสุทธิ 2,386 ล้านบาท unseen ของออริจิ้นฯ คือ ในขณะที่คนทั้งวงการบอกว่า ไตรมาส 3/64 เป็นไตรมาสอาถรรพ์ แต่บริษัททำผลงานทะลุทะลวงสร้างรายได้ 4,123 ล้าน กำไร 709 ล้าน ยอดโอนกรรมสิทธิ์โตพุ่ง 66% โดยมองว่าหลังรัฐคลายล็อกดาวน์ยกเลิกเคอร์ฟิวกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และผ่อนคลาย LTV 100% เป็นปัจจัยบวกหนุนรายได้ทั้งปีที่ตั้งไว้ 14,000 ล้านบาท ในไตรมาส 4/64 จะมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอน 4 โครงการ ได้แก่ พาร์ค ออริจิ้น พญาไท, นอตติ้ง ฮิลล์ ระยอง, แกรนด์ บริทาเนีย สุวรรณภูมิ และบริทาเนีย ติวานนท์ ราชพฤกษ์ เป็นตัวหนุนหลังให้รายได้ทั้งปีทำได้ตามเป้า “อนันดาฯ” ได้เวลา Rebound ค่ายอสังหาฯที่ดำรงจุดมุ่งหมายในการพัฒนาโครงการและเป็นเจ้าตลาดคอนโดฯแนวรถไฟฟ้า “ชานนท์ เรืองกฤตยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมั่นใจและเชื่อมั่น ในศักยภาพคอนโดฯติดรถไฟฟ้า เป็นสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในการใช้ชีวิตคนเมืองได้เป็นอย่างดี และอย่างไร้ขีดจำกัด อนันดาฯพร้อมแล้วสำหรับการนำกลยุทธ์ ANANDA New Blue มาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการต่าง ๆ ในปี 2565 ที่วางแผนเปิดตัว 7 โครงการใหม่ มูลค่าคับโครงการรวมกัน 28,000 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทยืนยันความแข็งแกร่งทางด้านการเงินด้วยการตุนกระแสเงินสด 5,900 ล้านบาท และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้ถือหุ้นให้ความเห็นชอบเพิ่มทุน 1,300 ล้านบาท เพื่อรองรับจังหวะที่สำคัญในการเติบโตของบริษัทหลังจากนี้ไป รวมทั้งมีแผนออกหุ้นกู้ 5,000 ล้านบาท ในเดือนมกราคม 2565 อีกด้วย “พันธมิตรธุรกิจหลักของเรายังคงได้รับการสนับสนุนที่แข็งแกร่งและต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มมิตซุย ฟูโดซัง, บีทีเอส กรุ๊ป, เพรซิเดนท์ ดี เวนเจอร์, ดุสิตธานี, สแครทช์ เฟิร์สท์ และดิ แอสคอทท์” เรื่องที่ซีอีโออนันดาฯดีใจอีกเรื่องคือ ปี 2565 พอร์ตรายได้ประจำ หรือรีเคอริ่งอินคัม เริ่มออกดอกออกผลในส่วนของธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 5 โครงการ ที่คาดว่ารายได้ประจำสม่ำเสมอจะกลับมาดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4/64 เป็นต้นไป ประกอบด้วย แบรนด์ “ซัมเมอร์เซ็ต พระราม 9-แอสคอทท์ แอมบาสซี่ สาทร-แอสคอทท์ ทองหล่อ บางกอก-ไลฟ์ สุขุมวิท 8 บางกอก-ซัมเมอร์เซ็ต พัทยา” ผู้บริหารเบอร์ต้นอีกคนของวงการ “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไตรมาส 3/64 ตัวเลขเติบโต 20% มาโดยตลอด มียอดขาย 4,104 ล้านบาท ยอดโอน 2,557 ล้านบาท มีแบ็กล็อกหรือยอดขายรอรับรู้รายได้ 12,821 ล้านบาท รองรับการโอน 2 ปีข้างหน้า เรื่องใหม่ของแผนลงทุนปี 2565 เตรียมเปิดตัว 5 คอนโดฯ ภายใต้แบรนด์ใหม่ 2 โครงการ 1.“โคโค่ พาร์ค-Coco Parc” มูลค่า 4,622 ล้านบาท สร้างสรรค์แบรนด์ร่วมกันระหว่าง ANANDA X DUSIT จากโรงแรมดุสิตธานี (Coco Parc Managed by DUSIT) ด้วยมาตรฐานโรงแรมห้าดาว รูปแบบเป็นคอนโดฯสร้างเสร็จพร้อมอยู่ก่อนเปิดขาย เจาะลูกค้าไฮเอนด์เอกสิทธิ์ 486 ครอบครัว 2.“CULTURE-คัลเจอร์” แบรนด์ที่เกิดจากการรวมตัวกันทางความคิดของกลุ่มคนเมืองที่มีความเชื่อในการมองหาทางเลือกการใช้ชีวิตแนวใหม่ เน้นความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ผสานความยั่งยืน สร้างแรงบันดาลใจและสะท้อนตัวตนที่โดดเด่นในการอยู่อาศัย ซึ่งจะเปิดตัว 2 ทำเลศักยภาพสูงใจกลางเมืองที่ทองหล่อกับจุฬาฯ ส่วนแนวราบมีการนำเสนอพูลวิลล่าระดับซูเปอร์ลักเซอรี่ “อาร์เทล พระราม 9” มูลค่าโครงการ 3,538 ล้านบาท กับโครงการแนวราบที่รอเปิดแบรนด์ทำเลติวานนท์-แจ้งวัฒนะ เจาะกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาบ้านหลังแรกทาวน์โฮมและบ้านแฝดในราคาเริ่ม 2 ล้านต้น “อนันดาฯยังประสบความสำเร็จจากโมเดลธุรกิจ ANANDA SURE ระบบการทำงานที่พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพสินค้าและบริการของอนันดาฯ ก่อนส่งมอบให้กับลูกค้านำไปสู่การแนะนำและบอกต่อ มีการวัดและประเมินผลโดยค่าความพึงพอใจในการให้บริการ (CSAT) เพิ่มขึ้น 5% จากเดิม 88.0% เป็น 92.3% เป็นความสำเร็จของซีอีโอและพนักงานอนันดาฯ และบริษัทในเครือ 1,000 ชีวิต” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-803179

