ข่าวประชาสัมพันธ์

ตลาดเงินเคลื่อนไหวในกรอบ เฝ้าติดตามผลกระทบจากโควิด-19

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 14 เมษายน 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/4) ที่ระดับ 32.76/78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (13/4) ที่ระดับ 32.73/75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบสกุลเงินหลักจากความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยนายโรเบิร์ต เรดฟิลด์ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) กล่าวว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐจะแตะจุดสูงสุดในสัปดาห์นี้ ซึ่งข้อมูลล่าสุดระบุว่า สหรัฐมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 560,433 ราย และมีผู้เสียชีวิต 22,115 ราย ทำให้ขณะนี้สหรัฐติดอันดับ 1 ของโลก ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้ออกมาให้ความเห็นว่าอำนาจในการพิจารณาเปิดให้ภาคธุรกิจกลับไปดำเนินตามปกตินั้นขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีและรัฐบาลกลาง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ว่าการรัฐ โดยแสดงท่าทีว่าพร้อมทำงานร่วมกับผู้ว่าการรัฐต่าง ๆ ในการตัดสินใจให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินธุรกิจเร็ว ๆ นี้ ขณะเดียวกันตลาดโลกก็ยังให้ความสนใจกับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือโอเปกพลัส หลังจากสามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นการทยอยลดกำลังการผลิตน้ำมันไปถึงปี 65 แต่ตลาดยังคงไม่หลุดพ้นปัญหาอุปทานน้ำมันล้นตลาด และคาดการณ์ว่าแนวโน้มราคาน้ำมันยังคงลดลง นอกจากนี้ ในช่วงสายของวันนี้ทางจีนได้ประกาศตัวเลขนำเข้าและส่งออกเดือนมีนาคมออกมา ซึ่งทั้งคู่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยตัวเลขส่งออกของจีนเดือนมีนาคมอยู่ที่หดตัว 6.6% จากคาดการณ์ว่าจะหดตัวมากถึง 14% ส่วนตัวเลขนำเข้าอยู่ที่หดตัว 0.9% จากคาดการณ์ว่าจะหดตัว 9.5% สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ทาง ธปท.กำลังศึกษาการดำเนินนโยบายการเงินแบบพิเศษ เช่น มาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ หรือการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน เพื่อรับมือกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.70-32.76 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.71/73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรในวันนี้ (14/4) ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.0920/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (13/4) ที่ระดับ 1.0929/33 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในวันนี้ตลาดยุโรปกลับมาเปิดหลังหยุดเทศกาลอีสเตอร์ อย่างไรก็ตามช่วงบ่ายมีข่าวดีจากทั้งประเทศสเปนและอิตลีซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากโควิด-19 โดยทั้งสองประเทศเริ่มทยอยให้ธุรกิจบางประเภทกลับมาเปิดทำการได้ภายในสัปดาห์นี้ หลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0913-1.0933 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0918/21 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนในวันนี้ (14/4) เปิดตลาดที่ระดับ 107.58/60 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (13/4) ที่ระดับ 107.95/96 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนยังคงปรับตัวแข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ยังมีแรงเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่ โดยค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 107.54-107.67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 107.58/61 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาน้ำมันและส่งออกของสหรัฐเดือนมีนาคม (14/4), ยอดค้าปลีกของสหรัฐเดือนมีนาคม (15/4), ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐ โดยเฟดนิวยอร์ก เดือนเมษายน (15/4), ดัชนีราคาผู้บริโภคของเยอรมนี เดือนมีนาคม (16/4), การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป เดือนกุมภาพันธ์ (16/4), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (16/4), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประทเศ (GDP) ของจีน ไตรมาส 1/2563 (17/4), การผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีน เดือนมีนาคม (17/4), การผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เดือนมีนาคม (17/4), อัตราเงินเฟ้อของสหภาพยุโรป เดือนมีนาคม (17/4) สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +0.25/+0.75 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -3.0/+5.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-449289

จำนวนผู้อ่าน: 73

15 เมษายน 2020

เปิดขั้นตอนลงทะเบียน รับเงินประกันสังคม เดือนละ 8,000 บาท

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2563 หลังจากสำนักงานประกันสังคม โดยนายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) แถลงมติ เยียวยาให้กับลูกจ้างผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม มาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโรคโควิด-19 กำหนด ให้โรคโควิด-19 ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ที่ทำให้ลูกจ้างผู้ประกันตนเกิดการว่างงานเป็นจำนวนมาก และกองทุนประกันสังคมจะต้องจ่ายเงินกรณีว่างงาน เพื่อเยียวยาผลกระทบที่ร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน ในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเดือนละ 7,080 -8,000 บาท ซึ่งขณะนี้กองทุนประกันว่างงานมีเงินรวม 1.6 แสนล้านบาท โดยจะนำข้อสรุปเสนอขอความเห็นชอบต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 15 เมษายน 2563 “หากดำเนินการได้ตามขั้นตอน ประกันสังคมจะสามารถจ่ายเงินอย่างเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้าได้แน่นอน เพราะในระบบของกระทรวงแรงงานมีข้อมูลของลูกจ้างและผู้ประกันตัวอยู่แล้ว ประมาณ 700,000 คน ที่ว่างงานในระบบ” ทั้งนี้ ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในครั้งนี้ ที่ลาออก-เลิกจ้าง อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคน และที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ตรง ๆ อยู่ที่ 3.5 แสนคน รวมถึงรัฐสั่งปิดอยู่ที่ 8 แสนคน (ล็อตเก่า) ผู้ประกันตนมีทั้งหมด 11 ล้านคน สำหรับแรงงานที่ว่างงาน ต้องการรับการเยียวยาจากประกันสังคม สามารถทำตาม 6 ขั้นตอนดังนี้   เคาะแล้ว! ประกันสังคมยอมจ่าย “ลูกจ้าง-ว่างงาน” ซมพิษโควิดเดือนละ 8,000 บาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/csr-hr/news-449310

จำนวนผู้อ่าน: 91

15 เมษายน 2020

เคาะแล้ว! ประกันสังคมยอมจ่าย “ลูกจ้าง-ว่างงาน” ซมพิษโควิดเดือนละ 8,000 บาท

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2563 ที่สำนักงานประกันสังคม นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) เรียกประชุมคณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษา (ชุดที่ 13) ครั้งที่ 7/2563 หารือการเยียวยาให้กับลูกจ้างผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม มาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโรคโควิด-19 เพื่อเตรียมนำข้อสรุปเสนอขอความเห็นชอบต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 15 เมษายนนี้ ทั้งนี้ที่ประชุมใช้เวลาหารือนานกว่า 4 ชั่วโมง นายสุทธิเปิดเผยว่า ในที่ประชุมได้เห็นชอบให้โรคโควิด-19 ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ที่ทำให้ลูกจ้างผู้ประกันตนเกิดการว่างงานเป็นจำนวนมาก และกองทุนประกันสังคมจะต้องจ่ายเงินกรณีว่างงาน เพื่อเยียวยาผลกระทบที่ร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน ในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเดือนละ 7,080 -8,000 บาท ซึ่งขณะนี้กองทุนประกันว่างงานมีเงินรวม 1.6 แสนล้านบาท นายสุทธิกล่าวว่า โดยหลังจากนี้ จะนำรายละเอียดเสนอต่อ ครม.เพื่อเห็นชอบ และออกประกาศกฎกระทรวงตามรายละเอียดข้างต้น หลังจากนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป นายสุทธิกล่าวว่า หากรายละเอียดทั้งหมด ดำเนินการได้ตามขั้นตอน ประกันสังคมจะสามารถจ่ายเงินอย่างเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้าได้แน่นอน เพราะในระบบของกระทรวงแรงงานมีข้อมูลของลูกจ้างและผู้ประกันตัวอยู่แล้ว เบื้องต้นมีอยู่ที่ประมาณ 700,000 คน ที่ว่างงานในระบบ นอกจากนี้ ประกันสังคมยังต้องรายงานวินัยทางการเงินของกองทุน รวมถึงสภาพคล่องอื่นๆ ให้รับทราบด้วย เพราะครั้งนี้ถือเป็นการใช้เงินจำนวนมาก อาจจะต้องหาแนวทางสำรองเตรียมไว้ด้วย เช่น การกู้ยืมเงินในกรณีที่ปัญหาไม่จบลงในช่วง 3 เดือนต่อจากนี้ “ท่านนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในครั้งนี้ ที่ลาออก-เลิกจ้าง อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคน และที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ตรงๆ อยู่ที่ 3.5 แสนคน รวมถึงรัฐสั่งปิดอยู่ที่ 8 แสนคน (ล็อตเก่า) ผู้ประกันตนมีทั่งหมด 11 ล้านคน เราจะดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร็วที่สุด” นายสุทธิกล่าว นายสุทธิกล่าวเพิ่มเติมประเด็นวินัยทางการเงินของกองทุนว่างงานว่า จะต้องรายงานให้ ครม.รับทราบถึงจำนวนเงิน สภาพคล่องเป็นอย่างไร และจะใช้เงินจำนวนเท่าไร เท่าที่ประเมิน จะพยายามหมุนสภาพคล่องให้ดีที่สุด จำนวนเงินกองทุนประกันการว่างงานอยู่ที่ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท จะพยายามบริหารให้พอ หรือแนวทางการจัดหาเงินเพิ่มเติม หากปัญหากินเวลามากกว่า 3 เดือน อาจจะต้องหาแนวทางสำรอง เช่น การกู้ยืมเงิน เป็นต้น เปิดขั้นตอนลงทะเบียน รับเงินประกันสังคม เดือนละ 8,000 บาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/csr-hr/news-449297

จำนวนผู้อ่าน: 84

15 เมษายน 2020

ข่าวดี! ราคาน้ำมันลดลงอีก 0.60 บาท/ลิตร

วันที่ 14 เมษายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่นำโดยปตท.และบางจากประกาศลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยลดราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และกลุ่มดีเซลทุกชนิดลงลิตรละ 60 สตางค์/ลิตร  ส่วนE20 และ E85 ราคาคงเดิม มีผลเวลา 05.00 น. วันพรุ่งนี้(15 เมษายน 2563) เป็นต้นไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-449275

จำนวนผู้อ่าน: 91

15 เมษายน 2020

สิ้น “อนันต์” เจ้าพ่อเมืองทองธานี ผลัดใบสู่ทายาท ปั้นอสังหารับรถไฟฟ้าสายใหม่

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายกำลังร่วมแรงร่วมใจฝ่าวิกฤตโควิด-19 มีข่าวร้ายในแวดวงธุรกิจอสังหาฯ หลังบมจ.บางกอกแลนด์ เจ้าของอาณาจักร “เมืองทองธานี” สูญเสียแม่ทัพใหญ่ “เสี่ยช้าง-อนันต์ กาญจนพาสน์” ในวัย 80 ปี แบบกะทันหัน ด้วยโรคชรา โดยนางสาวจินตนา พงษ์ภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานฝ่ายสื่อสารองค์กร บมจ.บางกอกแลนด์ แจ้งว่า ด้วยความเสียใจและอาลัยอย่างสุดซึ้งทางบริษัทขอเรียนให้ทราบว่า คุณอนันต์ กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บางกอกแลนด์ ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา ที่โรงพยาบาลบางกอกเนอสซิ่งโฮม (บีเอ็นเอช) เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2563 สิริอายุได้ 80 ปี โดยครอบครัวจะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ผ่านพ้นไป ซึ่งจะแจ้งให้ทราบเป็นทางการอีกครั้ง “อนันต์” เกิดวันที่ 2 มิ.ย. 2484 ที่ประเทศไทย เป็นทายาทคนที่ 2 ของ ”มงคล กาญจนพาสน์” จบการศึกษาปริญญาตรี บริหารธุรกิจ วิทยาลัยสวอซ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สมรสกับ ”นางศิริวรรณ” มีบุตรชาย 2 คน “ปีเตอร์ กาญจนพาสน์“ ปัจจุบันเป็นรองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.บางกอกแลนด์ และ ”พอลล์ กาญจนพาสน์” กรรมการผู้จัดการ บจ.อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ ซึ่ง 2 คนช่วยอนันต์ขยายธุรกิจบีแลนด์จนเติบโตครอบคลุมทั้งอสังหาฯ-โรงแรม-ศูนย์แสดงสินค้า บนเนื้อที่ร่วม 4,000 ไร่ ปัจจุบันยังเหลือ 600 ไร่ ล่าสุดกำลังทุ่มเม็ดเงินอีก 5,000-6,000 ล้านบาท เนรมิตที่ดินผืนสุดท้ายเป็นบิ๊กโปรเจ็กต์รับกับรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายที่ร่วมลงทุนกับ ”บีทีเอส” กว่า 1,000 ล้านสร้างจากศรีรัชเข้าสู่เมืองทองธานี เหมือนที่เคยลากทางด่วนมาลงที่เมืองทองมาแล้วในอดีต นอกจากเมืองทองธานี “เจ้าพ่อบีแลนด์” ยังซื้อที่ดินย่านศรีนครินทร์กว่า 1,200 ไร่ เก็บสะสมไว้ จากที่ดินตาบอดในอดีต กลายเป็นที่ดินมีราคา พลัน กทม.ตัดใหม่พาดผ่าน สร้างมูลค่าเพิ่มและตัดขายให้กับบิ๊กอสังหาฯ กำเงินสดไปได้กว่า 1.5 หมื่นล้าน แม้จะวางใจให้ลูกชายทั้ง 2 คนดูแลธุรกิจ แต่ ”อนันต์” ยังมาทำงานปกติ แม้วัยจะมากขึ้น และป่วยตามอายุ ทำให้น้ำหนักลดลง แต่ก็ยังอึด โดยเป็นที่ปรึกษาให้ลูกๆ จนนาทีสุดท้าย นอกจากนี้อนันต์ยังเป็นพี่ชายของเจ้าพ่อรถไฟฟ้าบีทีเอส “คีรี กาญจนพาสน์” แต่ทั้งสองต่างสร้างดาวคนละดวง หลังจาก ”มงคล” ผู้เป็นพ่อพาลูกทั้งสองกลับจากฮ่องกง และลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบชนิดที่คนวงการต่างตะลึง เพราะสร้างเมืองใหม่ไว้นอกเมือง เป็นการคิดนอกกรอบที่มาก่อนกาลเวลา เรื่องจากเป็นแลนด์แบงก์เก่า ทำให้ได้เปรียบในเรื่องต้นทุนที่ดิน แต่มาเจอวิกฤตฟองสบู่แตก ทุกอย่างจึงเหมือนนับหนึ่งใหม่ เมืองทองจึงเหมือนเมืองร้าง โดยอนันต์ใช้เวลากว่า 3 ทศวรรษ ฟื้นฟูนานพอควร กว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่เมืองทองกำลังจะกลายเป็นทำเลทอง เพราะรถไฟฟ้าพาดผ่าน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-449268

