News

ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัว

+ ความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะความต้องการใช้น้ำมันเบนซินที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 63 ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังสหรัฐฯ ปรับลดลง แม้โรงกลั่นสหรัฐฯ จะเพิ่มกำลังการกลั่นบ้างแล้ว +/- การที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติลิเบียประกาศยกเลิก Force majeure แหล่งผลิตน้ำมันดิบ Es Sider ทำให้ตลาดกังวลว่าลิเบียจะเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตาม บริษัทออกมาระบุว่าจะยังไม่มีการเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตนี้ – สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 3 ก.ค. 63 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.7 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 309 ล้านบาร์เรล ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลงสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากจีนมีแนวโน้มส่งออกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 3 ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังตลาดกังวลว่าจีนและอินเดียจะส่งออกน้ำมันดีเซลมากขึ้น โดยเฉพาะหากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488438

Person read: 11

09 July 2020

ทั่วไทยฝนลดลง ยกเว้น 10 จังหวัดภาคใต้ยังตกหนัก กทม.วันนี้ ฝนแค่ 30% ของพื้นที่

วันที่ 9 กรกฏาคม 2563 กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า ลักษณะอากาศทั่วไป มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคใต้ พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร และสุโขทัย อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ภาคกลาง เมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี นครปฐม และสมุทรสงคราม อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ภาคตะวันออก เมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงน้อยกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-488435

Person read: 11

09 July 2020

ค่าเงินบาท​แข็งค่า​ที่​ 31.14 บาท/ดอลลาร์​ คาด​กรอบวันนี้ 31.05-31.25 บาท

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) เปิดเผย​ว่า​ ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้​ (9 ก.ค.)​ ที่ระดับ 31.14 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ​ แข็งค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ระดับ 31.24 บาทต่อดอลลาร์ คาด​กรอบเงินบาทวันนี้ 31.05-31.25 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้​ ช่วงคืนที่ผ่านมา ตลาดการเงินฝั่งสหรัฐยังสามารถปรับตัวขึ้นได้ต่อ โดยดัชนี S&P500 ขยับขึ้น 0.7% จากการรีบาวด์ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี สวนทางกับ Euro Stoxx 600​ ของ​ยุโรป​ ที่ย่อตัวลง 0.6% โดยในวันนี้ต้องจับตาตลาดหุ้นเอเชียซึ่งในช่วงเช้าก็มีทิศทางเป็นบวกเช่นกัน ประเด็นที่น่าสนใจของตลาด คือความผันผวนที่ทยอยปรับตัวลดลงเห็นได้จากล่าสุดดัชนีวัดความกลัว VIX Index ปรับตัวลงสู่ระดับ 28.1% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ก็ขยับตัวขึ้นยืนเหนือ 43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแม้ล่าสุดสถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานของสหรัฐ (API) จะรายงานปริมาณน้ำมันดิบที่สูงขึ้นสะท้อนภาพการใช้น้ำมันที่ไม่ฟื้นตัว เช่นเดียวกันกับทองคำที่ปรับตัวขึ้น 0.8% ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลเหนือระดับ 1800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนสภาพคล่องที่กลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ส่วนในฝั่งของตลาดเงิน ก็เคลื่อนไหวด้วยแนวโน้มการอ่อนค่าของดอลลาร์เช่นเดิม โดยล่าสุด เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) และเงินยูโร (EUR) เป็นสองสกุลเงินหลักที่แข็งค่าขึ้น 0.5-0.8% บนความหวังว่านโยบายการคลังล่าสุดของอังกฤษจะสามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกันธนาคารกลางยุโรปก็มีมุมมองเชิงบวกกับเศรษฐกิจในภูมิภาคว่าอาจสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ด้วย “ส่วนในฝั่งของเงินบาท ก็ทยอยแข็งค่าบ้างตามสกุลเงินเอเชียอื่น ๆ หลังนักค้าเงินลดสถานะการซื้อเงินบาทลงแล้วแทบทั้งหมด ส่วนความสัมพันธ์ของเงินบาทกับทองคำก็ลดลงอย่างมาก เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยจับตาธุรกรรมนี้เป็นพิเศษ ระยะสั้นจึงอาจไม่ได้เห็นเงินบาทแข็งค่าเร็วแม้ราคาทองจะปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ในระยะยาว เชื่อว่าถ้าราคาทองคำยืนเหนือระดับบาทละ 2.8 หมื่นบาทได้ ก็จะมีแรงขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ” ดร.จิ​ติ​พล​กล่าว​ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488432

Person read: 11

09 July 2020

คลังไฟเขียวโรงแรมนอกระบบ ร่วมโครงการ ‘เราเที่ยวด้วยกัน’

(Photo by Jack TAYLOR / AFP) คลังรับลูก “สมคิด” เปิดกว้างธุรกิจโรงแรมเข้าร่วมโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ผ่อนผัน 3 กลุ่มผู้ประกอบการที่ไม่มีใบอนุญาต เน้นกระจายเม็ดเงินสู่แหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ คาด “เราเที่ยวด้วยกัน” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ สศค. และกรมสรรพากร เตรียมมาตรการท่องเที่ยวออกมาเสริมมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย “เราเที่ยวด้วยกัน” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยกำลังพิจารณาแนวทางช่วยเหลือกลุ่มผู้ให้บริการที่พัก ด้วยการเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น จากเดิมเปิดให้เฉพาะผู้ที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2563 เข้ามาร่วมโครงการได้ โดยจะมีแนวทางผ่อนผันให้ผู้ประกอบการ อาทิ 1.กลุ่มที่อยู่ระหว่างการยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม 2.กลุ่มที่ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมเพิ่งหมดอายุไปไม่เกิน 1 ปี ก็จะได้รับการผ่อนผันให้เข้าร่วมมาตรการได้ เนื่องจากช่วงโควิด-19 อาจจะไม่สะดวกในการไปต่อใบอนุญาต และ 3.กลุ่มโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต เป็นโรงแรมขนาดเล็ก หรือบูติคโฮเต็ล ซึ่งยังไม่ผ่านคุณสมบัติการจดทะเบียนขึ้นเป็นโรงแรม แต่ได้มาตรฐานการเป็นบูติคโฮเต็ล โดย สศค.ได้เตรียมการในเรื่องดังกล่าว โดยหารือกับผู้ประกอบการผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เราเที่ยวด้วยกัน: เปิดขั้นตอนลงทะเบียนสำหรับ “โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร” นายลวรณกล่าวว่า การผ่อนผันกลุ่มผู้ประกอบการเข้ามา จะขยายเป้าหมายห้องพักที่จำกัดไว้ 5 ล้านห้องหรือไม่นั้น คงต้องเข้าไปพิจารณาก่อน เนื่องจากเพิ่งเริ่มมาตรการจึงต้องรอดูกระแสตอบรับของประชาชนก่อน เนื่องจากขณะนี้มีเงินในส่วนของห้องพัก 1.5 หมื่นล้านบาท จำนวน 5 ล้านห้อง ซึ่งมาจากการคิดอัตราการชดเชย 3,000 บาททุกห้อง แต่ความเป็นจริงน่าจะใช้ไม่ถึง เพราะประชาชนไม่น่าจะเข้าพักโรงแรมห้องละ 7,500 บาท เพื่อมารับเงินชดเชย 3,000 บาทที่รัฐสนับสนุน ดังนั้นจะมีเงินเหลืออยู่บางส่วน ซึ่งจะเข้าไปดูว่าสามารถทำอย่างไรต่อได้บ้าง โดยหากยังมีวงเงินที่เหลือใช้จากมาตรการจะนำไปต่อยอดการสร้างแรงจูงใจในการเที่ยววันธรรมดา เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างเช่น พัทยา หัวหิน ประชาชนมักจะไปท่องเที่ยวกันมากในช่วงวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์อยู่แล้ว ทั้งนี้ การกระตุ้นให้เที่ยววันธรรมดาก็เพื่อสร้างรายรับให้กับธุรกิจในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ สศค.อยู่ระหว่างการศึกษา คาดว่าจะออกมาให้เร็วที่สุด มาตรการที่จะออกมาเพิ่มเติมจะเข้าไปเสริมมาตรการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลให้มีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่า 5 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ 0.2-0.3% อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ คือการกระจายของเม็ดเงินลงไปสู่แหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยไม่กระจุกตัว เปิด 7 ขั้นตอนลงทะเบียน “เราเที่ยวด้วยกัน” กรุงไทยมั่นใจระบบไม่ล่ม ปิดฉาก “เซ็นทรัลหาดใหญ่” สาขาแรกในภาคใต้ 24 สิงหาคมนี้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488278

Person read: 6

09 July 2020

จีนคุมเข้ม “ฝาก-ถอน” เงินสด ผวาเกิด Bank Run ระลอก 2

File Photo AFP PHOTO / WANG ZHAO (Photo by WANG ZHAO / AFP) ภาคธนาคารของจีนเผชิญปัญหา “หนี้เสีย” ที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลาหลายปีติดต่อกัน โดยเฉพาะ “ธนาคารขนาดเล็ก” ที่มีขนาดเงินทุนไม่มาก อีกทั้งยังมีการบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพ ซึ่งได้สร้างความไม่มั่นใจกับประชาชนผู้ฝากเงิน จนธนาคารท้องถิ่นหลายแห่งต้องเจอเหตุการณ์ประชาชนแห่ไปถอนเงินฝาก (bank run) เมื่อปี 2019 เป็นเหตุให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดการเงินในช่วงนั้น เนื่องด้วยหากธนาคารขนาดเล็กล้มอาจลุกลามไปยังภาคธนาคารทั้งระบบ เพื่อหลีกเลี่ยงการลุกลามของวิกฤตการเงินเมื่อปี 2019 รัฐบาลจึงได้เข้าแทรกแซงโดยการเข้าควบคุม “ธนาคารเป่าซาง” รวมถึงการให้เงินอุดหนุนกับธนาคารแห่งจิงโจว และธนาคารเหิงเฟิง เป็นต้น ซึ่งการเข้าอุ้มแบงก์ที่มีปัญหาเหล่านั้นได้ระงับเหตุการณ์ความวุ่นวายลง อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนี้เสียของแบงก์ยังไม่ได้รับการแก้ไข และยิ่งหนักหนากว่าเดิมจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 โดยข้อมูลล่าสุดของคณะกรรมการกำกับและดูแลภาคธนาคารและประกันภัยของจีนระบุว่า ช่วงไตรมาส 1/2020 ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กตามท้องถิ่นของจีนมีอัตราหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 2.45% และมีแนวโน้มสูงขึ้นมากในปี 2020 จากผลกระทบของโควิด-19 โดยรายงานชี้ว่า ปัญหาหนี้เสียของแบงก์ขนาดเล็กยังคงอยู่และรอวันปะทุ ขณะที่การระบาดของโควิด-19 ทำให้ภาพของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและหนี้เสียพุ่งขึ้น จึงส่งผลแบงก์ขนาดเล็กของจีนเสี่ยงเผชิญสถานการณ์ bank run อีกระลอก และเมื่อกลางเดือน มิ.ย. 2020 เกิดเหตุการณ์ประชาชนจำนวนมากแห่ไปถอนเงินจาก “ธนาคารเป่าติ้ง” ในมณฑลเหอเป่ย์ และ “ธนาคารหยางฉวน” ในมณฑลส่านซี เนื่องจากมีกระแสข่าวธนาคารทั้งสองแห่งมีปัญหาเสี่ยงล้ม เพื่อป้องกันเหตุการณ์บานปลายเจ้าหน้าที่จึงได้สั่งปิดธนาคารชั่วคราว พร้อมออกแถลงการณ์สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนถึงประเด็นความมั่นคงของธนาคาร ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ที่ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับธนาคารทั้งสอง เหตุการณ์ชาวจีนแห่ออกไปถอนเงินรอบล่าสุด สร้างความไม่มั่นคงต่อระบบเศรษฐกิจจีนหลังโควิด-19 อย่างยิ่ง ทำให้ทางการจีนจึงต้องออกมาตรการเพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก โดย “ไชน่า ซีเคียวริติ้ เจอร์นัล” สื่อด้านตลาดทุนของรัฐบาลจีนรายงานว่า รัฐบาลมณฑลเหอเป่ย์ได้ออกกฎควบคุมการ “ฝากและถอน” เงินสดสำหรับบุคคลธรรมดาที่ต้องการทำธุรกรรมมากกว่า 100,000 หยวน และธุรกิจที่ทำธุรกรรมมากกว่า 500,000 หยวน นับตั้งแต่ 1 ก.ค.เป็นต้นไป โดยผู้ที่ต้องการฝากเงินต้องแจกแจงถึงแหล่งที่มาของเงิน ขณะที่ผู้ถอนเงินจะต้องแจ้งถึงวัตถุประสงค์ของการถอนเงินแก่ธนาคารล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน และยังต้องได้รับการอนุมัติจากธนาคาร และกฎใหม่นี้ยังจะมีการนำไปบังคับใช้ในมณฑลเจ้อเจียงและเมืองเสิ่นเจิ้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2020 แม้ทางการจะให้เหตุผลว่ามาตรการนี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและป้องกันการทำผิดกฎหมาย เช่น ที่ “ผัง เหอหลิน” คณบดีสถาบันเศรษฐกิจดิจิทัลศึกษา จากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์แห่งจงหนานกล่าวว่า “กฎดังกล่าวจะช่วยป้องกันการฟอกเงินและการหลบเลี่ยงภาษี” อย่างไรก็ตาม “เซาท์ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์” รายงานว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของทางการจีนก็คือ การป้องกันเหตุการณ์ประชาชนแห่ถอนเงิน หรือ bank run ของธนาคารขนาดเล็ก จากปัญหาหนี้เสียและความเพียงพอของเงินทุนที่มีปัญหาสะสมมาตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งอาจทำให้ภาคธนาคารและสถาบันการเงินของจีนทั้งระบบมูลค่ากว่า 40 ล้านล้านหยวนต้องล้มลง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก ถือว่ามีความสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจีนหลังโรคระบาด เนื่องจากเป็นผู้ปล่อยกู้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีซึ่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยนอกจากมาตรการป้องกันการแห่กันถอนเงินแล้วนั้น “ทเวนตี้เฟิรสต์ เซ็นจูรี่บิสซิเนส เฮอราลด์” หนังสือพิมพ์ธุรกิจท้องถิ่นของจีนรายงานว่า หน่วยงานกำกับภาคธนาคารกำลังอยู่ระหว่างร่างแผนสนับสนุนการเพิ่มทุนของธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กด้วยการออก พันธบัตรชนิดพิเศษมูลค่า 200,000 ล้านหยวน เพื่อช่วยเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินเหล่านี้ ซึ่งปกติแล้วพันธบัตรชนิดนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อหาเงินทุนสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น ปัญหาของธนาคารขนาดเล็กเกิดขึ้นในเวลาที่รัฐบาลกลางจำเป็นต้องพึ่งพาสถาบันเหล่านี้ จากความสามารถในการเข้าถึงธุรกิจขนาดย่อมอันเป็นรากของเศรษฐกิจ และเป็นความท้าทายของจีนที่จำเป็นต้องฟื้นเศรษฐกิจไปพร้อมกับการลดหนี้เสียของแบงก์เหล่านี้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/breaking-news/news-488360

Person read: 6

09 July 2020

“เมกาบางนา” ลุยครึ่งปีหลัง รีโนเวต-อัดโปรฯ ปลุกยอด

กระตุ้นยอด - เมกาบางนา จับมือไลน์แมน จัดแคมเปญโปรโมชั่นสำหรับบริการสั่งอาหาร เพื่อขยายช่องทางการขายให้กับร้านค้าผู้เช่า “เมกาบางนา” รีวิวแผนครึ่งปีหลัง หลังห้างเซ็นทรัลช่วยต่อยอดธุรกิจ เดินหน้าเน้นกลยุทธ์ “มีตติ้งเพลซ” รีโนเวตศูนย์ เพิ่มแบรนด์ไทย-เทศอัดแคมเปญกระตุ้นจับจ่าย ก่อนทุ่มงบฯ1 พันล้าน สร้างอาคารจอดรถ-ฟู้ดวอล์กเข้มงวดมาตรการความปลอดภัย ก่อนประเมินเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวหลังธุรกิจปรับตัวรับมือสร้างการเติบโตระยะยาว นางสาวปพิตชญา สุวรรณดี กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเมกาบางนา เปิดเผยว่าวิกฤตไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะค่อย ๆ ฟื้นตัว และภาคธุรกิจจะเริ่มปรับตัวรับเทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้น โดยหลังจากที่เมกาบางนาได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งตามนโยบายผ่อนคลายล็อกดาวน์ของภาครัฐ และได้ดำเนินการตามมาตรการด้านสุขอนามัย เน้นความสะอาด ปลอดภัย และความสะดวก ตามแบบวิถีนิวนอร์มอลซึ่งได้รับความร่วมมือจากร้านค้าผู้เช่าเป็นอย่างดี สำหรับแผนการดำเนินงานครึ่งปีหลังนี้เมกาบางนาได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงานในด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ภายใต้แนวคิด “มีตติ้งเพลซ” ของคนในกรุงเทพฯตะวันออก ที่เป็นมากกว่าสถานที่ช็อปปิ้ง แต่เป็นสถานที่พบปะของครอบครัวและเพื่อน โดยหลัก ๆ จะเน้น 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.การปรับเปลี่ยนร้านค้า และบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ 2.เพิ่มพื้นที่จอดรถและปรับปรุงภูมิทัศน์ของศูนย์การค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และ 3.ส่งแคมเปญการตลาดต่าง ๆ ช่วยกระตุ้นในการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนี้ยังได้ปรับเปลี่ยนร้านค้าภายในศูนย์ ที่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญในการยึดครองใจลูกค้า (top of mind) เริ่มต้นจากชูแม็กเนตใหม่ห้างเซ็นทรัลที่เมกาบางนา ที่ได้ยกระดับจากเดิมที่เป็นห้างโรบินสัน มีจำนวน 3 ชั้น รวมพื้นที่ใช้สอยกว่า13,000 ตร.ม. มีสินค้าทั้งแบรนด์ไทย-แบรนด์อินเตอร์, แบรนด์ Only@Centralรวมถึงแบรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมประมาณ 400 แบรนด์ ที่จะทยอยเข้ามารวมกว่า 1,000 แบรนด์ ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มคนวัยทำงาน ซึ่งการเปิดให้บริการเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเพียงเฟสแรก ก่อนจะทยอยปรับโฉมต่อเนื่องอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเตรียมขยายพื้นที่สาขาร่วมกับศูนย์การค้าเมกาบางนาอีกครั้งในปี 2565 อีกทั้งยังทุ่มงบฯ 1 พันล้านบาท เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารจอดรถจำนวน 8 ชั้น เพิ่มที่จอดรถมากกว่า 2,000 คัน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปี2564 และจะทำให้ศูนย์มีที่จอดรถรวมกว่า 12,000 คัน ควบคู่กับการปรับภูมิทัศน์ด้านนอกของโซนเมกา ฟู้ดวอล์ก ภายใต้คอนเซ็ปต์ ScandinavianPlayground สนามเด็กเล่นธรรมชาติขนาดใหญ่ พร้อมสายน้ำ และบ่อทราย(sand dune) ขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จไปมากกว่า 50% โดยมีกำหนดเปิดอย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนกันยายนนี้ พร้อมกันนี้ยังได้เตรียมกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านทางช่องทางต่าง ๆและมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าเพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านค้า ตลอดจนการจับมือกับแพลตฟอร์มต่าง ๆอาทิ ไลน์แมน จัดแคมเปญโปรโมชั่นสำหรับบริการสั่งอาหาร และยังเป็นแนวทางการขยายช่องทางการขายให้กับร้านค้าผู้เช่าในกลุ่มร้านอาหารได้อีกด้วย “อย่างไรก็ตาม การปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและการตลาดที่ตอบโจทย์ลูกค้า จะต้องสอดคล้องกับภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศไทย และหากสถานการณ์โควิด-19 ในไทยมีแนวโน้มในทิศทางที่ดี ก็เชื่อมั่นว่าศูนย์การค้าจะช่วยดึงลูกค้าใหม่ให้มาใช้บริการ และจะยังกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจภายในประเทศ บวกกับในปีที่ผ่านมานั้น ศูนย์การค้าเมกาบางนามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการกว่า 50 ล้านคนและเป็นกลุ่มที่มีกำลังการซื้อสูง ซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่มีศักยภาพ”นางสาวปพิตชญากล่าวเสริม ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-488355

Person read: 6

09 July 2020

“พระบรมราชโองการ” โปรดเกล้าฯแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ 1,248 ราย

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ 1,248 ราย วันที่ 8 กรกรฎาคม 2563 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศ ณ วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563 โดยมีเนื้อหาระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการตุลาการให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ จำนวน 1,248 ราย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป. ดังรายละเอียดข้างล่าง http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/E/157/T_0001.PDF ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-488414

Person read: 6

09 July 2020

เปิดใจ “ต้องใจ ธนะชานันท์” เหตุผลสมัครชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าแบงก์ชาติ”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า นางต้องใจ ธนะชานันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงเหตุผลที่สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า เพราะอดีตเคยเป็นนักเรียนทุนแบงก์ชาติและเคยเป็นพนักงานของ ธปท. 4 ปี ซึ่งภายหลังออกมาทำงานข้างนอกถึง 20 ปี จึงลองสมัครดูว่า พอจะมีอะไรช่วยได้หรือไม่ ขณะที่ผู้สมัครท่านอื่นก็เป็นนักเรียนทุนเช่นเดียวกัน แต่โอกาสน่าจะ 10% เพราะมีการขยายเวลารับสมัคร ซึ่งกำลังจะปิดรับสมัครรอบสองในวันที่ 10 ก.ค.63 นี้ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะขยายเวลาเปิดรับสมัครอีกรอบหรือไม่ ทั้งนี้ นางต้องใจ ธนะชานันท์ เป็นบุตรสาวของนายชวลิต ธนะชานันท์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยในการเปิดรับสมัครผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รอบแรก มีผู้ยื่นใบสมัครเข้ามา 4 ราย เป็น คนใน 2คน คือ นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน และ นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน และคนนอก2คนคือนางต้องใจ ธนะชานันท์ และนายสุชาติ เตชะโพธิ์ไทร อดีตรองกรรมการผู้จัดการ ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุนและผู้จัดการกองทุนรวม บลจ. อยุธยา เจเอฟ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488380

Person read: 5

09 July 2020

ช็อก “ฐากร” ประกาศลาออกจากแบงค์ “กรุงศรี” ปฏิเสธสมัครชิงผู้ว่า ธปท.

นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงกระแสข่าวการยื่นใบลาออก โดยยอมรับว่า ได้แจ้งต่อคณะกรรมการธนาคารกรุงศรีอยุธยา เรื่องขอลาออกจากตำแหน่ง ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรมแล้วจริง ซึ่งการลาออกจะมีผลในเดือนสิงหาคม 2563 นี้ ทั้งนี้ ยืนยันว่า สาเหตุการลาออกดังกล่าว เนื่องจากตนเองต้องการพักผ่อน ไม่ได้มีแรงกดดันจากการทำงาน พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้จะไปสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วย “ผมอยากพักผ่อน ทำงานมาเหนื่อยแล้ว ยังไม่ได้จะไปทำอะไร อยากพักก่อนสัก 3 เดือน อาจจะเป็นยูทูปเบอร์พาไปชิมอาหารก็ได้” นายฐากรกล่าว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488374