จำนวนผู้อ่าน: 356

18 พฤศจิกายน 2021

กทม. เข้มเที่ยวงานลอยกระทง ต้องโชว์หลักฐานฉีดวัคซีน-ผลตรวจ ATK

กทม.คุมเข้มงานลอยกระทง ระบุชัดทุกพื้นที่จัดงานยึดหลัก D – M – H – T – A ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่ผู้เข้างานต้องโชว์หลักฐานฉีดวัคซีน 2 เข็ม หรือผลตรวจ ATK ภายใน 72 ชั่วโมง ชี้หากพบผลตรวจเป็นบวกส่งตัวเข้ารักษาทันที ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ที่ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) นายเกรียงยศ สุดลาภา รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานแถลงการจัดงานเทศกาลลอยกระทงกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2564 ในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ว่า งานประเพณีลอยกระทงของ กทม.ปีนี้ จัดโดยยึดหลักโควิด ฟรี เซ็ตติ้ง (COVID-Free Setting) หรือมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร และ UP: Universal Prevention หรือการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ กทม.กำหนดจัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่หลัก ได้แก่ บริเวณใต้สะพานพระราม 8 เขตบางพลัด และคลองโอ่งอ่าง เขตสัมพันธวงศ์ และเขตพระนคร พร้อมทั้งเปิดสวนสาธารณะของ กทม. 30 แห่ง ให้ประชาชนลอยกระทง   นายเกรียงยศ กล่าวว่า ทุกพื้นที่จัดงานต้องยึดหลัก D – M – H – T – A ตามมาตรการทางสาธารณสุขเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ได้แก่ D (Distancing) จัดให้มีการทำสัญลักษณ์เพื่อเว้นระยะห่างบริเวณพื้นที่ที่จัดให้ลอยกระทง หรือจัดให้เข้าแถวให้เป็นระเบียบ เพื่อลดความแออัด พร้อมมาตรการของสาธารณสุข ดังนี้ M (Mask wearing) กำหนดให้ผู้บริการ ผู้ค้า ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา H (Hand washing) จัดให้มีเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือบริเวณต่าง ๆ เพื่อบริการประชาชนภายในบริเวณงานอย่างทั่วถึง T (Testing) จัดให้มีจุดคัดกรองผู้เข้าร่วมงานอย่างเข้มงวดด้วยเครื่องสแกนแบบวัดความร้อนในร่างกาย ผู้ค้าได้รับวัคซีนครบ 2 โดส หรือมีผลตรวจ ATK เป็นลบ และ A (Application) จัดให้มีการสแกน QR Code ลงทะเบียนไทยชนะก่อนเข้าบริเวณงาน นายเกรียงยศกล่าวว่า ผู้ที่มาร่วมงานลอยกระทงทั้ง 2 จุด จะต้องแสดงผลการฉีดวัคซีน 2 เข็ม หรือผลตรวจ ATK ภายใน 72 ชั่วโมง ที่มีผลเป็นลบมาแสดงก่อนเข้างาน จากนั้น เจ้าหน้าที่จะตรวจวัดอุณหภูมิ หากอุณหภูมิปกติก็สามารถเข้าร่วมงานได้ แต่หากอุณหภูมิสูงจะมีจุดที่จัดเตรียมไว้ให้นั่งพักแล้ววัดอุณหภูมิใหม่ หากอุณหภูมิปกติก็เข้าร่วมงานได้ หากอุณหภูมิไม่ลดและมีความเสี่ยงจะมีการตรวจ ATK ก่อน หากผลตรวจเป็นลบสามารถเข้าร่วมงานได้ “กรณีพบผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวกในบริเวณงานจะมีเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมสำหรับการนำส่งผู้ติดเชื้อเข้ารับการรักษาต่อไป” นายเกรียงยศ กล่าว ลอยกระทง 2564: รวมสถานที่จัดงานทั้งกรุงเทพฯ-ตจว.   ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-804551

จำนวนผู้อ่าน: 363

18 พฤศจิกายน 2021

ค่าเงินบาทวันนี้ (18 พ.ย.) แข็งค่าที่ 32.64 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด

ค่าเงินบาทวันนี้ (18 พ.ย.) เปิดตลาดแข็งค่าที่ 32.64 บาท โดยกรอบแนวรับที่ 32.55 บาท แนวต้าน 32.70 บาท วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 นางสาวกฤติกา บุญสร้าง ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวันนี้ (18 พ.ย.) เปิดตลาดแข็งค่าที่ 32.64 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดสิ้นวันทำการก่อนหน้า โดยกรอบการเคลื่อนไหววันนี้คาดการณ์แนวรับที่ 32.55 บาท แนวต้านที่ 32.70 บาท   โดยปัจจัยขับเคลื่อนตลาดมาจากการที่ตัวเลขยอดสร้างบ้านใหม่สหรัฐในเดือนตุลาคมหดตัว 0.7% เทียบกับเดือนก่อนหน้า (MoM) สู่ระดับ 1.52 ล้านหลัง ด้านรองประธานและนักนโยบาย ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) คาดการณ์ว่าอีซีบีจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า ขณะที่เงินเฟ้ออังกฤษพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ที่ 4.2% ต่อปี (YoY) ส่วนในประเทศ ภาครัฐไทยขยายกรอบวงเงินกู้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันจาก 20,000 ล้านบาท เป็น 30,000 ล้านบาท ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายกฎเกณฑ์การเข้าร่วมคลินิกแก้หนี้ เพื่อให้ครอบคลุมลูกหนี้มากขึ้น สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกสหรัฐที่จะออกมาในวันนี้ และติดตามเงินเฟ้อญี่ปุ่นในวันศุกร์ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804614

จำนวนผู้อ่าน: 344

18 พฤศจิกายน 2021

หุ้นไทยวันนี้ (18 พ.ย.) เปิดตลาด +0.21 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,645 จุด

ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ (18 พ.ย.)ดัชนี SET Index เปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,644.81 จุด ปรับขึ้น +0.21 จุด หรือคิดเป็น +0.01% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 3,175 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.01.04 น. ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับลง -0.33 จุด หรือ -0.03% อยู่ที่ 986.19 จุด มูลค่าซื้อ-ขายรวม อยู่ที่ 1,848 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 58.21% ของ SET ทั้งหมด   10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายโดดเด่นที่สุด 1. TRUE : 193.84 ล้านบาท ราคา +0.02 บาท (+0.47%) 2. PTTEP : 132.03 ล้านบาท ราคา -1.00 บาท (-0.84%) 3. DTAC : 115.85 ล้านบาท ราคา +0.25 บาท (+0.64%) 4. PTT : 115.70 ล้านบาท ราคา +0.25 บาท (+0.66%) 5. CPF : 81.88 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 6. TTB : 81.72 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 7. SUPER : 79.93 ล้านบาท ราคา +0.01 บาท (+1.06%) 8. SAWAD : 78.46 ล้านบาท ราคา +0.25 บาท (+0.37%) 9. ADVANC : 73.60 ล้านบาท ราคา -0.50 บาท (-0.25%) 10. IRPC : 65.46 ล้านบาท ราคา -0.02 บาท (-0.51%) ตลาด mai ปรับขึ้น +1.68 จุด หรือคิดเป็น +0.30% ในทิศทางเดียวกัน มาอยู่ที่ 560.09 จุด มูลค่าซื้อขาย 303.95 ล้านบาท หมายเหตุ : ข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โปรดตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นทางการจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804587

จำนวนผู้อ่าน: 335

18 พฤศจิกายน 2021

เงินบาทแข็งค่าในรอบ 2 เดือนทดสอบระดับ 32.60 บาท/ดอลลาร์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินบาทขยับแข็งค่าในรอบ 2 เดือน ทดสอบแนว 32.60 บาท/ดอลลาร์ ตามแรงเทขายเงินดอลลาร์หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐ 10 ปีย่อลงมาที่ 1.59% วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในช่วงเช้าวันนี้ เงินบาทแข็งค่าทดสอบแนว 32.60 บาทต่อดอลาร์ เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นในรอบกว่า 2 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2564   โดยเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น หลังจากที่ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านของสหรัฐเดือนตุลาคมปรับตัวลงมากกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งกดดันบอนด์ยีลด์สหรัฐ (บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ย่อตัวลงมาอยู่ที่ 1.59%) และกระตุ้นแรงขายเงินดอลลาร์ เพื่อทำกำไรจากที่ปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ คาดไว้ที่ 32.55-32.70 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ สถานการณ์โควิด-19 รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์และผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจเดือนพฤศจิกายนจากเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804580