จำนวนผู้อ่าน: 80

15 เมษายน 2020

ราคาทองวันนี้ ปรับขึ้น-ลง 10 รอบ ดันราคาทะลุ 26,600 บาท แห่ขายทองทะลักเยาวราช

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2563  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาซื้อขายทองคำ ซึ่งประกาศครั้งแรกของวัน โดยปรับขึ้นจากวานนี้ (13 เม.ย.2563) ถึงบาทละ 550 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อที่บาทละ 26,050 บาท ขายออกที่บาทละ 26,250 บาท ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อที่บาทละ 25,574.92 บาท ขายออกอยู่ที่ 26,750 บาท ทั้งนี้ราคาที่เพิ่มขึ้นสูงมาก ส่งผลให้มีประชาชนไปเข้าคิวซื้อขายทองคำที่เยาวราชในวันนี้กันจำนวนมาก ถึงกับต้องแจกคิว และต่อคิวยาวออกมานอกร้านเลยทีเดียว ล่าสุดเมื่อเวลา 15.35 น.ที่ผ่านมา สมาคมค้าทองคำแจ้งปรับเปลี่ยนราคาเป็นครั้งที่ 10 ของวัน โดยปรับลดลงบาทละ50บาท ทำให้ทองคำแท่งขายออกอยู่ที่บาทละ26,100 บาท ส่วนทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่บาทละ 26,600 บาท ช่วงเวลา ทองแท่ง ทองรูปพรรณ   เวลา ครั้งที่ รับซื้อ (บาท) ขายออก (บาท) รับซื้อ (บาท) ขายออก (บาท) Gold Spot Baht / US$ ขึ้น / ลง 14/04/2563 15:35 10 25,900.00 26,100.00 25,438.48 26,600.00 1,718.00 32.71 -50 14/04/2563 14:58 9 25,950.00 26,150.00 25,483.96 26,650.00 1,720.50 32.73 50 14/04/2563 14:49 8 25,900.00 26,100.00 25,438.48 26,600.00 1,717.00 32.73 50 14/04/2563 14:34 7 25,850.00 26,050.00 25,377.84 26,550.00 1,713.50 32.73 50 14/04/2563 13:33 6 25,800.00 26,000.00 25,332.36 26,500.00 1,710.00 32.73 -50 14/04/2563 12:25 5 25,850.00 26,050.00 25,377.84 26,550.00 1,712.50 32.73 -50 14/04/2563 11:27 4 25,900.00 26,100.00 25,438.48 26,600.00 1,716.00 32.73 -50 14/04/2563 11:03 3 25,950.00 26,150.00 25,483.96 26,650.00 1,718.00 32.73 -50 14/04/2563 10:11 2 26,000.00 26,200.00 25,529.44 26,700.00 1,722.00 32.73 -50 14/04/2563 09:32 1 26,050.00 26,250.00 25,574.92 26,750.00 1,724.00 32.74 550   ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/breaking-news/news-449197

จำนวนผู้อ่าน: 82

15 เมษายน 2020

ชาวเน็ตถล่มเละ! สรุปแฮชแท็ก #ผู้กองเบนซ์ จวกคนโวยวิกฤตโควิด “ยึดติด-คิดลบ-ขี้เกียจ”

ภาพ: FB - ผู้กองเบนซ์ - Capt.Benz วันที่ 14  เมษายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทวิตเตอร์กำลังลุกเป็นไฟ เมื่อนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ชื่อดัง ที่มีผู้ติดตามมากว่า 2 ล้านคน อย่าง ร.ต.อ.สี่ทิศ อ่ำถนอม หรือ “ผู้กองเบนซ์”  อดีตข้าราชการตำรวจ ได้ทำคอนเท้นต์เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของตนเอง เมื่อช่วงวันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมา เนื้อหาในคลิปตอนหนึ่ง กล่าวว่า หลายคนต้องเผชิญความลำบากทางการเงินในตอนนี้ ส่วนหนึ่งเพราะไม่รู้จักลุกขึ้นมาทำงานด้วยวิธีการใหม่ ๆ ในช่วงที่โรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 กำลังแพร่ระบาดอยู่ บางช่วงบางตอนของคลิปวิดีโอดังกล่าว ได้ระบุว่า “ช่วงโควิด แม่งมีไอเดียอะไรใหม่ ๆ มีงานอะไรใหม่ ๆ ให้ -ึงลองทำเยอะแยะหมดอะ แล้วแม่งสนุกด้วย แต่มึงแม่งไม่ทำกันเอง ยึดติด คิดลบ ขี้เกียจ ฟุ้งซ่าน กลัว -ึงลงก็ติดอยู่แค่เนี้ย ไม่มีอะไรมากกว่าเนี้ย แล้ว-ึงก็เสพเข้าไปดิไอ้ Content สนับสนุนความกระจอกในตัว -ึงอะ เสพเข้าไป เรียกหาความรับผิดชอบจากคนอื่นเข้าไป แล้วมึงก็นั่งดูว่าที่-ึง-ิบหายจะตาย-่าอยู่ทุกวันเนี้ย มันเป็นเพราะวิกฤติหรือเป็นเพราะวินัยของ-ึง” หลังการเผยแพร่คลิปดังกล่าวออกไป ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก โดยเฉพาะแฮชแท็ก #ผู้กองเบนซ์ บนทวิตเตอร์ ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ไทย และมีการกล่าวถึงมากกว่า 445,000 ครั้ง ทั้งนี้ เพจดัง Poetry of Bitch ได้สรุปประเด็นกรณีดังกล่าวไว้ดังนี้ 1. ร.ต.อ.สี่ทิศ อ่ำถนอม หรือ ผู้กองเบนซ์ อายุ 34 ปี เป็นอดีตข้าราชการตำรวจ ตำแหน่งรองสารวัตร 2. ต่อมาจับพลัดจับผลูมาทำสติ๊กเกอร์ไลน์ตำรวจ จนพบช่องทางที่สามารถสร้างรายได้มากกว่างานประจำหลายเท่า ด้วยการเปิดคอร์สสอนสร้างสติ๊กเกอร์ไลน์ 3. จากนั้น ต่อยอดมาเปิดคอร์สออนไลน์สอนการทำตลาดและภาวะผู้นำ จนเริ่มมีคนเชิญไปพูดตามที่ต่าง ๆ จึงตัดสินใจลาออกจากตำรวจเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพื่อมาเอาดีในการเป็นไลฟ์โค้ชหรือเทรนเนอร์ 4. ในขณะเดียวกันก็ได้เปิดเพจ “ผู้กองเบนซ์ – capt.benz” ขึ้น มีผู้ติดตามนับล้าน คอนเทนต์ของเพจมักจะเอาเรื่องธรรมะมาย่อยอธิบายเป็นคลิปสั้น ๆ โดยใช้คำพูดหยาบ ๆ แรง ๆ เพื่อเร้าอารมณ์ผู้ฟัง จนเกิดดราม่ามาแล้วหลายครั้ง 5. ตัวอย่างดราม่า เช่น เนื้อหามั่ว บิดเบือน ใช้คำพูดกดคนอื่นให้ต่ำหรือดูถูกเหยียดหยาม ตามมาด้วยอีกดราม่าคือ เมื่อมีคนทักท้วงหรือไม่เห็นด้วยก็จะถูกผู้กองเบนซ์บล็อกหรือแบนออกจากเพจ 6. ผู้กองเบนซ์เคยให้สัมภาษณ์เรื่องการใช้คำพูดแรงว่า “กูเป็นคนถ่อยอยู่แล้ว กูเป็นของกูอย่างนี้อยู่แล้ว ไปถามใครก็ได้ เราเรียบร้อยไม่ได้ เรียบร้อยแล้วอึดอัด” (อ้างอิง Manager Online 28 ก.พ. 63) 7. ส่วนเรื่องบล็อก ผู้กองเบนซ์ยอมรับว่าเขาเป็นนักบล็อกในตำนาน เพราะเขาสร้างเพจเหมือนสวนสาธารณะ ใครที่เข้ามาขี้กลางเลนจักรยาน ก็ต้องให้ รปภ.ลากออกไปแล้วแปะป้ายห้ามเข้า 8. ส่วนดราม่าล่าสุดที่ทำให้แฮชแท็ก #ผู้กองเบนซ์ ขึ้นเทรนด์อันดับ 1 ทวิตเตอร์ประเทศไทย เกิดจากคลิปที่โพสต์ในเพจเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2563 9. ในคลิปดังกล่าวผู้กองเบนซ์พูดถึงช่วงโควิด-19 ว่ามีโอกาสมากมายรออยู่ แต่หลายคนกลับยึดติด คิดลบ ขี้เกียจ ฟุ้งซ่าน เสพแต่คอนเทนต์ที่ปลุกความกระจอกในตัวเอง เอาแต่เรียกหาความรับผิดชอบจากคนอื่น ให้กลับมาคิดว่าที่ฉิบหายทุกวันนี้เป็นเพราะวิกฤตหรือเป็นเพราะวินัยของมึงกันแน่ 10. โดยผู้กองเบนซ์ได้ยกตัวอย่างผับที่ประเทศจีนซึ่งเปิดออนไลน์และให้คนร่วมสนุกมาจากบ้าน แล้วแนะนำให้คนที่ตกงานมองหาช่องทางต่าง ๆ ในการหาเงิน เช่น สมัครขับรถส่งอาหาร เปิดเพจ เปิดช่องยูทูบ ทำอาหารขายออนไลน์ เย็บหน้ากากอนามัยขาย รับทำความสะอาด-ฆ่าเชื้อเสื้อผ้า ฯลฯ 11. แม้หลายคนจะมองว่าเป็นคอนเทนต์ที่ช่วยปลุกใจ แต่อีกหลายคนก็มองว่าเป็นการพูดซ้ำเติมคนที่ได้รับผลกระทบ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่มีต้นทุน ไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ตอนนี้หลายคนจะใช้จะกินในแต่ละวันยังแทบไม่มี 12. ดราม่านี้ยังถูกโยงไปพูดถึงอาชีพไลฟ์โค้ชว่าเป็นอาชีพที่หากินกับความฝันและความหวังของคนอื่นหรือไม่ และในความเป็นจริงไม่มีใครประสบความสำเร็จจากการให้คนอื่นมาโค้ชชีวิตให้ มีแต่โค้ชเท่านั้นที่รวยเอา ๆ 13. นอกจากนี้ยังมีคนยกคำกล่าวของ “เจเค โรว์ลิ่ง” ผู้เขียน Harry Potter ซึ่งทวีตเกี่ยวกับไลฟ์โค้ชที่ตำหนิคนที่ไม่เอาช่วงเวลานี้มาหารายได้เสริมหรือพัฒนาตัวเองว่า คนแต่ละคนมีปัญหาในชีวิตไม่เหมือนกัน การไปด่าว่าคนอื่นว่าขี้เกียจหรือขี้แพ้ ไม่ใช่การสร้างแรงบันดาลใจ แต่มันคือการดูถูกเหยียดหยาม ขอให้เลิกทำแบบนี้เสีย ทั้งนี้ จากกรณีดังกล่าว ที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นดราม่าทัวร์ขึ้นนั้น ยังมีชาวเน็ตจำนวนหนึ่งอยากทราบเจตนาที่แท้จริงของไลฟ์โค้ชผู้นี้ ว่าต้องการจะสื่อถึงอะไร หรืออาจจะเป็นเพียงการตีความที่ไม่ตรงกับเจตนาของเจ้าตัว ที่ต้องการจะสื่อสาร คาดว่าต้องรอทาง “ผู้กองเบนซ์” ได้ชี้แจงต่อสังคมต่อไป ล่าสุด ร.ต.อ.สี่ทิศ อ่ำถนอม หรือ ผู้กองเบนซ์ ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ขออภัยนะครับ ถ้าผมได้พูดหรือทำอะไรผิดพลาดไป หรือกระทบกระเทือนจิตใจใครไปบ้าง ผมขออภัยทุกท่านจากใจจริงนะครับและขอขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ผมจะนำไปปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งยิ่งขึ้นไปครับ” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/social-media-viral/news-449229

จำนวนผู้อ่าน: 91

15 เมษายน 2020

โบรกฯชูหุ้นสื่อนอกบ้านยังแข็งแรงสุด หลังเม็ดเงินโฆษณาเดือน มี.ค. ติดลบ 5%

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) รายงานว่า เม็ดเงินโฆษณาเดือน มี.ค.ติดลบ 5% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน (Y-Y) โดยสื่อที่ลงแรงสุด คือ โรงหนัง -44% ตามมาด้วยสื่อวิทยุ -19% และสื่อกลางแจ้ง -11% ส่วนสื่อทีวี -2% มีเพียงสื่อเดียวที่เป็นบวกคือ อินเทอร์เน็ต (Internet) +23% โดยภาพรวมไตรมาส 1/2563 เม็ดเงินโฆษณายังบวกอยู่ที่ +1% Y-Y แต่ไตรมาส 2 จะถูกกระทบมากกว่านี้ โดยสื่อทีวีแม้จำนวนคนดูทีวีมากขึ้น เพราะอยู่บ้านมากขึ้น แต่เม็ดเงินโฆษณาไม่เพิ่มตามจากการคุมค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อสื่อ คาดผลประกอบการของ BEC และ WORK ยังอ่อนแอมาก ไม่แนะนำลงทุน ส่วนสื่อนอกบ้าน แม้จะเห็นผลกระทบในไตรมาส 2 มากขึ้น แต่เป็นสื่อที่แข็งแรงสุด แนะนำซื้อ VGI (ราคาเป้าหมาย 8 บาท) และอ่อนตัวซื้อ PLANB (ราคาเป้าหมาย 4.60 บาท) ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-449226

จำนวนผู้อ่าน: 77

15 เมษายน 2020

เคาะแล้ว! จัดโอลิมปิกโตเกียว 23 ก.ค.-8 ส.ค. 2021

Kyodo/REUTERS สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า นายโยชิโระ โมริ หัวหน้าคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 เปิดเผยว่า “การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020” จะถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 ก.ค.-8 ส.ค. 2021 หลังจากที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการได้ตัดสินใจเลื่อนการจัดงานออกไป 1 ปี ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของ “โควิด-19” ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ โดยการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่คณะกรรมการจัดการแข่งขันได้ร่วมหารือกับคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) เพื่อตัดสินใจกำหนดระยะเวลาการแข่งขันขึ้นอย่างเป็นทางการ ขณะที่การแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกที่จะจัดขึ้นที่ญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน นายโมริเปิดเผยว่าจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 ส.ค. – 5 ก.ย. 2021 ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-441052

จำนวนผู้อ่าน: 101

31 มีนาคม 2020

ด่วน! ผู้ว่าฯสกลนคร ออกประกาศห้ามจำหน่ายสุรา ดีเดย์ 31 มีนาคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 จังหวัดสกลนคร ได้ออกประกาศ ปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงจำเป็นต้องใช้มาตรเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกันอย่างเข้มข้น เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยประชาชนในพื้นที่ จึงมีให้ปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว ได้แก่ ร้านหรือสถานประกอบการขายสุรา ประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 ที่ได้รับใบอนุญาตให้จำหน่ายสุรา ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 โดยสามารถจำหน่ายสินค้าประเภทอื่นได้ ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 ถึง วันที่ 16 เมษายน 2563 ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/local-economy/news-440787

จำนวนผู้อ่าน: 127

31 มีนาคม 2020

ด่วน! ผู้ว่าฯนนทบุรี สั่งปิดร้านสะดวกซื้อทั้งหมด 5 ทุ่มถึงตี 5 มีผล 31 มี.ค.นี้

file. Photographer: Brent Lewin/Bloomberg via Getty Images จังวัดนนทบุรี ประกาศปิดร้านสะดวกซื้อทั้งหมด ตั้งแต่เวลา 23.00-05.00 น. 3 อปท.บริจาครวม 100 ล้าน ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้โรงพยาบาลในเขตจังหวัดนนทบุรี เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 30 มีนาคม 2563 นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า จะออกประกาศคำสั่งจังหวัดนนทบุรี ให้ร้านสะดวกซื้อทั้งหมดในจังหวัดนนทบุรี ปิดบริการในระหว่างเวลา 23.00-05.00 น.โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 31 มีนาคมนี้ เพราะที่ผ่านมายังมีกลุ่มบุคคลออกมารวมตัวกัน ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้นทำให้ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นไปด้วยความยากลำบาก นายสุจินต์กล่าวอีกว่า ยังได้รับแจ้งจาก พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จะมอบเงิน 50 ล้านบาท นายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี จะมอบเงิน 25 ล้านบาท และนายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด จะมอบอีก 25 ล้านบาท รวม 100 ล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้โรงพยาบาลในเขตจังหวัดนนทบุรี อาทิ เครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการหากเกิดมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำพิธีมอบเร็วที่สุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีหลายจังหวัดที่ผู้ว่าฯออกประกาศปิดร้านสะดวกซื้อ เนื่องจากเป็นแหล่งที่ประชาชนมาซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แล้วไปตั้งวงดื่มกินกัน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยจะให้ปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 23.00-05.00 น. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-441012