Person read: 6

09 July 2020

ธุรกิจกะทิ ระดมสมอแก้เกม PETA ยอดขาย “ชาวเกาะ” ในอังกฤษหด 30 %

จุรินทร์ ประชุมร่วมเอกชน หาแนวทางชี้แจงปัญหา ลิงเก็บมะพร้าว จุรินทร์ เผยภายหลังการประชุมร่วมเอกชน หาแนวทางชี้แจงปัญหา ลิงเก็บมะพร้าว กระทบสินค้าไทยในอังกฤษ เห็นชอบ จัดทำรหัสตรวจสอบย้อนกลับยันไม่มีการใช้ลิง ด้านกฎหมายทารุณกรรมสัตว์ ชี้ 6 ปีที่ผ่านมาไม่มีเรื่องร้องเรียนลิงเก็บมะพร้าว นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าที่ได้จากมะพร้าว โดยเฉพาะกรณีที่ห้างสรรพสินค้าในอังกฤษ นำผลิตภัณฑ์กะทิของไทย เช่น แบรนด์กะทิชาวเกาะและแบรนด์กะทิอร่อยดี ออกจากชั้นวางสินค้า เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าได้มีการนำลิงมาเก็บมะพร้าวซึ่งเป็นการทารุณกรรมสัตว์นั้น ว่า เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าสินค้าจากประเทศไทยไม่ได้มีการทารุณกรรมสัตว์อย่างที่สงสัย ผู้ประกอบการ ผื้ผลิต และผู้ส่งออกที่เกี่ยวข้อง พร้อมที่จะกำหนดเรื่องของมาตรฐานในการตรวจสอบสินค้าย้อนกลับว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆไม่ได้มีการทารุณกรรมสัตว์แต่อย่างใด โดยสามารถตรวจสอบได้ว่าวัตถุดิบที่ได้จากมะพร้าวมาจากสวนไหน ชาวสวนรายใด และไม่มีการนำลิงมาเก็บมะพร้าวอย่างแน่นอน โดยจะมีการติดรหัสลงในบรรจุภัณฑ์ในสินค้ากะทิของไทย เพื่อให้ให้ผู้นำเข้า ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบสินค้าได้ นอกจากนี้ จะเชิญผู้เกี่ยวข้องเบื้องต้นจะเชิญเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย รวมไปถึงองค์กรพิทักษ์สัตว์ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เพื่อดูขบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น การเก็บมะพร้าวจนกระทั่งการผลิตเพื่อสร้างความแน่ใจว่าประเทศไทยไม่ได้มีการทารุณกรรมสัตว์ และหากสถานการณ์โควิด-19ดีขึ้น เปิดประเทศได้ กระทรวงพาณิชย์จะเชิยผู้นำเข้าและผู้กระจายสินค้าเข้ามาลงพื้นที่ตรวจสอบขบวนการผลิตด้วยเช่นกัน โดยจะเร่งพาลงพื้นที่โดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ ทีมไทยแลนด์ที่อยู่ต่างประเทศตนได้มอบหมายให้เร่งชี้แจงเพื่อทำควมเข้าใจในประเด็นดังกล่าวด้วย จับพิรุธ PETA กีดกันไทยปม “ลิงเก็บมะพร้าว” สะเทือนส่งออก นายโรเจอร์ โลหะนันท์ ประธานอนุกรรมการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์สมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย) กล่าวว่า สมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย) จะเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกกฎหมายจัดการจัดสวัสดิภาพสัตว์ โดยเฉพาะในส่วนของลิงเข้าไปอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2547 ซึ่งประเทศไทยมีการออกกฏหมายเพื่อสัตว์สวัสดิภาพหลายชนิดเช่นสุนัข แมว ปางช้าง Pet Shop ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ยกร่างไปแล้ว แต่ยังไม่มีการออกกฏหมายเพื่อสวัสดิภาพของลิง ดังนั้น การที่มีองค์กรของต่างชาติ ออกมาให้ข่าวว่าประเทศไทยมีการใช้งานและทารุณลิงจึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐของไทยปฎิเสธไม่ได้เพราะมีการใช้แรงงานลิงอยู่จริง ทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมมะพร้าวการท่องเที่ยวการแสดงละครสัตว์ อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวตนเองมองว่าอุตสาหกรรมมะพร้าวเป็นเพียงเหยื่อและจุดเริ่มต้นของการโจมตีขององค์กรด้านพิทักษ์สวัสดิการสัตว์ อื่น ๆ ต่อไปเชื่อว่าจะมีการนำประเด็นการทารุณสัตว์ออกมาเรื่อย ๆ หากประเทศไทยไม่มีการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์โดยเฉพาะลิง หรือสัตว์อื่นที่มีการใช้แรงงาน “องค์กรพิทักษ์สัตว์ โดยเสนอให้มีการร่างกฏหมายเพื่อสวัสดิภาพ และคุณภาพของแรงงานลิงแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องมองว่าควรให้ความสำคัญกับสุนัขและแมวก่อน จนทำให้เกิดประเด็นขึ้นมาก่อนที่จะทำร่าง ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐควรใช้โอกาสนี้เร่งออกกฎหมายลูกออกมาโดยเร็ว” นายโรเจอร์ กล่าว นายโรเจอร์ กล่าวอีกว่า การใช้แรงงานลิงในการเก็บมะพร้าวของคนไทยถือเป็นวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่มีมานานซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะทำให้หมดไป ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐจะต้องดำเนินการก็คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตว์ที่คนนำมาใช้แรงงานและประกาศให้ทั่วโลกได้รับทราบและเข้าใจ แทนการออกมาแก้ตัวหรือกล่าวหาว่าประเทศไหนก็มีการใช้แรงงานสัตว์กันทั้งนั้น ซึ่งมองว่าเป็นการเถียงกันไม่จบไม่สิ้นทางออกที่ดีที่สุดก็คือการทำให้ทั่วโลกเข้าใจว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของสัตว์ที่เรานำมาใช้แรงงานตามมาตรฐานที่สากลยอมรับ นายเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการบริหารและผู้จัดการโรงงานชาวเกาะ บริษัทเทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้เกิดการแบนสินค้ากะทิชาวเกาะ ที่ประเทศอังกฤษ และถูกถอดออกจากชั้นวางสินค้าในห้างขนาดใหญ่ 2-3 ห้าง กระทบยอดขายหายไป 30% นอกจากนี้ ลูกค้าที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียเองได้มีการสอบถามเข้ามาถึงปัญหาดังกล่าว แต่ยังไม่กระทบยอดขาย ซึ่งทางบริษัทได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้วว่ามีการใช้แรงงานคน และมีการลงนามบันทึกข้อตกลงกับชาวสวนที่เป็นซัพพลายเชนโดยกำหนดว่าจะต้องไม่มีการนำลิงมาเก็บมะพร้าวเพื่อเป็นวัตถุดิบในการส่งเข้าดรงงานผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งขณะนี้ ในพื้นที่จังหวัดราชบุรีและสมุทรสงคราม ได้ตรวจสอบสวนแล้วว่าไม่มีการนำลิงมาเก็บมะพร้าวอย่างแน่นอน พร้อมกับหนังสือรับรองจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้ เอกชนเองก็ต้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจไม่เฉพาะตลาดอังกฤษแต่รวมไปถึงตลาดยุโรปด้วย ทั้งนี้ ยอมรับว่ากรณีที่เกิดขึ้น 4-5 ปีที่ผ่านมาก็ถูกเป็นประเด็นในตลาดสหรัฐ ซึ่งก็ได้ชี้แจงทำความเข้าใจไปซึ่งก็ได้รับการยอมรับและไม่มีปัญหา เพราะสามารถตรวจสอบได้ พร้อมกันนี้ในตลาดจีน เอเชียเอง ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้ากะทิ แม้ขณะนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ แต่อนาคตก็ยังมั่นใจไม่ได้ซึ่งเอกชนก็ต้องจำเป็นทำความเข้าใจด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี เร็วนี้ทางเอกชนผู้ผลิตจะเชิญกลุ่มชาวสวนเข้าทำความเข้าใจและชี้แจงปัญหานี้ เพื่อดำเนินการจัดทำรหัสเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ สำหรับคู่แข่งกะทิของไทย เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สัดส่วนการส่งออกกะทิไทยไปอังอังกฤษอยู่ที่ 80% นายแจ๊ค วัฒนาพร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทสุรีย์ อินเตอร์ฟู้ดสิจำกัด กะทิ แบรนสุรีย์และเอกไทย กล่าวว่า บริษัทได้แสดงคลิปวิดีโอการเก็บมะพร้าวซึ่งเป็นการใช้แรงงานคนสอยมะพร้าว อีกทั้ง บริษัทยังได้ทำเอ็มโอยูกับเกษตรกรผู้ส่งผลิต ตั้งแต่2 ปีที่แล้วว่าวัตถุดิบที่ส่งมานั้นจะต้องไม่มีการใช้ลิงในการเก็บมะพร้าว เนื่องจากมีลูกค้าจากบริษัทในเนเธอแลนด์เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานสัตว์ เพราะประเทศมีการใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับการใช้แรงงานสัตว์ ซึ่งบริษัทรับซื้อผลผลิตภาคใต้เป็นหลักตั้งแต่จังหวัดสมุทรสาครลงไป นอกจากนี้ บริษัทได้รั้งมูลนิธิเกี่ยวกับกาคุ้มครองสัตว์ เนื่องจากเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ นายธีรวุฒิ สุวัธนะเชาว์ ผอ.กองการสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีกฎหมายเรื่องของการทารุณกรรมสัตว์ และพบว่า 6 ปีที่ผ่านมาไม่มีการร้องเรียนปัญหาการทารุณกรรมสัตว์โดยเฉพาะเรื่องของลิงเก็บมะพร้าวแต่อย่างไร นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายลูกเฉพาะในเรื่องของสัตว์ด้วย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทำร่างเพื่อเสนอให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งออกะทิปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท “อังกฤษ” ตลาดใหญ่อันดับ 3 “มนัญญา” ท้าสื่อต่างชาติลงพื้นที่พิสูจน์ลิงเก็บมะพร้าว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-488372

Person read: 6

09 July 2020

ดอลลาร์แข็งค่า หลังกังวลโควิด หนุนแรงซื้อสกุลเงินปลอดภัย

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (8/7) ที่ระดับ 31.30/31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (7/7) ที่ระดับ 31.20/21 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยสำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (่JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 401,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 5.4 ล้านตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ส่วนอัตราการเปิดรับสมัครงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.9% จากระดับ 3.7% ในเดือนเมษายน ตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้น 2.4 ล้านตำแหน่ง สู่ระดับ 6.5 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัฐบาลเริ่มเก็บข้อมูลดังกล่าวในปี 2543 ขณะที่อัตราการจ้างงานพุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 3.1% ในเดือนเมษายนการเพิ่มขึ้นของตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน และการจ้างงาน ได้รับแรงหนุนจากการที่รัฐต่าง ๆ ในสหรัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้มีการเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้ภาคธุรกิจเริ่มการจ้างงานครั้งใหม่ ส่วนตัวเลขการปลดออกจากงานลดลง 5.9 ล้านตำแหน่ง สู่ระดับ 1.8 ล้านตำแหน่ง ขณะที่อัตราการปลดออกจากงานลดลงสู่ระดับ 1.4% จากระดับ 5.9% ในเดือน เม.ย. ทั้งนี้ตัวเลข JOLTS นับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสนใจ โดยมองว่าเป็นมาตรวัดภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณานโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยของเฟด นอกจากนี้ความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดอีกครั้งของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ ได้กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.22-31.31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.23/31.25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรในวันนี้ (8/7) ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.1274/75 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (7/7) ที่ระดับ 1.1271/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อย่างไรก็ตาม ยูโรยังมีปัจจัยกดดัน จากการที่คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวลงรุนแรงขึ้นในปีนี้ และจะดีดตัวขึ้นในปีหน้าในอัตราที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่ฝรั่งเศส, อิตาลี และสเปน เผชิญผลกระทบมากที่สุดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 EC ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการบริหารของสหภาพยุโรป (EU) คาดว่าเศรษฐกิจของยูโรโซนจะหดตัวลงรุนแรงเป็นประวัติการณ์ถึง 8.7% ในปีนี้ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้น 6.1% ในปีหน้า หลังจากที่เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา EC คาดไว้ว่า เศรษฐกิจของยูโรโซนจะหดดัวลง 7.7% ในปีนี้ และฟื้นตัว 6.3% ในปีหน้า โดย EC ปรับลดการประเมินภาวะเศรษฐกิจยูโรโซนครั้งใหม่ เนื่องจากวิตกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะชะลอตัวลง เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐต่าง ๆ ต้องเลื่อนหรือยกเลิกแผนการเปิดดำเนินการธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ EC ได้ทำการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน เนื่องจากการยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ในยูโรโซนดำเนินไปอย่างล่าช้ากว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ EC ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของฝรั่งเศส, อิตาลี และสเปน ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจากโรคระบาด โดยคาดว่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศดังกล่าวจะหดตัวลงมากกว่า 10% ในปีนี้ คาดว่าเศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซน จะหดตัวลง 6.3% ในปีนี้และจะฟื้นตัวขึ้นในปีหน้า โดยปรับคาดการณ์ดีขึ้นเล็กน้อยจากเดิมที่คาดไว้ในเดือนพฤษภาคมว่าจะหดตัว 6.5% สำหรับระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1263-1.1295 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1285/87 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนในวันนี้ (8/7) เปิดตลาดที่ระดับ 107.66/67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (7/7) ที่ระดับ 107.71/73 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ความกังวลในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มการถือครองสกุลเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 107.43-107.71 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 107.50/52 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ ได้แก่ สต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐ (8/7), รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (8/7), ดัชนีราคาผู้บริโภคของจีน เดือนมิถุนายน (9/7), ดัชนีราคาผู้ผลิตของจีน เดือนมิถุนายน (9/7), รายงานยอดดุลการค้าของเยอรมนี เดือนพฤษภาคม (9/7), จำนวนผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (9/7), ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ เดือนมิถุนายน (10/7) สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.15/0.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.65/-0.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488292

Person read: 6

09 July 2020

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการภาษีสรรพสามิต เลื่อนเก็บภาษี “ยาสูบ” 40% อีก 1 ปี

มีผลแล้ว! ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการภาษีสรรพสามิตอุ้ม “สถานบริการ” รักษาการจ้างงาน เลื่อนเก็บภาษี “ยาสูบ” 40% อีก 1 ปี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ก.ค.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีและอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้ารถยนต์นั่งสามล้อแบบพลังงานไฟฟ้า กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ สนามแข่งม้า และสนามกอล์ฟ รวมทั้งขยายระยะเวลาการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้ายาสูบ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งนี้ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เป็นไปตามที่นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการ รมว.คลัง ระบุก่อนหน้านี้ว่า นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตเยียวยาฟื้นฟูและอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด- ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เพื่อรักษาการจ้างงาน โดยกรมสรรพสามิตได้ดำเนินมาตราการที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจในบางสินค้า ประกอบด้วย 1.เพิ่มพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งสามล้อแบบพลังงานไฟฟ้าเพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์นั่งสามล้อที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการจ้างงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด โดยกำหนดให้เสียภาษีตามมูลค่า 2% (จากเดิม 4%) 2.ปรับปรุงการเก็บภาษีเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำพืชผักที่มีการเติมสารอาหารและสารอื่น โดยแก้ไขอัตราส่วนผสมของน้ำผลไม้และน้ำพืชผักที่มีการเติมสารอาหารหรือสารอื่นจาก 20% เป็น 10% เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องดื่ม โดยคำนึงถึงนวัตกรรมในปัจจุบัน และผู้บริโภคมีทางเลือกในการบริโภคสินค้าเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ 3.สนับสนุนให้สถานบริการคงปริมาณการจ้างงานเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างไม่ให้ตกงาน สถานบริการที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีปริมาณการจ้างงานเท่ากับก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจะได้รับสิทธิเสียภาษีอัตราตามมูลค่า 0% ของรายรับของบริการจนถึงวันที่ 30 ก.ย.2563 เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ดังกล่าว 4.ขยายเวลาการบังคับใช้อัตราภาษีปัจจุบันของบุหรี่ซิกาแรตและยาเส้นออกไปถึงวันที่ 30 ก.ย. 2564 และเลื่อนการบังคับใช้อัตราภาษีใหม่ของบุหรี่ซิกาแรตและยาเส้นออกไป โดยให้เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป เพื่อเยียวยาผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบและยาเส้นและเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและยาเส้น จากปัญหาการขาดสภาพคล่อง และ 5.ขยายเวลาในการส่งสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีออกนอกราชอาณาจักรหรือนำเข้าไปในเขตปลอดอากรจากเดิมภายใน 15 วันและขยายได้อีก 15 วันรวมทั้งหมดไม่เกิน 30 วัน เปลี่ยนเป็นภายใน 30 วันและขยายได้อีก 30 วันรวมถึงขยายได้หากมีความจำเป็นอีก 60 วันรวมทั้งหมดไม่เกิน 120 วัน และขยายเวลาในการส่งเอกสารหลักฐานจากเดิมภายใน 60 วันและขยายได้อีก 60 วันรวมทั้งหมดไม่เกิน 120 วันเปลี่ยนเป็นภายใน 90 วันและขยายได้หากมีความจำเป็นอีก 60 วันรวมทั้งหมดไม่เกิน 150 วัน ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติให้กรมสรรพสามิตขยายเวลาการบังคับใช้อัตราภาษีปัจจุบันของบุหรี่ซิกาแรตและยาเส้นออกไป โดยบุหรี่ซิกาแรตที่มีราคาขายปลีกซองละไม่เกิน 60 บาท คงอัตราจัดเก็บที่ 20% ส่วนบุหรี่ซิกาแรตที่มีราคาขายปลีกซองละมากกว่า 60 บาทขึ้นไปจัดเก็บที่ 40% จากเดิมที่ต้องจัดเก็บภาษีเป็นอัตราเดียวกันที่ 40% ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2563 นี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ เป็นการเลื่อนออกไปอีก 1 ปี โดยให้เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการเยียวยาผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบและยาเส้นและเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและยาเส้น จากปัญหาการขาดสภาพคล่อง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488365

Person read: 6

09 July 2020

ส่องแปลน “ที่พักคนชราครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย”

กรณีคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุตามที่กระทรวงการคลังเสนอ หนึ่งในมาตรการนั้นคือ สร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ หรือ Senior Complex มี “กรมธนารักษ์” เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบโครงการ และเมื่อปี 2560 ได้เซ็นบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินโครงการศูนย์ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร บนที่ดินราชพัสดุ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เนื้อที่ 72 ไร่ อ่านข่าว เปิดอาณาจักรบ้านพักคนชรา 72 ไร่ “ซีเนียร์ คอมเพล็กซ์” บางพลี ผู้สื่อข่าวรวบรวมภาพจำลองเพื่อใช้ในการโฆษณาของโครงการดังกล่าว ซึ่งมี บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ เป็นผู้ออกแบบ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดจองสิ้นปีนี้     ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-488205

Person read: 6

09 July 2020

“บ๊วย” อัดคลิปแจง “ช่องส่องผี” โบกมืออำลาช่อง 8

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก ช่องส่องผี Fanpage วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ข่าวสด รายงานว่า รายการ “ช่องส่องผี” ซึ่งมี “บ๊วย” เชษฐวุฒิ วัชรคุณ, “อาจารย์เรนนี่” สุระประภาคำขจร และ “เจมส์” ศราวุฒิ วรพัทธ์ทีวีโชติ เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้ออกจากผังรายการของช่อง 8 แล้ว หลังจากเกิดดราม่ากรณีบิดเบือนประวัติ “นางสาวบุญเหลือ” ลูกบุญธรรม “ย่าโม” โดยมีการอ้างว่า นางสาวบุญเหลือ แท้จริงแล้วเป็นภรรยาน้อยของพระยาปลัดทองคำ ระหว่างการบันทึกเทปรายการที่วัดศาลาลอย อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นวัดที่บรรจุอัฐิของท้าวสุรนารี หรือย่าโม ที่ชาวนครราชสีมาและคนไทยทั้งประเทศให้ความเคารพนับถือ ผู้สื่อข่าวติดต่อไปทาง “บ๊วย” เพื่อสอบถามถึงกรณีดังกล่าว แต่เจ้าตัวได้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ กล่าวเพียงว่า “ทางรายการจะขอแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ต่างๆ โดยได้ปรึกษากับทางช่อง และทางช่อง 8 เข้าใจและเห็นใจ จึงอนุญาตให้นำรายการออกจากผังรายการของช่อง 8 ต่อไปนี้จะไม่มีรายการนี้ในทีวีแล้ว โดยจะนำรายการไปเผยแพร่ทางช่องยูทูบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” ล่าสุด “บ๊วย” ได้อัดคลิปเปิดใจผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ช่องส่องผี Fanpage ถึงกรณีนี้ว่า หากได้ดูเนื้อหาทั้งหมดของรายการ พวกเราทั้งหมดทุกคนทำรายการด้วยความเคารพทุกดวงวิญญาณ เคารพทุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเทปวันนั้น เราไปเพื่อทำให้คนมั่นใจว่า “ย่าโม” มีจริง “ย่าโม” อยากสื่อสารหรืออยากบอกอะไรลูกหลาน ซึ่งผมเองก็เป็นลูกหลานของย่าโมเช่นเดียวกับครับ เราทุกคนเป็นลูกหลานของย่าโมเช่นเดียวกัน ในเมื่อเกิดความสะเทือนใจกับพี่น้องชาวนครราชสีมา ไม่ว่าจะจำนวนเท่าใดก็ตาม ผมในฐานะผู้บริหารขอแสดงความรับผิดชอบ โดยการแจ้งความจำนงไปทางผู้บริหารช่อง 8 เพื่อถอนรายการช่องส่องผีออกจากช่อง 8 เพื่อเป็นความรับผิดชอบที่พวกเราได้กระทำกัน ขอโทษพี่น้องชาวนครราชสีมานะครับ เหตุการณ์วันนี้มันด่วนจริง เลยส่งคลิปไป พี่น้องชาวนครราชสีมาที่ได้ร่วมกันดูเบื้องหลังในวันนั้นก็คงทราบดีว่า ผมเองได้ทำรายการผ่านความเคารพเจตนาดี เพื่อให้พี่น้องชาวโคราชได้ภาคภูมิใจว่าท่านยังมีย่าโม ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยให้เคารพ ที่คอยดูแลปกปักรักษาท่าน ส่วนกระแสดราม่าเรื่องอาจารย์เรนนี่ เท่าที่ผมรู้จักน้องมาเกือบ 2 ปี ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อครับ แต่พอได้พิสูจน์จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมก็เชื่อหมดใจว่าอาจารย์เรนนี่สามารถสื่อสารกับดวงจิตดวงวิญญาณได้ หรือแม้กระทั่งดราม่าที่เรนนี่ตาย 49 วัน อันนี้เท่าที่ผมรับทราบข้อมูลมาหรือไปดูเทปย้อนหลัง ผมยังไม่เคยได้ยินว่าอาจารย์เรนนี่พูดว่าตายมาแล้ว 49 วัน ถ้าเป็นไปได้อาจเป็นความเข้าใจผิดตอนถ่ายอีพีสุสานรถรามอินทรา ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าวิญญาณหรือคนตายที่ตายมาแล้ว 3 วัน 7 วัน หรือ 49 วัน ถึงจะพูดภาษาผีได้ ข้อมูลอาจจะไม่เป๊ะ ผมใช้ความรู้สึกพูดเอา เดี๋ยวผมจะเอาคลิปมาให้ดู การที่อาจารย์เรนนี่บอกว่าคนที่ตายแล้ว 49 วัน ถึงพูดภาษาผีได้ ไม่ได้หมายความว่าตัวอาจารย์เรนนี่ตายมาแล้ว 49 วัน ถึงพูดภาษาผีได้ อาจารย์เรนนี่พูดว่าตัวเองตายมาแล้ว 1 วัน แล้วไปฟื้นในห้องดับจิต ประเด็นนี้เป็นข้อมูลเป็นเท็จ ยิ่งคนเอาเรื่องราวข้อมูลเป็นเท็จไปวิจารณ์ ผมว่าไม่เป็นธรรมสำหรับผม ผมได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการถอนรายการช่องส่องผีออกจากช่อง 8 เพื่อรับผิดชอบต่อสังคม ผมก็เลยถามกลับไปว่าสื่อต่างๆ หรือใครก็แล้วแต่ที่ทำให้ทุกวันนี้ผมต้องถอยกลับไปอยู่กับที่ ทั้งๆ ที่ผมมีเจตนารมย์อันดี ทุกคนรับผิดชอบอะไรผมได้บ้าง อันนี้ผมถามเฉยๆ ถ้าไม่รับผิดชอบก็ไม่เป็นไร แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ทำให้ผมพบบางอย่าง ผมพบว่าสิ่งที่สำคัญสุดในชีวิตผมคือ “ลมหายใจ” หมดลมหายใจก็คือเสียชีวิต เรื่องราวต่างๆ ผมมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว สิ่งที่สำคัญสำหรับผมตอนนี้ก็คือลมหายใจ ผมยังมีชีวิตอยู่ แล้วรายการช่องส่องผีทำให้ผมเปลี่ยนแปลงตัวเอง มุ่งมั่นในความดี วันนี้ครับ ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรว่าผมมั่นใจมาก ในการตั้งมั่นมุ่งมั่นในความดี เพราะฉะนั้นผมก็เลยอยากสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจตามนี้ ผมแสดงความรับผิดชอบแล้ว ผมมุ่งมั่นในความดี ผมคิดว่าใดๆ ก็ตามที่แสดงความไม่พอใจกับใครก็ตาม ผมขอโทษอีกครั้ง ผมขอโทษแทนอาจารย์เรนนี่ อาจารย์เจมส์ ผมก็ไม่ได้อยากนั่งแถลงข่าวก็เลยส่งเสียงเป็นคลิปมาให้ทุกคนรับรู้ เพื่อเข้าใจตรงกันในมุมมองของผม โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม อย่างไรก็แล้วแต่ได้โปรดให้ความเป็นธรรมผมด้วย ขอบพระคุณครับ   คลิปจาก เพจเฟซบุ๊ก ช่องส่องผี Fanpage ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-488275

Person read: 6

09 July 2020

หุ้นไทยปิดตลาดวันนี้ (8 ก.ค.) -10.76 จุด ซื้อขายทะลัก 66,275 ล้าน

สรุปการซื้อขายหุ้นไทยวันนี้ (8 ก.ค.) ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,362.46 จุด ปรับลง -10.76 จุด หรือคิดเป็น -0.78% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 66,275 ล้านบาท โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,361.24-1,379.71 จุด โดย STGT AOT และ PTT มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดตลอดวันนี้ ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับลง -9.45 จุด หรือ -1.04% อยู่ที่ 898.45 จุด โดยมีมูลค่าซื้อขายรวม 33,373 ล้านบาท (คิดเป็นราว 50.36% ของ SET) 10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายสูงสุดสุดประจำวันนี้ 1. STGT ซื้อขาย 5,233.49 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.50 (-0.72%) 2. AOT ซื้อขาย 3,769.92 ล้านบาท ราคาหุ้น -2.00 (-3.36%) 3. PTT ซื้อขาย 2,990.16 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.75 (-1.86%) 4. STA ซื้อขาย 2,153.14 ล้านบาท ราคาหุ้น -1.75 (-5.79%) 5. EA ซื้อขาย 1,741.10 ล้านบาท ราคาหุ้น -2.50 (-5.21%) 6. ADVANC ซื้อขาย 1,432.49 ล้านบาท ราคาหุ้น +1.50 (+0.80%) 7. PTTEP ซื้อขาย 1,360.77 ล้านบาท ราคาหุ้น -2.75 (-2.88%) 8. KBANK ซื้อขาย 1,353.56 ล้านบาท ราคาหุ้น +2.00 (+2.20%) 9. CPALL ซื้อขาย 1,285.55 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.75 (-1.11%) 10. TOP ซื้อขาย 1,105.85 ล้านบาท ราคาหุ้น -2.50 (-5.32%) ส่วนตลาด mai ปรับขึ้น +2.31 จุด หรือ +0.76 สวนทางกับ SET อยู่ที่ระดับ 305.18 จุด มูลค่าซื้อขาย 1655.57 ล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488264

Person read: 6

09 July 2020

“อังกฤษใช้ม้าลากคน” ที่ปรึกษา รมว.เกษตรโต้ PETA ไทยไม่ทารุณ “ลิง”

Photo by PORNCHAI KITTIWONGSAKUL / AFP นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรณีที่ห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศแบนกะทิและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวหลังองค์การพิทักษ์สัตว์จากต่างประเทศ (PETA) อ้างว่ามีการทรมานสัตว์จากการใช้แรงงานลิง นั้น กระทรวงเกษตรฯได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรที่ปรึกษาต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เร่งเจรจาทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงกรณีวิถีชีวิตของไทย และยืนยันว่าไทยมีพระราชบัญญัติ ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ห้างอังกฤษโละสินค้า “มะพร้าวไทย” อ้างใช้แรงงานลิง เอกชนยันไม่ใช้ลิงเก็บมะพร้าว หลังห้างอังกฤษอ้างทารุณลิง ดังนั้น การออกมาให้ข้อมูลของ PETA อาจเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนเพราะการใช้ลิงเพื่อเก็บมะพร้าวเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย ไม่เคยทารุณกรรม และการใช้ลิงเก็บมะพร้าวตอนนี้ลดลงแล้ว เนื่องจากไทยได้ปรับเปลี่ยนใช้พันธุ์มะพร้าวต้นสูงไม่เกิน 12 เมตร อีกทั้งปัจจุบันอยู่ระหว่างการคิดค้นเทคโนโลยีหุ่นยนต์จัดเก็บมะพร้าว คาดว่าจะส่งผลให้อุตสาหกรรมมะพร้าวของไทยพัฒนามากยิ่งขึ้น “พีตา” เปิดศึก “ไทย” ทารุณลิง สะเทือนตลาดโลกแบน “กะทิไทย” จับพิรุธ PETA กีดกันไทยปม “ลิงเก็บมะพร้าว” สะเทือนส่งออก “วิถีชีวิตแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน อังกฤษก็ใช้ม้าลากรถ มีบางประเทศเชือดวัวกระทิงโชว์ อีกมากมายเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิม กรณี PETA ก็ทำหน้าที่คือไม่ต้องการให้ใช้แรงงานสัตว์ใดๆเลย เรื่องนี่ก็ต้องความเข้าใจด้วยเช่นกัน” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-488259