จำนวนผู้อ่าน: 370

18 พฤศจิกายน 2021

หวั่นหุ้นไทยเจอแรงขาย “พอร์ตโบรกเกอร์” การเมืองป่วน-สินทรัพย์เสี่ยงโลกผันผวน

บล.เอเซียพลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายจากพอร์ตโบรกเกอร์เพื่อทำกำไร หลังดัชนีปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง 5 วันติดต่อกัน เหตุสินทรัพย์เสี่ยงโลกผันผวน “Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 6 หมื่นเหรียญ-ราคาน้ำมันลดลง 2.7%-ตลาดหุ้น Down Jones ลดลง 211 จุด” จังหวะย่อตัวเป็นโอกาสเข้าสะสม จับตาความร้อนแรงทางการเมืองนอกสภา วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด รายงานภาวะตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า ตลาดหุ้นไทยหลังปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง 5 วันติดต่อกัน โดยวานนี้ขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญ 1,650 จุด แต่ยังไม่ผ่าน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติสลับมาขายสุทธิ 1,350 ล้านบาท ส่วนภาพรวมตลาดในวันนี้ยังขาดแรงหนุนใหม่ ภายใต้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผันผวน ทำให้อาจเห็นแรงขายทำกำไรออกมาบ้าง โดยเฉพาะจากพอร์ตโบรกเกอร์ที่ซื้อหุ้นไทยติดต่อกันมากว่า 7 วันทำการ กว่า 4,800 ล้านบาท โดยสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก หลังจากปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง เริ่มถูกขายทำกำไรลงมาในช่วงเวลาที่ขาดปัจจัยหนุนใหม่ อาทิ Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 6 หมื่นเหรียญ, ราคาน้ำมันลดลง 2.7% รวมถึงตลาดหุ้น Down Jones ลดลง 211 จุด ในวานนี้ การโยกย้ายเม็ดเงินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า 1.78% อยู่ที่ 95.8 จุด   อย่างไรก็ตามหากตลาดหุ้นย่อตัวลงมาอาจเป็นโอกาสในการเข้าสะสม หากดูค่าเงินบาทยังอยู่ในโซนแข็งค่าที่ 32.62 บาท/ดอลลาร์ หรือแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน แสดงว่าฟันด์โฟลว์ยังไม่ได้ไหลออกจากประเทศไปไหน โดยเชื่อว่ามีโอกาสไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้อีกในช่วงที่เหลือของปี จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นหลังผ่านวิกฤตโควิด แต่ประเด็นการเมืองในประเทศถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตาม คาดมีผลต่อการเคลื่อนไหวกับ SET Index โดยเมื่อวานนี้ที่รัฐสภามีการประชุมร่วม โดยมีมติ 473 ต่อ 206 เสียง ไม่รับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช….ฉบับที่เสนอโดยภาคประชาชนในวาระแรก ซึ่งมีหลายประเด็นสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เช่น 1.การยกเลิกวุฒิสภา (ส.ว.) 2.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ 3.การล้างผลพวงจากรัฐประหาร ฯลฯ ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมองเดิมคือ ประเมินในช่วงสั้น ๆ จะยังไม่เห็นเหตุที่มีน้ำหนักมากพอที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ (เช่นการยุบสภา) แต่อาจจะเห็นความร้อนแรงทางการเมืองนอกสภาเพิ่มขึ้น ถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม อย่างไรก็ตามในด้านผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยดูเหมือนว่า SET index จะไม่ตอบสนองเชิงลบมากนัก แต่การเมืองก็ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามในฐานะที่อาจเป็นแรงฉุดรั้งการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยในอนาคต และนำมาซึ่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนของตลาดหุ้นและฟันด์โฟลว์ต่างชาติ Toppicks วันนี้เลือกหุ้น TIDLOR, DOHOME รวมถึงหุ้นได้บรรยากาศจากราคาน้ำมันย่อตัวลง และกำไรไตรมาส 4/64 พีกสุดของปีอย่าง TASCO ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804569

จำนวนผู้อ่าน: 342

18 พฤศจิกายน 2021

ราคาทองวันนี้ (18 พ.ย.) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายออกบาทละ 29,350 บาท

ราคาทองคำวันนี้ (18 พ.ย.) ปรับราคาขึ้น 50 บาท เมื่อเทียบกับราคาสุดท้ายเมื่อวานนี้ (17 พ.ย.) ทองรูปพรรณขายออกที่บาทละ 29,350 บาท อ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ ที่เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ เมื่อเวลา 9:26 น. ที่ผ่านมา ทองคำแท่งมีราคารับซื้อในประเทศอยู่ที่บาทละ 28,750 บาท ขายออกบาทละ 28,850 บาท ตามประกาศครั้งล่าสุด   ด้านราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่บาทละ 28,227.92 บาท ราคาขายออกบาทละ 29,350 บาท ส่วนราคาทองคำโลก หรือ Gold Spot อยู่ที่ 1,869.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สรุปราคาทองคำ วันที่ 18 พ.ย. 2564 ประกาศครั้งที่ 1 ทองแท่ง • รับซื้อ บาทละ 28,750 บาท • ขายออก บาทละ 28,850 บาท ทองรูปพรรณ • รับซื้อ บาทละ 28,227.92 บาท • ขายออก บาทละ 29,350 บาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804553

จำนวนผู้อ่าน: 354

18 พฤศจิกายน 2021

ธปท.ยันสั่งห้ามแบงก์วัด KPI พ่วงขายโปรดักต์ประกัน พร้อมเร่งตรวจสอบ

ธปท. เตรียมตรวจสอบธนาคารหากขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยไม่ถูกต้อง ยันห้ามกำหนด KPI กับเป้าหมายการขายผลิตภัณฑ์ ตามหลักเกณฑ์บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม หรือ market conduct ปี 61 พร้อมติดตามใกล้ชิด วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยกรณีที่มีข่าวพนักงานสาขาธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ถูกกดดันให้ขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย นั้น ธปท. ขอย้ำว่า ธปท. ให้ความสำคัญและส่งเสริมให้ผู้ให้บริการทางการเงิน (ผู้ให้บริการ) ทุกแห่ง ในการยกระดับธรรมาภิบาลของการเสนอขายผลิตภัณฑ์และการให้บริการแก่ลูกค้า โดยเฉพาะการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย ซึ่ง ธปท. ได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ ธัญญนิตย์ นิยมการ ธปท. กำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (market conduct) และกำกับดูแลเข้มข้นตั้งแต่ปี 2561 โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายค่าตอบแทน ที่ผู้ให้บริการต้องไม่กำหนดตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ที่ให้น้ำหนักกับเป้าการขายผลิตภัณฑ์หรือกดดันพนักงาน จนนำไปสู่การเสนอขายที่ขาดคุณภาพและขาดความรับผิดชอบต่อลูกค้า รวมทั้งต้องนำข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการบังคับขายมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาค่าตอบแทนด้วย   นอกจากนี้ หลักเกณฑ์ด้านกระบวนการขาย ยังกำหนดเรื่องการให้ข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง ชัดเจน ไม่บิดเบือน และไม่รบกวนลูกค้า รวมทั้งมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพการขาย เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการหลอก บังคับ เอาเปรียบลูกค้า และไม่บังคับขายผลิตภัณฑ์พ่วงเป็นเงื่อนไขในการใช้ผลิตภัณฑ์หลัก ธปท. ได้ติดตามและประเมินการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเข้มงวด และเปรียบเทียบปรับผู้ให้บริการที่บังคับขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย โดยที่ผ่านมา ธปท. ได้เน้นตรวจสอบและประเมินการให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อย และได้ลงโทษอย่างจริงจัง โดยได้เปรียบเทียบปรับผู้ให้บริการที่บังคับขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยจำนวน 2 แห่ง ในปี 2561 นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการกำกับดูแลการขายผลิตภัณฑ์หลักทรัพย์และประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์ (cross selling) แบบองค์รวมและสอดคล้องกัน ส่งผลให้ผู้ให้บริการตระหนักและควบคุมการเสนอขายผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด ทำให้เรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับการบังคับขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2562-2564 (9 เดือนแรก) อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2564 พบว่ามีผู้ให้บริการบางแห่งเริ่มกลับมาเน้นการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยมากขึ้น โดยกำหนดเป้าหมายการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยเชิงรุก หรือขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยพ่วงกับการให้สินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง ธปท. ได้กำชับผู้ให้บริการในทันที และเน้นย้ำให้ควบคุมดูแลคุณภาพการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยอย่างเคร่งครัดและจริงจัง โดยเฉพาะการเร่งทำเป้าการขายในช่วงระยะเวลาใกล้ปิดรอบการประเมินผลงาน ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง และพร้อมดำเนินการตามมาตรการกำกับดูแลที่มีความเข้มข้นขึ้นต่อไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804549