จำนวนผู้อ่าน: 113

31 มีนาคม 2020

ด่วน! ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายแรก สารคามฯ เสียชีวิตแล้ว

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแพทย์ภาคี ทรัพย์พิพัฒน์ นาpแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือไวรัสโควิด-19 รายแรก ของจังหวัดมหาสารคาม เสียชีวิตแล้ว จากภาวะระบบหายใจล้มเหลว สำหรับประวัติผู้ป่วย เป็นผู้ป่วยเพศชาย อายุ 48 ปี อาชีพนักดนตรี ทำงานที่ กทม. มีโรคประจำตัว คือ เบาหวาน ไวรัสตับอักเสบบี มะเร็งลำไส้ (ได้รับการผ่าตัด และเคมีบำบัด ครบ) ได้เข้ารักษาจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เฉพาะโรค ที่โรงพยาบาลมหาสารคาม เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 ถึง วันที่ 30 มีนาคม 2563 ซึ่งคณะแพทย์รักษาโดยให้ยาต้านไวรัส และให้การรักษาตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข แต่อาการทรุดลงเรื่อยๆ เนื่องจากมีโรคประจำตัวหลายโรค และเสียชีวิตในเวลาต่อมา จากภาวะระบบหายใจล้มเหลว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/local-economy/news-440989

จำนวนผู้อ่าน: 80

31 มีนาคม 2020

ก.ล.ต. ออกประกาศ เลิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวม 5 แห่ง

วันที่ 30 มีนาคม 2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ สท. 14/2563 เรื่อง การเลิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า โดยที่มาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 กำหนดให้ นายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกาศการเลิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในราชกิจจานุเบกษา เมื่อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเลิกตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว นายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงประกาศการเลิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้ รวม 5 กองทุน ดังต่อไปนี้   ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-440948

จำนวนผู้อ่าน: 85

31 มีนาคม 2020

ปลัดพาณิชย์นำทีมลงพื้นที่ตรวจหน้ากากอนามัย ก่อนส่งตรง22 จังหวัด

กระทรวงพาณิชย์ นำทีมลงพื้นที่โรงงานผลิตหน้ากากอนามัย พร้อมกระจายลงพื้นที่ 22 จังหวัด หลังรีเซ็ทจัดสรรหน้ากากอนามัยใหม่ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวระหว่างลงพื้นที่ พร้อมด้วย นายธีรภัทร ประยูรสิทธิปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์ทร วิเศษสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และ นายนพร เกษจรัล กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็น เอ็น สกายเทรด จำกัด เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานการขนส่งหน้ากากอนามัยจากโรงงานผู้ผลิตสู่การกระจายไปยังภูมิภาคของกระทรวงมหาดไทย โดยใช้บริการขนส่งของบริษัทไปรษณีย์ไทย ในการกระจายรูปแบบใหม่นี้ ว่า จะมีคณะอนุกรรมการบริหารศูนย์บริหารจัดการสินค้าหน้ากากอนามัย พิจารณาจัดสรรให้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย โดยจัดสรรจากปริมาณการผลิต ณ ปัจจุบันที่ 2.3 ล้านชิ้นต่อวัน จากทั้งหมด 9 โรงงาน ทั้งนี้ ปริมาณหน้ากากอนามันจะออกจากโรงงานโดยรถขนส่งไปรษณีย์ ไปยังปลายทาง คือกระทรวงสาธารณสุข และจะขนส่งไปยังปลายทางที่สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ส่วนของกระทรวงมหาดไทยจะขนส่งไปยังศาลากลางจังหวัด เพื่อผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ จะได้นำไปจัดสรรให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง อสม. พนักงานทำความสะอาดและเก็บขยะ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในจุดตรวจพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อ COVIC-19 โดยวันนี้ 30 มีนาคม 2563 จะมีการขนส่งหน้ากากอนามัยออกจากโรงงาน บริษัท เอ็น.เอ็น.สกายเทรด จำกัด ซึ่งเป็น 1 ในโรงงานผู้ผลิตหน้ากาก 9 โรง จำนวน 200,000 ชิ้นเพื่อจัดสรรให้จังหวัดในภาคกลางทั้งหมด 22 จังหวัด โดยคาดว่าในวันพรุ่งนี้ (31 มีนาคม 2563) จะส่งถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เพื่อที่จะกระจายไปยังกลุ่มเสี่ยงหรือมีความจำเป็นที่ต้องกา อย่างไรก็ดี หากหน้ากากอนามัยเหลือจากการจัดสรร และเพียงพอสำหรับกลุ่มเสี่ยง ก็อาจจะพิจารณานำมาจัดสรรเพื่อจำหน่ายให้ประชาชนต่อไป แต่ต้องให้หน่วยงานทางการแพทย์ กลุ่มเสี่ยงเพียงพอในการใช้งานทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้มอบหมายให้ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มาติดตามการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย สำหรับปริมาณการผลิตหน้ากากอนามัยปัจจุบันมีอยู่ที่ประมาณ 2.3 ล้านชิ้นต่อวันโดยในจำนวนนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ 1.3 ล้านชิ้นจะกระจายให้กับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อจัดสรรให้กับหน่วยงานในสังกัดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่อีก 1 ล้านชิ้นจะกระจายให้กับกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดสรรให้กับพื้นที่แต่ละจังหวัดที่มีความต้องการหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ จำเป็นต่อไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-440909

จำนวนผู้อ่าน: 87

31 มีนาคม 2020

“เซ็นทารา” ประกาศปิดโรงแรมทั้งหมด 28 แห่งตลอดเดือนเมษายนนี้

“เซ็นทารา” ประกาศปิดให้บริการโรงแรมและรีสอร์ทในเครือทั้งหมด 28 แห่งในเดือนเมษายนนี้ เผยจากนั้นจะพิจารณาเปิดตามสถานการณ์-ประกาศจากทางภาครัฐอีกครั้ง ยันดูแลพนักงานอย่างเต็มที่ พร้อมจ่ายค่าจ้าง 75% ของรายได้ รายงานข่าวจากบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ผู้บริหารโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีแผนปิดให้บริการโรงแรมและรีสอร์ทในเครือทั้งหมดจำนวน 28 แห่งในเดือนเมษายนนี้ โดยแบ่งโรงแรมและรีสอร์ทในประเทศ จำนวน 25 แห่ง และ 3 แห่งในต่างประเทศ ได้แก่ 2 แห่งที่มัลดีฟส์ คือ เซ็นทารา แกรนด์ ไอส์แลนด์ รีสอร์ทแอนด์สปา มัลดีฟส์ และเซ็นทารา ราส ฟูชิ รีสอร์ทและสปา มัลดีฟส์ และอีก 1 แห่งที่ศรีลังกาคือ เซ็นทารา ซีย์แซนด์ รีสอร์ทและสปา ศรีลังกา ทั้งนี้ โรงแรมและรีสอร์ทบางแห่งในแต่ละจังหวัดหลักๆ ของประเทศไทยยังคงเปิดให้บริการสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางและต้องการที่พักที่ปลอดภัย โดยในเบื้องต้น เริ่มปิดโรงแรมเป็นระยะเวลา 1 เดือน โดยเริ่มต้นปิดตั้งแต่ 1 เมษายน ทยอยไปจนถึง 16 เมษายน จนครบทั้ง 28 แห่ง หลังจากนี้ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและการประกาศจากหน่วยงานรัฐ Centara Ao Nang Resort and Spa Krabi รายงานข่าวแจ้งว่า เซ็นทารายังคงดูแลพนักงานอย่างเต็มความสามารถ โดยจะมอบหมายให้พนักงานบางส่วนไปรับผิดชอบโครงการต่างๆ ในขณะที่โรงแรมที่สังกัดปิดให้บริการ โครงการเหล่านี้ได้แก่ โครงการพัฒนาโรงแรมใหม่ โครงการเตรียมการเพื่อเปิดตัวโรงแรมบางแห่งในช่วงปลายปี อีกทั้งยังมีพนักงานบางส่วนที่บริษัทกำหนดให้ทำงานจากที่บ้านเพื่อปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาลและลดการเดินทางออกนอกบ้านเพื่อพบปะผู้อื่นเพื่อเว้นระยะห่างทางสังคมและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 ตามนโยบายของภาครัฐ ซึ่งพนักงานเหล่านี้ เซ็นทารายังคงจ่ายค่าจ้าง เป็นจำนวน 75% ของเงินเดือน พร้อมสวัสดิการตามเดิม “เซ็นทาราพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทย รวมถึงองค์กรระดับโลกอย่างองค์การอนามัยโลกในการจำกัดการเคลื่อนย้ายของผู้คน เพิ่มระยะห่างทางสังคม ลดการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก โดยเซ็นทาราหวังว่าแนวทางปฏิบัติในครั้งนี้ จะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 และร่วมบรรเทาวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ลงได้อย่างเร็วที่สุด อันจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว” Centara Grand Mirage Beach Resort Pattaya ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ภาคธุรกิจต้องพร้อมปรับการดำเนินธุรกิจอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบรับกับสถานการณ์ต่างๆ อย่างทันท่วงที เซ็นทารามั่นใจว่ามาตรการต่างๆ ที่ได้ริเริ่มและยังคงทำอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดผลกระทบด้านลบได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมของธุรกิจให้ก้าวต่อได้เมื่อวิกฤตการณ์ในครั้งนี้จบลง และความต้องการท่องเที่ยวในตลาดกลับมาอีกครั้ง Centara Residences and Suites Doha ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/tourism/news-440883

จำนวนผู้อ่าน: 98

31 มีนาคม 2020

“หม่อมเต่า” ช่วยลูกจ้างประกันสังคม 15 ล้านคน เลิกจ้าง-ลาออกเองได้สิทธิประโยชน์ด้วย

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการเดินหน้าช่วยเหลือแรงงานผู้ประกันตนว่า ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมออกมาตรการเยียวยาเร่งด่วน และปรับปรุงมาตรการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดจากเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ม.ร.ว.จัตุมงคล เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดภาวะพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยจนกระทั่งยกระดับสถานการณ์เป็นภาวะวิกฤต ตนได้สั่งการทุกหน่วยงานในกระทรวงแรงงาน ให้วางมาตรการเพื่อช่วยเหลือแรงงาน ซึ่งในส่วนของสำนักงานประกันสังคมมาตรการที่ออกมา และผ่านคณะรัฐมนตรีไปแล้วคือ 1.การลดอัตราเงินสมทบนายจ้าง และลูกจ้างมาตรา 33, 39 – ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์รวมทั้งสิ้น 13,346,143 ราย 2.การขยายระยะเวลาการนำส่งเงินสมทบให้แก่นายจ้าง และผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 – นายจ้างได้รับประโยชน์ 488,226 ราย – ผู้ประกันตนมาตรา 39 ได้รับประโยชน์ 1,653,714 ราย 3.การเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย ทั้งยังเพิ่มสิทธิไปถึงกรณีว่างงานเนื่องมาจากกรณีถูกเลิกจ้าง และลาออกเอง 4.การส่งเสริมให้มีการจ้างงาน โดยขยายระยะเวลาโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานวงเงิน 30,000 ล้านบาท 5.การดูแลรักษา ให้สำนักงานประกันสังคมดำเนินการ เพิ่มสิทธิการรักษาแก่ผู้ประกันตนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และผู้ประกันตนที่ป่วยด้วยโรคติดเชื้อ โควิด-19 เท่าเทียมกับการรักษาทั้ง 3 กองทุน ม.ร.ว.จัตุมงคลกล่าวต่อว่า มาตรการดังกล่าวได้ดำเนินการแล้ว เหลือเพียงกระบวนการบังคับใช้ แต่จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพบว่า สถานการณ์แพร่กระจายของไวรัสยังคงต่อเนื่อง ตนยังได้ปรับเพิ่มมาตรการเพื่อช่วยเหลือแรงงาน และผู้ประกันตนเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563 ได้ประชุมวางหลักการแก้กฎกรทรวงเพื่อเยียวยาลูกจ้าง ผู้ประกันตนกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งในเรื่องนี้จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาโดยเร็วที่สุด ในการนี้ ผู้สื่อข่าวยังสอบถาม นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กรณีการนำส่งเงินสมทบของสถานประกอบการ และผู้ประกันตน รวมทั้งการยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างไรให้ปลอดภัย นายทศพลฯได้ชี้แจงว่า สำนักงานประกันสังคมมีช่องทางให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการที่สถานประกอบการ และผู้ประกันตน สามารถเข้าไปใช้บริการได้ รายละเอียดปรากฏอยู่ใน www.sso.go.th ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/csr-hr/news-440840