Person read: 6

09 July 2020

“บิ๊กแดง” ไม่ต่ออายุราชการ “ผบ.ทบ.” เปิดใจทำเต็มที่ปกป้องสถาบันฯ

ภาพ : มติชนออนไลน์ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ยืนยันว่า “จะต้องเกษียณอายุราชการ” ไม่ต่ออายุตำแหน่ง ผบ.ทบ. พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวก่อนหน้านี้ วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ที่หมวดบิน C หน่วยบินเดโชชัย 3 ภายในพื้นที่กองบิน 6 (บน.6 ดอนเมือง) พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่าอาจมีการต่ออายุราชการให้ตนดำรงตำแหน่งต่อไป พล.อ.อภิรัชต์ หัวเราะในลำคอ ก่อนจะตอบว่า “จากใจผม ถามตัวเองอยู่เสมอ ว่าอย่างแรกเราเป็นทหารอาชีพ และ แนวทางการรับราชการถูกกำหนดไว้ชัดเจน ว่าจะต้องเกษียณอายุราชการ บางคนพยายามไปขุดคุ้ยว่ามีอยู่ 2 คน ประสบความสำเร็จในการต่ออายุราชการ ซึ่งไม่ใช่ ดังนั้น อย่าไปสร้างกระแส ในส่วนของตนปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงกลาโหมและระเบียบในการเกษียณอายุราชการ รวมถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกคน พี่จะเกษียณอายุราชการ” เปิดประวัติ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ “ว่าที่ ผบ.ทบ.” คนใหม่ ถอดรหัส “ต่ออายุราชการ” ผู้บัญชาการทหารบก 4 ยุค ค้ำอำนาจการเมือง “เราก็มีการคุยกันในการประชุม ผบ.เหล่าทัพเราก็หารือกันว่าข่าวพวกนี้ ไม่ใช่ข่าวเชิงสร้างสรรค์ จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ผมมองแล้วไม่มีสาระและไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ ทั้งสิ้นเลย และวันที่ 30 กันยายน 2563 ผมก็ส่งธงตำแหน่ง ผบ.ทบ. และถือว่าหมดภาระหน้าที่ก็จบภารกิจในการเป็น ผบ.ทบ.” พล.อ.อภิรัชต์ กล่าว เมื่อถามว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องต่ออายุราชการใช่หรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์ ได้ย้อนถามว่า “มีความจำเป็นอะไร ที่ต้องต่ออายุราชการ เพราะบ้านเมืองก็สงบเรียบร้อย มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นเอง อยากให้เอาความจริงมาสู้กัน อย่าพูดเพียงท่อนเดียวแล้วเอาไปขยายความ ซึ่งตนก็เคยพูดไปแล้วเรื่องสื่อโซเชียลออนไลน์” เมื่อถามว่า ตอนนี้รู้สึกไม่สบายใจอะไรหรือไม่ในช่วงใกล้เกษียณอายุราชการพลเอกอภิรัชต์ กล่าวว่า “ยืนยันว่า ไม่มี เพราะในช่วงรับราชการได้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ที่คิดว่าดีที่สุดกับกองทัพ และประเทศชาติ และที่สำคัญการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของคนไทย ก็ต้องเป็นหน้าที่ของคนที่จะต้องมารับหน้าที่ต่อ ที่จะต้องทำหน้าที่นี้สืบสานต่อไปไม่ว่าจะเป็นเหล่าทัพใด” แถลงผลงาน ส.ค. นี้ ในส่วนของกองทัพบกมีแนวทางและวิธีการปฏิบัติ รวมถึงหลักนิยมในการสื่อสารและการดำเนินการหลายอย่าง โดยในเดือนสิงหาคม ตนจะแถลงผลงานในหลายเรื่อง ซึ่งบางคนยังเอามาโจมตีว่า สายตรง ผบ.ทบ. เป็นอย่างไรตนจะสรุปให้ฟังว่ากองทัพบกได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว “ไม่มีความจำเป็นต้องมานั่งรายงาน เราเป็นองค์กรที่มีระเบียบวินัย เมื่อพูดคำพูดคือนาย เมื่อพูดไปแล้ว ก็ต้องทำ กำลังพลเมื่อได้รับคำสั่งก็ต้องปฏิบัติ ใครผิด ต้องลงโทษใครไม่ดี ก็ลงโทษ ย้าย ปลด” ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาทุกอย่างของกองทัพบกมีความคืบหน้าไปมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามทำใน โซเชียล และผู้ที่ยังไม่เข้าใจพยายามสร้างความขัดแย้งหรือความแตกแยกพยายามนำมาเป็นประเด็น เมื่อถามถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหาร พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ขณะนี้บัญชีโยกย้ายนายทหารอยู่ที่ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) แต่หารือกันในที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ ในวันนี้ (8 ก.ค.) ยังไม่ได้กำหนดวัน-เวลา ที่จะส่งรายชื่อ แต่เชื่อว่าทุกเหล่าทัพจะมองบุคคลที่มีความเหมาะสมมาทำงานต่อในทุกตำแหน่ง ไม่ใช่เพียงตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพอย่างเดียว เรามีแนวทางอยู่แล้วที่ชัดเจน เมื่อถามว่า แต่ละเหล่าทัพได้หารือร่วมกันหรือไม่ ว่าแต่ละเหล่าทัพ จะให้ใครขึ้นมา พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ในแต่ละเหล่าทัพ ต้องพิจารณาและเสนอ ซึ่งยังผ่านคณะกรรมการกองทัพไทย ก่อนจัดต้องไปที่กลาโหมสำนักปลัดยังเหลืออีกหลายขั้นตอน เมื่อถามว่า มีการจับตามองท่านหลังเกษียณจะไปทำอะไร พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ขอให้จ้องต่อไป ว่าจะไปทำอะไร เชื่อบ้านเมืองไม่วุ่นวาย เมื่อถามว่า ผบ.ทบ.คนใหม่ จะดูแลสถานการณ์ต่อจากนี้ได้หรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ตนจะไปรู้แทนคนที่จะมาเป็น ผบ.ทบ. หรือไม่ ขอให้ไปรอถามในวันที่ 1 ตุลาคม ก็แล้วกัน ส่วนสถานการณ์ในอนาคตจะเกิดความวุ่นวายหรือไม่นั้นตนยังมองไม่เห็นว่าจะเกิดความวุ่นวายอย่างไร หรือมีอะไร “นายกรัฐมนตรีก็บริหารราชการแผ่นดินด้วยความโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมและที่สำคัญมีความเด็ดขาดในการบริหาร โดยเฉพาะในสถานการณ์ โควิด-19 ซึ่งพวกเราควรชื่นชม ในขณะทั่วทั้งโลกชื่นชมทีมแพทย์ ความมีวินัยของคนไทยในชาติ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น” ดังนั้น หากถามตนว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรตนไม่ทราบ เพราะไม่รู้คือสถานการณ์ทุกอย่างเป็นลักษณะวันต่อวันและเดือนต่อเดือน ไม่สามารถที่จะไปคาดการณ์ได้ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นหรือคนที่จะมาเป็น ผบ.ทบ. จะทำอะไรอย่างไร ตนไม่ทราบ แต่โดยส่วนตัวตนเมื่อจบภารกิจบทบาทตนก็ เซ็ตซีโร่ ตัวเอง เมื่อถามว่าหากนายกฯ ขอให้มาช่วยงาน พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า นายกฯ คงไม่ทำ อย่างนั้น และตนคงไม่เข้ามามีบทบาทอะไร และอย่าลืมว่านายกรัฐมนตรีปัจจุบันบริหารราชการบ้านเมืองและมาจากการเลือกตั้ง ที่มาโดยรัฐธรรมนูญ การจะเลือกสรรบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาทำงาน คงไม่ใช่ตน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-488246

Person read: 6

09 July 2020

พุ่งไม่หยุด! ราคาทองทะลุ 1,800 เหรียญ สูงสุดรอบ 8 ปี

แฟ้มภาพ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาทองคำต่างประเทศ (Gold Spot) ปรับขึ้นทดสอบจุดสูงสุดที่ 1,800 ดอลลาร์/ออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นมาอยู่ที่ 26,550 บาท/บาททองคำ นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยว่า ราคาทองคำต่างประเทศปรับขึ้นทะลุ 1,800 เหรียญ สูงสุดในรอบ 8 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบ 2 โดยล่าสุดผู้ติดเชื้อทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านราย ขณะที่ผู้เสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 5 แสนราย นอกจากนี้ ปัจจัยการพัฒนาวัคซีนป้องกันที่อาจล่าช้าไปถึงช่วงกลางปีหน้า ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจ เหล่านี้เป็นอีกแรงหนุนที่ทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นต่อเนื่อง “องค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าโควิดในทวีปอเมริกายังไม่ถึงจุดสูงสุด ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะเป็นตัวขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เราจึงมีมุมมองว่าราคาทองคำจะยังเป็นขาขึ้น หากยืนเหนือ 1,800 เหรียญได้ก็ให้แนวต้านถัดไปที่ 1,830 และ 1,850 เหรียญตามลำดับ” นายธนรัชต์ กล่าว ทั้งนี้ ราคาทองคำในประเทศประเมินแนวต้านที่ 26,800 บาท/บาททองคำ และแนวรับที่ 26,100 บาท/บาททองคำ ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาอยู่ที่บริเวณแนวรับที่ให้ไว้ทั้งในส่วนของทองคำ Gold Spot และทองคำในประเทศ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488240

Person read: 6

09 July 2020

ห้ามขายเหล้า-เบียร์ออนไลน์ งัดกฎหมายคุมเข้มรายย่อยระส่ำ

คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชงห้ามขายเหล้าเบียร์ออนไลน์ หลังผลพวงโควิด-19 หนุนเทรนด์ขายผ่านออนไลน์พุ่งกระฉูด วงการลุ้นระทึก คาดประชุมนัดแรก 22 มิถุนายนนี้ หวั่นผู้ประกอบการรายย่อย-ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์กระทบหนัก หาช่องทางแจ้งเกิดยาก ฝ่าฝืนโทษหนักทั้งปรับ-จำคุก นายแพทย์นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา จากการตรวจสอบพบว่ามีกลุ่มผู้ประกอบการเหล้าเบียร์จำนวนหนึ่งที่หันมาทำการตลาดโดยใช้วิธีการโฆษณาและขายสินค้าผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ลดลง บวกกับมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ช่องทางหรือร้านจำหน่ายเหล้าเบียร์ถูกปิดลง ซึ่งทำให้การบริโภคเหล้าเบียร์ลดลงโดยสภาพ ผู้ประกอบการจึงต้องดิ้นและพยายามหาช่องทางใหม่ ๆ มาช่วยเพื่อจะได้ขายสินค้าให้มากขึ้น โดยความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เรื่องการห้ามการโฆษณา ตามมาตรา 32 โดยผู้กระทำผิดหลัก ๆ จะเป็นผู้ผลิตและผู้นำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก รวมถึงเจ้าของเพจที่มีคนนำเข้าสินค้าไปฝากลงโฆษณา รีวิวเวอร์ ซึ่งการโฆษณามีอิทธิพลต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค่อนข้างมาก เพราะการโฆษณาเป็นการกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากดื่มและจะมีผลกระทบตามมาในหลาย ๆ เรื่อง กฎหมายจึงมีการควบคุมด้วยการห้ามโฆษณา เรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย สำหรับขั้นตอนก่อนที่เรื่องจะมาถึงสำนักงาน จะต้องมีผู้ร้องเรียนเข้ามาในระบบ จากนั้นสำนักงานก็จะมีการตรวจสอบข้อมูล หากพบว่าเข้าข่ายว่ามีความผิดเรื่องการโฆษณา สำนักงานก็จะทำหนังสือไปเชิญผู้ประกอบการรายนั้น ๆ มาชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง และดำเนินการตามขบวนการ จริง ๆ มีหลายเรื่องที่สำนักงานอยากจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล เพื่อจะได้มีคำพิพากษาออกมาเป็นบรรทัดฐาน เพราะหากไม่มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานก็มักจะมีการกล่าวอ้างกันได้ว่า เป็นการใช้ดุลพิจารณาของเจ้าหน้าที่ “โดยเฉพาะช่วง 2-3 เดือนหลังจากที่มีโควิด-19 มีเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามามากกว่า 100 เคส ตอนนี้สำนักงานเรียกมาชี้แจงทุกวัน หลายรายยอมจำนนและยอมเสียค่าปรับ อย่างไรก็ตาม หลัก ๆ เราจะดูจากเจตนารมณ์ของคนทำเป็นหลัก หรือหากกังวลว่าอะไรที่ทำได้หรือไม่ได้ โทร.เข้ามาสอบถามก่อนก็ได้” ชงห้ามขายเหล้าเบียร์ออนไลน์ ต่อคำถามที่ว่า นอกจากการโฆษณาผ่านสื่อที่ไม่สามารถทำได้ และผิด พ.ร.บ.ควบคุมฯ ดีลิเวอรี่ทำได้หรือไม่ นายแพทย์นิพนธ์กล่าวว่า เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายห้ามขายเหล้าเบียร์ออนไลน์ บริการดีลิเวอรี่จึงยังทำได้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้กำลังมีการหารือกันว่าจะออกกฎเพื่อห้ามการขายเหล้า-เบียร์ในช่องทางออนไลน์ โดยหลักการเบื้องต้นจะเป็นห้ามเฉพาะการขายจากผู้จำหน่ายถึงผู้บริโภค ไม่ห้ามระหว่างผู้จำหน่ายกับผู้จำหน่าย เมื่อมีข้อห้ามนี้ก็จะทำให้ไม่มีการโฆษณาออนไลน์ไปโดยปริยาย แต่ทั้งนี้ก็จะมีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น เข้าไปที่ร้าน แล้วทางร้านมีระบบการสั่งอาหารเครื่องดื่มแบบออนไลน์ ประกาศนี้ก็จะอนุโลม เพราะเป็นการขายออนไลน์ในสถานที่ขายที่มีใบอนุญาต อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง และต้องดูระดับนโยบายว่าจะเห็นชอบกับเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร แต่ในส่วนสำนักงานได้มีการเตรียมร่างประกาศนี้ไว้แล้ว โดยเป็นการปรับประยุกต์มาจากการห้ามขายบุหรี่ออนไลน์ที่มีการบังคับใช้มานานแล้ว โดยจะออกมาเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี รายเล็ก-คราฟต์เบียร์อ่วม แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์รายใหญ่แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า หากมีประกาศดังกล่าวออกมา ในทางปฏิบัติน่าจะส่งผลกระทบกับบริษัทผู้ผลิตเบียร์รายเล็กรายน้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ที่เกิดเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา สำหรับบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่คงไม่มีผลกระทบอะไร เนื่องจากบริษัทเหล่านี้จะมีช่องทางจำหน่ายหลัก ๆ ของตัวเองอยู่แล้ว ทั้งเอเย่นต์ และโมเดิร์นเทรด ส่วนการขายผ่านช่องทางออนไลน์ปัจจุบันก็มีตัวเลขเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แหล่งขาวระดับสูงจากวงการเหล้าเบียร์อีกรายหนึ่งกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว และเบื้องต้นจะร้องเรียนผ่านสื่อ แต่หากประกาศเป็นกฎหมายเมื่อไหร่ จะใช้ช่องทางทางกฎหมายในการเรียกร้องอีกครั้ง โดยจะอาศัยข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 77 วรรค 1 ระบุว่า “รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และสามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่ายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง” แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตคราฟต์เบียร์รายหนึ่งกล่าวว่า ได้รับทราบถึงร่างกฎหมายดังกล่าวมาสักระยะแล้ว และล่าสุดมีกระแสข่าวที่สำนักงานกำลังจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พิจารณา ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ หากมีมติเห็นชอบก็จะถูกเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติพิจารณาต่อไป และหากคณะกรรมการชุดนี้เห็นชอบก็จะมีผลบังคับใช้ หากเป็นไปตามร่างดังกล่าวก็จะบังคับใช้เมื่อครบ 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีบทลงโทษสำหรับการฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 40 เปิดสถานที่ต้องห้าม “ขาย-ดื่ม” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 27 ได้กำหนดสถานที่หรือบริเวณที่ “ห้ามขาย” อาทิ วัด หรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา, สถานบริหารสาธารณสุขของรัฐ สถานที่ราชการ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นร้านค้าหรือสโมสร, หอพัก, สถานศึกษา, ปั๊มน้ำมัน, สวนสาธารณะของราชการ หรือสถานที่อื่นที่รัฐมนตรีประกาศ และกำหนดสถานที่ที่ “ห้ามบริโภค” อาทิ วัด หรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา, สถานบริหารสาธารณสุขของรัฐ ยกเว้นบริเวณที่พักส่วนบุคคล, สถานที่ราชการ ยกเว้นที่พักส่วนบุคคล หรือสโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี, สถานศึกษา ยกเว้นที่พักส่วนบุคคลหรือสโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี, ปั๊มน้ำมัน. สวนสาธารณะของราชการ หรือสถานที่อื่นที่รัฐมนตรีประกาศ หลังจากนั้น ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ในปี 2555 ห้ามขายหรือห้ามบริโภคในพื้นที่ประกอบกิจการโรงงาน, ในรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ, ห้ามบริโภคขณะขับขี่ หรือโดยสารอยู่ในรถ ปี 2556 ห้ามขายหรือบริโภคในสวนสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ปี 2558 ห้ามขายหรือบริโภคในสถานีขนส่ง, บนทาง, บนทางรถไฟ, ท่าเรือโดยสารสาธารณะ และห้ามขายรอบสถานศึกษา ตลอดจนการกำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในวันมาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา ยกเว้นการขายในร้านค้าปลอดอากรในสนามบินนานาชาติ ไปจนถึงการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยให้ขายได้แค่เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น. และในปี 2561 ห้ามขายด้วยวิธีการใช้เครื่องจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านสะดวกซื้อ หลังจากมีเคสของการขายเบียร์สดในร้านสะดวกซื้อเกิดขึ้น ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-479409

Person read: 55

19 June 2020

2 นคราอสังหาฯ บิ๊กแบรนด์เมืองกรุง ปะทะ ทุนเจ้าถิ่นต่างจังหวัด

Photo by Mladen ANTONOV/AFP ดีเวลอปเปอร์แข่งขันกันเอง ผลประโยชน์ย่อมตกกับผู้ซื้อปฏิบัติการมาราธอนบนช่องทางออนไลน์ นำเสนอผลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 26 จังหวัดของ “REIC-ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ธนาคารอาคารสงเคราะห์” ลากยาว 4-11 มิถุนายน 2563 ปิดฉากลง รายละเอียดดีมานด์-ซัพพลาย ณ ครึ่งปีหลัง 2562 ไม่มีอะไรพลิกโผในเมื่อตลาดใหญ่คือเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 6 จังหวัดเป็นช่วงขาลง อีกตลาดที่มัดรวม 20 จังหวัดจำแนกได้เป็น 6 ภูมิภาคย่อมไม่อาจฝืนแรงโน้มถ่วงไปได้ ผลกระทบในปี 2562 นอกจากสารพัดปัจจัยลบจากเทรดวอร์ เงินบาทแข็งค่า กำลังซื้อตกต่ำแล้ว ยังมีมาตรการ LTV-loan to value แบงก์ชาติบังคับเงินดาวน์ 20% ในการขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เพราะต้องการตอนนักเก็งกำไร ปรากฏว่าเดี้ยงไปทั้งตลาด ทั้งนี้ “ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เจ้าของผลงาน “สองนคราประชาธิปไตย” วิเคราะห์แง่มุมทางรัฐศาสตร์การเมืองที่มีคนอยู่ 2 นครก็คือ กลุ่มนครเมืองหลวง กับกลุ่มนครจังหวัดในภูมิภาค บทสรุปสุดท้ายบอกว่า คนต่างจังหวัดเลือกตั้งรัฐบาล คนกรุงโค่นรัฐบาล วันนี้หยิบโมเดลความเป็น “สองนคราฯ” ในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มานำเสนอ เพื่อร่วมกันค้นหาคำตอบว่าใครกันแน่ที่ควบคุมตลาดในหัวเมืองภูมิภาค ระหว่างทุนเมืองกรุงกับเจ้าถิ่นประจำจังหวัด บิ๊กดาต้าเมืองกรุง+6 ภูมิภาค “ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์” ผู้ตรวจการ ธอส. และรักษาการผู้อำนวยการ REIC เปิดเวทีด้วยบิ๊กดาต้าก้อนใหญ่ ภาพรวมซัพพลายบ้านจัดสรรและอาคารชุด ณ ครึ่งปีหลัง 2562 มีซัพพลายสะสมรวมกัน 355,145 หน่วย อันดับ 1 ของประเทศคือ 6 จังหวัดของกรุงเทพฯ-ปริมณฑล (นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร) ครองส่วนแบ่งตลาด 59.1% จำนวน 209,868 หน่วย อันดับ 2 เป็นสถิติของพื้นที่ภาคตะวันออก 3 จังหวัดที่เรียกว่าโซน EEC (ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) สัดส่วน 22.2% ซัพพลายรวม 78,780 หน่วย อันดับ 3-4 ส่วนแบ่งตลาดเท่ากันคือ 5% ต่างกันที่ซัพพลาย โดยอันดับ 3 ภาคใต้ 4 จังหวัด (ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช) มีซัพพลาย 17,928 หน่วย อันดับ 4 ภาคเหนือ 4 จังหวัด (เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก ตาก) ซัพพลายรวมกัน 17,843 หน่วย อันดับ 5 ภาคอีสาน 5 จังหวัด (นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี มหาสารคาม) ครองส่วนแบ่งตลาด 4.2% ซัพพลายรวม 14,853 หน่วย อันดับ 6 ภาคกลาง 2 จังหวัด (พระนครศรีอยุธยา สระบุรี) สัดส่วน 2.6% ซัพพลายรวม 9,078 หน่วย อันดับ 7 ภาคตะวันตก มีส่วนแบ่งตลาด 1.9% ซัพพลายรวม 6,795 หน่วย ทั้งนี้ จับสถิติมาเรียงใหม่พบว่า ส่วนแบ่งตลาด 20 จังหวัดอยู่ในมือของผู้ประกอบการท้องถิ่นสัดส่วน 73-100% ในขณะที่เป็นการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่จากกรุงเทพฯสัดส่วน 0-27% (ดูตารางประกอบ) ส่งออกหดทุบชลบุรีเดี้ยงหนัก บิ๊กดาต้ารัว ๆ โฟกัสโซน EEC “ชลบุรี” มีบ้านและคอนโดมิเนียมอยู่ระหว่างขาย 675 โครงการ รวม 50,655 หน่วย มูลค่า 176,116 ล้านบาท เทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2562 เพิ่มขึ้น 1.8% มีโครงการเปิดขายใหม่เพียง 6,593 หน่วย มียอดขายใหม่ 6,270 หน่วย ลดลงจากครึ่งปีแรก -27.5% มีหน่วยเหลือขาย 44,385 หน่วย เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก 8% มูลค่ารวม 155,838 ล้านบาท ในด้านอัตราดูดซับหรืออัตราขายได้ลดต่ำลงอยู่ที่ 2.1% คาดว่าปี 2563 จะสาละวันเตี้ยลงเหลือ 1.1-1.3% “ภาพรวมอสังหาฯชลบุรีได้รับผลกระทบมากกว่ากรุงเทพฯ เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจพึ่งพิงอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโควิดค่อนข้างรุนแรง ความมั่นใจและกำลังซื้อของผู้บริโภคในชลบุรีลดลง เช่น มีการปิดโรงงานอุตสาหกรรม หรือลดโอทีพนักงาน” ภูเก็ตอัตราขายเหลือ 1.1-1.8% “ภูเก็ต” มีซัพพลาย 133 โครงการ รวม 9,291 หน่วย ลดลง -13.5% จากครึ่งปีแรก 2562 อัตราดูดซับลดเหลือ 2.8% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่มีอัตราดูดซับเฉลี่ย 4.4% รวมทั้งต่ำกว่าสถิติครึ่งปีแรก 2562 ที่มีอัตราดูดซับ 3.5% แนวโน้มปี 2563 คาดว่ามีที่อยู่อาศัยเหลือขาย 8,966 หน่วย มีโครงการเปิดขายใหม่ 2,700 หน่วย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปีที่มีการเปิดขายปีละ 4,800 หน่วย ทำให้คาดว่าปีนี้อัตราดูดซับจะลดทุกกลุ่มสินค้าเหลือ 1.1-1.8% 3 จังหวัดใต้ทาวน์เฮาส์รอดตัว “สงขลา” มีซัพพลาย 127 โครงการ รวม 3,822 หน่วย มีหน่วยขายได้ใหม่ 768 หน่วย เหลือขาย 3,054 หน่วย มูลค่า 11,739 ล้านบาท หน่วยสร้างเสร็จเหลือขาย 599 หน่วย มูลค่า 2,262 ล้านบาท อัตราดูดซับเพิ่มขึ้น 3.3% เทียบกับครึ่งปีแรก 2562 แนวโน้มปี 2563 คาดว่าอัตราดูดซับจะลดต่ำลงทั้งคอนโดฯและบ้านจัดสรร แต่สถานการณ์ไม่น่ากังวลเพราะ inventory มีไม่มากนัก “สุราษฎร์ธานี” มีซัพพลาย 89 โครงการ รวม 3,188 หน่วย มีหน่วยขายได้ใหม่ 237 หน่วย หน่วยเหลือขายมี 2,951 หน่วย มูลค่า 9,334 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 2,767 หน่วย มูลค่า 8,743 ล้านบาท อาคารชุด 184 หน่วย มูลค่า 591 ล้านบาท แนวโน้มปี 2563 คาดว่าอัตราดูดซับจะทรงตัว หน่วยเหลือขาย 3,421 หน่วย เพิ่มขึ้นจากครึ่งแรกของปี 2562 ซึ่งมีจำนวน 3,259 หน่วย โดยทาวน์เฮาส์-บ้านแฝดทำยอดขายได้ดีกว่าบ้านเดี่ยว “นครศรีธรรมราช” มีซัพพลาย 35 โครงการ รวม 1,627 หน่วย ขายได้ใหม่ 86 หน่วย เหลือขาย 1,541 หน่วย มูลค่า 6,164 ล้านบาท แนวโน้มปี 2563 คาดว่าอัตราดูดซับทรงตัวที่ 1,620 หน่วย เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมี 1,601 หน่วย เทรนด์ตลาดจะสอดคล้องกับจังหวัดสุราษฎร์ธานีกล่าวคือ สินค้าทาวน์เฮาส์กับบ้านแฝดขายดีกว่าบ้านเดี่ยว โคราช-ขอนแก่นซัพพลายท่วม “นครราชสีมา” มีซัพพลาย 129 โครงการ รวม 6,876 หน่วย มูลค่า 24,805 ล้านบาท ลดลงจากช่วงครึ่งปีแรก -0.9% โดยมีโครงการเปิดขายใหม่เพียง 1,291 หน่วย แบ่งเป็นอาคารชุด 104 หน่วย บ้านจัดสรร 1,187 หน่วย มีซัพพลายสร้างเสร็จพร้อมโอน 1,442 หน่วย มูลค่า 5,552 ล้านบาท แนวโน้มปี 2563 คาดว่ามีการเปิดขายใหม่ 1,100 หน่วย ส่วนใหญ่เป็นบ้านจัดสรร และคาดว่าเหลือขาย 6,755 หน่วย คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงมาอยู่ที่ 5,942 หน่วย มูลค่า 11,293 ล้านบาท หน่วยลดลง -7.5% มูลค่าเพิ่มขึ้น 2.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งมีมูลค่า 10,152 ล้านบาท “ขอนแก่น” มีซัพพลาย 79 โครงการ รวม 4,031 หน่วย ขายได้ใหม่ 435 หน่วย มูลค่า 1,268 ล้านบาท ลดลง -41.1% เทียบกับครึ่งปีแรก 2562 แต่เพิ่มขึ้น 10.4% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 ในด้านอัตราดูดซับ 1.8% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปี และต่ำลงต่อเนื่องเทียบกับครึ่งปีแรก 2562 ที่มีอัตราดูดซับ 3.1% แนวโน้มปี 2563 คาดว่าเหลือไม่เกิน 1.0 % โครงการเปิดใหม่ไม่เกิน 600 หน่วย แต่มีซัพพลายคงค้างทำให้ตลาดรวมชะลอตัว อุดร-อุบล-สารคามประคองตัว “อุดรธานี” มีซัพพลาย 44 โครงการ รวม 1,727 หน่วย ขายได้ใหม่ 177 หน่วย เหลือขาย 1,550 หน่วย มูลค่า 6,092 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 1,410 หน่วย มูลค่า 5,792 ล้านบาท, อาคารชุด 140 หน่วย มูลค่า 300 ล้านบาท แนวโน้มปี 2563 ภาพรวมทรงตัวโดยมีอาคารพาณิชย์ประเภทเดียวที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี อยู่ที่ 2.3% ในขณะที่หน่วยเหลือขายทุกประเภทจะมีจำนวน 1,587 หน่วย “อุบลราชธานี” มีซัพพลาย 42 โครงการ รวม 1,464 หน่วย ขายได้ใหม่ 201 หน่วย เหลือขาย 1,263 หน่วย มูลค่า 3,727 ล้านบาท อัตราดูดซับลดเหลือ 2.3% เทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2562 ที่มีอัตราดูดซับ 3.3% แนวโน้มปี 2563 คาดว่าเหลือขาย 1,343 หน่วย คาดว่าโอน 1,992 หน่วย มูลค่า 3,303 ล้านบาท “มหาสารคาม” มีซัพพลาย 21 โครงการ รวม 755 หน่วย ขายได้ใหม่ 88 หน่วย เหลือขาย 667 หน่วย มูลค่า 1,786 ล้านบาท อัตราดูดซับแม้เพิ่มสูงจากปี 2561 อยู่ที่ 1.9% แต่ภาพรวมยังทรงตัว แนวโน้มปี 2563 คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเหลือขาย 688 หน่วย เชียงใหม่สต๊อก 3.5 หมื่นล้าน “เชียงใหม่” มีซัพพลาย 11,465 หน่วย เพิ่มขึ้น 7% จากครึ่งปีแรก 2562 และลดลง -0.6% จากช่วงเดียวกันของปี 2561 แบ่งเป็นอาคารชุด 2,582 หน่วย สัดส่วน 22.5% บ้านจัดสรร 8,883 หน่วย สัดส่วน 78.5% เป็นซัพพลายใหม่ 1,554 หน่วย เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก 22.7% แต่ลดลง -43.5% จากครึ่งปีหลัง 2561 มีหน่วยขายได้ใหม่ 2,316 หน่วย มูลค่า 7,394 ล้านบาท หน่วยเหลือขายสะสมมี 9,149 หน่วย มูลค่า 35,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากครึ่งปีแรก 2562 และเพิ่ม 2.7% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 เป็นอาคารชุด 1,935 หน่วย มูลค่า 6,468 ล้านบาท บ้านจัดสรร 7,214 หน่วย มูลค่า 28,958 ล้านบาท เชียงรายอัตราดูดซับเหลือ 0.4% “เชียงราย” มีซัพพลาย 3,009 หน่วย เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ 56.1% และเพิ่มขึ้น 115.7% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 หน่วยสร้างเสร็จเหลือขายมีจำนวน 2,710 หน่วย อัตราดูดซับปี 2563 เทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2561-2562 อาคารชุดแนวโน้มลดเหลือ 0.4% จากค่าเฉลี่ย 1%, ทาวน์เฮาส์ลดเหลือ 0.8% จากค่าเฉลี่ย 1.7%, บ้านเดี่ยวลดเหลือ 0.5% จากค่าเฉลี่ย 0.7%, บ้านแฝดลดเหลือ 0.5% จากค่าเฉลี่ย 0.9% พิษณุโลก-ตากกำลังซื้อวูบ “พิษณุโลก” มีซัพพลาย 2,595 หน่วย ลดลงจากครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ -0.8% และเพิ่มขึ้น 17.6% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 หน่วยสร้างเสร็จเหลือขายมี 2,461 หน่วย เป็นบ้านจัดสรร 2,093 หน่วย มูลค่า 6,084 ล้านบาท อาคารชุด 368 หน่วย มูลค่า 551.1 ล้านบาท “ตาก” มีซัพพลาย 774 หน่วย เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ 62.6% และเพิ่มขึ้น 81.3% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 ในด้านหน่วยสร้างเสร็จเหลือขายมีจำนวน 736 หน่วย แนวโน้มการโอนปี 2563 คาดว่ามี 751 หน่วย หดตัว -11.6% จากปี 2562 มูลค่าการโอน 1,275 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% จากปี 2562 “ภาพรวม 4 จังหวัดภาคเหนือเศรษฐกิจหลักอิงกับธุรกิจท่องเที่ยวและการค้าชายแดน ทำให้รับผลกระทบจากโควิดชัดเจน มีหน่วยเหลือขายค่อนข้างมาก ขณะที่ยอดขายไม่เข้าเป้าแรงกระตุ้นจากคนนอกพื้นที่ และลูกค้าต่างชาติก็หายไป” ดร.วิชัยกล่าวสรุป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-479118