จำนวนผู้อ่าน: 352

18 พฤศจิกายน 2021

ฟื้นเศรษฐกิจ-ปิดความเสี่ยงการเมือง

Photo by Jack TAYLOR / AFP บทบรรณาธิการ การเปิดประเทศ การผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักกลับมาเดินหน้าต่อได้ตามปกติ ผลลัพธ์อาจยังไม่เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่กระแสตอบรับทั้งจากภายในและนอกประเทศ กับบรรยากาศช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีนี้ที่เริ่มดีขึ้น เป็นสัญญาณบวกชัด แม้ต้องใช้เวลากว่าเศรษฐกิจจะฟื้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้ว่า หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย หากภาครัฐควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดได้ผล จะช่วยให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2564 ทั้งปีขยายตัวที่ 1.2% เทียบกับ GDP ปี 2563 ขยายตัวติดลบ 6.1% ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2565 คาดว่าจะเติบโต 3.5-4.5% โดยรัฐบาลต้องบริหารนโยบายเศรษฐกิจด้วยการโฟกัสประเด็นหลัก ๆ ได้แก่ การควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดให้อยู่ในวงจำกัด การสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ การหนุนแรงขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การท่องเที่ยวในประเทศ ส่งออก การลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ พร้อมรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจต่างประเทศ และเสถียรภาพทางการเมือง แม้หลายเรื่องจะอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ที่คุกรุ่นและเริ่มทวีความรุนแรง ความขัดแย้งแตกแยกมีเพิ่มขึ้น อยู่ที่นโยบายรัฐว่าจะบริหารจัดการอย่างไร จะใช้ไม้แข็งซึ่งเหมือนเติมเชื้อไฟ หรือเลือกใช้ไม้นวมเป็นทางออก จากนี้ไปจึงน่าห่วงปัจจัยแทรกซ้อนการเมืองร้อนทั้งในสภา บนท้องถนน   ขณะที่ในสภามีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนักการเมือง กับฉบับของประชาชน นอกสภาก็มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องของม็อบหลายกลุ่ม ถ้ารัฐคุมสถานการณ์โดยไม่ใช้หลักรัฐศาสตร์ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย แทนที่จะมีหนทางประนีประนอมก็อาจเกิดการเผชิญหน้า เสี่ยงที่เหตุการณ์จะบานปลายกลายเป็นความรุนแรง ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยปัจจัยลบรอบด้าน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่อาจวางใจ ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม สถานประกอบการจำนวนมากยังซมพิษไข้ หนี้ท่วม ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ภารกิจหลักที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำให้เห็นผล อย่างการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน การส่งออก การท่องเที่ยว ปลุกการบริโภคให้ฟื้นจึงต้องเร่งสปีดเต็มที่ ช่วงรอยต่อหลังวิกฤต การดำเนินธุรกิจ การใช้ชีวิต ต้องปรับแนวทางใหม่ ให้อยู่ร่วมกับโควิดได้อย่างปลอดภัยว่ายากแล้ว ถ้าบรรยากาศไม่เอื้อ ความไม่แน่นอนบั่นทอนความเชื่อมั่น เพราะการเมืองยังมีความสุ่มเสี่ยง โอกาสที่เศรษฐกิจทั้งระบบจะขับเคลื่อนต่อได้ราบรื่น ฟื้นคืนกลับมาดังเดิม จะยิ่งยากและต้องใช้เวลานานขึ้น ศบค. จี้ 11 ล้านคน “ยังไม่ฉีดวัคซีน” ไล่บี้ 10 จังหวัดเร่งฉีด-โควิดระบาด ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/columns/news-803506

จำนวนผู้อ่าน: 334

18 พฤศจิกายน 2021

ไทยเที่ยวไทย…อีกสักปีดีไหม ?

คอลัมน์ เช้านี้ที่ซอยอารีย์ พงศ์นคร โภชากรณ์ pongnakornp@fpo.go.th เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ตัดสินใจดำเนินมาตรการเปิดประเทศเพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย ไล่เลี่ยกันก็ลดจำนวนจังหวัดสีแดงเข้มจาก 29 จังหวัด เหลือเพียง 6 จังหวัด เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลงไปมากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ประกอบกับจำนวนคนที่รับการฉีดวัคซีนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 ทั้งประเทศมีผู้ได้รับวัคซีน 1 เข็ม 45.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 68.6 ของประชากร ส่วน 2 เข็ม 36.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 55.7 ของประชากร และหากดูอัตราการได้รับวัคซีนครบแล้ว 10 จังหวัดแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 96.6 ภูเก็ต ร้อยละ 80.5 ชลบุรี ร้อยละ 75.7 สมุทรสาคร ร้อยละ 68.6 ปทุมธานี ร้อยละ 65.8 สมุทรปราการ ร้อยละ 63.4 พังงา ร้อยละ 62.7 ฉะเชิงเทรา ร้อยละ 61.1 ระนอง ร้อยละ 59.4 และพระนครศรีอยุธยา ร้อยละ 56.1 ส่วนจังหวัดที่เหลือก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะขยับเข้าไปใกล้ร้อยละ 70 ในเวลาไม่นาน อย่างไรก็ตาม หลายจังหวัดยังมีอัตราการได้รับวัคซีนในระดับต่ำมาก เช่น แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 30.9 บึงกาฬ ร้อยละ 30.9 หนองบัวลำภู ร้อยละ 31.0 เป็นต้น จากการวิเคราะห์และคาดการณ์ของหลาย ๆ หน่วยงาน มองคล้าย ๆ กันว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ช้าหรือเร็ว ตัวแปรหนึ่งที่สำคัญมาก คือ จำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งหมายถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นหลัก โดยปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาประมาณ 2-3 แสนคน ส่วนปีหน้าประมาณ 6-8 ล้านคน ซึ่งยังห่างไกลจากก่อนวิกฤตโควิด-19 ที่เข้ามามากถึง 40 ล้านคน คำถามที่เกิดขึ้นคือ เมื่อไหร่จะเท่าเดิม ? ผมก็ตอบไม่ถูก แต่ส่วนตัวคิดว่าในระยะ 4-5 ปีนี้ คงยากพอสมควร ฉะนั้น การหันกลับมาพึ่งพา “ไทยเที่ยวไทย” ให้มากขึ้น การส่งเสริมกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศ สนับสนุน MSMEs ด้านการท่องเที่ยว สนับสนุนการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ เช่น เป๋าตัง ถุงเงิน เป็นต้น จะทำให้การท่องเที่ยวฟื้นตัว การบริโภคก็ดีด้วย ผู้ประกอบการก็อยู่ได้ เกิดการจ้างงานต่อเนื่อง เศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวอย่างทั่วถึง (inclusive growth) มากขึ้น ผมจะพาย้อนไปดูข้อมูลเศรษฐกิจ 3 ตัวของปี 2562 เพื่อจะได้เห็นโครงสร้างเศรษฐกิจก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19   ตัวที่ 1 โครงสร้างเศรษฐกิจด้านอุปทานสาขาท่องเที่ยว ในปี 2562 พบว่า ร้อยละ 85 ของการท่องเที่ยวทั้งประเทศ กองรวมกันอยู่ใน 10 จังหวัดเท่านั้น ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี พังงา เชียงใหม่ กระบี่ ระยอง และสงขลา ข้อมูลนี้ทำให้เราจะเห็นภาพการกระจุกตัวของการท่องเที่ยวชัดมากขึ้น ตัวที่ 2 จำนวนผู้เยี่ยมเยือน ทั้งหมด 304 ล้านคนครั้ง ในจำนวนนี้เป็นคนไทย 227 ล้านคนครั้ง เป็นคนต่างประเทศ 77 ล้านคนครั้ง สัดส่วนไทย : เทศ จึงอยู่ที่ 75% : 25% แปลว่า “ในแง่จำนวนคน” เศรษฐกิจไทยพึ่งพาผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยมากกว่าชาวต่างประเทศ สัดส่วนนี้ในแต่ละจังหวัดจะไม่เหมือนกัน ตัวที่ 3 รายได้จากการเยี่ยมเยือน ทั้งประเทศมีรายได้จากการเยี่ยมเยือนมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท เป็นรายได้ที่มาจากคนไทย 1.1 ล้านล้านบาท มาจากคนต่างประเทศ 1.7 ล้านล้านบาท สัดส่วนไทย : เทศ จะอยู่ที่ 39% : 61% แปลว่า “ในแง่รายได้” เศรษฐกิจไทยพึ่งพารายได้จากคนต่างประเทศมากกว่าคนไทย สัดส่วนนี้ในแต่ละจังหวัดจะไม่เหมือนกัน จากข้อมูลพบว่า จังหวัดที่พึ่งพาเม็ดเงินจากชาวต่างประเทศมากกว่าเม็ดเงินของคนไทย 10 จังหวัดแรก ประกอบด้วย กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี กระบี่ สุราษฎร์ธานี สงขลา และพังงา ฉะนั้น จังหวัดเหล่านี้ยิ่งต้องการเม็ดเงินจากไทยเที่ยวไทยเข้าไปทดแทน ยกตัวอย่างเช่น จ.ภูเก็ต จากข้อมูลจำนวนและรายได้ จะพบว่า การใช้จ่ายต่อหัวของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 13,400 บาท ส่วนของคนต่างประเทศอยู่ที่ 39,400 บาท ต่างกัน 3 เท่า ดังนั้น หากเราจะรักษาระดับรายได้จากการท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ตให้เท่าเดิม ต้องให้คนไทยเดินทางไปเที่ยวภูเก็ตเพิ่มจากเดิมอีก 3 คน จึงจะทดแทนคนต่างประเทศ 1 คน หรือเรียกว่า “อัตราการทดแทนกันของการใช้จ่ายต่อหัว” อยู่ที่ ไทย 3 คน : เทศ 1 คน เป็นต้น ส่วนกรุงเทพฯ อยู่ที่ 3 : 1 จ.ชลบุรี อัตราส่วนนี้อยู่ที่ 3.4 : 1 (สูงที่สุดในประเทศไทย) จ.กระบี่ อยู่ที่ 1 : 1 จ.สุราษฎร์ธานี อยู่ที่ 2.9 : 1 จ.สงขลา อยู่ที่ 1.6 : 1 และ จ.พังงา อยู่ที่ 3.0 : 1 ดังนั้น ในช่วงปลายปี 2564 และตลอดปี 2565 หากเราควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี ฉีดวัคซีนให้ครบทุกช่วงวัย เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างระมัดระวัง แล้วทยอยออกมาตรการสนับสนุนไทยเที่ยวไทยเพิ่มเติม เพื่อชักชวนจูงใจให้คนออกไปเที่ยวมากขึ้น ยิ่งไปเที่ยวกันมากเท่าไร ยิ่งทดแทนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้มากเท่านั้น ที่สำคัญนอกจากจะเป็นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศแล้ว ยังทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านบริการต่าง ๆ MSMEs เล็ก ๆ จิ๋ว ๆ ในต่างจังหวัด จะสามารถอยู่รอดได้ ผมจึงเสนอให้ปี 2565 เป็น “ปีไทยเที่ยวไทย” ครับ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-803362