จำนวนผู้อ่าน: 93

31 มีนาคม 2020

“โกลบิช” ชี้ โควิด-19 ทำธุรกิจโตก้าวกระโดด คาดปีนี้ โต 120%

จากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้สถาบันการศึกษาหลายแห่งต้องหันมาใช้การเรียนการสอนผ่านออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจออนไลน์ได้รับความนิยมแบบก้าวกระโดด “โกลบิช” (Globish) สตาร์ทอัพ EdTech ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียน Live English Classroom ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ระบุว่า วิกฤตในครั้งนี้กลายเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยยกระดับการศึกษาไทยสู่ออนไลน์ในอนาคต “ชื่นชีวัน วงษ์เสรี” เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจ และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยกับประชาชาติธุรกิจว่าในช่วงวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้การเรียนออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น มีบริษัทเอกชนไทยมากกว่า 5 บริษัทที่พร้อมใจกันพัฒนาแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ใหม่ๆ ขึ้นมาในช่วงไวรัสแพร่ระบาด ทำให้ตลาดเรียนออนไลน์ดูคึกคักมากกว่าเดิม จากที่ผ่านมาความนิยมเรียนออนไลน์กำลังค่อยๆ เติบโตในระดับที่ดีอยู่แล้ว ในช่วง 4 ปีหลัง เฉพาะแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ภาษาอังกฤษก็โตมากกว่า 30% แล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นรูปแบบ E-learning ส่วนรูปแบบการเรียนการสอนสดที่โต้ตอบกันได้ยังถือว่าน้อยมาก ดังนั้นระบบการเรียนการสอนสด (Online Live Classroom) ของโกลบิช ยังคงเป็นเบอร์ใหญ่ในตลาดอยู่ ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2557 ที่โกลบิชเปิด “Online Live Classroom” เราเติบโตขึ้นถึง 350% ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับสถิติของปี 2561 เติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 190% ขณะที่รายได้ขยายจาก 5.7 ล้านบาทในปี 2559 มาเป็น 97.8 ล้านบาทในปี 2562 สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักที่มาใช้บริการ 70% คือ ผู้ใหญ่วัยทำงานที่ซื้อคอร์สเรียนด้วยตนเอง เช่น ผู้บริหาร ผู้จัดการ เจ้าของธุรกิจ คุณหมอ วิศวกร ฯลฯ อีก 20% เป็นกลุ่มเด็กอายุ 7-14 ปี ที่พ่อแม่ซื้อคอร์สเรียนเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษให้ ส่วนกลุ่มที่เหลือเป็นองค์กรซื้อให้พนักงานเข้ามา ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 10 % “เราตั้งเป้าว่าจะเติบโตประมาณ 2-4 เท่าของทุกปี และในปีนี้ คาดโตอีก 120% หรือทำรายได้ให้ได้ 250-300 ล้านบาท และจะทำให้ได้ 1 พันล้านบาท ภายในปี 2564 เพราะเรามีแผนสร้างโปรดักส์ที่เข้าถึงกลุ่มคนใหม่ๆ มากขึ้นเพื่อที่จะพัฒนาคนไทยให้เกิน 1 แสนคนภายใน 5 ปี” ปัจจัยที่จะทำให้เติบโตมองว่า มาจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ทำให้การเรียนไม่ติดขัด ทำให้คลาสไม่ล่ม มีการขยายทีมครูหลากหลายเชื้อชาติ เปิดกว้างให้ผู้เรียนเลือกเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา เรามีความเข้าใจในตลาด เข้าใจนักเรียน การที่เราจะทำโปรดักส์อะไรขึ้นมาเราต้องทำการสัมภาษณ์ผู้เรียนเยอะมาก เพื่อให้การเรียนรู้เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้เรียน เช่น นักเรียนที่เลิกเรียนและมีเวลาว่างอยากจะเรียนช่วงเวลาระหว่าง 3 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน หรือนักดนตรีที่เลิกงานหลังเที่ยงคืน ผู้บริหารที่ต้องการเรียนตั้งแต่หกโมงเช้า ก่อนไปทำงาน เป็นต้น “ชื่นชีวัน” กล่าวอีกว่า การเรียนการสอนสด ผู้เรียนสามารถเรียนด้วยเครื่องมือสื่อสารชนิดใดก็ได้ ทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และสามารถเรียนเมื่ออยู่สถานที่ใดก็ได้ อนาคต หากมี 5G เข้ามารองรับทำให้อินเทอร์เน็ตแรงขึ้น จะยิ่งเป็นข้อดี เพราะสามารถพัฒนาไปสู่การใช้เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) เข้ามาเป็นลูกเล่นใหม่ๆ ให้การเรียนไม่น่าเบื่อ แต่มีประสิทธิภาพในการเรียนมากขึ้น โกลบิชพยายามทดสอบสองระบบนี้แล้ว ในการวิเคราะห์ภาพ เสียง ใบหน้าบนแพลตฟอร์ม เชื่อว่า หาก 5G เข้ามาเร็วๆ นี้ ก็จะช่วยให้ตลาดเรียนออนไลน์โตได้อีก อย่างไรก็ดี Online Live class room ในต่างประเทศเป็นที่นิยมมาก มีบริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ไปแล้วมากกว่า 5 บริษัท โดยเฉพาะ จีน ญี่ปุ่น ส่วนที่กำลังเติบโตคือเวียดนาม เกาหลี แต่ถ้าเป็นเรียนออนไลน์แบบ E-learning ในฝั่งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ค่อนข้างเป็นที่นิยมมาแล้ว เรียนจบรับใบประกาศนียบัตร สามารถนำไปยื่น สมัครงานได้เลย ส่วนไทยกำลังปรับตัวโดยเฉพาะช่วงนี้การเรียนออนไลน์ค่อนข้างมาแรง ถือเป็นแรงผลักดันระบบการศึกษาไทยไปสู่ออนไลน์แต่ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ซึ่งเชื่อว่าอนาคต หากมีการผสมผสานระหว่างออนไลน์ ออฟไลน์ ควบคู่กันไป จะทำให้การศึกษาก้าวหน้า ประโยชน์ของการเรียนในห้องเรียนคือได้สังคม ได้เพื่อน แต่เรียนออนไลน์จะช่วยในเรื่องของ ความเป็นส่วนตัว (Personalization) สามารถปรับการเรียนให้เข้ากับผู้เรียนแต่ละคนได้ และผู้เรียนมีความกล้าในการฝึกทักษะมากขึ้น สำหรับแพลตฟอร์มที่โกลบิช คิดค้นขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะคนไทย ตั้งแต่โควิด-19 แพร่ระบาด โกลบิช ได้จัดโครงการติวสอบแพทย์ (9 วิชาสามัญ) ให้นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่สนใจทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมทางความรู้ กระบวนการความคิด และเทคนิคการสอบแพทย์ต่างๆ ซึ่งก็ได้เสียงตอบรับที่ดีมากมีนักเรียนร่วมติวกว่า 2,000 คน รวมทั้งโครงการ “Globish kids” การเรียนในรูปแบบ 1 on 1 Class ที่เป็นครูผู้สอน 1 คน ต่อผู้เรียน 1 คน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ผู้เรียนทุกคนต้องวัดระดับภาษาเพื่อค้นหาคอร์สเรียนที่เหมาะสมกับตัวนักเรียนมากที่สุด และในระหว่างเรียนสามารถโต้ตอบกับโค้ชได้ทันทีผ่านวิดิโอคอลออนไลน์ และล่าสุดเปิดโครงการเรียนฟรี “Summer Class by Globish Kids” ประกอบด้วยคลาสรูมที่พร้อมรองรับผู้เข้าเรียนกว่า 100,000 คน ได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษในเชิงพัฒนา จำนวนมากกว่า 100 คลาสภายในเดือนเมษายนนี้ โดย 1 คลาสรูมสามารถรองรับนักเรียนได้ 1,000 คน หลักสูตรถูกออกแบบการเรียนมาให้เหมาะกับระดับภาษาของเด็กไทยส่วนมาก จึงไม่ได้เจาะจงระดับภาษาของผู้เรียน เป็นหลักสูตรสำหรับผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น หรืออายุระหว่าง 7-14 ปี มุ่งเสริมสร้างทักษะด้านภาษาอังกฤษที่รวบรวมคำศัพท์ และการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย ทักษะการพูด สนทนาตอบโต้ และทักษะการฟังให้เข้าใจ ในหัวข้อเรื่องราวต่างๆ ผ่านเกมที่สนุกเพื่อไม่ให้น่าเบื่อ พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนสำหรับเด็กโดยเฉพาะ โดยผู้เชี่ยวชาญภาษา การเรียนการสอนแบบสดผ่านระบบ Live Interaction ที่ผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับครูผู้สอนได้แบบเรียลไทม์ผ่าน Comment, Poll และ Q&A ทั้งครูผู้สอนยังสามารถเลือกนักเรียนในห้องเรียนตอบคำถาม หรือถามคำถามผ่านแพลตฟอร์มทั้งในรูปแบบ Live Video และแบบเสียงได้ ซึ่งทำให้นักเรียนสามารถตอบโต้กับครูผู้สอนได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการเรียน E-learning “จากการเปิดแพลตฟอร์มดังกล่าว ตั้งแต่มีมาตรการให้กักตัวที่บ้าน มีผู้สมัครเข้ามาเรียนมากว่า 400 คนแล้ว และมีการสอนไปแล้ว 23 คลาส ซึ่งจัดวันละ 2 คลาส และจะขยายอีก 77 คลาสรูมในเดือนเมษายน ตอนนี้กำลังรับอาสาสมัครครูผู้สอนเพิ่มเพราะจะขยายการเรียนเพิ่มเป็นวันละ 4 คลาส หรืออาจจะมากกว่านี้ตามจำนวนผู้สมัครเข้ามาเรียน และผู้สมัครเข้ามาสอน อีกทั้งยังตั้งเป้าไว้ว่าจะมีการเปิดสอนวิชาอื่นๆ เพิ่ม เช่น สิ่งแวดล้อม ความรู้รอบตัว ดนตรี ภาษาจีน ฯลฯ เพื่อให้เด็กๆ มีเวลาว่างน้อยลง” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/education/news-440864

จำนวนผู้อ่าน: 94

31 มีนาคม 2020

ได้เงินแน่เมษาฯ นี้ “เราไม่ทิ้งกัน” คลังพร้อมจ่าย 5 พันบาท 9 ล้านราย

“คลัง” พร้อมจ่าย 5 พันบาท 9 ล้านราย ในเดือน เม.ย. แจง 19.8 ล้านคนลงทะเบียนผ่านไม่ได้เงินทุกคน นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หากมีผู้ผ่านเกณฑ์มาตรการรับเงินเยียวยา 5,000 บาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดมากกว่าที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้ประมาณ 3.5 ล้านคน ยืนยันว่า มีงบประมาณจ่ายผู้ผ่านเกณฑ์ทุกราย และหากคำนวณจากงบประมาณที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ จำนวน 4.5 หมื่นล้านบาท ภายใน 1 เดือน กระทรวงการคลังสามารถจ่ายเงินให้ประชาชนได้ถึง 9 ล้านคน “ยืนยันว่า มีงบประมาณเพียงพอให้กับประชาชนที่ผ่านการคัดกรองทุกราย เนื่องจากมีแหล่งเงินสำรองของรัฐอีกหลายแห่ง และยังมีหนี้สาธารณะที่ยังมีช่องว่างสามารถขอกู้ได้เต็มเพดาน ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 42%” นายลวรณ กล่าว ขณะที่ยอดลงทะเบียนรับเงิน 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ที่กระทรวงการคลังเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2563 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ล่าสุด วันนี้ (30 มี.ค.63) เวลา 14.00 น. มียอดผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 19.8 ล้านคน ซึ่งสาเหตุที่จำนวนเพิ่มขึ้นกว่าคาดการณ์ เป็นเพราะว่ามีผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมตามมาตรา 39 และ 40 เข้ามาลงทะเบียนเพิ่ม ประมาณ 6 ล้านคน โดยที่กระทรวงการคลังเสนอครม. ไม่ได้รวมกลุ่มดังกล่าว จึงคาดการณ์ประมาณ 3.5 ล้านคน นายลวรณ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุจำนวนผู้ที่ผ่านเกณฑ์รับเงินเยียวยา 5,000 บาท ได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งกระทรวงการคลังได้ส่งข้อมูลที่ประชาชนลงทะเบียนไว้ไปให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ และขอเน้นย้ำว่าผู้ที่ลงทะเบียนได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินทุกคน ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ก่อน โดยกรณีผู้ที่ลงทะเบียนแล้วข้อมูลถูกต้องจะใช้เวลาในกระบวนการตรวจสอบอย่างเร็วที่สุด 7 วันหลังจากทำการ ทั้งนี้ ชี้แจงคุณสมบัติผู้ที่จะเข้าข่ายคุณสมบัติที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ คือ เป็นแรงงาน ลูกจ้าง หรือประกอบอาชีพอิสระ เช่น วินมอไซต์ แท็กซี่ ค้าขาย เป็นต้น และจะต้องไม่อยู่ในระบบประกันสังคม หรือกลุ่มคนที่อยู่ในระบบประกันสังคมตามมาตรา 39 และ 40 และที่สำคัญคือจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จริง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-440836

จำนวนผู้อ่าน: 94

31 มีนาคม 2020

โควิด-19 ทุบ “คมนาคม” หยุดการเดินทางทุกโหมด เร่งเยียวยา “แอร์ไลน์-รถโดยสาร”

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “โควิด-19” ยังเขย่าขวัญโลกและสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างถูก “ชัตดาวน์” อย่างสิ้นเชิง เพื่อฝ่าวิกฤติที่กำลังถาโถม ขณะที่ภาครัฐเร่งออกมาตรการเยียวยาประชาชน-ภาคธุรกิจที่ได้รับแรงกระแทก พยุงเศรษฐกิจไม่สะดุด รวมถึงมาตรการต่าง ๆ เพื่อควบคุมและบรรเทาการแพร่ระบาด ล่าสุด “บิ๊กตู่-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี งัด พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกมาควบคุมสถานการณ์ ด้าน “กระทรวงคมนาคม” ที่ควบคุมการเดินทางทุกโหมด ก็ต้องหามาตรการออกมาประคองให้วิกฤตครั้งนี้ผ่านพ้นไปให้ได้ คลอด 6 มาตรการอุ้มแอร์ไลน์ โดยที่ประชุม “กบร.-คณะกรรมการการบินพลเรือน” มี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เป็นประธาน พิจารณามาตรการตามที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กรมท่าอากาศยาน (ทย.) บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบิน 7 แห่ง ผ่านอนุมัติจาก “ครม.-คณะรัฐมนตรี” เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มี 6 มาตรการ 1.มาตรการด้านการบิน ได้แก่ การลดค่าบริการการขึ้น-ลงอากาศยาน ค่าบริการที่เก็บอากาศยาน 50% สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศและเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ทำการบินเข้าหรือออกประเทศกลุ่มเสี่ยง ปรับลดค่าใช้จ่ายที่ท่าอากาศยานอย่างอื่น เช่น ค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน, ปรับลดค่าบริการเดินอากาศ ที่ถูกเรียกเก็บจากผู้ให้บริการเดินอากาศ 50% สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ และ 20% สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ที่ทำการบินเข้าหรือออกประเทศกลุ่มเสี่ยงปรับลดค่าธรรมเนียมการเข้าหรือออกนอกประเทศ ที่เรียกเก็บจากสายการบิน ตามจำนวนผู้โดยสารคนละ 15 บาท เหลือคนละ 10 บาท สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ทำการบินเข้าหรือออกประเทศกลุ่มเสี่ยง และขอขยายการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่นจากเดิมมีผลถึงวันที่ 30 ก.ย. เป็นวันที่ 31 ธ.ค. 2563 2.มาตรการอำนวยความสะดวกเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ของสายการบิน ด้านการจัดสรรเวลาการบิน จะผ่อนผันการตัดสิทธิในฤดูกาลถัดไปให้สายการบินที่ยกเลิกเที่ยวบินจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยจะไม่ถูกนำมาใช้คำนวณเงื่อนไขการทำการบินของเวลาการบินต่อเนื่องที่ได้รับการจัดสรร เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุมของสายการบิน, ประสานงานหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินในต่างประเทศที่สายการบินได้ยกเลิกเที่ยวบิน อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น เพื่อขอคงสิทธิในเวลาการบินที่ได้รับจัดสรรเดิม ด้านการกำกับดูแลทางเศรษฐกิจ ทบทวนหลักเกณฑ์การขอจัดสรรเส้นทางบินใหม่ภายในประเทศและปรับปรุงกระบวนการพิจารณาจัดสรรเส้นทางให้รวดเร็วขึ้น และเจรจาสิทธิการบินในเส้นทางระหว่างประเทศที่สายการบินของไทยมีศักยภาพในอนาคต อาทิ อินเดีย ปากีสถาน เกาหลีใต้ 3.มาตรการสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางทางอากาศ ออกประกาศรองรับสิทธิของสายการบินในการปฏิเสธผู้โดยสารที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส ประชาสัมพันธ์มาตรการด้านการสาธารณสุขสร้างความเชื่อมั่น อาทิ กระบวนการคัดกรองผู้ป่วย วิธีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในห้องโดยสาร 4.มาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว ออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ 5.มาตรการทางการเงิน ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ ค่าบริการ ค่าภาระ หรือเงินตอบแทนที่สายการบินถูกเรียกเก็บจากผู้ประกอบการท่าอากาศยาน ผู้ให้บริการการเดินอากาศ และผู้ประกอบการจำหน่ายและบริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อาทิ สายการบิน โรงแรม ภาคบริการต่าง ๆ เป็นต้น 6.มาตรการอื่น ๆ ลดค่าเช่าพื้นที่ 50% สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของผู้โดยสาร เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน มี.ค.-ส.ค.นี้ ยังมีมาตรการลดค่าใช้หลุมจอดในสนามบินของ ทย. และ ทอท.ลง 50% กรณีที่มีการระงับทำการบินชั่วคราว และอยู่ระหว่างรอคำตอบจากกองทัพเรือ (ทร.) ให้ใช้หลุมจอดที่สนามบินอู่ตะเภา คุมเข้มเข้าประเทศ ในส่วนมาตรการคัดกรองการเข้าเมือง กพท.ได้ออกประกาศวันที่ 19 มี.ค. และมีผลบังคับใช้เมื่อ 22 มี.ค. คุมเข้มผู้โดยสารที่เดินทางจากทั่วโลกต้องมีใบรับรองแพทย์ที่มีอายุไม่เกิน 72 ชม. และกรมธรรม์ประกันภัยที่แสดงการคุ้มครองการรักษาพยาบาลในประเทศไทย ที่คุ้มครองโรคไวัรัสโควิด-19 เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3 ล้านบาท) จึงจะอนุญาตให้สายการบินขายบัตรที่นั่งให้ยกเว้นผู้โดยสารต่างชาติที่เดินผ่านประเทศไทยเพื่อต่อเครื่องไปประเทศที่ 3 ไม่ต้องเข้าเงื่อนไขตามประกาศข้างต้น แต่มีเงื่อนไข 1.มีเวลาเปลี่ยนเครื่องไม่เกิน 24 ชม. และ 2.มีใบรับรองแพทย์ที่ระบุว่า มีสุขภาพเหมาะสมไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ตรวจเชื้อไวรัสโควิดและกรมธรรม์ประกันภัย แต่เมื่อเดินทางมาถึงไทย จะต้องอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดไว้ มีผลถึงวันที่ 31 มี.ค.นี้ เวลา 23.59 น. นั่งรถไฟ-รถไฟฟ้าต้องใส่หน้ากาก ขณะที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ออกประกาศ ข้อแนะนำในการปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) สำหรับผู้โดยสารและหน่วยงานที่ให้บริการระบบขนส่งทางราง ฉบับที่ 2 คิกออฟ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ให้ผู้ใช้บริการรถไฟและรถไฟฟ้าทุกระบบจะต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า ตลอดเวลาที่ใช้บริการ ทั้งในสถานีและขบวนรถ, เว้นระยะห่างทางสังคม (social distance) 1-2 เมตร ส่วนผู้ให้บริการ จะต้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการป้องกัน เช่น เพิ่มจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิผู้โดยสารก่อนเข้าใช้บริการทุกสถานี BEM ลดค่าเช่า 50% นายณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจ.แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ (BMN) ในเครือ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ผู้บริหารเมโทร มอลล์ พื้นที่เชิงพาณิชย์ในสถานีรถไฟฟ้า MRT ได้ลดค่าเช่าให้พันธมิตรร้านค้าต่าง ๆ ลง 50% รวมถึงร้านค้าบนพื้นที่ด่านประชาชื่น ด่านศรีนครินทร์ และด่านบางปะอิน ที่จ่ายค่าเช่าคงที่รายเดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-30 เม.ย.นี้ ส่วนร้านที่ปิดตามประกาศกรุงเทพมหานคร จะยกเว้นค่าเช่าให้ในช่วงวันที่ 22 มี.ค.-12 เม.ย.นี้ ขนส่งระงับสอบใบขับขี่ ขณะที่ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า กรมปรับการให้บริการสำนักงานขนส่งในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล 5 จังหวัด สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี ระหว่างวันที่ 24 มี.ค.-12 เม.ย.นี้ งดการอบรมและทดสอบใบอนุญาตขับรถ บัตรประจำตัวคนขับรถ และใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถ รายใหม่ทุกชนิด และให้อบรมต่ออายุใบอนุญาตขับรถทุกชนิดผ่านระบบ e-Learning และบริการรับชำระภาษีรถประจำปีออนไลน์ ส่วนช่องทางอื่น ๆ ยังปกติ เช่น เคาน์เตอร์เซอร์วิส เซเว่นอีเลฟเว่น แต่งดบริการในห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางยังอนุมัติให้รถร่วมเอกชนในหมวด 2-3 ยกเว้นการเดินรถเส้นทางระหว่างจังหวัด เพื่อให้ไม่เข้าเงื่อนไขจ่ายค่าธรรมเนียมให้บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ส่วนผู้ประกอบการรถแท็กซี่จะหารือมาตรการช่วยเหลืออีกครั้ง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-440713