Person read: 52

19 June 2020

ไฟเขียว…ลูกค้า “นั่งดริงก์” ร้านอาหารคึกคักรับขาขึ้น

คอลัมน์ จับกระแสตลาด จะเรียกว่าคึกคักขึ้นทันตาเห็นเลยทันทีก็คงไม่ผิดนัก สำหรับบรรดาผู้ประกอบการร้านอาหารที่เริ่มมีลูกค้าทยอยเข้าไปใช้บริการอย่างหนาตาตั้งแต่ช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 มิถุนายน) และยังต่อเนื่องมาถึงช่วงเย็นย่ำค่ำวันเสาร์-อาทิตย์ หลังจากที่ นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ารแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ว่า ศบค. การอนุญาตให้กิจกรรมเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต ให้ภัตตาคาร สวนอาหาร โรงแรม และร้านอาหาร สามารถจำหน่ายสุราและนั่งดื่มในร้านได้ ส่วนสถานบริการ ผับ บาร์ และคาราโอเกะ ยังไม่อนุญาตเปิดบริการ ถัดมาเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร เพื่อวางมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 รองรับการผ่อนปรนในระยะที่ 4 ซึ่งจะมีผลในวันที่ 15 มิ.ย.เป็นต้นไป โดยในส่วนของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภัตตาคาร สวนอาหาร ศูนย์อาหาร โรงแรม ร้านอาหารทั่วไป สามารถทำได้ แต่ต้องไม่เกินเวลา 24.00 น. และไม่อนุญาตให้แสดงดนตรีสด ขณะที่สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ยังไม่อนุญาตเปิดดำเนินการ ด้าน แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ย้ำว่า ทั้งนี้ ร้านอาหารก็ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 โดยเฉพาะเรื่องของการสวมหน้ากาก จัดจุดล้างมือ ทำความสะอาดบ่อย ๆ การเว้นระยะห่าง และการไม่ให้แออัด โดยจำกัดจำนวนบุคคลภายในร้าน โดยพิจารณาว่าร้านสามารถรองรับคนได้เท่าไร และผู้เข้ารับบริการต้องไม่เกินตามจำนวนที่กำหนดไว้ และต้องลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์มไทยชนะ อย่างไรก็ตาม ศบค.ยังให้งดกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกรูปแบบ เช่น โปรโมชั่นลดราคา ขายพ่วง พนักงานเชียร์เบียร์โฆษณา และให้งดการจำหน่ายและบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เช่น ชายหาด สวนสาธารณะของทางราชการ ฯลฯ ปลดล็อก…”ตัวช่วย” ร้านอาหาร” ธนิวรรณ กุลมงคล” นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปลดล็อกเฟส 4 ที่อนุญาตให้ลูกค้านั่งดื่มกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร้านอาหารน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น แม้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า-เบียร์ จะเป็นสัดส่วนรายได้เพียง 15-20% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับผับบาร์ นอกจากนี้ ยกเลิกเคอร์ฟิว ที่เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนนี้ ยังจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ร้านอาหารต่าง ๆ สามารถจะขยายเวลาบริการได้นานขึ้น ลูกค้านั่งทานในร้านได้นานขึ้น นอกจากร้านจะมีรายได้เพิ่มแล้ว ขณะเดียวกันก็จะทำให้ซัพพลายเชน หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับร้านอาหารค่อย ๆ ฟื้นตัวดีขึ้น สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากผู้ประกอบการร้านอาหารรายใหญ่รายหนึ่ง ที่แสดงความเห็นหลังจากทราบข่าวว่า ทางการอนุญาตให้ลูกค้าสามารถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านได้ว่า จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยดึงให้คนออกมาใช้จ่ายเพิ่มได้บ้าง และเบื้องต้นรายได้หรือยอดขายของร้านจะมีเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง และคงไม่เท่ากับหรือไม่เหมือนเดิมกับก่อนหน้านี้ เนื่องจากยังมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องของความกังวลกับโควิด-19 เวลาการให้บริการ รวมถึงการระมัดระวังการจับจ่ายจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัว และกำลังซื้อที่ไม่ดีนัก “การปลดล็อกดังกล่าวจะส่งผลในแง่ของการทำให้ซัพพลายเชนของธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเริ่มมีการขยับตัว เริ่มมีความเคลื่อนไหว และจะช่วยให้วงจรเศรษฐกิจเริ่มค่อย ๆ กลับมาหมุนได้อีก และคาดว่าแนวโน้มจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ” เหล้า-เบียร์ ค่อย ๆ ฟื้นตัว แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ แสดงความเห็นว่า การอนุญาตให้ร้านอาหารที่มีใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับมาขายเหล้าเบียร์ได้ และอนุญาตให้ลูกค้านั่งดื่มกินในร้านได้ สำหรับบริษัทเหล้า-เบียร์ ในแง่ของยอดขายคงเป็นอะไรที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด ประกอบกับยอดขายจากช่องทางดังกล่าวยังถือเป็นสัดส่วนรายได้ที่ไม่มากนัก หรือประมาณ 10-15% เท่านั้น จึงเชื่อว่าทุกคนคงจะยังไม่นำตัวเลขนี้มาใช้ประกอบแผนการผลิต แผนการตลาด ในภาพรวม และจะต้องรอดูสถานการณ์ไปอีกสักระยะจนกว่าจะมั่นใจ “มาตรการนี้จะช่วยให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยโดยรวม ๆ ดูดีขึ้น มีความคึกคักมากขึ้น ที่สำคัญคือ จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ซัพพลายเชนของธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับร้านอาหารมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ซัพพลายเชนสะดุดไปและหลาย ๆ ธุรกิจได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก” ด้านผู้บริหารระดับสูงบริษัทผู้นำเข้าและจำหน่ายสุราต่างประเทศรายใหญ่ กล่าวในเรื่องนี้ว่า การที่ภาครัฐยังไม่ปลดล็อก สถานบันเทิง ผับบาร์ ย่อมมีผลกระทบกับตลาดเหล้านอกเป็นธรรมดา เนื่องจากช่องทางนี้ถือเป็นช่องทางหลักของสุราต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หวังว่าหลังจากนี้ไปทางการคงจะพิจารณาปลดล็อกกิจการที่มีความเสี่ยง หรือกิจการที่อยู่ในโซนแดง “การปลดล็อกในเฟส 4 ดังกล่าวจะเป็นผลในเชิงจิตวิทยาที่กระตุ้นให้คนออกมาใช้จ่ายดื่มกินมากขึ้น ร้านอาหารจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เหล้าเบียร์จะมีตัวเลขที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ก็คงไม่เหมือนกับช่วงก่อนหน้าที่จะมีโควิด-19” การปลดล็อกเฟส 4 ที่เกิดขึ้น ในทางปฏิบัติอาจจะไม่ทำให้รายได้หรือยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนัก แต่อีกด้านหนึ่งก็ช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดีขึ้น จากนี้ไป ซัพพลายเชนที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ จะค่อย ๆ ฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น และคาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไม่ช้านี้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-479326

Person read: 50

19 June 2020

ADB หั่นเป้าจีดีปีไทยปี’63 เหลือ -6.5%

Shipping containers are seen at the cargo terminal area of Tokyo port on October 6, 2015. Japanese Prime Minister Shinzo Abe hailed a deal to create the world's largest free trade area October 6 as the start of a "new century" for Asia, and expressed hope China might one day join the historic accord. AFP PHOTO / KAZUHIRO NOGI “เอดีบี แบงก์” ชี้ความเสี่ยงเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาเอเชียโตเพียง 0.1% ต่ำสุดในรอบเกือบ 60 ปี จากผลกระทบกิจกรรมเศรษฐกิจชะลอช่วงโควิดระบาด ฟากเศรษฐกิจไทยมีโอกาสทรุดหนัก -6.5% จากเดิมคาด -4.8% ในเดือน เม.ย. เหตุบริโภค/ลงทุนต่ำ-ส่งออกหดตัวรุนแรง ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี รายงานว่า ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจะเติบโตไม่มากนักในปี 2563 เนื่องจากมาตรการควบคุมต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดครั้งใหญ่ของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ส่งผลให้เกิดการชะลอกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทำให้ความต้องการจากภายนอกลดลง โดยในรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย (Asian Development Outlook: ADO) ฉบับเพิ่มเติมล่าสุด (Supplement) เผยแพร่ในวันที่ 18 มิ.ย.63 ระบุว่า ในปี 2563 ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะเติบโตเพียง 0.1% ซึ่งลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.2% ในเดือนเมษายน และตัวเลขนี้คาดว่าจะเป็นการเติบโตที่ช้าที่สุดสำหรับภูมิภาคตั้งแต่ปี 2504 สำหรับการเติบโตในปี 2564 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.2% สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดว่าจะหดตัวที่ 2.7% ในปีนี้ ก่อนที่จะกลับมาเติบโต 5.2% ในปี 2564 โดยการหดตัวดังกล่าวเกิดจากประเทศเศรษฐกิจหลักในอนุภูมิภาคได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมโรคระบาดซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนในประเทศ สำหรับไทยคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวที่ 6.5% ซึ่งหดตัวเพิ่มมากขึ้นจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 4.8% เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากการบริโภคและการลงทุนที่ลดต่ำอันเป็นผลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 กอรปกับแนวโน้มอุปทานภายนอกที่อ่อนแอส่งผลให้การส่งออกสินค้าและบริการลดต่ำลง อย่างไรก็ตาม การเติบโตของไทยคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นที่ 3.5% ในปี 2564 จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.5% เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในปี 2563 ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะเติบโตเพียง 0.1% (ตารางที่ 1) ซึ่งลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.2% ในเดือนเมษายน และตัวเลขนี้คาดว่าจะเป็นการเติบโตที่ช้ที่สุดสำหรับภูมิภาคตั้งแต่ปี 2504 สำหรับการเติบโตในปี 2564 คาคว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.2% เช่นที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนเมษายน ในขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) คาดว่าจะยังคงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้และต่ำกว่าแนวโน้มก่อนเกิดวิกฤติ ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย (ไม่รวมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ของฮ่องกง จีน เกาหลี สิงคโปร์ และไทเป) คาดว่าจะเติบโตที่ 0.4% ในปีนี้ และ 6.6% ในปี 2564 “เศรษฐกิจในเอเชียและแปซิฟิกจะยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ในปีนี้ แม้ว่าการปลดล็อคจะค่อยๆ คลี่คลายและมีการผ่อนปรนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรูปแบบ ‘ปกติใหม่’ “ นายยาซูยูกิ ซาวาดะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำเอดีบี กล่าว นายยาซูยูกิ กล่าวอีกว่า ในขณะที่เราเห็นแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้นสำหรับภูมิภาคในปี 2564 แต่นั่นเป็นเพราะตัวเลขที่อ่อนแอในปีนี้และจะไม่ใช่การฟื้นตัวในรูปแบบตัววี (V-shaped recovery) รัฐบาลควรดำเนินมาตรการเชิงนโยบายเพื่อลดผลกระทบเชิงลบของ COVID-19 และทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีการแพร่ระบาดของโรคระลอกใหม่ แนวโน้มทางเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยขาลงจากผลกระทบของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ที่อาจเกิดขึ้นหลายระลอกในช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึง บวกกับหนี้ฐบาลและวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ ยังมีความเสียงจากการเพิ่มระดับความตึงเครียดทางการคำที่เกิดขึ้นใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนอีกด้วย เอเชียตะวันออกคาคว่าจะเติบโต 1.3% ในปี 2563 ซึ่งเป็นอนุภูมิภาคเดียวที่ยังมีการเติบโตในปีนี้ ในขณะที่การเติบโตในปี 2564 คาคว่าจะฟื้นตัวอยู่ที่ 68% การเติบโตของจีนคาดว่าจะอยู่ที่ 1.8% ในปีนี้ และ 7.4% ในปี 2564 เมื่อเทียบกับประมาณการเมื่อเดือนเมษายนที่ 2.3% และ 7.3% ตามลำดับ เศรษฐกิจของเอเชียใต้คาคว่าจะหดตัว 3.0% เมื่อเทียบกับการเติบโต 4.1% ที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนเมษายน เนื่องจากมีการแพร่ระบาดอย่างหนักของเชื้อไวรัส COVID-19 ในอนุภูมิภาค ส่วนแนวโน้มการเติบโตในปี 2564 ถูกปรับลดลงเหลือ 4.9% จาก 6.0% เศรษฐกิจของอินเดียคาดว่าจะหดตัว 4.0% ในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 ก่อนจะกลับมาเติบโตที่ 5.0% ในปีงบประมาณถัดไป กิจกรรมทางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดว่าจะหดตัวที่ 2.7% ในปีนี้ ก่อนที่จะกลับมาเติบโต 5.2% ในปี 2564 การหดตัวดังกล่าวเกิดจากประเทศเศรษฐกิจหลักในอนุภูมิภาคได้ดำเนินมาตรการต่งๆ เพื่อควบคุมโรคระบาดซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนในประเทศ โดยคาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเชียจะหดตัวที่ 10% ฟิลิปปินส์หดตัว 3.8% และไทยจะหดตัวที่ 6.5% ตามลำดับ ในขณะที่เวียดนามคาดการณ์ว่าจะเติบโตที่ 4.1% ในปี 2563 ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์เมื่อเดือนเมษายน 0.7 จุด แต่ยังคงเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เศรษฐกิจของเอเชียกลางคาคว่าจะหดตัว 0.5% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เมื่อเดือนเมษายนที่ 2.8% เนื่องจากการหยุดชะงักทางการคและการตกต่ำของราคาน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตาม การเติบโตคาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวที่ 4.2% ในปี 2564 มาตรการจำกัดการค้าและจำนวนการท่องเที่ยวที่ลดลงส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคแปซิฟิก โดยคาดว่เศรษฐกิจของอนุภูมิภาคจะหดตัวที่ 4.3% ในปี 2563 ก่อนที่จะกลับมาเพิ่มขึ้น 1.6% ในปี 2564 อัตราเงินเฟ้อของประเทศกำลังพัฒนาในอเชียคาคว่ำจะอยู่ที่ 2.9% ในปี 2563 ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.2% ในเดือนมษายนซึ่งสะท้อนถึงอุปสงศ์และราคาน้ำมันที่ลดลง ส่วนในปี 2564 อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 2.4% ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-479375

Person read: 28

19 June 2020

ดราม่า สวม-ไม่สวม “หน้ากากอนามัย” บนเครื่องบิน

REUTERS/Joshua Roberts/File Photo วันที่ 19 มิถุนายน 2563 ข่าวสดรายงานอ้างข้อมูลจากบีบีซี ว่า สายการบินอเมริกันแอร์ไลนส์ ของสหรัฐฯ ได้ เชิญผู้โดยสาร ที่ปฏิเสธสวมหน้ากากอนามัย ออกจากเที่ยวบิน อ้างเป็นนโยบายป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยผู้โดยสารคนดังกล่าว คือ นายแบรนดอน สตรากา อดีตนักแสดงและนักออกแบบทรงผม ซึ่งได้รับการขอร้องให้สวมหน้ากากอนามัย บนเที่ยวบิน 1263 เส้นทางการบินนิวยอร์ก-ดัลลัส รัฐเท็กซัส เหตุเกิดเมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน แต่เจ้าตัวปฏิเสธ จึงถูกเชิญออกจากเที่ยวบิน เขาจึงเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก “ผมไม่สวมหน้ากากก็ถูกเชิญออกจากเที่ยวบิน เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นแบบนี้ นี่ไม่ใช่กฎหมายรัฐบาลกลางสักหน่อย” นายสตรากา ทวีตข้อความจากสนามบินลากวาร์เดียของนิวยอร์ก Brandon Straka✔@BrandonStraka I was just removed from my flight for not wearing a mask. 1st time this has happened. Not a federal law. @AmericanAir staff standing over me telling me it’s THE LAW. So much for “please respect those who can not wear a mask”. When I pointed out this wasn’t a law I was removed. 25K 23:43 - 17 มิ.ย. 2563 ข้อมูลโฆษณาของทวิตเตอร์และความเป็นส่วนตัว 17.2K คนกำลังพูดถึงสิ่งนี้   นอกจากนี้ นายสตรากา ยังอัดคลิปตัวเองและโพสต์ลงทวิตเตอร์ ระบุข้อความว่า นโยบายการสวมหน้ากากอนามัย “สุดบ้าคลั่ง” และ “เราไม่มีทางเลือกอีกต่อไป” เผยด้วยว่า ลูกเรือแจ้งข้อมูลอย่างผิดๆ แก่ตน ว่า การสวมหน้ากากอนามัยบนเครื่องบิน “เป็นกฎหมาย” “เมื่อผมบอกว่า นี่ไม่ใช่ความจริง ลูกเรือยังบอกใช่ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องและพูดว่า นี่เป็นนโยบายของเรา หากคุณไม่ทำตาม จะไม่สามารถเดินทางไปกับเราได้ ผมบอกไปว่า ไม่มีใครถามผมว่ามีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถสวมหน้ากากอนามัยได้หรือไม่ แต่ลูกเรือทั้งหมดยืนรอบๆ และข่มขู่ผม” นายสตราการะบุ Brandon Straka✔@BrandonStraka https://www.pscp.tv/w/cbjwdDF4ZUtXWE5acWJOalB8MWdxeHZhZVhuWGVKQjGmxLO-fUmbFV1wUYQXcd4BwA2TVnPMagRTvo08Y01i … Brandon Straka @BrandonStraka BrandonStraka was LIVE pscp.tv 2,548 23:53 - 17 มิ.ย. 2563 ข้อมูลโฆษณาของทวิตเตอร์และความเป็นส่วนตัว 3,347 คนกำลังพูดถึงสิ่งนี้   ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนเที่ยวบินดังกล่าวพอดี จึงได้ใช้โทรศัพท์มือถืออัดคลิปเหตุการณ์ ระหว่างที่ นายสตรากา โต้เถียงกับลูกเรือ ซึ่งต่อมาถาม นายสตรากา ว่า มีโรคประจำตัวหรือไม่ และมีเอกสารยืนยันหรือไม่ จากนั้น ลูกเรืออีกคนตะโกนใส่ว่า “คุณสวมหน้ากากอนามัยได้ไหมหรือจะลงไป” Steadman™✔@AsteadWesley  · 17 มิ.ย. 2563 กำลังตอบกลับถึง @AsteadWesley he just got off the plane and ppl applauded lmaooo Steadman™✔@AsteadWesley   23.3K 23:35 - 17 มิ.ย. 2563 ข้อมูลโฆษณาของทวิตเตอร์และความเป็นส่วนตัว 2,239 คนกำลังพูดถึงสิ่งนี้   ขณะที่ อเมริกันแอร์ไลนส์ชี้แจงว่า กฎการสวมหน้ากากอนามัยจะยกเว้นสำหรับเด็กและผู้โดยสารเวลากินหรือดื่ม และผู้มีโรคประจำตัว ส่วนกรณีของนายสตรากา ต่อมาได้ยินยอมที่จะปฏิบัติตามนโยบายการสวมหน้ากากอนามัยของสายการบิน และจองเที่ยวบินใหม่ในภายหลัง อย่างไรก็ตาม นายสตรากา ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ตนได้สวมหน้ากากอนามัยที่สายการบินจัดมาให้ก่อนจะขึ้นเที่ยวบิน แต่ถอดออกไปเมื่ออยู่บนเครื่องบิน เมื่อซีเอ็นเอ็น สอบถามเพิ่มเติมว่า นายสตรากามีโรคประจำตัวหรือไม่ เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว บอกแต่เพียว่า รู้สึกเป็นการยากที่จะห้ามสวมหน้ากากอนามัย ทั้งนี้ แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ออกกฎหมายรัฐบาลกลาง บังคับให้ผู้โดยสารสวมหน้ากากบนเครื่องบิน แต่เกือบทุกสายการบินของสหรัฐฯ บังคับใช้กฎการสวมหน้ากากอนามัยสำหรับผู้โดยสารและลูกเรือมาตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำหรับอเมริกันแอร์ไลนส์ ได้ประกาศนโยบายเพิ่มความเข้มงวดในการสวมหน้ากากอนามัย เมื่อวันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม ว่า ผู้โดยสารที่ปฏิเสธสวมหน้ากากอนามัยจะไม่ได้รับอนุญาตขึ้นเครื่องบิน และถูกห้ามการเดินทางกับสายการบินในอนาคต มติชนรายงานอีกดราม่าที่เกี่ยวกับการบังคับสวมหน้ากากอนามัยบนเครื่องบิน โดยอ้างข้อมูลจากจาการ์ต้าโพสต์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ระบุว่า สายการบินการูดา สายการบินแห่งชาติของอินโดนีเซียเตรียมยกเลิกมาตรการให้พนักงานต้อนรับสวมหน้ากากอนามัย โดยให้เหตุผลว่าถูกผู้โดยสารหลายรายร้องเรียนว่ามองไม่เห็นหน้า เลยไม่รู้ว่ายิ้มอยู่หรือไม่ ภาพจากเว็บไซต์ www.garuda-indonesia.com สายการบินการูดา กลับมาให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังจากต้องหยุดบินไปเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก โดยพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องสวมหน้ากากอนามัยและถุงมือ ตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของสายการบิน อย่างไรก็ตาม นายอิร์ฟาน เซเตียปุตรา ประธานอำนวยการของสายการบินการูดา เผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้โดยสารจำนวนมากว่า มองไม่เห็นหน้าของพนักงานต้อนรับ ทำให้ไม่เห็นว่าพนักงานต้อนรับกำลังยิ้มหรือทำหน้าบึ้งอยู่ อิร์ฟาน ระบุว่า สายการบินจะค่อยๆ ลดการให้พนักงานต้อนรับใช้หน้ากากอนามัยลง และจะเปลี่ยนไปเป็นการใช้เฟซชิลด์ แทน แต่ในเวลานี้จะยังคงให้พนักงานต้อนรับใช้หน้ากากอนามัยไปก่อน โดยกรอบเวลาสำหรับนโยบายใหม่นั้น จะมีการประกาศต่อไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-479519

Person read: 23

19 June 2020

พ้นโควิด! แห่ขนที่ดินปั้นยีลด์ กสิกร ปักธง ‘แลนด์โลน’ ปีนี้หมื่นล.