จำนวนผู้อ่าน: 331

18 พฤศจิกายน 2021

ศบค. พบผู้ป่วยโควิดวันนี้ (18 พ.ย.) 6,901 ราย ATK ติดเชื้อเพิ่ม 2,106 คน

เครดิตภาพ : สำนักอนามัย กทม. ศบค.พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่วันนี้ (18พ.ย.) เพิ่ม 6,901 ราย เสียชีวิต 55 คน หายป่วยกลับบ้านเพิ่ม 7,556 ราย ผลตรวจ ATK ติดเชื้อเพิ่ม 2,106 คน วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ศูนย์ข้อมูล COVID-19 ของรัฐบาลและศูนย์ EOC กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานข้อมูลเบื้องต้นสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 6,901 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวังฯ 6,423 ราย ผู้ป่วยจากการค้นหาเชิงรุก 319 ราย ผู้ป่วยภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 144 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 15 ราย ผู้ป่วยสะสม 2,015,262 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) วันนี้มีผู้ป่วยหายป่วยกลับบ้านเพิ่ม 7,556 ราย หายป่วยสะสม 1,905,773 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้ป่วยกำลังรักษา 90,672 ราย และเสียชีวิต 55 ราย ทางด้านกรมควบคุมโรครายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ป่วยกำลังรักษาตัว 90,672 ราย อยู่ในรพ. 44,038 คน อยู่ในรพ.สนามและอื่นๆ 46,634 คน ในจำนวนนี้มีอาการหนัก 1,742 คน ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 496 คน   ส่วนผลตรวจ ATK วันนี้พบผู้ติดเชื้อเข้าข่ายเพิ่ม 2,106 คน รวมสะสม 316,047 คน โดยร้อยละของการตรวจพบเชื้ออยู่ที่ 10.80% (ตรวจ 100 คน จะเจอผู้ป่วยโควิดประมาณ 10 คน) ขณะที่ความคืบหน้าของการฉีดวัคซีน ฉีดได้เพิ่มอีก 511,970 โดส โดยเข็มที่ 1 ครอบคลุมประชากรไปแล้ว 63.70% และเข็มที่ 2 ครอบคลุมประชากร 52.47% ศบค. จี้ 11 ล้านคน “ยังไม่ฉีดวัคซีน” ไล่บี้ 10 จังหวัดเร่งฉีด-โควิดระบาด สรุปยอดผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิตย้อนหลัง ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2564 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 8,165 ราย : เสียชีวิต 55 ราย วันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,574 ราย : เสียชีวิต 78 ราย วันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,679 ราย : เสียชีวิต 56 ราย วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,982 ราย : เสียชีวิต 68 ราย วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 8,148 ราย : เสียชีวิต 80 ราย วันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 8,467 ราย : เสียชีวิต 69 ราย วันที่ 7 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,960 ราย : เสียชีวิต 53 ราย วันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,592 ราย : เสียชีวิต 39 ราย วันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,904 ราย : เสียชีวิต 61 ราย วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,978 ราย : เสียชีวิต 62 ราย วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,496 ราย : เสียชีวิต 57 ราย วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,305 ราย : เสียชีวิต 51 ราย วันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,057 ราย : เสียชีวิต 55 ราย วันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,079 ราย : เสียชีวิต 47 ราย วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,343 ราย : เสียชีวิต 45 ราย วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 5,947 ราย : เสียชีวิต 62 ราย วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,524 ราย : เสียชีวิต 56 คน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-804503