จำนวนผู้อ่าน: 76

31 มีนาคม 2020

กรมชลฯ เตือนรับมือพายุฤดูร้อน 1-4 เม.ย.นี้

กรมชลประทานสั่งทุกโครงการชลประทานทุกแห่ง ประชาชน เตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน โดยเฉพาะพื้นที่ตอนบนของประเทศ ส่วนในช่วงวันที่ 7 – 10 เม.ย. และ 25 – 29 เม.ย. จะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูง กำชับวางมาตรการในการป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ โดยการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 70 ลบ.ม./วินาที นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 1 (46/2563) ลงวันที่ 30 มีนาคม 2563 เรื่อง “พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 1 – 4 เมษายน 2563)” ในช่วงวันที่ 1 – 4 เมษายน 2563 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่ากับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะได้รับผลกระทบก่อน ส่วนภาคอื่นๆ จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทย โดยรวมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ ยังคงมีน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ทำให้มีพื้นที่รองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาบริเวณเหนืออ่างฯได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อปริมาณน้ำเก็บกักที่เพิ่มขึ้น อีกทั้ง กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันหรือลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าแม้ในระยะที่ผ่านมาจะมีฝนตกลงมาบ้างในหลายพื้นที่ แต่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแม่น้ำสายหลักต่างๆ ยังคงอยู่ในเกณฑ์น้อย ซึ่งหากเป็นไปตามที่กรมอุตุนิยมคาดการณ์ไว้ว่า ในช่วงต้นเดือนเมษายนจะมีฝนตกลงทางตอนบนของประเทศ คาดว่าจะทำให้สถานการณ์ภัยแล้งบรรเทาเบาบางลงไปได้บ้าง นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 7 – 10 เม.ย. และ 25 – 29  เมษายนนี้ จะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูง กรมชลประทาน ได้วางมาตรการในการป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ โดยการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 70 ลบ.ม./วินาที สำหรับใช้ในการเจือจางค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะไม่กระทบต่อแผนการใช้น้ำที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ได้แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมฉับพลัน ให้เตรียมรับมือและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดแล้ว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-440811  

จำนวนผู้อ่าน: 76

31 มีนาคม 2020

เพิ่มเงินคนพิการ 1,000 บาท 2 ล้านคน – พักชำระหนี้

เคาะเงินช่วยเหลือผู้พิการ รายละพันบาท สองล้านคน พักหนี้ 1 ปีลูกหนี้กองทุนส่งเสริมคนพิการ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ที่ประชุมมีความห่วงใยผู้พิการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงมีมติเห็นชอบ 4 มาตราการช่วยเหลือ คือ 1) การจ่ายเงินเยียวยาผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ สองล้านกว่าคนทั่วประเทศ รายละ 1,000บาท เพิ่มเติมจากเบี้ยผู้พิการที่ให้ทุกเดือนอยู่แล้ว โดยใช้เงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยจะประสานกรมบัญชีกลางเพื่อให้เงินโอนตรงเข้าบัญชีในเมษายนนี้ 2) พักชำระหนี้คนพิการที่กู้เงินจากกองทุนฯ เป็นระยะเวลา 1 ปี นับจากเมษายน มีจำนวนลูกหนี้ 1.34 แสนราย มูลหนี้ 3.8 พันล้านบาท 3) เสนอ ครม.ให้ทบทวนมติในการเพิ่มเบี้ยผู้พิการเป็น 1,000 บาท แก่ผู้ที่มีบัตรผู้พิการทุกคนทั่วถึงสองล้านคน แม้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ 4) ให้อนุกรรมการฯปรับระเบียบการกู้เงินกองทุนฯ ให้ผู้พิการกู้ได้ รายละไม่เกิน 10,000 บาท โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ไม่มีดอกเบี้ย ระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ 1 ปี วงเงิน 2,000 ล้านบาท   ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-440804

จำนวนผู้อ่าน: 92

31 มีนาคม 2020

หุ้นไทยปิดตลาดวันนี้ -11.94 จุด ดัชนี SET อยู่ที่ระดับ 1,088 จุด

การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (30 มี.ค.) ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,087.82 จุด ปรับลง -11.94 จุด หรือคิดเป็น -1.09% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 41,188 ล้านบาท โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,073.37-1,094.12 จุดตลอดช่วงตลาดเปิดทำการวันนี้ หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1. PTT มูลค่าซื้อขาย 2,817.54 ล้านบาท ราคาหุ้น -1.00 (-3.33%) 2. BAM มูลค่าซื้อขาย 2,632.02 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.20 (+1.08%) 3. ADVANC มูลค่าซื้อขาย 1,776.11 ล้านบาท ราคาหุ้น -1.00 (-0.50%) 4. KBANK มูลค่าซื้อขาย 1,769.71 ล้านบาท ราคาหุ้น -4.25 (-4.76%) 5. AOT มูลค่าซื้อขาย 1,603.85 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.75 (-1.49%) 6. CPALL มูลค่าซื้อขาย 1,463.25 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 7. GULF มูลค่าซื้อขาย 1,157.79 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 8. PTTEP มูลค่าซื้อขาย 1,091.87 ล้านบาท ราคาหุ้น -1.50 (-2.33%) 9. SCC มูลค่าซื้อขาย 934.84 ล้านบาท ราคาหุ้น -8.00 (-2.50%) 10. SCB มูลค่าซื้อขาย 919.93 ล้านบาท ราคาหุ้น -1.75 (-2.64%) ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับลง -10.14 จุด หรือ -1.37% อยู่ที่ 729.91 จุด ส่วนตลาด mai ปรับลง -2.46 จุด หรือ -1.15% อยู่ที่ระดับ 212.14 จุด ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-440795

จำนวนผู้อ่าน: 97

31 มีนาคม 2020

‘เมษาชี้ชะตาประเทศ’ บทความโดย ธีรยุทธ บุญมี เสนอทัศนะสู้สงคราม ‘โควิด’