“กสิกรไทย” เผยเทรนด์เศรษฐีที่ดิน “เสิร์ชฟอร์ยีลด์” แห่นำที่ดินให้แบงก์บริหารจัดการลงทุน รับคลายล็อกดาวน์ “โควิด” ภาวะการลงทุน “หุ้น-บอนด์” เริ่มกระเตื้อง ชี้รัฐลดภาระภาษีที่ดิน 90% ไม่มีผล ประเมินเฉพาะครึ่งปีหลังยอดสินเชื่อ “แลนด์โลน” พุ่ง 5 พันล้านบาท ตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้ทั้งปี 1 หมื่นล้านบาท จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group Head ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติปรับลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกประเภทลง 90% โดยจะเริ่มเก็บในเดือน ส.ค.ปีนี้ ในมุมผลกระทบต่อลูกค้าที่นำที่ดินมาให้ธนาคารบริหารจัดการ (land loan for investment) นั้น ไม่ได้มีผลกระทบแต่อย่างใด โดยปัจจุบันลูกค้านำที่ดินเข้ามาให้ธนาคารบริหารอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่มีการชะลอตัวลงไปบ้างในช่วงต้นปี 2563 ที่เจอผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ หลังมีการคลายล็อกดาวน์ทำให้ลูกค้าเริ่มมีความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่สัญญาณการลงทุนก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น ทั้งในส่วนของตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น ทำให้ลูกค้าที่มีที่ดินต้องการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนและสร้างกระแสเงินสด โดยนำที่ดินมาเป็นหลักประกัน ซึ่งแบงก์จะให้วงเงินสินเชื่อ พร้อมนำวงเงินดังกล่าวไปลงทุนสร้างผลตอบแทน ทั้งนี้ ในปี 2563 นี้ทั้งปีแบงก์ตั้งเป้าหมายสินเชื่อเพื่อการลงทุนที่ 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มียอดสินเชื่ออยู่ที่ 5,000 ล้านบาท “คาดว่าภายใน 2-3 เดือนข้างหน้าจะมียอดสินเชื่อเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้น 2,500 ล้านบาท และภายในครึ่งปีหลังจะปล่อยสินเชื่อเพิ่มได้รวม 5,000 ล้านบาทคือ ตอนนี้ตลาดการลงทุนปรับดีขึ้น และลูกค้าหลายคนมองว่าในวิกฤตยังมีโอกาส ซึ่งหลายคนเห็นโอกาสในการนำที่ดินมาลงทุน จากเดิมลูกค้า land loan จะสนใจเอามาให้ธนาคารบริหาร เพราะประเด็นเรื่องภาษีที่ดิน แต่ปัจจุบันแม้ว่าภาษีที่ดินปรับลดลง แต่ลูกค้าก็ยังนำที่ดินมาให้เราบริหาร เพราะส่วนหนึ่งต้องการสร้าง cash flow (กระแสเงินสด) ซึ่งในช่วงดอกเบี้ยต่ำเราจึงเห็นมีลูกค้าเข้าเรื่อย ๆ ช่วงนี้จากที่ต้นปีชะงักไป” นายจิรวัฒน์กล่าว สำหรับที่ดินที่ลูกค้านำมาให้ธนาคารบริหารจัดการส่วนใหญ่ จะมีมูลค่าตั้งแต่ 300-800 ล้านบาท ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการประเมินหลักประกันและจำนองที่ดินประมาณ 2-3 สัปดาห์ รวมถึงมีกระบวนการพิจารณาอนุมัติการลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ลูกค้าต้องการ โดยที่ดินบางแห่งอาจจะมีเจ้าของหลายรายจึงต้องบริหารให้มีความชัดเจน นายจิรวัฒน์กล่าวว่า การนำเงินไปลงทุนจะพิจารณา 3 รูปแบบคือ 1.ปิดความเสี่ยงระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และผลตอบแทน โดยเน้นลงทุนในตลาดตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนที่แน่นอน และมีส่วนต่างผลตอบแทนเหลือเฉลี่ย 1% เช่น ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.5% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยอยู่ที่ 2.2-2.5% และ 2.ลงทุนในกองทุนผสม เพื่อสร้างสมดุลพอร์ตการลงทุน โดยผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 5-8% และ 3.ลงทุนในกองหุ้น ซึ่งความเสี่ยงจะค่อนข้างสูง โดยในยามสถานการณ์ปกติจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากประมาณ 5-8% แต่ปัจจุบันจะเห็นตลาดหุ้นค่อนข้างตึงตัวและย่อลงมาเล็กน้อย โดยจะเห็นผลตอบแทนเฉลี่ยน้อยกว่า 7-8% จากปกติจะสูงกว่า 7-8% ทั้งนี้ สัดส่วนการลงทุนจะพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ประมาณ 50% จะเน้นลงทุนแบบปิดความเสี่ยงและให้ส่วนต่างผลตอบแทนประมาณ 1% ซึ่งโดยเฉลี่ยการลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ราว 3.5-4 ปี “ในช่วงที่คนตื่นตระหนก ทิ้งตราสารหนี้ดี ๆ กันหมด ตอนนี้กองทุนรวมระยะสั้น 1 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 1.6-1.8% หากอยากลงทุนให้คุ้มกับดอกเบี้ยกู้ที่เป็นแบบลดต้นลดดอก effective rate ที่อยู่ตั้งแต่ 2.2-2.5% จะต้องถืออย่างน้อย 3.5-4 ปี โดยตอนนี้ลูกค้าหันมาลงทุนมากขึ้น เพราะมองว่ามีที่ดินก็ถือโอกาสนำมาสร้างประโยชน์ หรือกิจการถูกดิสรัปชั่นก็นำมาทำ land loan เพื่อหาผลตอบแทน” นายจิรวัฒน์กล่าว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-479281

Person read: 27

19 June 2020

สะพัด! ปรับใหญ่ ครม. หลัง “บิ๊กป้อม” ขึ้นหัวหน้าพลังประชารัฐ

มีข่าวสะพัด! จากกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ คาดว่าจะมีการปรับใหญ่ ครม. หลัง “บิ๊กป้อม” ขึ้นเป็นหัวหน้าพลังประชารัฐ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รักษาการหัวหน้าพรรค ได้ลงนามในหนังสือเชิญประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ชุดรักษาการทั้ง 34 คน ในวันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน 2563 เวลา 10.00 นาฬิกา ที่ทำการพรรค อาคารปานศรี ถนนรัชดา สำหรับวาระการประชุมประกอบด้วย วาระที่ 1 การเตรียมการประชุมใหญ่พรรค ซึ่งต้องตกลงร่วมกันให้มีการกำหนดวัน เวลา สถานที่การประชุม การเชิญสมาชิกเข้าร่วม แหล่งข่าวในกรรมการบริหารรายหนึ่งระบุว่า วาระการประชุมใหญ่ กำหนดให้มีวาระสำคัญ คือการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งรองหัวหน้าพรรครักษาการ จะเสนอให้นัดประชุมในวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2563 เวลา 13.00 นาฬิกา ที่เมืองทองธานี ซึ่งเป็นการเลื่อนให้เร็วขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ว่าจะเป็นวันที่ 3 กรกฏาคม 2563 โดยที่ประชุมวันดังกล่าว มีการบรรจุวาระ และเป็นที่แน่นอนแล้วว่าพรรคจะเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานยุทธศาสตร์พรรค เป็นหัวหน้าพรรค โดยไม่มีการเสนอชื่อบุคคลอื่นเข้ามาแข่ง สำหรับตำแหน่งเลขาธิการพรรค กรรมการบริหารและผู้มีอิทธิพลในพรรค สรุปให้ส่งชื่อ “นายอนุชา นาคาศัย” ส.ส.ชัยนาท ผู้เป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มสามมิตร” และผลักดันให้ “นายสันติ พร้อมพัฒน์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้อำนวยการพรรค คาดว่าหลังจากนี้ จะมีการเคลื่อนไหวให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีตำแหน่งที่อยู่ในการข่ายที่ต้องปรับ-เปลี่ยน สลับตำแหน่ง ประกอบด้วย กระทรวงแรงงาน, กระทรวงการคลัง,กระทรวงอุตสาหกรรม,กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-479436

Person read: 31

19 June 2020

โรงแรมเกาะสมุยโคม่า! ประกาศขายกิจการเพียบ เข้าไม่ถึงซอฟต์โลน

ซมหนัก - ผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำนักท่องเที่ยวจากตลาดหลักหายกว่า 90%ผู้ประกอบการโรงแรมบางส่วนเริ่มประกาศขายกิจการ เช่น เกาะสมุย เป็นต้น ผู้ประกอบการโรงแรม “เกาะสมุย” คาดอีก 2 เดือนเล็งประกาศขายกิจการอีกเพียบ เข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้ซอฟต์โลน “ออมสิน-แบงก์เอสเอ็มอี” เหตุไร้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม พึ่งรายได้จากต่างชาติกว่า 90% นายวิทยา หวังพัฒนธน กรรมการผู้จัดการ เฉวงรีเจนท์ บีชรีสอร์ท เกาะสมุย ในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สุราษฎร์ธานี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้หลายโรงแรมเริ่มเปิดบริการ แต่หลายโรงแรมยังเลื่อนการเปิดดำเนินการออกไปอีก เพื่อรอดูสถานการณ์อีกสักระยะหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์การท่องเที่ยว และผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ยังไม่ฟื้นกลับคืนมาได้ เนื่องจากตลาดหลักกว่า 90% เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เช่น เยอรมัน อังกฤษ ออสเตรเลีย และจีน โดยเฉพาะตลาดยุโรปโควิดยังมีแพร่ระบาดการเปิดน่านฟ้ายังทำไม่ได้ ดังนั้น หลายโรงแรมมีการเลิกจ้างพนักงาน เพราะสถานการณ์ไม่ชัดเจน และอาจยืดเยื้อ จึงอยากขอให้ภาครัฐช่วยเพิ่ม 1.ให้รัฐงดเว้นการจัดเก็บภาษีเงินได้ให้ผู้ประกอบการได้นำไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจ 2.เรื่องกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ให้ภาครัฐสนับสนุนเรื่องค่าที่พัก ตั๋วเครื่องบิน การจ่ายซื้ออาหาร-เครื่องดื่ม ให้สามารถนำไปเคลมเป็นส่วนลดได้ วิทยา หวังพัฒนธน นอกจากนี้ บนเกาะสมุยมีเรื่องข้อพิพาทระหว่างโรงแรมกับกรมที่ดิน โดยเฉพาะบนหาดเฉวง โรงแรม 77 แห่ง รวมกว่า 2,000 ห้อง ยังมีข้อพิพาทอยู่ถึง 55 โรงแรม ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถไปกู้เงิน หรือได้รับสิทธิ์การเยียวยาจากภาครัฐ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และยืดเยื้อมานานถึง 5-6 ปีแล้ว หลายโรงแรมประกอบธุรกิจมา 30 ปี ไม่เคยมีปัญหา จนเมื่อ 5 ปีก่อน ที่การขอใบอนุญาตโรงแรมแล้วเกิดมีข้อพิพาทว่า โรงแรมไปสร้างทับที่ทางสาธารณะ โดยมีการนำภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศจากฝ่ายทหารมาเปรียบเทียบ พบว่าไม่ได้เป็นที่สาธารณะ แต่ในเอกสารของกรมที่ดินยังระบุว่าเป็นที่ทางสาธารณะ ทำให้ภาครัฐไม่สามารถออกใบอนุญาตโรงแรมได้ ทำให้มีปัญหาเรื่องการกู้เงิน การประกันภัย และการออกไปทำตลาดในต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่พอสมควร ส่วนเรื่องการขายกิจการโรงแรมขณะนี้ ไม่ได้มีเฉพาะที่เกาะสมุย แต่ในเมืองท่องเที่ยวหลัก ๆ ทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต กรุงเทพฯ ก็เริ่มมีการบอกขายกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะโรงแรมที่เพิ่งเปิดใหม่ โดยมีนักธุรกิจทั้งจากเมืองจีน หรือจากกรุงเทพฯเริ่มเข้ามาดูในกิจการที่ค่อนข้างดี และราคาไม่สูง “สำหรับเฉวงรีเจนท์เองรอดูสถานการณ์อีกระยะ โดยเฉวงรีเจนท์ เรามีเงินสำรองระดับหนึ่งสามารถอยู่ได้ถึงสิ้นปี แต่คาดหวังว่าในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม สถานการณ์ระบาดของโรคโควิดจะเริ่มนิ่ง และในช่วงปลายปีช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ ซึ่งเป็นฤดูหนาวของยุโรป น่าจะมีการช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้” ด้านนายปัญญา แสงสุริยันต์ เจ้าของโรงแรมร้อยเกาะ กล่าวว่า การขายกิจการโรงแรม เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับสถานการณ์เฉพาะหน้า 1.รัฐต้องหาเงินมาจ่ายให้ผู้ประกันตน ไม่ว่าจะถูกปิดกิจการ หรือปิดกิจการเอง อย่างน้อยเป็นเวลา 6 เดือน 2.หยุดดอกเบี้ยทุกประเภท อย่างน้อย 1 ปี โดยรัฐอาจเข้าไป subsidize ให้ธนาคารโดยตรง 3.เรื่องภาษีค้างจ่าย เบี้ยปรับเงินเพิ่มต่าง ๆ ให้ระงับไว้ก่อน ซึ่งมาตรการเหล่านี้ แม้ช่วยผู้ประกอบการได้เพียงระดับหนึ่ง แต่รัฐต้องทำเพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่รอดในเรื่องปากท้องให้ได้ก่อน ปัจจุบันคนเดินทางน้อยลง และจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวัง โรงแรมต่าง ๆ ขายห้องพักได้ไม่เกิน 20 ห้องต่อวัน ซึ่งวิเคราะห์จากแขกที่เข้าพักโรงแรม 6 กลุ่ม คือ 1.คนที่พักแรมระหว่างเดินทาง 2.เซลส์ 3.นักลงทุนมาติดต่อราชการ เช่น โอนที่ดิน ขออนุญาตต่าง ๆ 4.นักท่องเที่ยวคนไทย 5.นักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่ในไทย และ 6.คนมาอบรมสัมมนา สำหรับโรงแรมร้อยเกาะ ทุกวันนี้มีแขกเข้าพักประมาณ 4-8 ห้อง สถานการณ์ปัจจุบันดำเนินการอยู่ได้ไม่เกิน 2 เดือน เนื่องจากยังมีเงินเก็บอยู่บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่หาก 2 เดือนข้างหน้า สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น คงต้องปิดกิจการต่อไปอีก ซึ่งหมายความว่า พนักงานยังไม่มีงานทำ และไม่มีรายได้ต่อไปอีก ต้องยอมรับว่า วันนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะมีรายได้เข้ามาจากทางไหน สถานการณ์ขาลงของการท่องเที่ยว เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนานแล้ว ตั้งแต่นักท่องเที่ยวยุโรปไม่เข้ามา ต่อมานักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาแทน เคยขายห้องพักให้นักท่องเที่ยวยุโรปคืนละ 5,000 ถึงหลักหมื่นบาท แต่พอจีนเข้ามาขายได้เพียง 1,500-2,500 บาท “ตอนนี้ยอมรับว่า มองไม่เห็นว่าจะไปต่อในทิศทางไหน อย่างไร สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ เราต้องเริ่มทำแผนฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว โดยเริ่มจากระดับจังหวัดก่อน” ด้าน นายสมเชาว์ โกศล นายกสมาพันธ์มัคคุเทศก์อาชีพ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเจ้าของเขาสกคาบาน่ารีสอร์ท เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังมีปัญหา อุปสรรคอีกหลายประเด็นที่อยากเรียกร้องให้รัฐดำเนินการแก้ไข คือ 1.เรื่องการทำประกันภัยนักท่องเที่ยว ที่มีความซับซ้อน ไม่เอื้อให้นักท่องเที่ยวเข้ามา 2.ให้รัฐทบทวนมติของคณะกรรมการธุรกิจท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ ที่มีมติให้การจัดโปรแกรมนำเที่ยว 50 คน ใช้มัคคุเทศก์ 1 คน และนักท่องเที่ยวไม่เกิน 15 คน ไม่ต้องใช้มัคคุเทศก์ ซึ่งมติดังกล่าวส่งผลกระทบต่อมัคคุเทศก์อาชีพโดยตรง โดยในความเป็นจริง นักท่องเที่ยวเพียง 1 คนสามารถใช้บริการมัคคุเทศก์ได้ และนักท่องเที่ยว 50 คนใช้มัคคุเทศก์เพียงคนเดียวนั้นไม่เพียงพอ นอกจากนั้น ทางสมาพันธ์ยังเสนอให้มัคคุเทศก์รับงานเองโดยตรงได้ โดยไม่ต้องมีใบสั่งงาน และผลักดันให้มีการจัดตั้งสภามัคคุเทศก์แห่งประเทศไทยด้วย ด้าน นายอเนก นุรักษ์ รองประธานสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การช่วยเหลือ เยียวยาผู้ประกอบการในภาคธุรกิจท่องเที่ยวยังมีปัญหาอีกมากมายหลายประเด็น โดยเฉพาะปัญหาที่ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ที่รัฐบาลอนุมัติวงเงินผ่านธนาคารออมสิน 10,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ยื่นขอกู้เงินดังกล่าวประมาณ 2,000 รายได้รับการอนุมัติเพียง 36 ราย ทั้งนี้ เนื่องจากเงื่อนไขการกู้เงินไม่ได้แตกต่างจากช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็น SMEs นั้น ทางสมาพันธ์ได้เข้าเจรจาพูดคุยกับกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) โดยตรง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการหลายรายได้รับอนุมัติวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำไปบ้างแล้ว ส่วนที่ยังกู้ไม่ผ่าน ส่วนใหญ่ติดปัญหาเรื่องใบอนุญาตโรงแรม ซึ่งรัฐต้องช่วยปลดล็อก 2 เรื่อง คือ 1.ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นบุคคลธรรมดา ไม่ได้เป็นนิติบุคคล และ 2.ผู้ประกอบการไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงวงเงินกู้ หรือมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวจะเป็นส่วนที่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ก่อนภาคส่วนอื่น ๆ หลังวิกฤตโควิด-19 ผ่านไป เนื่องจากภาคท่องเที่ยวไม่ต้องสร้างอาคาร หรือสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพราะทั้งแหล่งท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวเรามีพร้อมอยู่แล้ว และการท่องเที่ยวไม่ต้องรอฤดูกาล สามารถเที่ยวได้ทุกฤดู แต่ทั้งนี้ต้องประคับประคองให้ผู้ประกอบการยืนอยู่ได้จนกว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะดีขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องวางแผนการทำงาน การทำตลาดควบคู่กันไปด้วย เมื่อถึงเวลาเริ่มต้นจะเดินหน้าได้ทันที ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/local-economy/news-479111

Person read: 25

19 June 2020

สินทรัพย์ปลอดภัยฟื้นตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนทิศทางเศรษฐกิจ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/6) ที่ระดับ 31.17/19 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันพุธ (17/6) ที่รดับ 31.23/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทยังคงผันผวนในกรอบตามแรงซื้อ-ขายของผู้ประกอบการและนักลงทุน แม้เย็นวานนี้ (17/6) ค่าเงินบาทวิ่งอ่อนค่าเหนือ 31.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทได้รับแรงหนุนจากแรงขายดอลลาร์สหรัฐเพื่อรับเป็นเงินบาทจากผู้ส่งออกและนักลงทุน ทำให้ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าต่ำกว่า 31.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง  31.08-31.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.09/11 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ด้านเงินดอลลาร์สหรัฐนั้นปรับตัวแข็งค่าเทียบค่าเงินสกุลหลัก โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุน ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสหรัฐ สำนักข่าวรายงานว่ารัฐอริโซน่า ฟลอริดา โอกลาโฮมา และเท็กซัส พบผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงเป็นประวัติการณ์ในวันอังคารที่ผ่านมา (16/6) ขณะที่ยอดผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในรัฐเท็กซัส เนวาดา และฟลอริดา ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน โดยสหรัฐเปิดเผยว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้พุ่งแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ใน 6 รัฐ ทั้งนี้ เท็กซัสเป็นหนึ่งในรัฐแรก ๆ ที่มีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ โดยมีการอนุญาตให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินกิจการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าการพุ่งขึ้นของผู้ป่วยโรคโควิด-119 ในเท็กซัสจะเป็นหลักฐานเน้นย้ำให้รัฐต่าง ๆ ไม่คลายมาตรการล็อกดาวน์เร็วเกินไป สำหรับสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศจีนนั้น กรุงปักกิ่งได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดแห่งใหม่ หลังพบผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้กรุงปักกิ่งประกาศยกระดับเตือนภัยฉุกเฉินเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดจากระดับ 3 สู่ระดับ 2 และสั่งปิดโรงเรียนทุกแห่งเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดเมื่อวานี้ (17/6) หลังจากพบผู้ติดเชื้อมากกว่า 100 รายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อีกทั้ง สายการบินจีนหลายแห่งประกอบด้วย แอร์ไชน่า, ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ เซาเทิร์น แอร์ไลน์ ยังได้ระงับเที่ยวบินเส้นทางเข้าและออกกรุงปักกิ่งด้วย นอกจากนั้นความตึงเครียดจากสถานการณ์ความไม่สงบของคาบสมุทรเกาหลีที่ยังไม่มีการเจรจาระหว่างผู้นำของสองประเทศ รวมถึงเหตุปะทะที่บริเวณชายแดนประเทศอินเดียและประเทศจีน จนส่งผลให้ทหารอินเดียเสียชีวิตกว่า 20 นาย นั้นเป็นอีกปัจจัยที่หนุนให้นักลงทุนกลับเข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐนั้น กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 ในเดือนพฤษภาคม สู่ระดับ 974,000 ยูนิต หลังจากลดลงร้อยละ 26.4 ในเดือนเมษายน โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบรายปี ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านลดลง ร้อยละ 23.2 ในเดือนพฤษภาคม สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/6) ที่ระดับ 1.1231/35 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (16/6) ที่ระดับ 1.1234/38 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรทรงตัวขณะที่ตลาดฝั่งยุโรปรอดูผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหราชอาณาจักรเย็นวันนี้ (18/6) โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหราชอาณาจักรจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 0.1 ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1230-1.1252 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1246/49 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/6) ที่ระดับ 106.73/76 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (16/6) ที่ระดับ 107.37/40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนแข็งค่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เช่นเดียวกับดอลลาร์สหรัฐและราคาทองคำ เนื่องจากนักลงทนกังวลกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ดูจะกลับมารุนแรงอีกครั้งในประเทศมหาอำนาจ และสถานการณ์ความไม่สงบในแถบภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 106.70-107.01 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 106.96/99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหราชอาณาจักร (BOE) (18/6), จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (18/6), รายงานดัชนีการผลิตรัฐฟิลาเดเฟีย สหรัฐ เดือนมิถุนายน (18/6), ดัชนีราคาผู้บริโภคของญี่ปุ่น เดือนพฤษภาคม (19/6) และ ยอดค้าปลีกของสหราชอาณาจักร เดือนพฤษภาคม (19/6) สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.40/-0.20 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -0.50/+1.20 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-479390

Person read: 32

19 June 2020

ม้ามืด-ตัวหลอก! ศึกชิงผู้นำ วังบางขุนพรหม กุนซือชั้นใน ตึกไทยคู่ฟ้าชี้ขาด

ชื่อผู้ท้าชิง-ผู้นำหมายเลข 1 แห่งวังบางขุนพรหม แทนนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะสิ้นวาระในเดือนกันยายนปีนี้ มีทั้งคนใน-คนนอก ประธานกรรมการสรรหา จะนัดประชุมในวันที่ 25 มิถุนายน 2563 เพื่อเปิดรายชื่อและคุณสมบัติของผู้สมัครทั้งหมด “ประชาชาติธุรกิจ” แง้มแฟ้มรายชื่อผู้สมัคร พบว่ามีผู้สมัคร 4 ราย มีคนในที่ถูกอ้างว่าเป็นแคนดิเดต มี 2 ราย นายเมธี สุภาพงษ์ และ นายรณดล นุ่มนนท์ ส่วนคนนอกตามโผ มีทั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร และ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ กรรมการนโยบายการเงิน “ไม่มีอยู่ในใบสมัคร” เสียงก้องจากตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ดังถึงวังบางขุนพรหม แซดว่า อาจขยายเวลาพิจารณาคัดสรร “ผู้ว่าการแบงก์ชาติ” ออกไป เพื่อให้ “ลงตัว” กับจังหวะการปรับคณะรัฐมนตรี แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดรับสมัครผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหาผู้ที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งต่อจากนายวิรไท ผู้ว่าการ ธปท.คนปัจจุบัน ที่จะครบวาระในสิ้นเดือน กันยายนนี้ ซึ่งหลังจากเริ่มเปิดให้ยื่นใบสมัครมาตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ปรากฏว่า มีผู้ส่งใบสมัครกันในช่วง 2 วันสุดท้าย โดยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน มียื่นเข้ามา 3 ราย และวันที่ 16 มิถุนายน ยื่นเข้ามาอีก 1 ราย รวมมีผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.ทั้งสิ้น 4 ราย ผู้ที่ยื่นใบสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. มีคนในยื่น 2 ราย และอีก 2 รายเป็นคนนอก สำหรับคนในนั้น เป็น นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน และ นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ร่วมชิงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.ในรอบนี้ รายชื่อใบสมัคร บุคคลภายนอก ยื่นสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รายหนึ่งที่เป็นผู้หญิง ก็คือ นางต้องใจ ธนะชานันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด รายที่สอง คือ นายสุชาติ  เตชะโพธิ์ไทร อดีตรองกรรมการผู้จัดการประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุนและผู้จัดการกองทุนรวม ของบลจ.อยูธยา เจเอฟอีกราย ใบสมัครทั้ง 4 ราย มีทั้ง “ตัวจริง-ตัวหลอก” หรืออาจจะเป็น “ม้ามืด” ส่วนที่กล่าวขวัญกันว่า มีชื่อในโผตั้งแต่ไก่โห่-แต่อาจพลิกผัน คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ที่มีเสียงสนับสนุนจากทีมอำมาตย์ใหญ่ใน-นอกตึกไทยคู่ฟ้า ตัดสินใจไม่ลงสมัคร รวมถึง นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ 1 ในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และเพิ่งครบวาระจากบอร์ด ธปท.ไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2563  ก็ไม่ได้ลงสมัครตามที่มีกระแสข่าวแต่อย่างใด นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ประธานกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการ ธปท. ระบุขั้นตอนว่า หลังจากปิดรับสมัครแล้ว คณะกรรมการคัดเลือกจะประชุมอีกครั้ง ในวันที่ 25 มิถุนายน 2563 เพื่อเปิดซองและพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัคร และจะนัดสัมภาษณ์ช่วงปลายเดือนมิถุนายน จากนั้นจะเร่งสรุปเลือกอย่างน้อย 2 รายชื่อ เสนอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา ก่อนวันที่ 2 กรกฏาคม 2563 “คณะกรรมการคัดเลือกคงต้องมาพิจารณาว่า จากผู้ที่สมัครเข้ามาทั้งหมดนี้ เพียงพอหรือยัง หากดูแล้วยังไม่เพียงพอ หรือยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ก็อาจจะขยายเวลาการรับสมัครออกไปอีกได้ ซึ่งสามารถทำได้ แม้จะเกินกรอบ 90 วันที่ก่อนที่ผู้ว่าการ ธปท.คนปัจจุบันจะครบวาระก็ตาม” แหล่งข่าวระดับสูงจากทำเนียบรัฐบาล วิเคราะห์ว่า ปัจจัยชี้ขาดในการเลือกผู้ว่าการแบงก์ชาติในยุคนี้ จำเป็นต้องได้ฉันทานุมัติจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และทีมที่ปรึกษา “ชั้นในสุด” บนตึกไทยคู่ฟ้า สนธิกำลัง-ดับเบิลเช็กกับทีมกุนซือเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยนักธุรกิจ-อำมาตย์ใหญ่ ไว้วางใจ เห็นได้จากการที่มีการเลือกตั้งประธานกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการ ธปท. จากผู้ที่มีความใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีให้ความไว้วางใจ อย่างนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ที่ร่วมหัว-จมท้ายกันมาตั้งแต่เป็นคณะกรรมการธนาคารทหารไทย และเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรียุค คสช. ตระหง่านอยู่ในทำเนียบรัฐบาลมานานหลายปี “ด้วยกลไกการสรรหา ก็ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการ ธปท. ต้องได้รับไฟเขียว-สายตรงจากนายกฯและทีมที่ปรึกษา เพราะที่ผ่านมามีบทเรียนว่าเลือกผู้ที่ค่อนข้างเป็นตัวของตัวเองสูง จะค่อนข้างมีผลกระทบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในภาวะการบริหารเศรษฐกิจ ที่ต้องการการประสานงานกันระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลังเป็นอย่างดี” แหล่งข่าวกล่าว จังหวะก้าวที่จะต้องเปลี่ยนผู้กุมบังเหียนนโยบายการเงิน คู่ขนานการปฏิบัติการใช้เงินกู้ตามนโยบายการคลังคาบเกี่ยวกับการปรับทีมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จึงเป็นไปได้ว่า นายกรัฐมนตรีจะใช้ช่วงเวลานี้พิจารณาวางตัวบุคคลที่ร่วมงานกันทั้ง 3 ฝ่าย อย่างไร้รอยต่อ การขยายเวลารับสมัครผู้ว่าการแบงก์ชาติออกไป จึงมีเหตุ-มีผล ผู้ลงสมัครท้าชิง จึงต้องดูทิศทางลมทั้งจากทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงการคลัง บุคคลที่เห็นในโผวันนี้ จึงอาจไม่ใช่ตัวจริง-เสียงจริง จนกว่าจะถึงวันเปิดแฟ้มประวัติ ของกรรมการสรรหา วันที่ 25 มิถุนายน 2563 เปิดอีกชื่อ “ต้องใจ” ลูกสาวอดีตผู้ว่าฯแบงก์ชาติ โดดชิงเก้าอี้ผู้นำวังบางขุนพรหม ชิงผู้​ว่าฯ แบงก์​ชาติ​ 4​ ราย​ คนนอก-ใน​ ฝ่ายละ​ 2​ คน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-479340

Person read: 35

19 June 2020

AREA ย้ำเทรนด์บ้าน-คอนโดปี 2563 ตลาดหดตัว -39%

ภาพ Pixabay ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) เปิดเผยว่า จากการสำรวจข้อมูลโครงการที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลใน 5 เดือนแรกปี 2563 พบว่า ในเดือนพฤษภาคม 2563 สถานการณ์เริ่มฟื้นตัว มีการเปิดตัวบ้าน-คอนโดมิเนียมโครงการใหม่ 32 โครงการ รวม 44,71 หน่วย รวมมูลค่า 24,330 ล้านบาท เฉลี่ยหน่วยละ 5.442 ล้านบาท คาดการณ์ 7 เดือนหลังมีแนวโน้มดีกว่าช่วง 5 เดือนแรก 20% เท่ากับแนวโน้มมีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ปีนี้ 357 โครงการ ต่ำกว่าปี 2562 ที่เปิดตัว 480 โครงการ ลดลง -26% จำนวนหน่วยลดลง -39% ที่ 72,875 หน่วย เทียบกับปี 2562 ที่เปิดตัวใหม่ 118,975 หน่วย และมูลค่าการพัฒนาคาดว่าลดลง -36% เหลือ 305,096 ล้านบาท เทียบกับปีที่แล้วลดลงกว่าปี 2562 ที่เปิดตัวมูลค่าโอเคยังไม่รู้เลยปิดอะไรเลย 476,911 ล้านบาท ข้อสังเกตราคาขายเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะลดการผลิตที่อยู่อาศัยราคาถูก เพราะผู้มีรายได้น้อยไม่มีอำนาจการซื้อเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามหากภายในปี 2563 นี้สถานการณ์ไม่ดีขึ้น จำนวนการเปิดตัวโครงการก็อาจลดลงต่ำกว่านี้อีก เพราะอสังหาริมทรัพย์ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจดี ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็จะดี แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี กระตุ้นอสังหาริมทรัพย์อย่างไรไปก็ไร้ประโยชน์ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-479425