จำนวนผู้อ่าน: 332

18 พฤศจิกายน 2021

กดปุ่มเมกะโปรเจ็กต์หมื่นล้าน กทม.เคลียร์งบรับเลือกตั้ง

กทม.เตรียมกดปุ่มเมกะโปรเจ็กต์ เคลียร์งบฯลงทุน 1.1 หมื่นล้าน ก่อนเลือกตั้งผู้ว่าฯ ต้นปี’65 ขีดเส้นเบิกจ่ายจัดซื้อจัดจ้างภายในเดือน ธ.ค. “บิ๊กวิน” สั่งเร่ง 7 โครงการ สำนักโยธาจ่อประมูลสะพานเกียกกายเฟส 3 ปิดจ็อบ “พรานนก-พุทธมณฑลสาย 4” ดันอีก 2 เส้นทางรวด เปิดเอกชนลงทุน PPP รถไฟฟ้า “บางนา-สุวรรณภูมิ” และ “วัชรพล-ทองหล่อ” สัญญาณการจัดการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ชัดเจนขึ้น หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 7 ก.ย. 2564 เห็นชอบตามที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เสนอให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นของ อปท. ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา และกำหนดไทม์ไลน์การเลือกตั้ง 28 พ.ย.-12 ธ.ค. 2564 โดยในส่วนของ กทม. การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภา กทม. (ส.ก.) จะอยู่ช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. 2565 ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่า ผู้บริหาร กทม.ชุดปัจจุบันจะเร่งสปีดลงทุนโครงการขนาดใหญ่ก่อนการเมืองจะผลัดใบเปลี่ยนขั้ว แม้ 1-2 ปีที่ผ่านมาการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสถานการณ์เศรษฐกิจจะทำให้ กทม.มีงบฯลงทุนจำกัด เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ลดลงมาก อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2565 กทม.มีแผนประมูลก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ และศึกษาและเตรียมแผนลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ 2 เส้นทาง นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2565 แม้จะมีสัญญาณการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ แต่ กทม.จะเดินหน้าลงทุนโครงการสาธารณูปโภคสาธารณูปการต่าง ๆ ตามแผนปกติ ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน ยังไม่ได้สั่งเร่งรัดโครงการใดเป็นพิเศษ แต่เน้นย้ำให้แต่ละโครงการทำตามกรอบและระยะเวลาที่กำหนดไว้ ขีดเส้นจัดซื้อจบสิ้นปี โครงการส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่อยู่ในข้อบัญญัติ กทม. เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ 2565 ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อเดือน ก.ย. 2564 ซึ่งได้กำชับทุกหน่วยงานให้เร่งจัดทำรายการเบิกจ่ายงบประมาณตามขั้นตอน พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 ให้แล้วเสร็จในเดือน ธ.ค. 2564 และจะต้องเร่งลงนามในสัญญาจ้างกับเอกชนในแต่ละโครงการให้ได้ในช่วงต้นปี 2565 ส่วนการดำเนินการร่างข้อบัญญัติ กทม. เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 ปัจจุบันได้เริ่มต้นกระบวนการแล้ว โดยแต่ละสำนักงานเขต และสำนักต่าง ๆ ของ กทม. อยู่ระหว่างรวบรวมแผนงานและโครงการที่จำเป็นอยู่ คาดว่าจะทยอยรวบรวมแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2565 จากนั้นจะเร่งเสนอสภา กทม.พิจารณาตามขั้นตอนในช่วงกลางปี 2565 แหล่งข่าวจากสำนักการคลัง กทม.เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2565 กทม.มีงบประมาณในส่วนงบฯลงทุนรวม 11,462 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าครุภัณฑ์ 520.339 ล้านบาท และค่าที่ดิน และการก่อสร้าง 10,941.786 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้แบ่งเป็น ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง 872,505 ล้านบาท, โครงการผูกพันงบประมาณต่อเนื่อง 9,805.45 ล้านบาท และโครงการผูกพันงบประมาณใหม่ 263.82 ล้านบาท   เร่ง 7 โครงการ สำหรับโครงการใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มลงทุนในปี 2565 และเป็นโครงการเร่งด่วนตามนโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน ประกอบด้วย 7 โครงการ วงเงินรวม 1,557.8 ล้านบาท ดังนี้ โครงการของสำนักการโยธา 6 โครงการ วงเงินรวม 1,403.2 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการก่อสร้างบ้านพักผู้สูงอายุ บึงสะแกงาม ระยะที่ 2 วงเงิน 255 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (2565-2566) 2.โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองช่องนนทรี ช่วงที่ 3 ซ.นราธิวาสฯ 7-ถ.จันทน์ วงเงิน 370 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (2565-2566) 3.โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองช่องนนทรี ช่วงที่ 4 ถ.จันทน์-ถ.รัชดาภิเษก วงเงิน 250 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (2565-2566) 4.โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองช่องนนทรี ช่วงที่ 5 ถ.รัชดาภิเษก-ถ.พระราม 3 วงเงิน 200 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี 5.โครงการปรับปรุง ถ.แสมดำ ช่วง ถ.พระราม 2-คลองสนามชัย วงเงิน 268.99 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่อง 4 ปี (2562-2565) และ 6.โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ ถ.สีลม ช่วง ถ.นราธิวาสราชนครินทร์ทั้งสายทาง วงเงิน 59.21 ล้านบาท ดำเนินการในปี 2565 และสำนักสิ่งแวดล้อม มี 1 โครงการ คือ โครงการปรับปรุงสวนลุมพินี ในโอกาสครบ 100 ปี ระยะที่ 1 วงเงิน 154.6 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (2565-2566) ดัน “สะพานเกียกกาย” แหล่งข่าวจากสำนักการโยธาเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในส่วนของสำนักการโยธา ในปี 2565 จะดำเนินการก่อสร้างโครงการสำคัญ 2 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณแยกเกียกกาย ตอนที่ 2 เป็นสะพานข้ามแม่น้ำ จาก ซ.จรัญสนิทวงศ์ 93-วัดแก้วจุฬามณี ระยะทาง 480 เมตร วงเงิน 1,350 ล้านบาท ซึ่งได้ตัวผู้รับจ้างแล้ว แต่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างโดยกรมบัญชีกลาง และตอนที่ 3 เป็นทางยกระดับ และ ถ.ฝั่งพระนคร จากแม่น้ำเจ้าพระยา-สะพานแดง ระยะทาง 1.350 กม. วงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท กำลังประเมินมูลค่าโครงการใหม่ เพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามขั้นตอน คาดว่าจะเริ่มต้นกระบวนการประมูลได้ต้นปี 2565 ส่วนความคืบหน้าการเวนคืนที่ดิน อยู่ระหว่างรอ พ.ร.ฎ.เวนคืนสิ่งปลูกสร้าง ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งได้รับจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลมาแล้วบางส่วน คิดเป็นวงเงินประมาณ 10% ของงบประมาณในการเวนคืน 7,490 ล้านบาท ซึ่งงบฯดังกล่าว รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนทั้งหมด โดยได้ทยอยจ่ายค่าเวนคืนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งในฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครเรียบร้อยแล้วเกือบ 50% เวนคืน 7.5 พันล้าน ทั้งนี้ โครงการสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณแยกเกียกกาย และถนนต่อเชื่อม ใช้เงินก่อสร้างประมาณ 12,717.4 ล้านบาท แยกเป็น ค่าก่อสร้าง 5,225 ล้านบาท ซึ่งรัฐและ กทม.ออกค่าก่อสร้าง 50 : 50 ค่าเวนคืน 7,490 ล้านบาท รัฐอุดหนุน 100% งานก่อสร้างแบ่งได้ 5 ตอน ประกอบด้วย 1.ทางยกระดับและถนนฝั่งธนบุรี จาก ถ.เลียบทางรถไฟสายใต้-ถ.จรัญสนิทวงศ์ ระยะทาง 1.05 กม. วงเงิน 4,015 ล้านบาท 2.สะพานข้ามแม่น้ำ จาก ซ.จรัญสนิทวงศ์ 93-วัดแก้วจุฬามณี ระยะทาง 480 เมตร วงเงิน 1,350 ล้านบาท 3.ทางยกระดับและ ถ.ฝั่งพระนครจากแม่น้ำเจ้าพระยา-สะพานแดง ระยะทาง 1.350 กม. วงเงิน 1,000 ล้านบาท 4.ทางยกระดับและ ถ.ฝั่งพระนคร จากแยกสะพานแดง-ถ.กำแพงเพชร ระยะทาง 1.4 กม. วงเงิน 1,100 ล้านบาท และ 5.ทางยกระดับและ ถ.ฝั่งพระนคร จาก ถ.กำแพงเพชร-ถ.พหลโยธิน ระยะทาง 1.6 กม. วงเงิน 1,025 ล้านบาท และ 2.โครงการก่อสร้างถนนพรานนก-ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ช่วงที่การก่อสร้างยังคั่งค้างล่าช้า ช่วงถนนพุทธมณฑลสาย 2-ถนนพุทธมณฑลสาย 3 ระยะทาง 3.4 กม. วงเงิน 1,532 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2565 จากนั้นจะเริ่มประมูลและดำเนินโครงการเดียวกันนี้ ในช่วงถนนพุทธมณฑลสาย 3-ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ระยะทางประมาณ 3 กม. วงเงิน 1,300 ล้านบาทต่อไป ดันรถไฟฟ้า 2 สาย ขณะที่แหล่งข่าวจากสำนักการจราจรและขนส่ง กทม.เปิดเผยว่า สำนักจราจรและขนส่งได้จัดสัมมนาปฐมนิเทศโครงการรถไฟฟ้าภายใต้การผลักดันของ กทม. 2 เส้นทาง ประกอบด้วย 1.โครงการรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit : LRT) สายบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะทาง 19.7 กม. วงเงินลงทุน 27,892 ล้านบาท ซึ่งเพิ่งมีการจ้างที่ปรึกษาศึกษาโครงการใหม่ช่วงกลางปี 2564 คาดว่าจะสรุปผลการศึกษาแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2565 จากนั้น กทม.จะนำเสนอโครงการตามขั้นตอนให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในปี 2566 และ 2.โครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) สายสีเทา ระยะที่ 1 ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ ระยะทาง 19 กม. วงเงินลงทุน 30,000 ล้านบาท สถานะปัจจุบันได้ตัวบริษัทที่ปรึกษาและวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เรียบร้อยแล้ว ใช้เวลาศึกษา 2 ปี ดึงเอกชนร่วมทุน PPP ทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก แนวทางดำเนินการอาจต้องเลือกลงทุนในลักษณะ PPP เปิดให้เอกชนเข้าร่วมทุน อย่างไรก็ตาม จากที่การดำเนินกิจการรถไฟฟ้าของ กทม.ยังติดพันกับเรื่องสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งมีหนี้ทั้งการเดินรถ และการจ้างก่อสร้างวงเงินรวมเกือบ 40,000 ล้านบาท ประกอบกับการจัดเก็บรายได้ของ กทม.ช่วงการแพร่ระบาดของโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจลดลงมาก ทำให้แผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต้องเลื่อนระยะเวลาออกไป อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้ กทม.จะเร่งดำเนินการศึกษาให้แล้วเสร็จไว้ก่อน เมื่อมีความพร้อมการผลักดันขั้นตอนการลงทุนจะทำได้โดยง่าย เศรษฐกิจไทยผ่านวิกฤต แต่คนไทยส่วนใหญ่กำลังวิกฤต ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-803809

จำนวนผู้อ่าน: 336

18 พฤศจิกายน 2021

บัตรคนจน รับโอนเงินช่วย “ค่าน้ำ ค่าไฟ” วันนี้ (18 พ.ย.)