ธีรยุทธ บุญมี (แฟ้มภาพ) ผู้เขียน ศ.ธีรยุทธ บุญมี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต   ช่วงที่คนไทยเรากำลังเคร่งเครียด วิตกกังวล ในฐานะผู้ร่วมชะตากรรมผมขอเสนอแง่คิดมุมมอง ที่มุ่งจะสร้างความหวัง ความเข้าใจต่อกันและกัน ปัญหาโควิด 19 ต้องเข้าใจความเป็นสังคมของมนุษย์ สังคมไทยกำลังทำสงคราม มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ร่วมกันทำกิจกรรมหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความเชื่อ กีฬา บันเทิง ฯ แต่โรคระบาดแบบโควิด 19 เป็นการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับเชื้อโรค ในภาวะสงครามเช่นนี้สิ่งพื้นฐานที่ต้องรักษาไว้ 3 ระดับ คือ 1. การดำรงชีวิตอยู่ในกลุ่มสังคมเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 2. การรักษาพื้นฐานการเป็นมนุษย์ และ 3. คือความเป็นรัฐชาติเพื่อแก้ปัญหาใหญ่ ๆ เพื่อติดต่อสัมพันธ์กับชาติอื่น มิติอื่น ๆ บางอย่างถูกตัดทิ้งไปก่อนหรือลดความสำคัญลงไป แต่บางอย่างก็ไม่ใช่เป็นการบังคับเด็ดขาด เช่น ความเห็นต่างทางมาตรการนโยบายการเรียกร้องให้มาตรการเป็นธรรมทั่วถึงจากฝ่ายค้านหรือผู้คนทั่วไปก็ยังทำได้ เชื้อโรคโจมตีความเป็นสังคมของคน ต้องอาศัยพลังทางสังคม การปรับกระบวนทัศน์ใหม่ และการจัดระเบียบ การจัดการสังคมใหม่ เป็นมาตรการตอบโต้ ในอดีตมนุษย์อยู่เป็นกลุ่มขนาดเล็ก เวลาเกิดโรคระบาดมนุษย์อาจเลือกสลายสังคม แยกเป็น 2-3 ครอบครัว หนีขึ้นเขาเข้าป่า หรืออพยพทั้งกลุ่ม เช่น พระเจ้าอู่ทองโยกย้ายคนไปตั้งกรุงศรีอยุธยาฯ แต่ปัจจุบันเราเป็นสังคมใหญ่ มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ตั้งแต่การรวมกลุ่มขนาดใหญ่ด้วยความเชื่อ อารมณ์ ความตื่นเต้น เช่น การรวมกลุ่มทางศาสนา การแข่งขันมวย ฟุตบอล คอนเสิร์ต ฯ การรวมกลุ่มทางการ เช่น องค์กร บริษัท หน่วยราชการ กึ่งทางการ เช่น การไปตลาด งานแสดงสินค้า นั่งรถสาธารณะ งานปาร์ตี้ ไวรัสจะโจมตีได้ทุกจุด เรามีทางเลือกเดียวคือต้องร่วมกันสู้ โดยทุกคนเป็นนักรบหมด ในช่วงที่เราใช้มาตรการสังคมคือการเก็บตัวอยู่ในบ้าน ที่จริงคือการเป็นแนวหน้าสุดในการต่อสู้กับศัตรู แต่ละวันที่เราอยู่บ้านเท่ากับช่วยกันเปิดเผยตัวตนของเชื้อโรคได้ทุก ๆ วัน เมื่อครบ 14 วันตามทฤษฎีเชื้อโรคก็จะถูกเผยตัวได้หมด แต่ในความเป็นจริงก็จะมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งหลุดรอดไปได้ ถ้าใช้เวลา 1 เดือนก็ถือว่าน่าจะหลงเหลืออยู่น้อยมาก โดยมีแพทย์ พยาบาล สาธารณสุข เป็นปราการแข็งแกร่งที่ทั้งสู้รบและบัญชาการและปกปักรักษาทุกคนด้วย การเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ มามองว่าเราเป็นฝ่ายกระทำมีความจำเป็น เพราะแทนที่จะรู้สึกเป็นฝ่ายรับ หดหู่ หมดหวัง โกรธเคืองแพทย์ พยาบาล หรือรัฐ เราจะมองในมุมกลับเป็นฝ่ายกระทำที่มีความมุ่งมั่น ความมั่นใจ และภูมิใจในการต่อสู้ร่วมกันของประชาชน แพทย์ พยาบาล สาธารณสุข และทุกหน่วยงาน มาตรการ Social Distancing หัวใจสู้โควิด 19 โดยปกติมนุษย์จะจัดระยะห่างทางสังคมว่าควรใกล้ชิด/ห่าง ทางการ/ไม่ทางการ เป็นกันเอง/ไม่เป็นกันเอง เป็นกติกามารยาททางสังคมที่กำหนดไว้แล้ว การสร้างระยะห่างทางสังคมขึ้นใหม่ (social distancing) นี้เป็นการขอเปลี่ยนความสัมพันธ์เดิมให้ห่างขึ้นเป็นแบบระมัดระวัง ไม่ใช่เพราะรังเกียจเดียดฉันท์ วัตถุประสงค์ของ Social Distancing ก็คือไม่ให้เชื้อโรคมีโอกาสกระโดดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ที่ได้ผลสูงสุดก็คือการอยู่บ้าน การปิดห้าง ร้านอาหาร ออฟฟิสบางส่วน เพราะเท่ากับปิดไม่ให้มีการพบปะกันของผู้คนจำนวนมาก จากนั้นคือการเว้นระยะ 2 เมตรหรือการสร้างอุปสรรคสกัดเชื้อโรค (social barrier) ไม่จับมือ ใช้หน้ากากอนามัย การตรวจสอบอุณหภูมิ หรือการใช้แอพติดตามตัว (tracing) การลดการพบปะทางสังคมโดยตรง (contact) เช่น การประชุม การรับประทานอาหารร่วมกัน ทั้งหมดเป็นการปิดล้อมบังคับศัตรูเปิดเผยตัวเพื่อทำลายล้างโรคในที่สุด เมษาชี้ชะตาประเทศ ต้องเข้มข้นขึ้น เจ้าหน้าที่บังคับใช้มาตรการจริงจัง 100% การต่อสู้กับโรคระบาดมี 3 มาตรการตามลำดับความร้ายแรง ความรุนแรงน้อยสุดใช้วิธีติดตาม ตรวจสอบ รักษา (contact tracing, testing และ treat) ซึ่งไทย สิงคโปร์ เกาหลี จีน เก่งมาก และได้ผลสูง แต่เมื่อการติดต่อขยายตัวเกินกำลังการติดตาม ก็ต้องเพิ่มและยกระดับมาตรการรวมพลังทางสังคมกำหนดระยะห่าง social distancing แต่ถ้าคนในสังคมยังไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา ไม่ร่วมมือกันพอ ก็จำเป็นต้องใช้มาตรการที่ 3 คือการบังคับทางสังคม (social sanction) ซึ่งก็คือการบังคับใช้กฎหมาย ออก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ใช้ พ.ร.บ. สงครามบางด้าน เช่นการบังคับภาคเอกชนให้ทำกิจกรรมช่วยเหลือการสู้โรค ในปัจจุบันนี้เราใช้มาตรการที่ 3 มาได้ครึ่งทาง ตัวเลขผู้ป่วยที่รายงานกันมาก็สะท้อนว่ากำลังเกิดผล แต่เมษายนเป็นเดือนที่ทุกฝ่ายต้องทุ่มเททำงานอย่างหนักที่สุด ต้องเลี่ยงการระบาดแบบ super cluster หรือ super spreader ที่เกิดกรณีสนามมวย การชุมนุมศาสนา เพราะมันเสริมการระบาดแบบข้ามชนชั้น (cross sectorial) ลงสู่ชนชั้นล่าง และข้ามภูมิศาสตร์ ที่ต้องแก้ปัญหาจริงจังคือเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งคนหลายแสนอาจฝ่าฝืนกลับบ้านและจะมีส่วนกระจายเชื้อไปทุกชนชั้นและทุกภูมิภาคอย่างแท้จริง ต้องหาวิธีแก้อย่างเด็ดขาด ที่ต้องระวังเพิ่มเติมคือตลาดขนาดใหญ่ ชุมชนแออัดในทุกจังหวัด จังหวัดส่วนใหญ่มีผู้ติดเชื้อจังหวัดละไม่กี่ราย ขณะนี้มีมาตรการทั้ง 3 ขั้นให้ใช้แล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ละเลยควรจะควบคุมได้ แต่มีบางจังหวัด เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ 4 จังหวัดภาคใต้ อยู่ในสภาพคล้ายกรุงเทพ ฯ ก่อนตัวเลขจะข้ามหลักร้อยมาเป็นหลักพัน ต้องใช้มาตรการเข้มข้นและบังคับใช้จริงจังจึงจะสำเร็จ คำสั่งต้องเข้าใจสภาพรูปธรรม มี logistics และผู้ปฏิบัติรองรับให้สำเร็จ เช่น จะจัดระยะห่างบนรถสาธารณะในเมืองและต่างจังหวัด แต่รถไม่พอก็จะปฏิบัติไม่ได้ สู้อีกระยะ เราชนะได้แน่ ที่ผ่านมาแพทย์ พยาบาล สาธารณสุขของเราทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ทันกาล รัฐบาลก็ปรับตัวอย่างถูกต้องที่ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์เป็นผู้นำทางความคิด ตัวเองหันไปพิจารณาภาพรวมและดำเนินมาตรการต่าง ๆ รองรับ ถือว่าทำได้ถูกทางไม่สายเกินไป มีโอกาสควบคุมไม่ให้คนติดโรคกันเกือบทั้งเมืองเหมือนอิตาลี อังกฤษ สเปน อเมริกา ซึ่งถือว่าปัจจุบันประสบความล้มเหลวในการควบคุมโรค ทั้งนี้นอกจากปัจจัยผู้นำ มีปัญหาเรื่องวัฒนธรรมของประเทศ ซึ่งประชาชนมีความเป็นปัจเจก มั่นใจตัวเอง ไม่คล้อยตามผู้อื่นง่าย ๆ กลุ่มยุโรปใต้รักความสนุกสนาน ส่งผลให้การติดเชื้อยังเพิ่มทะยานตลอดเวลา แม้หลายประเทศจะสั่งปิดเมืองแล้วก็ยังล้มเหลว จำนวนผู้ป่วยโควิด 19 ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันของประเทศอิตาลี ยังควบคุมโรคไม่ได้ ที่มา E. Lascelles, (2020), MacroMemo – March 16 – March 20 2020: All about Covid-19, https://www.rbcgam.com/en/ca/article/macromemo-march-16-march-20-2020/detail. สำหรับคนไทยมีพวกวัยรุ่นหนุ่มสาว หรือพวกนอกขอบ พวกปฏิเสธขัดขืนลองดีสุดโต่งจำนวนหนึ่ง ซึ่งนับรวมก็คงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ คนไทยในช่วงที่ 1 คือ ม.ค. – ก.พ. ได้ปรับพฤติกรรมส่วนตัวด้วยการตื่นตัว “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” พอสมควร ตามมาการใช้หน้ากากอนามัยมากขึ้น กระจายไปสู่ชาวบ้านและต่างจังหวัดชัดเจนตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน มี.ค. ในช่วงปัจจุบันจนถึงการประกาศภาวะฉุกเฉิน (26 มี.ค.) คนไทยร่วมมือกับการรณรงค์การสร้างระยะห่างทางสังคมได้ดีพอสมควร ซึ่งโดยการสังเกต (ไม่ใช่การสำรวจหรือวิจัย) ก็น่าจะถือได้ว่าคนไทยได้ร่วมแรงร่วมใจในเรื่องนี้ในระดับราว 70% ขึ้นไป แต่ยังจำเป็นที่จะต้องติดตามดูพัฒนาการอย่างใกล้ชิด ถ้าดูจากกรณีของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกการเลือกเส้นทางที่เข้มข้นและบังคับจริงจังดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด จากงานวิจัยของนักวิชาการชาวจีน (D. He และ Dushoff 2013 – งานสร้างโมเดลการศึกษาการระบาดของไข้หวัดใหญ่ปี 1913 และ Q. Lin และคณะอีก 10 คน 1 เม.ย. 2020) ได้ชี้ว่าการร่วมมือทั้งของภาคประชาชนและรัฐบาลทั้งสองปัจจัยช่วยให้การระบาดของไวรัสโควิด 19 ในจีนสงบลงได้ (กราฟสีฟ้า) ที่มา Q. Lin et al. (2020), “A conceptual model for the coronavirus disease 2019 (COVID-19) outbreak in Wuhan, China with individual reaction and governmental action” in International Journal of Infectious Diseases 93 (2020), p. 215. ตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มของไทยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือ 122, 106, 107, 111, 91, 109, 143, 136 สะท้อนว่าความตื่นตัวและมาตรการ “ควบคุมการเคลื่อนย้ายระหว่างเมือง” ของรัฐบาลเริ่มได้ผล เพราะกราฟเหวี่ยงตัวไปด้านข้างคล้ายใกล้จุดสันเขา จะแกว่งตัวเช่นนี้ไปอีกระยะหนึ่ง ในมณฑลหูเป่ยหลังจากการ “ปิดเมือง” อย่างเต็มที่ จำนวนผู้ป่วยทางการยังเพิ่มขึ้นต่อไปอีกประมาณไม่ถึง 2 สัปดาห์เศษ จากนั้นก็ลดลงอย่างฮวบฮาบชัดเจน การชะลอตัวของการแพร่ระบาดโควิด 19 ในประเทศจีน ที่มา E. Lascelles, (2020), MacroMemo – March 16 – March 20 2020: All about Covid-19, https://www.rbcgam.com/en/ca/article/macromemo-march-16-march-20-2020/detail. งานวิจัยของนักวิชาการมหาวิทยาลัยปักกิ่งของจีน คือ Y. Zhang และผู้ร่วมวิจัยอีก 5 ท่าน ได้สรุปว่า มาตรการที่เข้มข้นของจีนได้ผลในการหยุดและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด 19 ได้ทุกเมือง ได้มีการค้นพบสำคัญ เช่น มาตรการสอบสวน ติดตามผู้ป่วยทุกราย มีความสำคัญมาก ซึ่งจีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ รวมทั้งไทย ทำได้ผลดีมาก และผู้ป่วยซึ่งไม่สำแดงอาการมีอยู่เป็นจำนวนพอสมควร (แต่ศักยภาพการแพร่กระจายเชื้อเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของพวกที่สำแดงอาการ) แต่สะท้อนว่าเรายังมีความจำเป็นต้องมีการสุ่มตรวจหรือติดตามเคสต่าง ๆ อย่างเต็มที่ต่อไป แม้ในอนาคตที่การระบาดดูสงบลง ข้อสรุปสุดท้ายที่สำคัญมากคือ ผลจากการควบคุมเข้มข้นของจีนทำให้ตัวเลขการแพร่กระจายตัว R0 ของโควิด 19 จาก 1 คนไปได้กี่คนลดลงอย่างรวดเร็ว จากค่าเฉลี่ยประมาณ 2-3 (คนป่วย 1 คนแพร่เชื้อออกไปได้อีก 2-3 คน ถ้าตัวเลขน้อยกว่า 1 แสดงว่าโรคกำลังสงบลง) ลดลงเหลือเพียงประมาณ 0.2 ภายในเวลาเพียง 10 วัน ซึ่งถือว่าดีมาก ถ้าคนไทยทำได้เพียงใกล้เคียงกับ 1.0 ซึ่งเป็นค่าที่การระบาดจะคงตัวหรือใกล้กับ 1 ก็ถือว่าโชคดี เป็นกำลังใจให้เราตื่นตัวป้องกันต่อไปจนกว่าการระบาดในโลกจะสงบลง และต้องป้องกันอย่างที่สุดไม่ให้เกิดเหตุการณ์ super spreader ขึ้นอีก กราฟแสดงค่า R0 ของเมืองต่าง ๆ ของจีน ที่มา Y. Zhang, et al., (2020), Prediction of the COVID-19 outbreak based on a realistic stochastic model, https://doi.org/10.1101/2020.03.10.20033803. อ้างอิง Lascelles, (2020), MacroMemo – March 16 – March 20 2020: All about Covid-19, https://www.rbcgam.com/en/ca/article/macromemo-march-16-march-20-2020/detail. Lin et al. (2020), “A conceptual model for the coronavirus disease 2019 (COVID-19) outbreak in Wuhan, China with individual reaction and governmental action” in International Journal of Infectious Diseases 93 (2020). Zhang, et al., (2020), Prediction of the COVID-19 outbreak based on a realistic stochastic model, https://doi.org/10.1101/2020.03.10.20033803. ที่มา:มติชนออนไลน์ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-441030

จำนวนผู้อ่าน: 101

31 มีนาคม 2020

นายกสมาคมโรงแรมไทยยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯภูเก็ต ขอให้สั่งปิดรร.เพิ่ม ลดการแพร่เชื้อโควิด

ก้องศักดิ์ คู่พงศกร นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30มี.ค.) ผู้ประกอบการโรงแรม ที่พักในจังหวัดภูเก็ต 6 องค์กร ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต สมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต สมาคมโรงแรมหาดป่าตอง สมาคมโรงแรมหาดกะตะกะรน และสมาคมที่พักบูติคจังหวัดภูเก็ต นำโดย นายก้องศักดิ์ คู่พงศกร นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ นายมโนสิทธิ์ แจ้งจบ นายกสมาคมที่พักบูติคจังหวัดภูเก็ตได้ยื่นหนังสือต่อ นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในฐานะผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ต เพื่อขอให้พิจารณามาตรการปิดสถานประกอบการโรงแรมและที่พักทุกประเภทเป็นเวลา 60 วัน หรือตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 นายก้องศักดิ์ คู่พงศกร นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ กล่าวว่า การเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ต โดยผู้ประกอบการได้พิจารณาเห็นว่าถึงเวลาที่จะปิดกิจการโรงแรมต่างๆ เป็นการชั่วคราว เนื่องจากขณะนี้โรงแรมที่พักต่างๆ ยังคงเปิดให้บริการกันอย่างเสรี อาจทำให้การควบคุมโรคระบาดเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะสถานประกอบการโรงแรมถือเป็นสถานที่หนึ่งที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากมีคนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก โดยบางโรงแรมมีพนักงานยังคงมาทำงานมากถึง 100 คน ขณะที่จำนวนลูกค้ามาใช้บริการน้อยมาก อยู่ที่ประมาณ 5% เท่านั้น ประกอบกับมีพนักงานต้อนรับของโรงแรมติดเชื้อโควิด-19 แล้ว 2 ราย โดยไม่ทราบสาเหตุว่าติดจากลูกค้าหรือติดจากสถานที่ใด จากการสอบถามไปยังโรงแรมต่างๆ พบว่าประมาณ 80% ได้มีการปิดบริการไปแล้ว แต่มีบางโรงแรมยังมีนโยบายเปิดให้บริการอยู่ เมื่อลูกค้าน้อย ขณะที่พนักงานมีจำนวนมากจะมีการจับกลุ่มพูดคุยกัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง และด้วยทางการมีข้อมูลในเรื่องตัวเลขของนักท่องเที่ยว จึงอยากให้นำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาในคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ต ด้านนายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จากมาตรการยกระดับการปิดทางเข้า-ออกจังหวัดภูเก็ต ทั้งทางบก และทางน้ำ เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่เวลา 00.01 น.ที่ผ่านมา ของวันที่ 30 มี.ค. นี้ อาจจะทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกบ้าง เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อของการรับข้อมูลข่าวสารที่พี่น้องประชาชนอาจจะยังรู้ไม่ทั่วถึง โดยด่านตรวจท่าฉัตรไชย อ.ถลาง ทางคณะทำงานได้มีการหารือร่วมกันกับนายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และว่าที่ร้อยตรี วิกรม จากที่ ปลัดจังหวัดภูเก็ต เพื่อออกข้อกำหนดเป็นข้อๆ โดยจะนำข้อเรียกร้องหรือปัญหาขัดข้องมากำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติ วันนี้จะได้ความชัดเจนมากขึ้น ภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต “สาเหตุที่ทำให้จังหวัดภูเก็ตพบผู้ติดเชื้อโรคโควิด19 เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว มีการหมุนเวียนของผู้คนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก การไปมาหาสู่เข้ามาทั้ง 3 ช่องทาง ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ เป็นความเสี่ยงประการแรก ความเสี่ยงประการที่สองในส่วนของสถานบันเทิงสถานบริการในจังหวัดภูเก็ต ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในจังหวัดภูเก็ต อยู่ที่ป่าตอง อ.กะทู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนสายบางลา จะมีสถานบันเทิง สถานบริการที่ผู้คนรวมกลุ่มกันจำนวนมาก จากการติดตามสอบสวนโรคส่วนใหญ่ จะได้รับเชื้อหรือมีการติดต่อมาจากสถานบันเทิง ณ ซอยบางลา ป่าตอง เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาของการปิดพื้นที่บางลา ซึ่งวันนี้ได้ปิดทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคตามทางเท้าและสถานบันเทิง บริเวณซอยบางลาแล้ว ขณะนี้ทางจังหวัดได้ตั้งคณะทำงานโดยโฟกัสไปยังกลุ่มเสี่ยง บริเวณสถานบันเทิงซอยบางลา ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการนำทะเบียนของพนักงานทั้งหมดมาให้เพื่อจะได้ติดตามสอบสวนโรค จะทำให้สามารถควบคุมการแพร่เชื้อได้ เพราะรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ไหน ดังนั้น ประชาชนต้องให้ความร่วมมือ เพราะว่าบุคคลผู้มีความเสี่ยงที่จะเป็นผู้แพร่เชื้อหรือติดโรคยังไม่ทราบว่าเป็นใคร เพราะยังอยู่ในช่วงฟักตัว ยังไม่แสดงอาการ และวิธีการที่จะไม่ให้การแพร่ระบาดเกิดขึ้น ทุกคนต้องทิ้งระยะห่างไม่ไปรวมกลุ่มกัน ปฏิบัติตามคำแนะนำ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการใส่หน้ากากอนามัย แล้วล้างมือให้บ่อยๆ” นายภัคพงศ์กล่าว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/local-economy/news-441042