Person read: 35

19 June 2020

รื้อ 79 สัญญาการบินไทย ยึดสิทธิพิเศษ-เร่งแฮร์คัตหนี้

Photo by SAEED KHAN / AFP การบินไทยเร่งแก้ 79 สัญญาหลังพ้นรัฐวิสาหกิจ จับตาสัญญาให้สิทธิประกอบกิจการกับ AOT อาจต้องแปลงเป็น “สัญญาร่วมลงทุน” พร้อมส่งทรัพย์สินบางส่วนคืนให้ธนารักษ์ ก่อนศาลไต่สวน 17 ส.ค. นี้ ดึงแบงก์กรุงไทยปล่อยกู้ระยะสั้นเติมสภาพคล่อง เร่งเจรจาเจ้าหนี้ “แฮร์คัต” กางแผน “ลดทุน” ก่อนหาผู้ลงทุนใหม่ ด้าน ทอท.ชี้ประชุมบอร์ด 17 มิ.ย. ถกนโยบายการทำธุรกิจร่วมกับการบินไทย แก้สัญญาติดเงื่อน “รัฐวิสาหกิจ” นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานการแก้ไขปัญหา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ บมจ.การบินไทยว่า คณะกรรมการติดตามฯ ที่มีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธาน จะมีการนัดประชุมกับทางการบินไทยถึงปัญหาข้อสัญญาต่าง ๆจากที่การบินไทยได้ทำไว้ในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเมื่อพ้นสภาพรัฐวิสาหกิจแล้ว ก็ต้องดำเนินการปรับแก้สัญญาต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายที่ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ รวมถึงต้องทบทวนบทบาทของการบินไทยที่มีตัวแทนเข้าไปร่วมใน “คณะกรรมการ” หรือ “คณะทำงาน” ในฐานะรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเมื่อไม่เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว เป็นเพียงบริษัทมหาชนก็อยู่ในกรรมการไม่ได้ เพราะจะกลายเป็น conflict of interest ที่มีความได้เปรียบกับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ เช่น คณะกรรมการผู้แทนรัฐบาลในการเจรจาทำความตกลงการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ “ในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการติดตามฯแก้ไขปัญหาการบินไทยก็จะให้การบินไทยมานำเสนอว่ามีสัญญาอะไรบ้างที่จะต้องปรับแก้ ตอนนี้ทีมกฎหมายของการบินไทยกำลังรวบรวม โดยการแก้สัญญาต่าง ๆ ก็ควรทำให้เรียบร้อยก่อนวันที่ศาลนัดไต่สวน (17 ส.ค. 2563) เพราะหากยังไม่แก้ให้สมบูรณ์อาจมีปัญหาในช่วงการทำแผนฟื้นฟู ก็จะต้องเร่งแก้ไขเพื่อไม่ให้มีอุปสรรคในการฟื้นฟู ทุกคนก็รับทราบและรับโจทย์นี้แล้ว” นายประภาศกล่าวและว่า สำหรับสัญญาเช่าเครื่องบิน เท่าที่สอบถาม การทำสัญญาไม่ได้มีการใช้สิทธิประโยชน์จากการเป็นรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใด รวมทั้งสิทธิการบินและเส้นทางบินที่การบินไทยเคยได้รับอยู่จะไม่ได้รับผลกระทบจากการพ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจ รื้อสัญญาการบินไทย-AOT นายประภาศอธิบายว่า ข้อสัญญาที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษน่าจะเป็นสัญญากับ บมจ. ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT เพราะมีจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเปลี่ยนเป็น “สัญญาร่วมลงทุน” ตาม พ.ร.บ.ร่วมลงทุนรัฐ-เอกชนแทน “ทีมที่ปรึกษากฎหมายของการบินไทยได้เตรียมดูข้อกฎหมายไว้แล้ว ถ้าต้องแก้ในส่วนไหน คณะกรรมการติดตามฯก็จะเรียกหน่วยงานนั้นมาเลย จะทำให้ขั้นตอนรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลามานั่งเจรจา” อย่างไรก็ตามการแก้สัญญาจะไม่ให้กระทบถึงสิทธิของคู่สัญญา เป็นการปรับแก้สัญญาเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยสัญญาเดินมาถึงจุดไหนก็มาต่อเชื่อมได้ใน พ.ร.บ.ร่วมลงทุน นายประภาศกล่าวว่า หลังจากที่การบินไทยพ้นสถานะจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ ทั้งกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังก็ไม่มีอำนาจในการกำกับดูแล โดยกระทรวงการคลังมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ (49%) และเจ้าหนี้ และถ้าศาลล้มละลายมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ อำนาจก็จะหมดไป ซึ่งอำนาจจะไปอยู่กับผู้ทำแผน บอร์ดก็มีหน้าที่แค่ติดตามการทำงานของผู้ทำแผน เปิด 79 สัญญาที่มีปัญหา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเอกสารรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ปัญหาของ บมจ.การบินไทย เมื่อ 8 มิ.ย. 2563 ระบุว่า เนื่องจากที่ผ่านมาการดำเนินธุรกิจของการบินไทยมีความเกี่ยวพันกับรัฐหรือหน่วยงานของรัฐค่อนข้างมาก เช่น การใช้พื้นที่ท่าอากาศยาน การกู้เงินต่อจากกระทรวงการคลัง การแก้ไขปัญหาหุ้นกู้ของการบินไทย เป็นต้น การพ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของการบินไทย ที่เดิมมีการใช้ทรัพย์สินของรัฐ หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในบางกรณีจำเป็นต้องส่งคืนทรัพย์สินให้กับกระทรวงการคลัง (กรมธนารักษ์) และบางกรณีจะต้องเจรจากับหน่วยงานรัฐเพื่อเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ หรืออาจจะต้องดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยการบินไทยอยู่ระหว่างการรวบรวมสัญญาทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบและจำเป็นต้องมีการทบทวนประมาณ 79 สัญญา แบ่งเป็นสัญญาเกี่ยวกับสวัสดิการพนักงานกับธนาคารของรัฐจำนวน 5 สัญญา, สัญญาให้สิทธิประกอบกิจการกับ ทอท.จำนวน 47 สัญญา, สัญญาเช่าที่ดินและสถานที่กับกรมท่าอากาศยาน 17 สัญญา และสัญญาอื่น ๆ 10 สัญญา เกมเจรจา “แฮร์คัตหนี้” นายประภาศกล่าวว่า ในส่วนการเจรจากับเจ้าหนี้ ทีมกฎหมายการบินไทยกำลังเร่งเจรจา โดยเฉพาะเจ้าหนี้ให้เช่าเครื่องบิน เจ้าหนี้การค้า และเจ้าหนี้สถาบันการเงิน เพื่อให้เห็นชอบกับการฟื้นฟูและผู้ทำแผนที่บริษัทเสนอ ซึ่งเป็นการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ ก่อนวันที่ศาลนัดไต่สวน (17 ส.ค. 63) ถ้าเจ้าหนี้ไม่มีข้อโต้แย้ง หรือมีข้อโต้แย้งน้อยที่สุด จะทำให้กระบวนการฟื้นฟูสามารถดำเนินการได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในกระบวนการนี้ถือว่าสำคัญมาก อย่างไรก็ตามจะเกิดผลอย่างเป็นทางการได้เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งคณะผู้ทำแผน โดยศาลจะพิจารณาใน 2 ประเด็นคือ มีเหตุที่จะฟื้นฟูกิจการหรือไม่ และผู้ทำแผนที่ลูกหนี้เสนอ เจ้าหนี้คัดค้านหรือไม่ ซึ่งเหตุที่จะฟื้นฟูกิจการคิดว่าจะไม่มีประเด็นโต้แย้ง เนื่องจากเข้าข้อกฎหมายทุกอย่างที่จำเป็นต้องฟื้นฟู และหากสุดท้ายเจ้าหนี้ไม่มีข้อโต้แย้งเรื่อง “ผู้ทำแผน” ศาลก็อาจจะไม่ต้องไต่สวน นายประภาศกล่าวว่า โอกาสการเจรจาเจ้าหนี้สำเร็จน่าจะเป็นไปได้สูง ในภาวะที่อุตสาหกรรมการบินประสบปัญหาทั่วโลก ซึ่งถ้าเจ้าหนี้จะขอรับหนี้เท่าเดิมก็คงเป็นไปได้ยาก ซึ่งในหลักการเจ้าหนี้ก็รับรู้อยู่แล้วว่าต้องมีการ “แฮร์คัตหนี้” ซึ่งการเจรจานอกรอบก็จำเป็นต้องพูดถึงกรอบดังกล่าว ก่อนที่ศาลจะเห็นชอบคำร้องและตั้งผู้ทำแผน ซึ่งเป็นสิทธิของเจ้าหนี้แต่ละราย ทั้งนี้หากเจ้าหนี้ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของการบินไทย ก็อาจร่วมกันเพื่อคัดค้านและเสนอผู้ทำแผนขึ้นแข่งได้ โดยเจ้าหนี้ที่ยื่นคัดค้านต้องมีหนี้รวมกันไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3 ของหนี้ทั้งหมด เจ้าหนี้ 2.5 ล้านรายเป็นใคร “เจ้าหนี้หลัก ๆ จะมีอยู่ประมาณ 100-200 รายเท่านั้น จากจำนวนเจ้าหนี้ทั้งหมดราว 2.5 ล้านราย เหตุที่เจ้าหนี้การบินไทยมีจำนวนมากเพราะมีกลุ่มสมาชิกรอยัล ออคิด พลัส (ROP) ซึ่งถือเป็นเจ้าหนี้ตามกฎหมายด้วย เนื่องจากมีสิทธิในการเรียกร้อง นอกจากนี้ยังมีเจ้าหนี้กลุ่มผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินที่ยังไม่ได้เดินทางอีกจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มผู้ถือหุ้นกู้” โดยการบินไทยต้องส่งคำร้องขอฟื้นฟูให้เจ้าหนี้ทั้งหมด 2.5 ล้านราย ซึ่งถือเป็นปัญหายุ่งยากในการจัดการ โดยประมาณ 80% เป็นกลุ่ม ROP อย่างไรก็ตามก่อนที่การบินไทยจะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูฯ ศาลได้แก้ข้อบังคับให้ลูกหนี้สามารถส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าหนี้ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล์) ได้ จึงทำให้กระบวนการต่าง ๆ สะดวกคล่องตัวขึ้น และเพื่อให้เจ้าหนี้ได้รับคำร้องครบถ้วนเพื่อไม่ให้มีข้อโต้แย้ง ก็จะมีการแจ้งผ่านทางสื่อออนไลน์ด้วย เปิดเจ้าหนี้ 3.5 แสนล้าน นายประภาศกล่าวว่า โดยหนี้ที่ยื่นคำร้องศาลฯมูลหนี้ 352,484 ล้านบาท เป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศ 65% และเจ้าหนี้ในประเทศ 35% โดยเจ้าหนี้หลัก ๆ จะเป็นเจ้าหนี้การค้า อย่างผู้ให้เช่าเครื่องบิน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีมูลหนี้สูงสุด และเจ้าหนี้สถาบันการเงิน ทั้งแบงก์พาณิชย์และแบงก์รัฐ รวมถึงกระทรวงการคลังก็เป็นเจ้าหนี้ 1.3 หมื่นล้านบาท เพราะในอดีตกระทรวงการคลังได้กู้เงินเพื่อมาให้การบินไทยกู้ต่อเพื่อลดต้นทุนเรื่องดอกเบี้ย ทำให้ตอนนี้กระทรวงการคลังนอกจากเป็นผู้ถือหุ้นการบินไทยก็มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ด้วย สำหรับรายละเอียดของหนี้ ประกอบด้วยหนี้ตามสัญญาเช่าเครื่องบิน (42 ลำ) 97,449 ล้านบาท, หนี้สัญญาเช่าทางการเงิน (32 ลำ) 47,797 ล้านบาท, หุ้นกู้ 74,180 ล้านบาท, เจ้าหนี้การค้า 13,642 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 15,010 ล้านบาท, เงินกู้สถาบันการเงิน 12,511 ล้านบาท, เงินกู้กิจการที่เกี่ยวข้อง 26,583 ล้านบาท, รายรับล่วงหน้า (ขายตั๋ว) 18,093 ล้านบาท, หนี้สินไม่หมุนเวียนอื่น 32,049 ล้านบาท และหนี้สินอื่น ๆ 15,236 ล้านบาท ดึงกรุงไทยเติมสภาพคล่อง นายประภาศกล่าวถึงสภาพคล่องของการบินไทยว่า จากที่ผู้บริหารการบินไทยรายงานสภาพคล่องบริษัทน่าจะอยู่ได้ถึงเดือน ส.ค. แต่จะปล่อยให้ถึงเวลานั้นไม่ได้ จะต้องมีเงินสำรอง เพราะถ้าศาลรับทำแผนฟื้นฟู ตั้งคณะผู้ทำแผนแล้วจะได้ไม่มีปัญหา ดังนั้นตอนนี้จึงพยายามทำทุกอย่างไม่ให้ขัดข้อง จึงต้องมีการหาสภาพคล่องระยะสั้นเข้าไปเพื่อให้การบินไทยสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้การบินไทยส่วนใหญ่ก็เป็นแบงก์รัฐ ตอนนี้ก็มีการหารือเพื่อที่ธนาคารกรุงไทยจะช่วยปล่อยเงินกู้เสริมสภาพคล่องระยะสั้น แม้ว่าแบงก์ที่ใส่เงินให้ช่วงก่อนที่ศาลฯจะเห็นชอบตั้งผู้ทำแผน แบงก์จะไม่ได้บุริมสิทธิ (สิทธิเหนือเจ้าหนี้อื่น) แต่เพื่อให้แบงก์กล้าใส่เงิน ก็จะต้องมีเงื่อนไขพิเศษคือต้องไม่ถูกแฮร์คัตเหมือนเจ้าหนี้เดิม ซึ่งส่วนนี้ก็ต้องมีการเจรจาทำความตกลงกับเจ้าหนี้รายอื่น ๆ ให้รับรู้ว่าการบินไทยจะมีการใส่เงินเข้าไปใหม่แลกกับเงื่อนไข ซึ่งโดยภาวะขณะนี้เชื่อว่าเจ้าหนี้เก่าไม่คัดค้าน เพื่อให้การบินไทยมีเงินหมุนเวียนเพื่อสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ สำหรับในกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ตามแผนฟื้นฟู นายประภาศกล่าวว่า ตามหลักการหลังจากที่มีการ “แฮร์คัตหนี้” และ “ลดทุน” ในส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งก็ต้องดูว่าผู้ทำแผนจะเสนอให้ลดทุนเหลือศูนย์หรือไม่ และหลังจากนั้นกระทรวงการคลังหรือภาครัฐจะกลับเข้ามาเพิ่มทุนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลต้องการให้สถานะของการบินไทยหลังการฟื้นฟูฯเป็นอย่างไร รวมถึงความเป็นไปได้ในการหาพันธมิตรร่วมทุนใหม่ ยื่นคุ้มครองรายประเทศ นายประภาศกล่าวเพิ่มเติมถึงการปกป้องทรัพย์สินของการบินไทยในต่างประเทศว่า ปัจจุบันการบินไทยได้ยื่นขอรับรองการฟื้นฟูกิจการของไทยในต่างประเทศ (recognition) โดยเป็นการยื่นขอรับรองต่อศาลประเทศนั้น ๆ ซึ่งขณะนี้ได้ยื่นเรียบร้อยแล้ว 2 ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ และอยู่ระหว่างดำเนินการอีกหลายประเทศ ทั้งฝรั่งเศสและญี่ปุ่น ส่วนกรณีมีคำถามว่า จะต้องยื่นฟื้นฟูกิจการ Chapter 11 ในศาลสหรัฐหรือไม่ เท่าที่ทีมกฎหมายพิจารณาขณะนี้ไม่จำเป็นแล้ว เพราะเป้าหมายต้องการคุ้มครองเครื่องบินเป็นหลัก เมื่อเปิดทำการบินไปต่างประเทศ จึงเลือกการยื่นศาลประเทศนั้น ๆ เพื่อให้ต่างประเทศรับรองถึงการยื่นฟื้นฟูที่ศาลในประเทศไทย และถ้าดึงเจ้าหนี้มาฟื้นฟูในศาลไทยได้ทั้งหมด และไม่ใช้สิทธิในต่างประเทศ ก็ไม่จำเป็นต้องยื่น Chapter 11 ศาลสหรัฐ ทอท.รอ สคร.เคาะสิทธิบินไทย นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในวันที่ 17 มิ.ย.จะมีประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท. จะมีวาระเรื่องการบินไทยคู่สัญญาเช่าเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งศาลจะนัดไต่สวนในวันที่ 17 ส.ค.นี้ โดยให้บอร์ดพิจารณาเร่งด่วนว่า ทอท.จะมีจุดยืนอย่างไร เช่น เรื่องการเงิน เรื่องความต่อเนื่องทางธุรกิจ และเรื่องความต่อเนื่องในการปฏิบัติการที่จะต้องดำเนินการเร่งด่วนก่อนที่ศาลจะนัดไต่สวน “ปัจจุบันการบินไทยมีสัญญาเช่ากับ ทอท.จำนวนมากในการเช่าพื้นที่อาคาร โรงซ่อมอากาศยาน ฝ่ายครัวการบิน ฝ่ายคลังสินค้า เคาน์เตอร์เช็กอิน จนถึงพื้นที่เลานจ์ ทั้งสัญญาระยะสั้นและระยะยาว ใน 6 สนามบินอยู่ในความดูแลของ ทอท. ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง หาดใหญ่” นายนิตินัยกล่าวอีกว่า ทอท.ยังได้ทำหนังสือสอบถามไปยัง สคร.ถึงแนวทางการดำเนินการหลังจากที่การบินไทยเปลี่ยนสถานะจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชนแล้ว จะยังคงสัญญาเช่าต่อตามเดิมหรือต้องเริ่มต้นใหม่ตามกฎหมายร่วมทุน รอคำตอบจาก สคร.อยู่ เปิดไทม์ไลน์แผนฟื้นฟู “การบินไทย” ลุ้น 7 ปีพ้นบ่วงหนี้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-479377

Person read: 32

19 June 2020

ทำน้อยได้มาก “สถาบันปิดทองหลังพระ” ใช้ปัญญา หาน้ำปลูกผักหลงฤดู

สถาบันปิดทองหลังพระ ใช้ปัญญาทุกวิถีทาง ช่วยเกษตรกรปลูกผักใช้น้ำน้อย แต่ได้ผลผลิตมาก ด้วยการอาศัยความรู้จาก “ปัญญาภิวัตน์” ใช้เทคโนโลยีตัดวงจรปัญหา “น้ำแล้ง” สร้างอาชีพเสริม นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยว่า ปิดทองหลังพระฯ ได้ร่วมมือกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ศึกษาวิจัยระบบการปลูกผักในโรงเรือนที่ใช้น้ำน้อย เพื่อหาความเหมาะสมการปลูกผักในโรงเรือนในพื้นที่แห้งแล้ง และหารูปแบบ แนวทางในการขยายผลการทำเกษตรแบบ “ทำน้อย ได้มาก” เป็นทางเลือกการประกอบอาชีพให้กับให้กับเกษตรกร และผู้ต้องการมีอาชีพเสริม   สถาบันปิดทองหลังพระ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการปลูกผักในโรงเรือน ในพื้นที่ที่เกิดปัญหาภัยแล้ง ให้กับเกษตรกรต้นแบบ 10 ราย ในพื้นที่โครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี พื้นที่ต้นแบบที่ปิดทองหลังพระทำงานในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งที่ผ่านมากการปลูกผักในโรงเรือนสามารถเป็นอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรต้นแบบประมาณเดือนละ 3,000 บาทต่อราย ผู้อำนวยการสถาบันปิดทองหลังพระ กล่าวว่า “ผลที่ได้จากการร่วมมือกับสถาบันการศึกษา คือ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี เพื่อทำการศึกษาและวิจัยโครงการปลูกผักโรงเรือนแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เป็นโมเดลที่ผู้ที่สนใจสามารถนำไปขยายผลที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ทั้งในพื้นที่ต้นแบบและพื้นที่อื่นที่มีปัญหาภัยแล้ง” ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการศึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ ที่จะนำไปถ่ายทอดต่อ ทั้งวิธีการทำ รูปแบบการปลูกผักในโรงเรือนที่เหมาะสม เรียนรู้ปัจจัยที่มีผลต่อการการเจริญเติบโตของผักในโรงเรือนแต่ละฤดูกาล การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผักที่ปลูกได้ ให้ได้มูลค่าสูงขึ้น เป็นที่ต้องการของตลาด และโมเดิร์นเทรด ตลอดจนการลงทุนที่เหมาะสมและความคุ้มค่าในการลงทุน นายมนตรี คงตระกูลเทียน คณบดีคณะนวัตกรรมการจัดการเกษตร สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า โครงการปลูกผักในโรงเรือนครั้งนี้ ปัญญาภิวัฒน์จะนำความรู้ทั้งด้านนวัตกรรมการเกษตร รวมถึงหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีอยู่มาช่วยในการพัฒนาอย่างครบวงจร เกิดความน่าเชื่อถือ ให้เกษตรกรขยายการผลิตได้ นำไปสู่ภาพใหม่ของเกษตรกรคือการทำการเกษตรและการค้าที่ให้รายได้ดีขึ้น เช่น การทำ Home delivery ที่จะส่งสินค้าอย่างไรให้ไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/csr-hr/news-479328

Person read: 32

19 June 2020

มีกิน 3 มื้อ…โชคดีแล้ว

คอลัมน์ สามัญสำนึก โดย สมปอง แจ่มเกาะ คืนวันจันทร์ที่ผ่านมาเป็นคืนแรกที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ยกเลิก “เคอร์ฟิว” ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน หลังจากที่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมานานกว่า 2 เดือน ทบทวนความจำกันนิดหนึ่ง เริ่มแรก ศบค.ประกาศใช้เคอร์ฟิวเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน ตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น. จากนั้นเมื่อสถานการณ์โควิด-19 ค่อย ๆ คลี่คลาย จึงได้มีการปรับลดเคอร์ฟิวมาเป็น 23.00-04.00 น. และลดลงอีกครั้งเมื่อ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็น 23.00-03.00 น. ทันทีที่ ศบค.ยกเลิกเคอร์ฟิว บรรยากาศโดยรวมก็เริ่มคึกคักขึ้นมาเลยทีเดียว บรรดาผู้ประกอบการร้านค้าบริการต่างขานรับกันถ้วนหน้า เริ่มจากร้านสะดวกซื้อที่ประกาศกลับมาเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนเดิม ขณะที่ศูนย์การค้าห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่ทยอยประกาศขยายเวลาการให้บริการ เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าบนดิน-ใต้ดิน ที่ต่างก็กลับมาขยายเวลาการเดินรถ ตั้งแต่ประมาณ 05.30 น.จนถึง 24.00 น. รวมถึงรถเมล์ ขสมก ที่กลับมาให้บริการตามเวลาปกติ เพื่อรองรับการเดินทางของคนเมืองกรุงที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ใครจะคิดอย่างไรไม่รู้ แต่โดยส่วนตัวแล้วมีความรู้สึกว่า ไม่ว่าจะมีเคอร์ฟิวหรือไม่มีเคอร์ฟิว การดำเนินชีวิตประจำวัน ในแต่ละวันก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรกันมากนัก แต่ข้อดีอย่างหนึ่งที่เห็นและสัมผัสได้ในช่วง 2 เดือนเศษ ๆ ที่มีเคอร์ฟิว คือคนไทยมีความสุขมากขึ้น ทุกคนกลับบ้านเร็วขึ้น ไม่เถลไถล ได้อยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อ-แม่-ลูก ได้กินข้าวพร้อมกัน ได้พูดคุยสั่งสอน ได้มีโอกาสทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างร่วมกัน เสาร์-อาทิตย์ ได้หยุดอยู่กับบ้าน บางครอบครัวอาจจะทำสวนหย่อม บางครอบครัวปลูกต้นหมากรากไม้ ปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ บางคนอาจจะเก็บกวาดทำความสะอาดบ้าน เป็นต้น ประโยชน์ของโควิด-19 และการมีเคอร์ฟิวอีกอย่างหนึ่งคือ คนไทยหันมาใส่ใจกับสุขภาพ หลาย ๆ คนหันมาเริ่มออกกำลังกาย เดินบ้าง วิ่งบ้าง หลายคนลดละเลิกของมึนเมา ดื่มเหล้าเบียร์น้อยลง ทำให้ประหยัดมากขึ้น มีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น หรือหลาย ๆ คนก็หาอาหารเสริม ยาบำรุงมากินบำรุงร่างกายเพื่อป้องกันและสู้กับไวรัสร้าย จะเรียกว่าสุขทั้งกายสุขทั้งใจก็คงไม่ผิดนัก และที่ชัดเจนมากอีกประการหนึ่งคือ สถิติตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุ จากเหตุเมาแล้วขับ เด็กแว้น ฯลฯ ที่ลดลงทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เป็นการช่วยลดการบาดเจ็บ การเสียชีวิต และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้อย่างมากมายเลยทีเดียว นี่พอประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวแล้ว จากนี้ไปคุณหมอ-คุณพยาบาล ห้องฉุกเฉิน คงต้องเตรียมพร้อมเต็มอัตราศึก เพื่อรับมือกับตัวเลขอุบัติเหตุที่จะดีดกลับมาใหม่ ไม่มีเคอร์ฟิวแล้ว ก็อย่าเพิ่งหลงระเริง เพราะบ้านนี้เมืองนี้ยังมีอะไรให้ปวดหัวอีกมากมายหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง อย่าลืมว่า ผลพวงจากพิษร้ายของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้เดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า ธุรกิจการค้าการทำมาค้าขายฝืดเคือง หลายบริษัทต้องปิดกิจการ ต้องเลิกจ้าง ปลดคนงานระลอกแล้วระลอกเล่า จากสิบเป็นร้อยจากร้อยเป็นพัน คนตกงานมีเพิ่มไม่เว้นแต่ละวัน ไหนจะผ่อนบ้านผ่อนรถ ไหนจะหนี้สิน คนทุกข์ยากลำบากมากมาย ปากท้องลูกเมียต้องกินทุกวัน ต้องคิดให้หนักไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ ฟันธงไว้ ณ ตรงนี้เลยว่า กว่าที่การทำมาค้าขายจะฟื้นกลับขึ้นมาได้ คงใช้เวลาอีกหลายปี หรือหากพลิกฟื้นขึ้นมาได้แต่ก็คงไม่เหมือนเดิม นาทีนี้ต้องพยายามประคับประคองตัวให้รอด ตนย่อมเป็นที่พึ่งของตน อย่าไปยืมจมูกรัฐบาลมาหายใจ ขอเพียงสู้และอดทน ท่องให้ขึ้นใจ อดทน ขยัน ประหยัด มีกินครบ 3 มื้อ ถือว่าโชคดีแล้ว ครม. เห็นชอบ “เที่ยวปันสุข” รัฐจ่ายค่าโรงแรม-เครื่องบินให้ 40% ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/columns/news-479311

Person read: 32

19 June 2020

2 นายกประกัน สแกนธุรกิจปี 63 “วิกฤตโควิด-ภาวะ ดอกเบี้ยต่ำ”

ลำพังไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ธุรกิจประกันปีนี้ก็ยากลำบากอยู่แล้วทั้งผลกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ และกำลังซื้อที่ชะลอตามเศรษฐกิจ ยิ่งเมื่อเจอวิกฤตโควิดเข้าไปด้วยก็ยิ่งกระทบหนัก ล่าสุด 2 นายกจาก “สมาคมประกันชีวิตไทย-สมาคมประกันวินาศภัยไทย” ได้มาสะท้อนภาพธุรกิจปีนี้ การพยายามปรับตัวของผู้ประกอบการ ตลอดจนมองข้ามชอตไปถึงปีหน้า 4 เดือนประกันชีวิต -1.24% เริ่มจาก “นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์” นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบจากโควิดกดดันให้ช่วง 4 เดือนแรก อุตสาหกรรมประกันชีวิตติดลบไป 1.24% โดยสมาคมได้ปรับลดเป้าหมายเบี้ยรับรวมใหม่ คาดว่าสิ้นปี 2563 จะติดลบในระดับ 3-5% จากที่เมื่อต้นปีคาดการณ์ว่าจะติดลบ 0-2% “ความกดดันมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่ได้จากการลงทุนลดลงมาก ทั้งจากตราสารหนี้ หุ้นกู้ เกิดการด้อยค่าลากยาวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน ก็มีความเสี่ยงจากการลงทุนเพิ่มมากขึ้นด้วย กลายเป็น high risk low yield (ความเสี่ยงสูงผลตอบแทนต่ำ) ทำให้ประกันออมทรัพย์ที่เคยเป็นพระเอกขายยากขึ้นหลายบริษัทต้องปรับตัวไปขายสินค้าความคุ้มครองและสุขภาพที่มีขนาดเบี้ยที่เล็ก” “โควิด” ทุบกำลังซื้อวูบหนัก นอกจากนี้ ในแง่รายได้และความสามารถในการซื้อประกันของประชาชน ก็อาจจะชะลอตัวไปอีกในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้ แม้เดือน เม.ย.จะเริ่มเห็นสัญญาณเบี้ยรับรายใหม่กลับมาเติบโตดีขึ้น ขณะที่เบี้ยชำระครั้งเดียว (ซิงเกิลพรีเมี่ยม) ยังคงติดลบ ดิ้นปรับตัวลดต้นทุน นายกสมาคมประกันชีวิตไทยคาดหวังว่าปี 2564 เบี้ยจะกลับมาเป็นบวกได้ โดยหลังพ้นโควิด ประชาชนน่าจะให้ความสนใจกับการทำประกันสุขภาพมากขึ้น และคาดว่าผู้บริโภคจะปรับไปใช้ช่องทางดิจิทัลกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของแต่ละบริษัทได้มาก ประกันวินาศภัยปีนี้พลิก -5% ฟาก “อานนท์ วังวสุ” นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบโควิด-19 จะกดดันอัตราเติบโตของตลาดประกันวินาศภัยปีนี้ติดลบ 5% หรือเบี้ยหายไปจากระบบราว 1.2 หมื่นล้านบาทของเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 2.4 แสนล้านบาท แม้ว่าช่วง 4 เดือนแรกเบี้ยรวมจะยังเติบโตเป็นบวก 5.4% แต่หากไม่รวมเบี้ยโควิดที่เข้ามา 4 พันล้านบาทแล้ว จะโตแค่ 2.5% ส่วนประกันรถยนต์เบี้ยติดลบถึง 1.2% โดยผลกระทบหลักมาจากตลาดรถยนต์ที่ชะลอตัว อย่างในเดือน เม.ย.ยอดขายหดตัวกว่า 60% ประกันโควิดช่วยพยุงธุรกิจ “สินค้าที่โตแรงคือประกันสุขภาพ โดยเบี้ยประกันโควิดช่วยอุตสาหกรรมให้โตได้ระดับหนึ่ง แต่หลังจากนี้การระบาดน้อยลง ยอดขายคงลดลงไป” นอกจากเศรษฐกิจที่ชะลอ ยังมีการยกเลิกความคุ้มครองความเสี่ยง ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในหลายกลุ่มธุรกิจ ที่ทำให้เบี้ยหายไปกว่า 50% โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโรงแรมรายใหญ่ที่ทุนประกันสูง ที่ขอยกเลิกหรือทำประกันคุ้มครองเฉพาะภัยธรรมชาติและอัคคีภัย เนื่องจากต้องหยุดดำเนินการจากการไม่มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการ ไม่มีการขยายการลงทุนใหม่ และผลกระทบจากการด้อยค่าจากการลงทุนทั้งพันธบัตรและตลาดหุ้น “ตัวเลขที่คาดการณ์แม้ดูจะเลวร้าย แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้เดือดร้อนมากนักเพราะการเคลมประกันก็หายไปด้วย โดยเฉพาะรถยนต์ในต่างจังหวัดยอดเคลมลดลงตั้งแต่ปลาย มี.ค. และลดลงแรงสุดในเดือน เม.ย.ไม่มีเคลมกว่า20 วัน หรือลดลงเกือบ 10% จากยอดเคลมรถยนต์ (loss ratio) ทั้งระบบเฉลี่ยที่ 60% และยังมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อย ๆ ในช่วงที่เหลือของปีจากการใช้รถที่ยังไม่กลับมาเต็มที่ ทำให้น่าจะถัวเฉลี่ยกับเบี้ยที่หายไปได้ เพราะแม้รายได้ลดลงแต่รายจ่ายก็ลดตามไปด้วย” นายอานนท์กล่าว เทรนด์ประกัน New Normal ทั้งนี้ ปีนี้ยังดีที่พอมีเบี้ยใหม่จากยอดขายประกันโควิดเข้ามา ส่วนปีหน้าประเมินเบื้องต้นตลาดประกันวินาศภัยคงจะกลับมาเติบโตเป็นบวกได้ตามภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวและจากฐานต่ำ “คาดว่าเทรนด์ตลาดประกันสุขภาพกลุ่มไมโครอินชัวรันซ์จะเป็น new normal ของธุรกิจในอนาคตที่จะเฉพาะเจาะจงโรคมากขึ้นทำให้เบี้ยถูกซื้อง่ายผ่านออนไลน์ได้ รวมไปถึงกลุ่มเปิด-ปิด หรือคุ้มครองระยะสั้น ก็คงได้รับความนิยมมากขึ้นด้วย” ปีนี้คงเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับทุกธุรกิจ สิ่งที่ทำได้ก็คือ พยายามประคองตัว ปรับตัวกันไป และหวังว่าปีหน้าอะไร ๆ คงจะดีขึ้น ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-479268

Person read: 29

19 June 2020

“สุริยุปราคา” เตรียมดูพร้อมกันทั่วประเทศ 21 มิ.ย.นี้

Photo by MADAREE TOHLALA / AFP สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ชวนประชาชนชาวไทย ชม “สุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย” วันที่ 21 มิ.ย.63 เวลา 13:00-16:10 น. ภาคเหนือจะเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่งมากที่สุด พร้อมแนะนำชมผ่านอุปกรณ์กรองแสง ห้ามดูด้วยตาเปล่า หรือแว่นกันแดดโดยเด็ดขาด วันที่ 18 มิถุนายน 2563 นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ในวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2563 จะเกิดปรากฏการณ์ “สุริยุปราคาวงแหวน” แนวคราสวงแหวนพาดผ่านสาธารณรัฐอัฟริกากลาง คองโก เอธิโอเปีย ตอนใต้ของปากีสถาน ตอนเหนือของอินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ส่วนประเทศไทยจะเห็นเป็น “สุริยุปราคาบางส่วน” ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์เพียงบางส่วน ทำให้มองเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่ง สามารถสังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย แต่ละภูมิภาคจะมองเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่งมากน้อยแตกต่างกัน ส่วนสถานที่ที่ดวงอาทิตย์จะถูกบดบังมากที่สุดบริเวณภาคเหนือที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประมาณร้อยละ 63 ส่วนภาคใต้ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ดวงอาทิตย์จะถูกบดบังน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 16 สำหรับกรุงเทพมหานคร ดวงอาทิตย์จะถูกบดบังประมาณร้อยละ 40 สามารถสังเกตได้ในช่วงเวลาประมาณ 13:00 – 16:10 น. ตามเวลาประเทศไทย ดวงอาทิตย์จะปรากฏเว้าแหว่งมากที่สุด เวลาประมาณ 14:49 น “สุริยุปราคาบางส่วน” เกิดจากอะไร สำหรับ “สุริยุปราคาบางส่วน” เกิดจากโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ไม่ได้เรียงอยู่ในแนวเดียวกัน ขณะเกิดสุริยุปราคาบางส่วน ดวงจันทร์จึงบดบังดวงอาทิตย์เพียงบางส่วนเท่านั้น ทำให้มีเพียงเงามัวของดวงจันทร์ทอดผ่านพื้นผิวโลก ผู้สังเกตบนโลกภายในบริเวณที่เงามัวของดวงจันทร์พาดผ่านจะเห็นดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บดบังเพียงบางส่วนเท่านั้น นายศุภฤกษ์ กล่าวเน้นย้ำ สำหรับผู้สนใจชมปรากฏการณ์ว่า ห้ามสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่า แว่นกันแดด ฟิล์มเอ็กซ์เรย์ หรือแผ่นซีดี เนื่องจากแสงอาทิตย์สามารถทำลายเซลส์ประสาทตาจนตาบอดได้ ควรสังเกตการณ์ผ่านอุปกรณ์เฉพาะ ที่มีคุณสมบัติกรองแสงได้อย่างปลอดภัยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การระบาดขอไวรัสโควิด-19 ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมจากการตั้งจุดสังเกตการณ์หลักเพื่อให้บริการประชาชน มาเป็นการถ่ายทอดสดปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วน จากหอดูดาวภูมิภาคทั้ง 4 แห่ง ของ สดร. ได้แก่ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา และสงขลา ในวันที่ 21 มิถุนายน 2563 ตั้งแต่เวลา 13:00 – 16:10 น. สามารถติดตามได้ทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ  ส่วนปรากฏการณ์สุริยุปราคาครั้งต่อไปที่สามารถสังเกตได้ในประเทศไทยคือ สุริยุปราคาบางส่วน ในวันที่ 2 สิงหาคม 2570 ซึ่งจะต้องรออีก 7 ปี ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-479262

Person read: 24

19 June 2020

“โรงสีสิงห์โตทอง” ขวางส่งมอบประมูลข้าว อคส.

อคส. จ่อลงนามสัญญาขายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลลอตสุดท้าย 1.4 แสนตัน ให้ผู้ชนะ 8 ราย 22 มิ.ย.นี้ เมินเสียงต้านเจ้าของคลัง “โรงสีสิงห์โตทอง” ยืนกรานใช้สิทธิยึดหน่วงข้าวบีบรัฐจ่ายค่าเช่า พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2563 ที่ผ่านมา ได้ประชุมร่วมกับผู้ชนะการประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล 8 ราย ตัวแทนเจ้าของคลัง เพื่อขอความเห็นและข้อมูลประกอบการพิจารณาจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลตามที่อคส.ได้เปิดประมูลครั้งที่ 1/2563 ตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญากับทั้ง 8 ราย ได้ภายในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ในปริมาณรวมกว่า 1.4 แสนตัน จากปริมาณที่เปิดประมูล 2 แสนตัน “กรณีที่บริษัทโรงสีสิงห์โตทองผู้รับฝากข้าวจะใช้สิทธิยึดหน่วงข้าวสาร 1.4 แสนตัน ที่จัดเก็บในคลังของบริษัทนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ทางบริษัทสามารถทำได้แต่ทาง อคส.ต้องดำเนินการทำสัญญากับผู้ชนะการประมูล ตามทีโออาร์การประมูลข้าวซึ่งมีกำหนดเดดไลน์ 22 มิ.ย.นี้ ส่วนการดำเนินการทางคดีก็ต้องดำเนินการต่อไป จากการหารือครั้งนี้ผู้ชนะการประมูลข้าวทุกรายยืนยันว่าจะทำสัญญารับมอบข้าวต่อไม่ว่าบริษัทจะใช้สิทธิในการยึดหน่วงข้าวหรือไม่” รายงานข่าวระบุว่า ผลการประมูล ครั้งที่ 1/2563 มีผู้ชนะทั้งหมด 8 บริษัท รวมปริมาณ 147,298 ตัน มูลค่ารวม 1,559 ล้านบาท (กราฟิก) สำหรับภาพรวมราคาประมูลที่เสนอซื้อมีตั้งแต่ตันละ 8,278 บาทไปจนถึงราคาสูงสุด 13,421 บาทซึ่งถือว่าเป็นระดับราคาที่สูงมาก หากเทียบกับราคาตลาดปัจจุบัน โดยชนิดข้าวที่นำมาประมูลมีทั้งข้าวหอมจังหวัด ได้ราคาตันละ 13,421 บาท ข้าวเหนียว10% และข้าวขาว 5% ราคาตั้งแต่ 8,200-13,000 บาท ข้าวหอมมะลิ100% ตันละ 13,167 บาท ชั้น 2 และปลายข้าวขาว A1 เลิศ ตันละ 8,510-9,230 บาท นายมนต์ชัย รุ่งชาญชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือสิงห์โตทองกรุ๊ป กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทาง อคส.ได้เชิญให้เข้าร่วมประชุม แต่ไม่สามารถเดินทางไปร่วมได้ และได้แจ้ง อคส.ไปแล้วว่า บริษัทจะใช้สิทธิยึดหน่วงข้าวสารจนกว่าจะได้รับการชำระหนี้ ตามที่ได้เคยมีหนังสือถึง อคส.ไปก่อนหน้านี้ “ผู้ชนะการประมูลจะได้รับมอบข้าวที่เก็บในคลังของสิงห์โตทองก็ต่อเมื่อทาง อคส.เคลียร์หนี้สินให้กับบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยไม่สามารถระบุได้ว่าจะให้รับมอบได้เมื่อไร” สำหรับข้อกำหนดเรื่องการรับมอบข้าวตามทีโออาร์ประมูลกำหนดว่า ผู้ชนะการประมูลจะต้องชำระเงินค่าสินค้าก่อนที่จะรับมอบและต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดจากการรับมอบและขนย้ายแต่เพียงฝ่ายเดียว หากซื้อปริมาณไม่เกิน 10,000 ตัน ต้องรับมอบให้เสร็จภายใน 20 วันนับถัดจากวันทำสัญญา, หากซื้อ 10,000-20,000 ตัน ภายใน 30 วัน นับถัดจากวันทำสัญญา และผู้ซื้อเกินกว่า 20,000 – 50,000 ตันภายใน 60 วันนับถัดจากวันทำสัญญา ซึ่งหากชำระเงินค่าข้าวแล้วรับมอบไม่ทันเวลาผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบค่าเก็บรักษาที่เหลือ และขนย้ายตามสัญญาโดยไม่มีค่าปรับ แต่หากชำระเงินไม่ครบและรับมอบไม่เสร็จต้องรับผิดชอบค่าปรับ และค่าเก็บรักษาตามปริมาณคงเหลือทั้งหมด โรงสี “สิงห์โตทอง” ค้านประมูลข้าวจำนำลอตสุดท้าย   ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-479259

Person read: 33

19 June 2020

“บางกอกแอร์เวย์” เลื่อนเปิดบินเส้นทางกรุงเทพ-สุโขทัยเป็น6 มิ.ย. กรุงเทพ-ภูเก็ต 1 ก.ค.

photo : bangkokair.com วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA แจ้งเปิดให้บริการเส้นทางบินภายในประเทศเพิ่มเติมอีก 4 เส้นทาง โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไป ได้แก่ เส้นทาง (ไป-กลับ) กรุงเทพฯ-สุโขทัย วันละ 1 เที่ยวบิน เส้นทาง (ไป-กลับ) กรุงเทพฯ-ลำปาง วันละ 1 เที่ยวบิน เส้นทาง (ไป-กลับ) กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ วันละ 2 เที่ยวบิน เส้นทาง (ไป-กลับ) กรุงเทพฯ-ภูเก็ต วันละ 2 เที่ยวบิน บริษัทมีความจำเป็นต้องเลื่อนการเปิดให้บริการเที่ยวบินในเส้นทางกรุงเทพฯ-สุโขทัย เป็นเริ่มวันที่ 6 มิถุนายน 2563 และเส้นทางกรุงเทพฯ-ภูเก็ต เริ่มวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เนื่องจากสนามบินสุโขทัย และสนามบินภูเก็ตยังไม่เปิดให้บริการด้านการบิน ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับผลกระทบในการประกอบกิจการที่เป็นนัยสำคัญ บริษัทจะรายงานให้ทราบต่อไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/tourism/news-471871

Person read: 74

01 June 2020

เปิดเงื่อนไข “เยียวยากลุ่มเปราะบาง” รับเงิน 3 พันบาท ไม่ต้องลงทะเบียน

เปิดเงื่อนไขการรับโอนเงินของ กลุ่มผู้สูงอายุ เด็กแรกเกิด และคนพิการ รวมจำนวนกว่า 13 ล้านคน ตามนโยบายเยียวยา “กลุ่มเปราะบาง” ซึ่งจะเริ่มจ่ายเงินงวดแรกภายในเดือนนี้ สำหรับการช่วยเหลือดังกล่าว จะเป็นการอุดหนุนเงินจำนวนเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่พฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 โดยเพิ่มจำนวนเข้าไปในส่วนของเงินสนับสนุนหรือเบี้ยต่างๆ ที่ผู้มีสิทธิ์แต่ละกลุ่มได้รับอยู่แล้วทุกเดือน ดังนั้น ผู้สูงอายุ เด็กแรกเกิด และคนพิการ ที่มีชื่อและได้รับเงินจากรัฐบาลตามระบบเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนแต่อย่างใด แต่สำหรับผู้ที่ไม่เคยลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือใดๆ รัฐบาลขอให้ไปลงทะเบียนที่สำนักงานเขต หรือ อบต. เพื่อให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องหาทางช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ เนื่องจากเดือนพฤษภาคมได้สิ้นสุดลงแล้ว การจ่ายเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางจะยกยอดของเดือนพฤษภาคม จำนวน 1,000 มาบวกเข้ากับงวดเดือนมิถุนายน ดังต่อไปนี้ เงื่อนไขโอนเงินเยียวยา 3 กลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีจำนวนในระบบประมาณ 9.66 ล้านคน ที่ปกติจะได้รับ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” โอนเข้าบัญชีธนาคารอยู่แล้ว จำนวนตั้งแต่ 600 บาท สำหรับกลุ่มอายุ 60-69 ปี ไล่ไปจนถึง 1,000 บาท สำหรับกลุ่มอายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับโอนเพิ่มในเดือนมิถุนายนเป็น 2,600-3,000 บาท – โอนวันที่ 10 มิถุนายน 2563 จำนวน 2,600-3,000 บาท – โอนวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 จำนวน 1,600-2,000 บาท กลุ่มเด็กแรกเกิด กลุ่มเด็กแรกเกิด ถึงอายุ 6 ปี จากครัวเรือนยากจน ซึ่งมีจำนวนราว 1.45 ล้านคน ตามปกติจะได้รับเงิน จากมาตรการเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดอยู่แล้ว จำนวน 600 บาท ต่อเดือน ซึ่งกรมบัญชีกลางจะโอนเงินตามกำหนดการเดิมในวันพุธที่ 10 มิถุนายน 2563 นี้ บวกกับเงินช่วยเหลือมาตรการ รวมเป็นจำนวน 2,600 บาท (600 + 1,000 + 1,000 บาท) – โอนวันที่ 10 มิถุนายน 2563 จำนวน 2,600 บาท – โอนวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 จำนวน 1,600 บาท กลุ่มคนพิการ กลุ่มคนพิการ ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในระบบประมาณ 2 ล้านคน ตามปกติจะได้รับเบี้ยความพิการ จำนวน 800 บาทต่อเดือนอยู่แล้ว ซึ่งตามปฏิทินการจ่ายเงินของกรมบัญชีกลาง กำหนดงวดการจ่ายเงินไว้วันเดียวกับเบี้ยผู้สูงอายุ นั่นคือ วันที่ 10 มิถุนายน 2563 โดยกลุ่มผู้พิการจะได้รับเงินรวมเพิ่มเป็น 2,800 บาท – โอนวันที่ 10 มิถุนายน 2563 จำนวน 2,800 บาท – โอนวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 จำนวน 1,800 บาท กลุ่มเปราะบางที่ไม่ยังไม่เคยได้รับเงินมาก่อน สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ และเด็กแรกเกิด ที่ยังไม่เคยลงทะเบียนรับเงินหรือเบี้ยช่วยเหลือใดๆ จะยังไม่มีชื่อและข้อมูลในระบบ รัฐบาลขอให้ไปติดต่อที่สำนักงานเขต เทศบาล หรือสำนักงาน อบต. ตามภูมิลำเนาที่อยู่อาศัย โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระุบว่ากำลังหารือถึงแนวทางช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่ยังไม่เคยลงทะเบียนเหล่านี้ให้ได้รับควาช่วยเหลือเช่นเดียวกัน กรมบัญชีกลาง แจงไม่มีการตรวจสอบสิทธิรับเงินเยียวยา ผ่าน e-Social Welfare โฆษก ศบค.แย้มมีลุ้น เดือนกรกฎาคมได้หยุด “ชดเชยสงกรานต์” เพิ่ม ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-471845

Person read: 71

01 June 2020

พลังประชารัฐเดือด เด็ก “บิ๊กป้อม” นัดโชว์18ใบลาออก บีบ “อุตตม” พ้นพรรค

พรรคพลังประชารัฐต่อสู้กันดุเดือด เด็ก “บิ๊กป้อม” เปิดเกมโชว์ 18 ใบลาออก บีบ “อุตตม-สนธิรัตน์” พ้นกรรมการบริหารพรรค วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เตรียมแถลงข่าวลาออกจากกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เวลา 13.30 น. ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ อาคารปานศรี โดยมีกระแสข่าวว่า มีกรรมการบริหารพรรคจำนวน 18 คน ลาออกจากกก.บห.พรรค ภายหลังกลุ่มของนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ประธานวิปรัฐบาล และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ระดมส.ส.ในสังกัดเพื่อวัดพลังว่าใครมีจำนวน ส.ส.ในมือมากกว่ากัน เมื่อวันที่ 31 พ.ค.63 ที่ผ่านมา หลังจากลงมติพ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ แหล่งข่าวระดับสูงพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความขัดแย้งภายในพรรคว่า จุดแตกหักระหว่าง กลุ่มของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ซึ่งกรรมการบริหารบางส่วนต้องการดันขึ้นเป็น “หัวหน้าพรรค” มีการเคลื่อนไหวให้เปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคทั้งชุดโดยให้กรรมการบริหารเกินกึ่งหนึ่ง “ลาออก”  เพื่อให้ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค รมว.คลัง และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค รมว.พลังงาน พ้นจากตำแหน่งโดยปริยาย แหล่งข่าวคนเดิมวิเคราะห์ว่า “การลาออกของกรรมการบริหารส่วนใหญ่ คงไม่ถึงขั้นพรรคแตก หรือ แยกออกไปตั้งพรรคใหม่ แต่หากกรรมการบริหารพรรค ยื่นใบลาออกเกินครึ่ง หรือ 18 คน จากทั้งหมด 34 คน ข้อบังคับพรรคกำหนดให้ต้องเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งจะเป็นการรีเฟรชพรรค แต่หัวหน้าพรรค หรือ เลขาธิการพรรคอาจจะเป็นคนเดิม หรือคนใหม่ ขึ้นอยู่กับการต่อรอง” นายวิเชียร ชวลิต นายทะเบียนพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ยังไม่มีการยื่นใบลาออกจากกก.บห.พรรคมายังตน แต่นายไพบูลย์ จะแถลงข่าวว่าได้รวมรวบใบลาออกจากกก.บห.พรรคได้แล้ว 18 คน ซึ่งตามข้อบังคับพรรค ถ้ากก.บห.พรรคลาออกเกินกึ่งหนึ่ง จะทำให้คณะกก.บห.พรรคพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งจะทำให้คณกรรมการกก.บห.พรรคที่เป็นอยู่เดิม จะเป็นผู้รักษาการเพื่อทำหน้าที่ของพรรคต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกคณะกก.บห.พรรคชุดใหม่ภายใน 45 วัน “การช่วงชิงทำอะไรโดยพละการจะขัดกับข้อบังคับพรรค จะเป็นปัญหา ไม่ชอบด้วยข้อบังคับข้อที่ 15 ทำให้เป็นโมฆะต่อ และจะเป็นข้อโต้แย้งกัน” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อบังคับข้อที่ 15 กรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งคณะพ้นจากตําแหน่งเมื่อ (1) ครบวาระการดํารงตําแหน่งตามข้อบังคับพรรคการเมือง (2) ความเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองของหัวหน้าพรรคการเมืองสิ้นสุดลง ตามข้อ 14 (3) กรรมการบริหารพรรคการเมืองว่างลงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งหมด ทั้งนี้ ข้อบังคับพรรคข้อที่ 14 ระบุว่า ความเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) ขาดจากสมาชิกภาพ (4) อื่น ๆ ตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับพรรคการเมือง เมื่อตําแหน่งกรรมการบริหารพรรคว่างลงตามวรรคหนึ่งให้หัวหน้าพรรคการเมืองแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคการเมืองคนใดคนหนึ่งที่เหมาะสมเข้าทําหน้าที่แทนจนกว่าจะมีการเลือกตั้งแทนตําแหน่งที่ว่างซึ่งต้องกระทําภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตําแหน่งว่างลง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-471859

Person read: 60

01 June 2020

โฆษก ศบค.แย้มมีลุ้น เดือนกรกฎาคมได้หยุด “ชดเชยสงกรานต์” เพิ่ม

วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ประจำวัน ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1 ราย สะสม 3,082 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม เสียชีวิตสะสม 57 ราย หายป่วยแล้ว 2,965 ราย ยังรักษาอยู่โรงพยาบาล 60 ราย ผู้ป่วยโควิดรายใหม่ เป็นหญิงไทยอายุ 43 ปี เดินทางกลับจากประเทศรัสเซีย เดินทางเข้าวันที่ 20 พ.ค. อยู่ในสถานที่ที่รัฐจัดหาให้ ตรวจเชื้อครั้งที่ 1 ไม่พบเชื้อ ตรวจครั้งที่ 2 พบเชื้อแต่ไม่มีอาการใดๆ เข้ารับการรักษาใน รพ. จ.ชลบุรี แล้ว ถือว่า ในประเทศไม่พบเชื้อติดต่อกันมา 7 วันแล้ว โดยย้อนหลับ 7 วัน เป็นการพบผู้ป่วยในสถานกักกันที่เดินทางกลับจากต่างประเทศทั้งหมด “ถือว่าในประเทศไม่พบเชื้อติดต่อกันมา 7 วันแล้ว โดยย้อนหลัง 7 วัน เป็นการพบผู้ป่วยในสถานกักกันที่เดินทางกลับจากต่างประเทศทั้งหมด”  นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าว ต่อข้อสอบถามที่ว่า ศบค.ได้มีการหารือเรื่องวันหยุดชดเชยกรณีวันสงกรานต์ ที่เคยระบุก่อนหน้้ว่าจะชดเชยให้ภายหลัง หรือในเดือนกรกฎาคมนี้นั้น นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เดือนกรกฎาคมต้องมาดูว่าจะมีหรือไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือไม่ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการผ่อนคลายระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ ถ้าเราสามารถผ่านเหตุการณ์ระยะที่ 3 ของการระบาดนี้ไปได้อย่างดี   ทั้งนี้ต้องขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในการดูแลสุขลักษณะการดูแลส่วนตัวของตัวเอง ซึ่งการ์ดจะต้องไม่ตกตั้งแต่ตอนต้น ซึ่งเราทำได้ดี แต่ ณ วันนี้หลายคนออกมาบอกว่า ใส่หน้ากากอนามัย หน้ากากผ้าน้อยลง ทำความสะอาดพื้นผิวน้อยลง อย่างชัดเจน เพราะฉนั้นนี่คือความเสี่ยงที่จะติดโรค และไม่เพียงแต่โรคโควิด โรคอื่นๆที่จะตามมา เช่นขณะนี้ที่มีโรคตามฤดูกาลเข้ามา อย่างใข้เลือดออกที่เกิดขึ้นแล้วในภาคอีสาน ซึ่งก็จะต้องมีการควบคุมโรคเช่นเดียวกัน “เพราะฉนั้นตรงนี้นำเรียนว่า ในเดือนกรกฎาคม ตามที่ครม.ได้บอกว่าอาจจะมีการหยุดชดเชยสงกรานต์ ที่เราไม่ได้หยุดกัน ก็อาจจะเกิดขึ้น ถ้าเดือนมิถุนายน เราผ่านกันไปได้ด้วยดี” โฆษก ศบค.กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ภาพข่าวทุกครั้งเวลาเราเห็นการเริ่มต้นของระยะต่างๆก็จะฟ้องว่า มีเรื่องของการแออัดเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งก็มีข้อกังวลออกมา แต่วันนี้ถ้าเราพร้อมเพรียง เป็นไปได้ไหมวันนี้ เห็นแต่่ความเรียบร้อย เห็นแต่ภาพดีๆที่จะเกิดขึ้น แล้วเราก็จะมีอนาคตร่วมกันว่า กรกฎาคมนี้ จะไม่มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และจะมีวันหยุดเพิ่มเติมของพวกเราขึ้นมา หรือกรกฎาคมนี้เราไม่มีเชื้อไวรัสโควิดในประเทศไทยทั้งหมด “นี่คือความหวังที่เราจะได้ทำร่วมกัน ตั้งแต่วันนี้และเดี๋ยวนี้ ต้องฝากพวกเราทุกคนร่วมกัน”นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าวทิ้งท้าย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-471858