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รับโอนเงินช่วยเหลือคืนค่าน้ำ ค่าไฟ กรณีใช้ไม่เกิน 315 บาท วันนี้ (18 พ.ย.)  วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เตรียมโอนเงินช่วยเหลือค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา ให้ผู้ถือบัตรฯ วันนี้ (18 พ.ย.) โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้   เงินคืนค่าไฟฟ้า ใช้ไม่เกิน 315 บาท ถึงเดือนกันยายน 2565 กดเป็นเงินสดได้ เงินคืนค่าน้ำประปาใช้เกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ได้รับในวงเงิน 100 บาท และต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาทเอง สามารถกดเป็นเงินสดได้ที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย ผู้ถือบัตรฯ จะได้รับโอนเงินอีกครั้งในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 ตามรายการดังนี้ เพิ่มเงินเบี้ยความพิการ จำนวน 200 บาท ถึงกันยายน 2565 จากจำนวน 800 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็นเงิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ และต้องผ่านคุณสมบัติการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น สามารถกดเป็นเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทยได้ เพิ่มเงินให้อีก 300 บาท สำหรับกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง (ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียง) สำหรับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มกำลังซื้อ ระยะที่ 3 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณวงเงิน 54,506 ล้านบาท โดยมีกำหนดการจ่ายเงินให้ผู้ถือบัตรฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา 1. เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าเพิ่มเติมอีกจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2564 รวมเป็น 500 บาท และรวมเป็น 1,800 บาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2. เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้า จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2564 รวมเป็น 500 บาทต่อคน ในเดือน และรวมเป็น 1,800 บาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ บัตรคนจน รับโอนเงินเดือนพฤศจิกายน ได้ทั้งหมดเท่าไร-เงินเข้าวันไหน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804313

จำนวนผู้อ่าน: 355

18 พฤศจิกายน 2021

ราคาน้ำมันวันนี้ (18 พ.ย.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ำมันวันนี้ (18 พ.ย.) ตามข้อมูลจากบางจาก แก๊สโซฮอล์ 95 จำหน่ายที่ราคาลิตรละ 32.35 บาท ส่วนแก๊สโซฮอล์ 91 จำหน่ายที่ราคาลิตรละ 32.08 บาท รายงานราคาดีเซลล่าสุด จำหน่ายที่ราคา 29.59 บาท ดีเซล B7 ราคา 29.74 บาท และดีเซลพรีเมี่ยม (Hi Premium Diesel S B7) อยู่ที่ 35.36 บาท ส่วนราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ยังไม่มีประกาศเปลี่ยนแปลง ตามข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 07.03 น. ที่ผ่านมา สรุปราคาน้ำมันวันนี้   เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 32.35 บาท • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 32.08 บาท • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 30.84 บาท • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 24.44 บาท ดีเซล • ดีเซล B7 ลิตรละ 29.74 บาท • ดีเซล B10 ลิตรละ 29.59 บาท • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.49 บาท • ดีเซลพรีเมี่ยม ลิตรละ 35.36 บาท หมายเหตุ : ราคาอ้างอิงจาก บมจ.บางจากฯ ควรตรวจสอบราคา ณ สถานีเติมน้ำมันอีกครั้ง ราคาข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ กทม. ราคาพรุ่งนี้จะมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-804505

จำนวนผู้อ่าน: 316

18 พฤศจิกายน 2021

เงินเฟ้อพุ่งดันทองคำ “ขาขึ้น” กูรูลุ้นราคา “Spot” ทะยาน 1,900 เหรียญ

เงินเฟ้อดัน “ทองคำ” ขาขึ้น กููรูในวงการประสานเสียงคาดราคายืนเหนือ 1,800 เหรียญถึงสิ้นปี แถมมีโอกาสแตะ 1,900 เหรียญ พร้อมลุ้นทองในประเทศเข้าใกล้ 3 หมื่นบาท “บล.โกลเบล็ก” แนะนักลงทุนรอจังหวะย่อค่อยเข้าซื้อเก็งกำไร นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ราคาทองคำต่างประเทศ (spot) น่าจะสามารถยืนเหนือ 1,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้ไปจนถึงสิ้นปี 2564 นี้ จากปัจจัยด้านเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงการที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะลดวงเงินมาตรการคิวอี แต่เงินเฟ้อยังไม่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นเหตุให้ทองคำยังคงไปได้ต่อ และน่าจะไปแตะ 1,900 เหรียญได้   โดย บล.โกลเบล็ก ให้กรอบราคาทองคำระยะยาวจนถึงสิ้นปีที่ 1,680-1,900 เหรียญ ส่วนราคาทองคำในประเทศ มีโอกาสแตะ 30,000 บาทต่อบาททองคำได้ “ปัจจัยที่ต้องจับตา คือ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งหากออกมาแย่ แต่เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น รวมถึงหากเงินบาทอ่อนค่าอีก ก็มีโอกาสที่ทองคำในประเทศจะขึ้นไปถึงระดับ 30,000 บาทได้”นายณัฐวุฒิกล่าว นายณัฐวุฒิกล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ นักลงทุนที่จะซื้อทองคำให้รอจังหวะย่อลงมา โดยแนะนำซื้อและถือเอาไว้ได้จนถึงต้นปีหน้า เนื่องจากช่วงไตรมาสแรกทองคำมักจะราคาขึ้น เมื่อถึงช่วงนั้นก็อาจจะเป็นช่วงขายทำกำไรได้   นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า ราคาทองคำในประเทศ ปัจจุบันอยู่แถว ๆ 28,900 บาท โดยโอกาสไปแตะ 30,000 บาทในปีนี้คงยาก แต่ก็มีลุ้นหรืออาจเกิดขึ้นได้ในปีหน้า ซึ่งในระยะสั้นทองคำมีการปรับลงมาเล็กน้อย จากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ ทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 7 วันติดต่อกันทำสถิติสูงสุดในรอบ 5 เดือน และราคาทองคำน่าจะยืนเหนือ 1,800 เหรียญไปได้ถึงสิ้นปี   “ปัจจัยหลัก ๆ ที่จะหนุนราคาทองคำไปจนถึงสิ้นปี ยังเป็นเรื่องของเงินเฟ้อ ส่วนปัจจัยทางเทคนิคก็ยังมองว่า เป็นขาขึ้น โดยฮั่วเซ่งเฮงให้กรอบไว้ที่ 1,850-1877 เหรียญ และมีแนวต้านถัดไปที่ 1,880 เหรียญ ส่วนทองคำในประเทศน่าจะอยู่ที่ประมาณ 29,100 บาท อาจจะยังขึ้นไปไม่ถึง 30,000 บาทในช่วงนี้” นายธนรัชต์กล่าว อย่างไรก็ดี นายธนรัชต์กล่าวว่า มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นมา เป็นภาวะชั่วคราว ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว หลังจากซบเซาไปนานก็จะเป็นอีกปัจจัยที่จะเข้ามากดดันราคาทองคำ ดังนั้น นอกจากเงินเฟ้อแล้ว ยังต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของหลาย ๆประเทศที่เริ่มคลี่คลายและฟื้นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐด้วย นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ในระยะสั้นราคาทองในประเทศมีโอกาสปรับขึ้นไปได้ถึงระดับกว่า 29,000 บาท แต่คงไปถึงระดับ 30,000 บาทได้ยาก   แต่ระยะยาว ก็ต้องดูปัจจัยอื่น ๆ เช่น เงินเฟ้อ เศรษฐกิจสหรัฐ หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นกะทันหัน จนเป็นเหตุที่ดันราคาทองคำให้พุ่งขึ้นไปอีกได้ ส่วนราคา gold spot เชื่อว่าจะขึ้นยืนเหนือ 1,800 เหรียญไปถึงสิ้นปีได้ เนื่องจากทองคำตอนนี้เป็นขาขึ้น ซึ่งกรอบราคาทองคำช่วงนี้คาดว่าจะอยู่แถว 1,875-1820 เหรียญ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-803371