จำนวนผู้อ่าน: 88

31 มีนาคม 2020

“ปลัดมหาดไทย”สั่งผู้ว่าฯทุกจังหวัด ตั้งด่านตรวจ-จุดสกัด โควิด-19 มีผล 26 มี.ค. เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัด หลังจากที่รัฐบาลได้มีประกาศสถานการณ์สถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร เพื่อให้ทุกจังหวัดปฏิบัติตามประกาศอย่างเคร่งครัด ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-438082

จำนวนผู้อ่าน: 93

26 มีนาคม 2020

กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ แจกมาตรการเพียบอุ้มผู้มีรายได้น้อย

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า พม.ได้จัดทำรายงานผลดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีในการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ จาก 2% เหลือ 0.01% และค่าธรรมเนียมการจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์รูปแบบที่ดินพร้อมอาคาร หรืออาคารที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถวหรือทาวน์เฮาส์ และอาคารชุดในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 1 ล้านบาท มีผลบังคับใช้ 1 ปี (24 มิถุนายน 2562-23 มิถุนายน 2563) สำหรับเป้าหมายมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ทางการเคหะแห่งชาติ (กคช.) รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวง พม. ได้จัดทำแผนประมาณการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีว่า ตามแผน 12 เดือนของการประกาศใช้มาตรการ คาดว่ามีผู้ขอรับสิทธิ์ลดค่าโอนและจดจำนองที่เป็นกลุ่มเป้าหมายประเภทละ 58,340 ราย รวม 116,680 ราย, คิดเป็นวงเงินตามสิทธิ์รวม 1,700 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินรับสิทธิ์ลดค่าโอน 1,133 ล้านบาท วงเงินลดค่าจดจำนอง 567 ล้านบาท ในขณะที่ผลดำเนินงาน 3 เดือนแรก (24 มิถุนายน-30 กันยายน 2562) ข้อมูลจากกรมที่ดินมีผู้ใช้สิทธิ์ลดค่าโอนแล้ว 37,515 ราย ลดภาระค่าโอนทั้งหมด 405 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิ์ลดค่าจดจำนอง 17,731 ราย สามารถลดภาระค่าจดจำนองรวม 95 ล้านบาท รวมทั้ง 2 รายการเป็นวงเงิน 500 ล้านบาท และสัดส่วนการดำเนินงานจริง 3 เดือนเทียบกับประมาณการผลดำเนินงาน 12 เดือน พบว่า ในแง่จำนวนรายมีผู้ใช้สิทธิ์ลดค่าโอนกรรมสิทธิ์แล้ว 64.3% ผู้ใช้สิทธิ์ลดค่าจดจำนอง 30.39% จากผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดของแต่ละประเภท ส่วนในแง่วงเงินจากการขอรับสิทธิ์พบว่า 3 เดือนแรกมีสัดส่วนรับสิทธิ์ลดค่าโอนแล้ว 35.74% และลดค่าจดจำนอง 16.81% ด้านนายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวง พม. กล่าวเพิ่มเติมว่า พม.จัดทำโครงการ “สธค. โรงรับจำนำของรัฐสู้ภัยโควิด-19” คิดดอกเบี้ยจำนำในอัตราต่ำ และขยายเวลาตั๋วจำนำปลอดดอกเบี้ย โดยสถานธนานุเคราะห์ในฐานะโรงรับจำนำของรัฐได้ตระหนักถึงผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมที่มีต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อย และผู้ประสบปัญหาทางการเงิน มอบสิทธิพิเศษ 3 ฟรี ได้แก่ ฟรีที่ 1 ขยายเวลาตั๋วรับจำนำเพิ่มอีก 90 วัน วงเงินไม่เกิน 10,000 บาท ที่มีตั๋วรับจำนำตั้งแต่ 3 มกราคม-31 มีนาคม 2563 ขยายเวลาจากเดิม 4 เดือน 30 วัน เป็น 4 เดือน 120 วัน โดยไม่คิดดอกเบี้ยในช่วงขยายเวลา เงื่อนไขต้องมาลงทะเบียนที่สถานธนานุเคราะห์ทุกแห่ง ตั้งแต่ 1 เมษายน-31 พฤษภาคม 2563 จำกัด 1 คนต่อ 1 สิทธิ์ ฟรีที่ 2 รับของที่ระลึกครบรอบ 65 ปี สธค.สำหรับผู้มาใช้บริการในวันพุธ 29 เมษายน 2563 ที่สถานธนานุเคราะห์ทุกแห่ง และฟรีที่ 3 กิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องทองคำและการบริหารเงินในเดือนพฤษภาคม 2563 อนึ่ง สถานธนานุเคราะห์ภายใต้การดูแลของ พม. มีทั้งสิ้น 39 สาขาทั่วประเทศ ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ 29 สาขา จังหวัดปริมณฑล 4 สาขา ได้แก่ นนทบุรี 2 แห่ง, ปทุมธานี และสมุทรปราการ ที่เหลือกระจายอยู่ในส่วนภูมิภาคอีก 6 แห่ง ได้แก่ จังหวัดระยอง 2 แห่ง, ลำพูน, สุราษฎร์ธานี, อุดรธานี และพิษณุโลก ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-438076

จำนวนผู้อ่าน: 172

26 มีนาคม 2020

ข้าว-ไข่ไก่ เพียงพอยันล็อกดาวน์ 6 เดือน-1ปี วอนอย่ากักตุน ปิดช่องโหว่ฉวยโอกาสค้ากำไร

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่กระจายไปทั่วโลก ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การตื่นกลัวต่อภาวการณ์ขาดแคลนอาหาร และการกักตุนอาหาร นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ติดตามสถานการณ์การผลิตสินค้าและการบริหารสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้เพิ่มช่องทางการนำสินค้าเกษตรสู่ตลาดออนไลน์​ให้มากขึ้น ประสานสหกรณ์จังหวัด อำเภอ เป็นศูนย์กระจายสินค้า และเตรียมความพร้อมรองรับแรงงานคืนถิ่นสู่ภาคเกษตร จากการปิดสถานประกอบการต่าง ๆ โดยกรมชลประทานเป็นหลักในการดำเนินการจ้างงาน สำหรับกรณีที่ประชาชนเริ่มกักตุนไข่ไก่นั้น จากการคาดการณ์ซัพพลายเชน และสถานการณ์ผลผลิตการเกษตร ยืนยันว่าไข่ไก่ไม่ขาดแคลนสินค้าเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และหากกรณีมีการล็อกดาวน์ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี เชื่อมั่นว่าสินค้าเกษตรที่สำคัญ ในปี 2563 มีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศอย่างแน่นอน โดยปัจจุบันปริมาณไข่ไก่ คาดว่าการผลิตไข่ไก่ของไทยจะมีปริมาณ 15,147.50 ล้านฟอง โดยการผลิตส่วนใหญ่ใช้สำหรับเพื่อบริโภคในประเทศ คิดเป็น 98.31% ของปริมาณการผลิตทั้งหมด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่าสถานการณ์ปริมาณไข่ไก่ในประเทศมีเพียงพอต่การบริโภคในประเทศ โดยปัจจุบันไทยสามารถผลิตไข่ไก้ได้ประมาณ 41 ล้านฟองต่อวัน มีความต้องการบริโภคประมาณ 40 ล้านฟองต่อวัน และยังสามารถส่งออกได้ประมาณ 1 ล้านฟองต่อวัน เพื่อรักษาสมดุลของการผลิตและราคา และอุปสงค์ในประเทศ ส่วนในเรื่องของราคายังอยู่ในระดับที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในกำหนด หากพบว่ามีผู้ประกอบการรายใดที่ค้ากำไรเกินควรจะต้องได้รับโทษตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ จะมีการประสานกับกรมปศุสัตว์ ในเรื่องของการชะลอการปลดแม่ไก่ออกไปก่อน เพื่อให้ไข่ได้ต่อไป ทางภาครัฐจะต้องหามาตรการสำรองไว้ทุกมาตรการ เพื่อรองรับไม่ให้เกิดการขาดแคลน และควบคุมไม่ให้ราคาสูงกว่าภาวะปกติ ซึ่งอยากของความร่วมมือจากประชาชน โดยไม่อยากให้มีการกักตุนสินค้า เนื่องจากอาจเป็นการเปิดช่องทางให้กลุ่มที่ต้องการฉวยโอกาสเข้ามาเก็งกำไรได้ สำหรับ ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเบอร์ 3 ปัจจุบันอยู่ที่ 2.80 บาทต่อฟอง ขณะที่ ปริมาณ​ข้าวปี 2562/63 คาดว่ามีผลผลิตข้าวรวม 28.375 ล้านตันข้าวเปลือก ความต้องการใช้ข้าวคาดการณ์ ปี 2562/63 จำนวน 32.48 ล้านตัน แบ่งเป็น การบริโภคภายในประเทศ 13.320 ล้านตันข้าวเปลือก ส่งออกต่างประเทศ 15.38 ล้านตันข้าวเปลือก ใช้ทำเมล็ดพันธุ์ 1.37 ล้านตันข้าวเปลือก ใช้ในอุตสาหกรรม 2.4 ล้านตันข้าวเปลือก “ไทยมีปริมาณผลผลิตข้าวที่เหลือสต๊อกในปีที่ผ่านมาบางส่วน จึงเพียงพอเพื่อบริโภค รวมทั้งอาจจะส่งผลดีต่อการส่งออก เนื่องจากทั่วโลกมีความกังวล และตื่นตัวต่อสถานการณ์ดังกล่าว มีการกักตุนสินค้าและอาหารมากขึ้น มีการนำเข้าข้าวเพื่อสำรองไว้สำหรับความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ จึงอาจจะส่งผลให้ไทยส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้น” นายระพีภัทร์กล่าว นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประสานไปยังสหกรณ์การเกษตรในทุกจังหวัด ซึ่งมีสหกรณ์การเกษตรกว่า 1,300 แห่ง เป็นผู้ผลิตสินค้า ทั้งข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผักผลไม้ และอาหารแปรรูปเปิดจุดจำหน่ายสินค้าราคายุติธรรมให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ หลังรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความต้องการซื้อข้าวสาร อาหารแห้งไปเก็บไว้บริโภคระหว่างอาศัยอยู่ในบ้านพัก ซึ่งนอกจากการจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์การเกษตรแล้ว ยังมีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์อีก 120 แห่งทั่วประเทศ สหกรณ์ร้านค้า 100 แห่ง และซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้มีอยู่ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีก 10 แห่ง ที่จะประสานกับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าต้นทางส่งข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผักผลไม้ รวมถึงจัดหาสินค้าอุปโภค ทั้งปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กาแฟ น้ำปลา น้ำมันพืช น้ำตาล น้ำดื่ม และหน้ากากอนามัย มาบริการเพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคด้วย “ขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศพร้อมเป็นกองหนุนส่งเสบียงอาหาร ทั้งข้าวสาร ไข่ไก่ นม ผักผลไม้ และอาหารแปรรูปให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ ระหว่างหลบภัยไวรัสโควิด – 19 ระบาด เพื่อรอสถานการณ์คลี่คลาย ขณะที่ทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจับมือสหกรณ์รถแท็กซี่ เปิดรับออเดอร์ผ่านแอป Co-op Click สั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งข้าวสาร นม UHT ปลากระป๋อง กาแฟ น้ำปลา น้ำตาลและน้ำดื่ม พร้อมจัดส่งถึงหน้าบ้าน ทั้งในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล หรือติดต่อสหกรณ์ทั่วประเทศโดยตรง” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-438033

จำนวนผู้อ่าน: 229

26 มีนาคม 2020

ด่วน! ม.หอการค้าไทย พบบุคลากรติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นรายแรก

วันที่ 26 มีนาคม 2563  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยแจ้งว่า พบบุคลากรติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นรายแรก โดยได้รับการยืนยันผลตรวจจาห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19) ขณะนี้บุคลากรคนดังกล่าวอยู่ในการดูแลของกรมควบคุมโรคเพื่อยืนยันผลการตรวจ และทำการรักษตามขั้นตอนของแพทย์ต่อไป บุคลากรคนดังกล่าว ได้เข้ามายังมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2563 ดังนั้นมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ดำเนินการปฏิบัติตามแนวทางที่มหาวิทยาลัยได้กำหนดไว้ในกรณีที่พบผู้ติดเชื้อ ทั้งนี้มหาวิทยาลัย ได้มีการเก็บข้อมูลสถานที่ที่ไป กิจกรรมที่ทำ รวมถึงผู้ใกล้ชิดในช่วง 14 วัน ก่อนแสดงอาการ อีกทั้งได้แจ้งให้บุคลากรและนักศึกษาที่มีปฏิสัมพันธ์กับบุคลากรคนดังกล่าวมาสังเกตอาการตามขั้นตอนทางการแพทย์แล้ว ในด้านของการทำความสะอาด มหาวิทยลัยหอการค้าไทยได้ทำความความสะอาดตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2563 ตามแนวทางการป้องกันการแพร่ระบาด รวมถึงจะทำความสะอาดทั่วพื้นที่ทั้งหมดของมหาวิทยาลัยซ้ำอีกครั้งในที่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-438028

จำนวนผู้อ่าน: 74

26 มีนาคม 2020

“บลจ.ทหารไทย” ประกาศยกเลิกกองทุนตราสารหนี้ “ธนเพิ่มพูน-ธนไพบูลย์” เหตุนักลงทุนแห่ไถ่ถอนถือเงินสด

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย (TMBAM Eastspring) แจ้งกับสื่อมวลชน เรื่อง ขอยกเลิกธุรกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดสำหรับรายการที่มีผลในวันที่ 25 มีนาคม 2563 และยกเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ สืบเนื่องจากภาวะวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง โดยปรากฏในตลาดการเงินตลาดทุนทั่วโลกรวมถึงตลาดตราสารหนี้ด้วยนั้น สำหรับกองทุนหุเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่มีความแตกต่างจากกองทุนตราสารหนี้อื่นๆ ในอุตสาหกรรม โดยมีสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศสูงตามที่ระบุในหนังสือชี้ชวนโครงการ (ไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน) ซึ่งแม้ว่าสินทรัพย์ที่กองทุนทั้งสองลงทุนจะอยู่ในระดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) และมากกว่าร้อยละ 70 มีอันดับเครดิตในระดับ A (-) ขึ้นไป แต่การเร่งตัวขึ้นของวิกฤตการณ์ไวรัสในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดแรงเทขายอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนจากผู้ถือหน่วยลงทุนไทยในทั้งสองกองทุนเพื่อถือเงินสดโดยเร็ว โดยยอดการไถ่ถอนหน่วยลงทุนของทั้งสองกองทุนนับแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีจำนวนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนหน่วยลงทุนที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของแต่ละกองทุน ขณะที่สภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้โดยเฉพาะในประเทศที่เกิดการระบาดรุนแรงของไวรัสโควิด-19 กลับเบาบาง และเป็นที่เชื่อได้ว่าการเทขายอย่างรุนแรงจะยังคงมีได้ต่อเนื่องซึ่งการเร่งการขายสินทรัพย์ในตลาดตราสารหนี้ต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ ในช่วงที่ผ่านมาทางบริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน อาทิ การชะลอระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน จาก T+1 และ T+2 ของทั้งสองกองทุนตามลำดับเป็น T+5 เพื่อให้ทางผู้จัดการกองทุนสามารถรักษาประสิทธิภาพในการซื้อ-ขาย ตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีคุณภาพในพอร์ตการลงทุนภายใต้สภาวะที่ตลาดไม่ปกติเช่นนี้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านราคาแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน แต่ก็ยังคงไม่สามารถชะลอแรงขายกองทุนได้ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน ตามข้อกำหนดของประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และโครงการจัดการกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด (TMBAM Eastspring) ในฐานะบริษัทจัดการกองทุน จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน ได้แก่ 1.ยกเลิกธุรกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดสำหรับรายการที่มีผลในวันที่ 25 มีนาคม 2563 โดยไม่ขาย ไม่รับซื้อคืน หรือไม่รับสับเปลี่ยน หน่วยลงทุนตามคำสั่งซื้อ คำสั่งขายคืน หรือคำสั่งสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนที่ได้รับไว้ ทั้งหมดของ กองทุนเปิดทหารไทยธนเพิ่มพูน และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ ตามประกาศที่ผ่านมา โดยคำสั่งและรายการที่มีผลในวันก่อนหน้าทั้งหมดจะยังคงได้รับการดำเนินการ และได้รับเงินค่าขายคืนตามกำหนด ทั้งนี้ การยกเลิกคำสั่งโดยการไม่ขาย ไม่รับซื้อคืน หรือไม่รับสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนตามคำสั่งซื้อ คำสั่งขายคืน หรือคำสั่งสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน โดยบริษัทฯ ได้รับความเห็นชอบของผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนแล้ว 2.เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุน และเป็นไปตามโครงการจัดการกองทุนรวมข้อ 22.1 ข้อ 6 ซึ่งระบุว่า บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการพิจารณาเลิกโครงการในกรณีที่บริษัทจัดการไม่สามารถนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุนตามที่ระบุไว้ในโครงการได้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด จึงมีความจำเป็นต้องเลิกกองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน และกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ โดยบริษัทจัดการดำเนินการตามขั้นตอนการเลิกกองทุนรวม ระยะเวลาการเลิกกองทุน และการชำระบัญชีกองทุนทั้งสองกอง ซึ่งเป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ อนึ่งการดำเนินการดังกล่าว บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด (TMBAM Eastspring) ในฐานะบริษัทจัดการกองทุนเป็นไปเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน และสำหรับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นอื่นที่เน้นลงทุนตราสารหนี้ในประเทศยังคงมีสภาพคล่องสูง และยังอยู่ภายใต้มาตรการดูแลสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ที่ภาครัฐออกมา นอกจากนั้น ธนาคารพาณิชย์เองยังมีมาตรการเฉพาะที่จะช่วยรองรับอีกด้วย   บริษัทจัดการขออภัยเป็นอย่างยิ่งสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และใคร่ขอขอบพระคุณท่านที่ให้ความไว้วางใจ และใช้บริการด้วยดีเสมอมา หากท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ ส่วนลูกค้าสัมพันธ์ โทร.1725 ในวันทำการ เวลา 8.30-17.30 น. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-438029