Person read: 42

01 June 2020

หุ้นไทยวันนี้ (1 มิ.ย.) ปิดตลาดเช้า +14.60 จุด ดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,357 จุด

การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (1 มิ.ย.) ดัชนี SET Index ปิดตลาดภาคเช้า อยู่ที่ระดับ 1,357.45 จุด ปรับขึ้น +14.60 จุด หรือคิดเป็น +1.09% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 33,452 ล้านบาท โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,353.92-1,359.52 จุดตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับขึ้น +9.59 จุด หรือ +1.07% อยู่ที่ 905.60 จุด โดยมีมูลค่าซื้อขายรวม 19,987 ล้านบาท (คิดเป็นราว 59.75% ของ SET) 10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายโดดเด่นที่สุดช่วงเช้าที่ผ่านมา 1. CPALL ซื้อขาย 1,595.63 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.50 (+0.71%) 2. SUPER ซื้อขาย 1,455.42 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.10 (+12.35%) 3. KBANK ซื้อขาย 1,269.05 ล้านบาท ราคาหุ้น +2.50 (+2.60%) 4. PTT ซื้อขาย 1,047.49 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.75 (+2.11%) 5. BANPU ซื้อขาย 998.25 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.20 (+3.20%) 6. BBL ซื้อขาย 947.36 ล้านบาท ราคาหุ้น +4.00 (+3.67%) 7. SCB ซื้อขาย 902.55 ล้านบาท ราคาหุ้น +1.50 (+2.03%) 8. STA ซื้อขาย 822.49 ล้านบาท ราคาหุ้น +1.50 (+5.66%) 9. AOT ซื้อขาย 812.54 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.25 (+0.40%) 10. TASCO ซื้อขาย 781.66 ล้านบาท ราคาหุ้น +1.50 (+6.82%) ส่วนตลาด mai ปรับขึ้น +3.54 จุด หรือ +1.24% ในทิศทางเดียวกัน อยู่ที่ระดับ 288.41 จุด มูลค่าซื้อขาย 835.68 ล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-471812

Person read: 49

01 June 2020

ทีเอ็มบี ส่ง “SME Business Solution” ช่วยลูกค้าลดต้นทุน

ทีเอ็มบี เดินหน้าสนับสนุน SME ตั้งรับเชิงรุก ก้าวข้ามวิกฤต COVID-19 รับมือการก้าวสู่ New Normal ส่งโซลูชันทางการเงิน SME Business Solutions เครื่องมือช่วยเหลือธุรกิจ ตอบโจทย์การลดต้นทุนแท้จริง ทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา ผ่านการทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลทั้งหมด สะดวก ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ปลอดภัยไม่ต้องเดินทางไปสาขา เพื่อสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น นายเสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ธุรกิจ SME มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะถือเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีจำนวนมากที่สุดกว่า 3 ล้านราย และเป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ที่สุดในสัดส่วนสูงถึง 82% ของแรงงานทั้งหมด กระจายอยู่ทั่วประเทศ จึงทำให้การดำเนินธุรกิจของ SME มีผลกระทบโดยตรงต่อการจ้างงานและรายได้ของครัวเรือนจำนวนมาก ดังนั้น หากสามารถสนับสนุนให้ SME เดินหน้าฝ่าสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง ก็จะส่งผลดีต่อแรงงานอีกหลายล้านชีวิต รวมทั้งระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่ง ทีเอ็มบี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของ SME และพัฒนาโซลูชันทางการเงินมากมาย ให้ตอบโจทย์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ SMEสามารถไปต่อได้ “เพื่อรับมือกับ New Normal นี้ สำหรับ SME ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเตรียมความพร้อมใน 3 เรื่องสำคัญ นั่นคือ การเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ การเพิ่มช่องทางการขายใหม่ และสุดท้ายคือการลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้ได้มากที่สุด ทีเอ็มบี จึงเสนอ SME Business Solutions เครื่องมือที่จะช่วย SME ลดต้นทุนอย่างแท้จริง โดยโซลูชันเหล่านี้เป็นการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่าย ยังประหยัดเวลาการเดินทางไปสาขา เพราะ สามารถทำได้ ทุกที่ ทุกเวลา ได้อย่างสะดวกปลอดภัย อีกทั้งยังมีข้อมูลธุรกรรมมาใช้ในการวางแผนและตัดสินใจ เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมของผู้คนในวิถี New Normal” นายเสนธิปกล่าว SME Business Solutions มีทั้งบริการด้านการจ่ายเงินและการรับเงิน ผ่าน บัญชีธุรกิจ SME One Bank โดยในด้านการจ่ายเงิน ลูกค้าธุรกิจ SME สามารถทำธุรกรรมได้ฟรี ผ่าน BIZ TOUCH โมบายแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็น การโอนเงินหรือชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้คู่ค้า การจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ หรือ การจ่ายเงินเดือนพนักงาน (Smart Payroll) โดยสามารถโอนได้ในประเทศสูงสุดถึง 5 ล้านบาทต่อวัน ส่วนด้านการรับเงิน ลูกค้า SME สามารถนำฝากเช็คข้ามจังหวัด ข้ามธนาคาร โดยไม่มีค่าธรรมเนียม และยังมี แอปพลิเคชัน Smart Shop รองรับธุรกิจที่มีหน้าร้านให้สามารถรับเงินผ่าน QR CODE โดยไม่ต้องจับเงินสด รู้ทันทีเมื่อมีเงินเข้าด้วยการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ และสามารถเรียกดูรายงานยอดขายรายวันหรือรายเดือน เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์และวางแผนการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และอีกบริการเพื่อลูกค้า SME ที่ทำการค้าระหว่างประเทศ คือบริการโอนเงินไปต่างประเทศ ที่สามารถโอนได้ถึง 14 สกุลเงินได้ทั่วโลก ผ่าน BIZ TOUCH โมบายแอปพลิเคชัน ทำได้ ทุกที่ ทุกเวลา และสามารถโอนได้สูงสุด 1,500,000 บาทต่อวัน และในช่วงสถานการณ์ COVID-19 นี้ ทีเอ็มบี มีโปรโมชั่นที่ยิ่งช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้อีก อาทิ เช่น ฟรี! ประกัน COVID-19 เพื่อคุ้มครองพนักงานสูงสุด 150,000 บาท เมื่อสมัครใช้บริการ Smart Payroll เพื่อจ่ายเงินเดือนพนักงานบนช่องทางดิจิทัล ผ่านช่องทาง BIZ TOUCH โมบายแอปพลิเคชัน หรือ Internet Banking – Business CLICK ตั้งแต่ วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563 ฟรี! ค่าบริการโอนเงินไปต่างประเทศ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ผ่าน BIZ TOUCH โมบายแอปพลิเคชัน โดย ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2563 ลูกค้า SME สามารถสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ TMB SME 02-828-2828 ตั้งแต่วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 8:00 – 20:00 ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดธนาคาร หรือติดต่อผู้จัดการดูแลธุรกิจท่าน “ทีเอ็มบี ในฐานะผู้นำแนวคิด Make REAL Change เชื่อว่าการร่วมมือและช่วยเหลือกัน จะช่วยให้ทุกคนผ่านวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ไปได้ ซึ่งธนาคารอยากช่วยให้ SME มีการตั้งรับเชิงรุก พร้อมปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจภายใต้ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัว และเราจะเป็นพันธมิตรที่คอยสนับสนุนให้ SME ก้าวข้ามสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ พร้อมฟื้นตัวโดยเร็ว เพื่อชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นต่อไป” นายเสนธิปกล่าวทิ้งท้าย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-471826

Person read: 50

01 June 2020

ผู้ติดเชื้อ “โควิด” รายใหม่เพิ่ม 1 ราย หญิงไทยกลับจากรัสเซีย ไม่มีอาการ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 1 มิถุนายน  2563 ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ประจำวัน ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1 ราย สะสม 3,082 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม เสียชีวิตสะสม 57 ราย หายป่วยแล้ว 2,965 ราย ยังรักษาอยู่โรงพยาบาล 60 ราย ผู้ป่วยโควิดรายใหม่ เป็นหญิงไทยอายุ 43 ปี เดินทางกลับจากประเทศรัสเซีย เดินทางเข้าวันที่ 20 พ.ค. อยู่ในสถานที่ที่รัฐจัดหาให้ ตรวจเชื้อครั้งที่ 1 ไม่พบเชื้อ ตรวจครั้งที่ 2 พบเชื้อแต่ไม่มีอาการใดๆ เข้ารับการรักษาใน รพ. จ.ชลบุรี แล้ว ถือว่า ในประเทศไม่พบเชื้อติดต่อกันมา 7 วันแล้ว โดยย้อนหลับ 7 วัน เป็นการพบผู้ป่วยในสถานกักกันที่เดินทางกลับจากต่างประเทศทั้งหมด สำหรับผู้ป่วยโควิดรายใหม่ เป็นหญิงไทยอายุ 43 ปี เดินทางกลับจากประเทศรัสเซีย เดินทางเข้าวันที่ 20 พ.ค. อยู่ในสถานที่ที่รัฐจัดหาให้ ตรวจเชื้อครั้งที่ 1 ไม่พบเชื้อ ตรวจครั้งที่ 2 พบเชื้อแต่ไม่มีอาการใดๆ เข้ารับการรักษาใน รพ. จ.ชลบุรี แล้ว “ถือว่าในประเทศไม่พบเชื้อติดต่อกันมา 7 วันแล้ว โดยย้อนหลัง 7 วัน เป็นการพบผู้ป่วยในสถานกักกันที่เดินทางกลับจากต่างประเทศทั้งหมด”  นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าว   ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-471790

Person read: 48

01 June 2020

เตือนเกษตรกรไม่ได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท รีบอุทธรณ์ภายใน 5 มิ.ย. นี้

เตือนเกษตรกรที่ไม่ได้รับสิทธิ์จากมาตรการเยียวยาเกษตรกร สามารถยื่นอุทธรณ์สิทธิ์ได้ถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2563 นี้เท่านั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการคัดกรอง ซึ่งคาดว่าเป็นกลุ่มสุดท้ายจำนวน 8.25 แสนราย ให้กับทาง ธ.ก.ส. แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าระบบได้คัดกรองรายชื่อเกษตรกรทั้งหมดราว 6.7 ล้านรายแล้ว ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบสถานะการรับสิทธิ์ได้ทาง เว็บไซต์ สิทธิเยียวยาเกษตรกร.com และหากพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์คัดกรองยังสามารถยื่นอุทธรณ์สิทธิ์ได้ โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนไปติดต่อที่ 8 หน่วยงานที่กำหนด พร้อมกรอกแบบฟอร์มอุทธรณ์ ภายในวันที่ 5 มิ.ย. นี้ วิธีอุทธรณ์ “เยียวยาเกษตรกร” สำหรับผู้ไม่ได้รับเงิน 5 พันบาท ธ.ก.ส. เตือนระวัง SMS หลอกลวง “www.เยียวยาเกษตรกร.com” 8 หน่วยงานรับเรื่องอุทธรณ์ เยียวยาเกษตรกร สำหรับ 8 หน่วยงานที่สามารถไปติดต่อเพื่อยื่นอุทธรณ์สิทธิ์เยียวยา ได้แก่ สำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัด สำนักงานประมงอำเภอและจังหวัด สำนักงานปศุสัตว์อำเภอและจังหวัด สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขตหรือศูนย์เครือข่ายใกล้บ้าน เขตบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย 1-8 และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทรายภาคที่ 1-4 สำนักงานสรรพสามิตจังหวัด การยางแห่งประเทศไทย (จังหวัด/สาขา) สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ก่อนหน้านี้ ธ.ก.ส. ยังได้แจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ ข้อความ SMS หลอกลวงของมิจฉาชีพ ในลักษณะแจ้งว่า ธ.ก.ส.โอนเงินผิด และให้โอนเงินคืนไปยังเลขที่บัญชีที่กำหนด หรือขอรหัสต่างๆ เช่น เลขบัตรประชาชน หรือ รหัสบัตร ATM ซึ่งทางธนาคารยืนยันว่าไม่มีนโยบายส่งข้อความถึงผู้ลงทะเบียนโดยเด็ดขาด สำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์ ธ.ก.ส. จะทยอยโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่แจ้งไว้ โดยกลุ่มล่าสุดจะได้รับเงินรวมเป็นจำนวน 10,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเยียวยาของเดือน พฤษภาคม และ มิถุนายน พร้อมกัน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-471763

Person read: 47

01 June 2020

“อุตตม”ชี้รักษาการดีดีการบินไทยรายงานกำลังเจรจาเจ้าหนี้-ยันเดินหน้าแผนฟื้นฟูยังไม่มีปัญหา

Photo by PORNCHAI KITTIWONGSAKUL / AFP นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้มีการหารือกับนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ฐานะรองประธานรักษาการกรรมการ ผู้อำนายการใหญ่ และบอร์ดใหม่ เรื่องความคืบหน้าแผนการฟื้นฟูการบินไทย โดยทราบว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแผน และการเจรจากับเจ้าหนี้ ซึ่งรวมถึงธนาคารกรุงไทย โดยการบินไทยจะสามารถดูแลสภาพคล่อง และเดินหน้าต่อไปได้ “ส่วนกรณีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หักเงินจากบัญชีลูกค้าที่จ่ายชำระหนี้ให้กับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือว่าไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ที่ให้สิทธิ์การบินไทย พักชำระหนี้ได้ทันทีนั้น ผมยังไม่ทราบรายละเอียด ท่านเพียงรายงานในภาพรวม ว่าตอนนี้ยังไม่มีปัญหาอะไร การบินไทยสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งสภาพคล่องจะเพียงพอหรือไม่นั้น ท่านก็บอกว่าสามารถดูแลได้” นายอุตตมกล่าว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-471753

Person read: 47

01 June 2020

www.เยียวยาเกษตรกร.com โอนเงิน 1 หมื่นบาท อีก 8 แสนรายภายใน 2 วันนี้

เกษตรกรจำนวนราว 8.25 แสนราย เตรียมเช็คสถานะโอนเงินผ่านเว็บไซต์ www.เยียวยาเกษตรกร.com ได้ตั้งแต่วันนี้ หลัง ธ.ก.ส. ยืนยันว่าจะเร่งโอน 10,000 บาทให้ภายในวันที่ 1-2 มิ.ย. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 พ.ค.) กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งมอบรายชื่อเกษตรกรจำนวนประมาณ 825,000 ราย ซึ่งคาดว่าเป็นรายชื่อกลุ่มสุดท้ายที่ผ่านการตรวจสอบของกระทรวงฯ มายัง ธ.ก.ส. เป็นที่เรียบร้อย นายกษาปณ์ ระบุว่า ธ.ก.ส. จะรีบดำเนินการโอนเงินให้เกษตรกรกลุ่มนี้ แต่เนื่องจากได้รับรายชื่อในช่วงใกล้สิ้นเดือนพฤษภาคม จึงคาดว่าจะสามารถโอนเงินให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวได้ภายในวันที่ 1-2 มิถุนายน 2563 โดยเกษตรกรกลุ่มนี้จะได้รับเงิน 2 รอบของเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน รวมเป็น 10,000 บาท พร้อมกัน คัดกรองครบแล้ว 2 กลุ่ม ทั้งนี้ เกษตรกรจำนวนราว 8.25 แสนรายนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเกษตรกรกลุ่มที่ 2  จำนวน 1.57 ล้านราย ซึ่งปรับปรุงหรือขึ้นทะเบียนเกษตรกร ระหว่างวันที่ 1-15 พ.ค. 2563 ซึ่งบางส่วน ธ.ก.ส. ได้เริ่มโอนเงินไปให้แล้ว เช่นเดียวกับ เกษตรกรอีกประมาณ 6.7 ล้านราย (กลุ่มที่ 1) ซึ่งปรับปรุงทะเบียนตั้งแต่ก่อนวันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ เกษตรกรที่ตรวจสอบสถานะผ่านเว็บไซต์ สิทธิเยียวยาเกษตรกร.com แล้วพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์คัดกรองยังสามารถยื่นอุทธรณ์สิทธิ์ได้ โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนไปติดต่อที่ 8 หน่วยงานที่กำหนด ภายในวันที่ 5 มิ.ย. นี้ วิธีอุทธรณ์ “เยียวยาเกษตรกร” สำหรับผู้ไม่ได้รับเงิน 5 พันบาท ขอบคุฯข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-471744

Person read: 51

01 June 2020

ไฟเขียว พ.ร.ก.กู้เงิน หนุน SET พุ่งทะลุ 1,350 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี เปิดเผยแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้าวันที่ 1 มิ.ย.63 ว่า ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นกลาง โดยคาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET (SET Index) จะแกว่งตัวทดสอบ 1,330 – 1,350 จุด แม้ว่าดัชนีจะถูกกดดันจากความกังวลการประท้วงที่ลุกลามเพิ่มขึ้นในสหรัฐ และส่งผลให้หลายเมืองใหญ่ต้องประกาศเคอร์ฟิว รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนที่เพิ่มขึ้น หลัง สหรัฐยกเลิกสถานะพิเศษของฮ่องกงเพื่อตอบโต้จีนที่ใช้กฏหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ในฮ่องกง ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อทิศทางการลงทุนในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าปัจจัยบวกภายในประเทศจะช่วยหนุนให้ดัชนีสลับรีบาวด์ขึ้น หลังสภาฯ ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเหนือ 35 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซของสหรัฐลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นั้นจะเป็นบวกต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) ในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ PTT, PTTEP, TOP, PTTGC, IRPC, SPRC และ IVL อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวขึ้น ถัดมาแนะนำ MINT, CENTEL, ERW และ AOT คาดหวังรัฐออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังคลายล็อกดาวน์ และกลุ่มที่คาดว่างบไตรมาส 2/63 จะเติบโตขึ้น ได้แก่ CKP, TASCO, STA และ RS ส่วนหุ้นเด่นแนะนำวันนี้ ได้แก่ PTTGC (ราคาปิดล่าสุด 43.00 บาท แนะนำซื้อ/เป้า 50.00 บาท) เชื่อว่าผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ขณะที่การคลายล็อกดาวน์จะช่วยเพิ่มดีมานด์ทั้งฝั่งปิโตรฯ และโรงกลั่น และยังได้เปรียบต้นทุนเพราะ PTTGC ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบราคาจะปรับขึ้นช้ากว่าคู่แข่งที่ใช้นาฟทาซึ่งราคาจะปรับขึ้นตามราคาน้ำมันทันที ถัดมา JMART (ปิด 8.65 บาท ซื้อ/เป้า IAA consensus 9.40 บาท) โดยประเมินว่าตลาดมองข้ามผลประกอบการที่คาดว่าจะอ่อนแอในไตรมาส 2 ไปแล้ว และคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป ส่วนระยะสั้นสัปดาห์นี้ยังได้บรรยากาศเชิงบวกจากภาครัฐขยายเวลาปิดห้างเป็น 3 ทุ่ม หนุนให้ผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้น ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-471740

Person read: 44

01 June 2020

คลังพร้อมตั้งกองทุนวงเงิน 5 หมื่นล้าน หนุนเอสเอ็มรายเล็กเข้าถึงสินเชื่อ

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเตรียมออกกองทุนดูแลผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ หลังจากที่ผ่านมาได้มีการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 5 แสนล้านบาท ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่ออกมาเพื่อต้องการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบได้เร็ว ซึ่งยังมีผู้ประการรายย่อยบางส่วนยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ “สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบในหลักการสำหรับมาตรการเสริมเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนแล้ว โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังเร่งทำอยู่ ซึ่งคาดว่าจะใช้วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท โดยหากแล้วเสร็จจะเสนอเข้าสู่ ครม. ให้เร็วที่สุด” นายอุตตม กล่าว ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารออมสินก็ได้ออกซอฟต์โลนวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อดูแลเอสเอ็มอี ทราบว่าสามารถทยอยอนุมัติสินเชื่อแล้ว ซึ่งอาจจะมีข้อเรียกร้องจากภาคการท่องเที่ยวที่มีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ กระทรวงการคลังก็มีการรับฟังและนำกับไปพิจารณา ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-471732

Person read: 42

01 June 2020

“อุตตม” พร้อมอัดสินเชื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ นัดถกทีม “เราไม่ทิ้งกัน” สัปดาห์หน้า

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังจากที่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ทั้ง 3 ฉบับผ่านการอภิปรายจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ระยะต่อไปกระทรวงการคลังจะเตรียมแผนดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย และให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นเข้าไปดูแล และสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ ทั้งเกษตรอุตสาหกรรม วิสาหกิจชุมชน และการดูแลหนี้นอกระบบ ซึ่งจะมีการส่งทีม “เราไม่ทิ้งกัน” เข้าไปดูแลในพื้นที่ตามที่ได้จัดตั้งขึ้น ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า “ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เข้ามาเป็นหัวหอกในการดูแล ซึ่งสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมทีมเราไม่ทิ้งกัน โดยในสัปดาห์นี้จะมีการลงพื้นที่สำรวจมาตรการทางการเงิน เพื่อเตรียมออกสินเชื่อรองรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกเหนือจากสินเชื่อใหม่ที่เคยออกมา” นายอุตตมกล่าว สำหรับมาตรการที่จะออกมาจะมีทั้งรูปแบบมาตรการทางการเงิน ผ่านการออกสินเชื่อจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งจะสามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้ นอกจากนี้ จะมีการหารือร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เนื่องจากโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS8 ใช้เต็มวงเงินแล้ว จะต้องพิจารณาออกโครงการเพื่อมาดูแลต่อไป ทั้งนี้ จะต้องมีมาตรการที่ไม่ใช่ทางการเงินประกอบด้วย โดยจะสร้างการจ้างงาน ให้สอดรับกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับเด็กจบใหม่และคนที่ตกงาน เช่น จะร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดูแลบัณฑิตจบใหม่ที่ตกงาน ซึ่งกระทรวงการคลังจะรับหน้าที่ให้ทีมเราไม่ทิ้งกันดูแลในภาพใหญ่   ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-471699

Person read: 49

01 June 2020

ออร์เดอร์หด “ไทยซัมมิท”ยักษ์ชิ้นส่วนรถยนต์ตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” ลดคนจ่ายสูงสุด18.3เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่ม บริษัท ไทยซัมมิท พีเคเค บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ของ “นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” เปิดโครงการสมัครใจลาออก พร้อมจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย+เงินช่วยเหลือตามระเบียบบริษัท+เงินช่วยเหลือพิเศษ รวมสูงสุด 18.3 เดือน โดยเปิดให้พนักงานสมัครเข้าโครงการตั้งแต่ 26 พ.ค.-16 มิ.ย. 2563 และพนักงานจะทำงานวันสุดท้าย 20 มิ.ย. 2563 โดยให้เหตุผลว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รุนแรง บริษัทมีความจำเป็นต้องปรับสมดุลจำนวนพนักงานของบริษัท ให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตตามความต้องการของลูกค้า จึงได้เปิดโครงการสมัครใจลาออก ผู้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ต้องเป็นพนักงานประจำทุกระดับของบริษัทในกรุ๊ปเท่านั้น ทั้งนี้ กลุ่ม บริษัท ไทยซัมมิท พีเคเค ประกอบด้วย บริษัทไทยซัมมิท พีเค คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ไทยซัมมิท พีเคเค จำกัด บริษัท ไทยซัมมิท พีเคเค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัท ไทยซัมมิท พีเคเค บางปะกง จำกัด พนักงานที่ได้รับการพิจารณาเข้าโครงการจะได้รับรับเงินชดเชยและเงินช่วยเหลือพิเศษดังนี้ – อายุครบ 120 วันแต่ไม่ครบ 1 ปี ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย 30 วัน เงินช่วยเหลือพิเศษ 30 วัน รวมเป็น 60 วัน – ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปไม่ครบ 3 ปี ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย 90 วัน เงินช่วยเหลือพิเศษ 30 วัน รวมเป็น 120 วัน – ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปไม่ครบ 6 ปี ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย 180 วัน เงินช่วยเหลือ 30 วันพิเศษ รวมเป็น 210 วัน – ตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปไม่ครบ 10 ปี ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย 240 วัน เงินช่วยเหลือพิเศษ 30 วัน รวมเป็น 270 วัน – ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปไม่ครบ 15 ปี ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย 300 วัน  เงินช่วยเหลือพิเศษ 30 วัน รวมเป็น 330 วัน – ตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปไม่ครบ 20 ปี ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย 300 วัน เงินช่วยเหลือตามระเบียบบริษัท 30 วัน เงินช่วยเหลือพิเศษ 30 วัน รวมเป็น 360 วัน – ตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปไม่ครบ 25 ปี ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย 400 วัน เงินช่วยเหลือตามระเบียบบริษัท 60 วัน เงินช่วยเหลือพิเศษ 30 วัน รวมเป็น 490 วัน – ตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไปไม่ครบ 30 ปี ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย 400 วัน เงินช่วยเหลือตามระเบียบบริษัท 90 วัน เงินช่วยเหลือพิเศษ 30 วัน รวมเป็น 520 วัน – ตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย 400 วัน เงินช่วยเหลือตามระเบียบบริษัท 120 วัน เงินช่วยเหลือพิเศษ 30 วัน รวมเป็น 550 วัน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/motoring/news-471691

Person read: 58

01 June 2020

อีกราย! สายการบินอังกฤษ ‘อีซี่เจ็ต’ เตรียมปลดพนักงาน 4,500 คน

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า สายการบินอีซี่เจ็ต (EasyJet) ของอังกฤษเปิดเผยว่า บริษัทเตรียมปรับลดพนักงาน 30% หรือราว 4,500 ตำแหน่ง หลังจากที่อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกได้ผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้ว่าสายการบินจะเริ่มกลับมาให้บริการอีกครั้งในวันที่ 15 มิ.ย. นี้ ทั้งนี้ อีซี่เจ็ตระบุว่าบริษัทจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากระดับการเดินทางโดยสารเครื่องบินลดลงอย่างมาก โดยบริษัทได้หยุดให้บริการมาตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทางที่รัฐบาลบังคับใช้เพื่อควบคุมโรคระบาด และคาดว่ายังจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยจนถึงปี 2023 ระดับการเดินทางจึงจะกลับมาเทียบเท่ากับปี 2019 ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี 2020 สายการบินได้จ้างพนักงานเพิ่มราว 15,000 คน ส่งผลให้บริษัทต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลในช่วงที่ขาดรายได้จากโควิด-19 โดยในไม่กี่วันที่จะถึงนี้ อีซี่เจ็ตจะเริ่มกระบวนการชี้แจงและให้คำปรึกษาแก่พนักงานเกี่ยวกับแผนการปรับลดตำแหน่งงานครั้งนี้ โยฮัน ลันด์เกรน ซีอีโอของอีซี่เจ็ตระบุว่าบริษัทกำลังวางแผนลดขนาดฝูงบินและลดต้นทุนด้วย “เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายและฐานธุรกิจของเรา รวมทั้งเพื่อเสริมสร้างประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น” พร้อมทั้งระบุว่า “เราตระหนักดีว่านี่คือช่วงเวลาที่ยากลำบากและเราต้องพิจารณาสิ่งที่ยากในการตัดสินใจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพนักงานของเรา แต่เราต้องการปกป้องงานไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในระยะยาว” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-470846

Person read: 66

29 May 2020