จำนวนผู้อ่าน: 379

18 พฤศจิกายน 2021

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 พ.ย.) ขยับขึ้น 0.53% อยู่ที่ 60,409.90 เหรียญสหรัฐ

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 พ.ย.) ขยับขึ้น +0.53% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อยู่ที่ 60,409.90 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1,970,903.19 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 38.97 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลล่าสุด เมื่อ 6:52 น. ขณะที่เหรียญดิจิทัลคริปโทเคอร์เรนซีชนิดอื่น Ethereum ขยับขึ้น 2.% Binance Coin ปรับลง 1.89% และ Dogecoin ขยับขึ้น .31% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา   สรุปราคาเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี 1. Bitcoin (BTC) ราคา 60,409.90 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.53% 2. Ethereum (ETH) ราคา 4,292.13 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +2.00% 3. Binance Coin (BNB) ราคา 577.80 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -1.89% 4. Tether (USDT) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.02% 5. Solana (SOL) ราคา 218.64 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -0.20% 6. SHIBA INU (SHIB) ราคา0.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -0.65% 7. XRP (XRP) ราคา 1.10 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.86% 8. Polkadot (DOT) ราคา 42.54 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +4.16% 9. USD Coin (USDC) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.02% 10. Dogecoin (DOGE) ราคา 0.24 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.31% หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นอาจมีความคลาดเคลื่อนและไม่ควรใช้เพื่อการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อขาย ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทาง www.sec.or.th ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804498

จำนวนผู้อ่าน: 320

18 พฤศจิกายน 2021

ศบค.พบผู้ป่วยโควิดวันนี้ (16 พ.ย.) 5,947 ราย ATK ติดเชื้อเพิ่ม 2,073 คน

ศบค.พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่วันนี้ (16 พ.ย.) เพิ่ม 5,947 ราย เสียชีวิต 62 คน หายป่วยกลับบ้านเพิ่มอีก 7,943 ราย เผยยอดผู้ป่วยอาการหนัก-ใส่ท่อช่วยหายใจลด ส่วนผลตรวจ ATK พบผู้ติดเชื้อเข้าข่ายเพิ่ม 2,073 คน วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 ศูนย์ข้อมูล COVID-19 ของรัฐบาลและศูนย์ EOC กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานข้อมูลเบื้องต้นสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 5,947 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวังฯ 5,662 ราย ผู้ป่วยจากการค้นหาเชิงรุก 221 ราย ผู้ป่วยภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 53 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 11 ราย ผู้ป่วยสะสม 2,001,837 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) วันนี้มีผู้ป่วยหายป่วยกลับบ้านเพิ่ม 7,943 ราย หายป่วยสะสม 1,891,026 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้ป่วยกำลังรักษา 92,105 ราย และเสียชีวิต 62 ราย ทางด้านกรมควบคุมโรครายงานเพิ่มเติมว่า วันนี้มีผู้ป่วยกำลังรักษาตัว 92,105 คน อยู่ในรพ. 43,115 คน ระ.สนามและอื่นๆ 48,990 คน ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 1,775 คน ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ 411 คน ซึ่งตัวเลขลดลง   ขณะที่ผลตรวจ ATK วันนี้พบผู้ติดเชื้อเข้าข่ายเพิ่มอีก 2,073 คน รวมสะสม 311,912 คน ร้อยละของการติดเชื้ออยู่ที่ 10.99% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลง กล่าวคือตรวจพบการติดเชื้อน้อยลง จากก่อนหน้าซึ่งอยู่ประมาณ 13-14% ส่วนความคืบหน้าของการฉีดวัคซีน ฉีดได้เพิ่มขึ้นอีก 557,425 โดส ทำให้ตัวเลขสะสมขึ้นไปอยู่ที่ 85.47 ล้านโดส โดยเข็มที่ 1 ฉีดไปแล้ว 45.51 ล้านคน ครอบคลุม 63.18 ของจำนวนประชากร สรุปยอดผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิตย้อนหลัง ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2564 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 8,165 ราย : เสียชีวิต 55 ราย วันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,574 ราย : เสียชีวิต 78 ราย วันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,679 ราย : เสียชีวิต 56 ราย วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,982 ราย : เสียชีวิต 68 ราย วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 8,148 ราย : เสียชีวิต 80 ราย วันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 8,467 ราย : เสียชีวิต 69 ราย วันที่ 7 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,960 ราย : เสียชีวิต 53 ราย วันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,592 ราย : เสียชีวิต 39 ราย วันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,904 ราย : เสียชีวิต 61 ราย วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,978 ราย : เสียชีวิต 62 ราย วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,496 ราย : เสียชีวิต 57 ราย วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,305 ราย : เสียชีวิต 51 ราย วันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,057 ราย : เสียชีวิต 55 ราย วันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,079 ราย : เสียชีวิต 47 ราย วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,343 ราย : เสียชีวิต 45 ราย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-802930

จำนวนผู้อ่าน: 352

16 พฤศจิกายน 2021

จับตาวาระครม.สัญจรกระบี่ ชงกู้เงิน 2 หมื่นล้าน ตรึงดีเซล 30 บาทต่อลิตร

จับตาวาระครม.สัญจร กระบี่ ก.พลังงาน ชงกู้เงิน 2 หมื่นล้านบาท ใส่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตรึงน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ไฟเขียว นักลงทุน-เศรษฐีต่างชาติพำนักในไทย ยกเว้นค่าธรรมเนียมต่ออายุใบบัตรอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว-มัคคุเทศก์ ต่ออายุแถลงการณ์ร่วมแสดงเจตจำนงความร่วมมือด้านรถไฟ ระหว่างกระทรวงคมนาคมไทย-เยอรมนี วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.) สัญจร ครั้งที่ 1/2564 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล) ที่จังหวัดกระบี่ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม แต่งกายชุดผ้าไทยแขนยาว มีวาระสำคัญ ดังนี้ เรื่องเพื่อทราบ หากไม่มีข้อทักท้วงให้ถือเป็นเรื่องที่ ครม. เห็นชอบ/อนุมัติ อาทิ ขอเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย เทศบาลนครหาดใหญ่จังหวัดสงขลา เรื่องเพื่อพิจารณา อาทิ ขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อจัดให้รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเช่าพื้นที่ราชพัสดุเพื่อเป็นที่ทำการและที่พักเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จังหวัดสงขลา   ขอความเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยการต่ออายุแถลงการณ์ร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยการพัฒนาความร่วมมือด้านรถไฟ ระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสภารัฐมนตรีสมาคมแห่งมหาสมุทรอินเดียครั้งที่ 21 การขออนุมัติกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เรื่องวาระสำคัญของรัฐบาล การพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล) อาทิ การนำเสนอแหล่งมรดกทางธรรมชาติ พื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันเข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก ขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการจัดซื้อที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยให้ชุมชนในพื้นที่ป่าชายเลน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 และ 2563 ในท้องที่จังหวัดชายฝั่งทะเล 21 จังหวัด เรื่องการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) อาทิ ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ (ฉบับที่ ..) ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการต่ออายุบัตรอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวและใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ พ.ศ. …. ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้พระราชกำหนดฯเพิ่มเติม พ.ศ.2564 ในคราวประชุมครั้งที่ 14/2564 ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-802978

จำนวนผู้อ่าน: 346

16 พฤศจิกายน 2021