จำนวนผู้อ่าน: 96

26 มีนาคม 2020

มทร.อีสาน โพล โอดหน้ากากอนามัยยังแพง หายาก แนะรัฐบาลจัดสรรงบให้ประชาชนตรวจหาเชื้อโควิด-19 ฟรี

ผศ.ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ที่แพร่ระบาดอย่างหนักในประเทศจีน และอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานของประชาชนคนไทย ศูนย์บริการวิชาการด้านบริหารธุรกิจ โดย ดร.ณัชชา ลิมปศิริสุวรรณ โพลไดเร็กเตอร์ จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จึงได้ทำการสำรวจประชาชน จำนวน 896 คน เรื่องการรับมือวิกฤตการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 69.5 อายุระหว่าง 21-30 ปี ร้อยละ 42.5 มีอาชีพเป็นนักเรียน นักศึกษา ร้อยละ 39.1 และรับราชการหรือพนักงานของรัฐ ร้อยละ 29.5 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท ร้อยละ 78.5 “ซึ่งผลการสำรวจพบว่า ความกังวลที่มีต่อสถานการณ์ประเทศไทยในปัจจุบันมากที่สุดคือ การแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ร้อยละ 31.6 รองลงมาคือปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน ร้อยละ 25.2 และปัญหาการบริหารงานของรัฐบาล ร้อยละ 15.2 ส่วนความกังวลที่มีต่อการระบาดไวรัส COVID-19 อันดับที่ 1 ได้แก่ ความกังวลเรื่องหน้ากากอนามัยมีราคาสูง และขาดแคลนในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ร้อยละ 32 รองลงมาคือมาตรการรับมือของภาครัฐ ร้อยละ 20.7 และการแจ้ง/การปกปิดข้อมูลการแพร่ระบาดของรัฐบาล ส่วนการป้องกันการแพร่ระบาดโรคของประชาชนนั้น อันดับ 1 ได้แก่ การล้างมือบ่อยๆ ร้อยละ 26.4 รองลงมาคือ ใส่หน้ากากอนามัย ร้อยละ 24.1 อยู่บ้าน ร้อยละ 22.8 และพกเจลแอลกอฮอล์ ร้อยละ 18.9 ในส่วนประเภทหน้ากากอนามัยที่ใช้ อันดับ 1 คือหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ราคาเฉลี่ย 17 บาทต่อชิ้น ร้อยละ 43.5 รองลงมาคือ หน้ากากผ้า ราคาเฉลี่ย 29 บาทต่อชิ้น ร้อยละ 25.4 และอีก ร้อยละ 25.2 นั้นไม่ได้ใช้ เนื่องจากหาซื้อไม่ได้” ผศ.ดร.วิโรจน์ กล่าวต่อว่า ผลการสำรวจด้านความเหมาะสมในมาตรการรับมือการแพร่ระบาดของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ การจัดรูปแบบการสอนออนไลน์ของสถาบันการศึกษา ร้อยละ 87 ประชาชนและแอดมินเพจร่วมบริจาคหน้ากากอนามัยให้โรงพยาบาล ร้อยละ 75.8 และโครงการจำหน่ายหน้ากากอนามัยร้านธงฟ้า ร้อยละ 64.8 ในส่วนของการเปิดกองทุนสนับสนุนการแก้ไขปัญหาแพร่ระบาดของภาครัฐ มีความคิดเห็นว่าไม่เหมาะสม ร้อยละ 70.5 “ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจจากประชาชนผู้ตอบแบบสอบถาม คือ อยากให้รัฐบาลมีมาตรการที่เด็ดขาดและฉับไว ประชาชนทุกคนต้องรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม ให้ความร่วมมือยับยั้งการแพร่ระบาด และขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาด เช่น การจัดหาเครื่องมือแพทย์ การให้ประชาชนตรวจหาเชื้อฟรี” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-438024

จำนวนผู้อ่าน: 91

26 มีนาคม 2020

ซุปเปอร์ริช สีเขียว ปิดแลกเงิน 13 สาขา เปิดให้บริการบางสาขาเฉพาะสาขา

ซุปเปอร์ริช สีเขียว ประกาศปิดสาขาแลกเงิน 13 สาขา ตามนโยบายรัฐช่วยระงับการแพร่เชื้อโควิด-19 เปิดให้บริการบางสาขาเฉพาะสาขาสำนักงานใหญ่ ราชดำริ 1, วิภาวดี 22 และเมกา บางนา สำนักงานใหญ่ ราชดำริ 1, วิภาวดี 22 และเมกา บางนา บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ ซุปเปอร์ริช สีเขียว ผู้นำด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ พร้อมให้ความร่วมมือและร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยระงับวิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID-19 ตามประกาศกรุงเทพมหานคร บริษัทฯ จึงขอประกาศปิดให้บริการ “ซุปเปอร์ริช สีเขียว” ชั่วคราว 13 สาขา ได้แก่ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม, อาคารจิวเวลรี่เทรดเซ็นเตอร์, ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ, พาราไดซ์ พาร์ค, เซ็นทรัล พระราม 9, เซ็นทรัล เวสต์เกต, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล พระราม 2, ศูนย์การค้าสยามพารากอน, ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต, เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์, เดอะ แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ และ เดอะ พรอมานาด ทั้งนี้จะเปิดให้บริการเฉพาะ 3 สาขาคือ สำนักงานใหญ่ ราชดำริ 1, วิภาวดี 22 และศูนย์การค้าเมกา บางนา ตั้งแต่วันนี้ – 12 เมษายน 2563 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง สำหรับซุปเปอร์ริช สีเขียวที่เปิดให้บริการตามปกติ ทางบริษัทฯ ได้มีการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่นำเข้าจากประเทศอังกฤษที่มีคุณสมบัติพิเศษ โดยนำพ่นใส่ธนบัตรที่รับแลกเข้ามาจากทุกสาขาที่นำส่งไปรวมที่สำนักงานใหญ่ ก่อนกระจายไปยังสาขาต่าง ๆ อีกครั้ง พร้อมทำความสะอาดสาขา ฉีดพ่นฆ่าเชื้อทุกวันและให้พนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยสวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างกับลูกค้า ตลอดจนจัดเตรียมแอลกอฮอล์เจลไว้บริการที่หน้าเคาน์เตอร์ทุกสาขา บริษัทฯ มีความห่วงใยสุขภาพของลูกค้าทุกท่าน ตลอดจนพนักงานในบริษัททุกคนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรและครอบครัว บริษัทฯ จะดำเนินทุกวิถีทางเพื่อร่วมฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้าและพนักงานอย่างเต็มความสามารถ บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทุกท่านอีกครั้งหลังจากที่สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02 254 4444 หรือ facebook.com/superrichth ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-438017

จำนวนผู้อ่าน: 102

26 มีนาคม 2020

วิกฤตแอร์ไลน์บีบTGเพิ่มทุน “แอร์เอเชีย”อยู่ได้แค่6เดือน

ล็อกน่านฟ้าทั่วโลก ! สายการบินกระอัก แห่หยุดบินระหว่างประเทศชั่วคราว ลดความถี่เที่ยวบินในประเทศ มีฝูงบินมากยิ่งเจ็บหนัก จับตาหลังวิกฤตบริษัทแอร์ไลน์ลดวูบ “ธรรศพลฐ์” นายใหญ่ไทยแอร์เอเชีย ยอมรับแบกต้นทุนอ่วมได้แค่ 6 เดือน “การบินไทย” วิกฤตหนัก รับภาระเดือนละ 1.15 หมื่นล้านบาท นักวิเคราะห์ชี้ต้องเร่งเพิ่มทุน วัดใจคลัง “อุ้ม” หรือ “ปล่อยล้ม” แหล่งข่าวในธุรกิจสายการบินเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างรุนแรงทั่วโลกทำให้ทุกประเทศใช้มาตรการ “ล็อกดาวน์” สกัดการแพร่ระบาด โดยห้ามคนต่างประเทศเดินทางเข้า-ออก รวมถึงห้ามคนในประเทศของตัวเองเดินทางออกนอกประเทศ หรือใช้มาตรการการคัดกรองอย่างเข้มเข้น ทำให้ทั่วโลกหยุดการเดินทาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจสายการบินทั่วโลกต้องหยุดการให้บริการชั่วคราว และน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากที่สุดสำหรับธุรกิจสายการบินทั่วโลก รวมถึงธุรกิจการบินในประเทศไทย หยุดบินระหว่างประเทศ ในส่วนของสายการบินของไทยพบว่าทุกบริษัทตกอยู่ในภาวะยากลำบาก โดยสายการบินได้ทยอยประกาศยกเลิกเส้นทางบินระหว่างประเทศไปแล้วตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วยไทยแอร์เอเชีย, ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์, ไทยสมายล์, บางกอกแอร์เวย์ส, นกแอร์, และไทยเวียตเจ็ท รวมถึงลดเส้นทางบินและความถี่สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศอีกหลายเส้นทางขณะที่สายการบิน “ไทยไลอ้อนแอร์”ได้ประกาศหยุดบินทั้งเส้นทางระหว่างประเทศและภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.นี้ โดยระบุว่า จะกลับมาให้บริการอีกครั้ง 1 พ.ค.นี้ แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับ “การบินไทย” ได้แจ้งไปยังสถานฑูตไทยในต่างประเทศว่าจะหยุดให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศชั่วคราวเช่นกัน โดยจะยกเลิกบินเส้นทางยุโรปตั้งแต่ 1 เม.ย.-31 พ.ค.นี้ และยกเลิกบินเส้นทางภูมิภาคทั้งหมดตั้งแต่ 25 มี.ค.-31 พ.ค.นี้ นอกจากนี้มีรายงานข่าวว่า ในวันที่ 25 มีนาคมนี้ นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา จะมีการประกาศเรื่องการหยุดบินเส้นทางต่างประเทศทั้งหมด รวมถึงการให้พนักงานหยุดงาน และจ่ายเงินเดือน 75% ค่ายใหญ่-ฝูงบินมากเจ็บหนัก แหล่งข่าวในธุรกิจการบินอีกรายวิเคราะห์ว่า สายการบินที่มีฝูงบินและเส้นทางบินจำนวนมากจะเจ็บมาก เช่น กรณี “การบินไทย” จะได้รับผลกระทบมากสุดเนื่องจากมีภาระต้นทุนเครื่องบินในปัจจุบัน 100 ลำ ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานสูงมาก จากรายงานงบการเงินปี 2562 ระบุว่า การบินไทยมีต้นทุนดำเนินงาน (ไม่รวมค่าน้ำมัน) 1.37 แสนล้านบาท เฉลี่ยราว 1.15 หมื่นล้านบาทต่อเดือน แม้ว่าจะไม่ได้ทำการบิน ขณะที่สายการบินไทยแอร์เอเชียปัจจุบันมีฝูงบินรวม 62 ลำ ปิดเส้นทางการบินระหว่างประเทศไปทั้งหมด 59 เส้นทางบิน ตั้งแต่ 22 มี.ค.-25 เม.ย. 2563 ขณะที่เส้นทางบินในประเทศก็ได้ปรับลดความถี่ซึ่งทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดหมุนเวียนลดน้อยลง ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานยังคงอยู่เหมือนเดิม บางแอร์ไลน์อาจหายจากน่านฟ้า แหล่งข่าวระบุว่า ธุรกิจการบินของไทยได้รับผลกระทบจากที่นักท่องเที่ยวจีนชะลอการเดินทางมาไทยจากเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตตั้งแต่กลางปี 2561 และปี 2562 ธุรกิจท่องเที่ยวไทยก็ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลให้สายการบินหลายแห่งขาดทุน เมื่อมาเจอกับวิกฤตไวรัสโควิดจึงทำให้สายการบินของไทยได้รับผลกระทบหนัก ทั้งเชื่อว่าหลังการแพร่ระบาดของไวรัสยุติอาจมีสายการบินบางแห่งไม่กลับมาทำการบินได้ตามปกติเหมือนเดิม “สายการบินที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดขณะนี้คือสายการบินที่มีเน็ตเวิร์กการบิน และมีเครื่องบินในเครือข่ายจำนวนมาก อาทิ ไทยไลอ้อนแอร์, ไทยแอร์เอเชีย, ไทยเวียตเจ็ท เนื่องจากเครือข่ายการบินเหล่านี้มียอดคำสั่งซื้อฝูงบินใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก เพราะต้นทุนหลักของสายการบินคือเครื่องบิน” แหล่งข่าวกล่าว “แอร์เอเชีย” รับไหวแค่ 6 เดือน ด้านนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไทยแอร์เอเชีย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากรัฐบาลใช้มาตรการเข้มข้นแบบที่ทำอยู่เชื่อว่าน่าจะควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้ภายใน 2-3 เดือน หรือในเดือนมิถุนายนนี้ และใช้เวลาอีก 2-3 เดือน ในการปลุกตลาดฟื้นการท่องเที่ยว จึงคาดว่านักท่องเที่ยวน่าจะเริ่มกลับมาใกล้เคียงภาวะปกติได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ “หลังการแพร่ระบาดยุติลง ผู้ประกอบการทุกรายจะกลับมาได้เต็มที่เหมือนเดิมหรือไม่ ไม่มีใครประเมินได้ เพราะไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติเมื่อไหร่ แต่ยอมรับว่าขณะนี้ทุกคนอ่อนแรงกันหมด อย่างของไทยแอร์เอเชียตอนนี้ปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศทั้งหมด เหลือเฉพาะเส้นทางภายในประเทศ แต่เงินสดที่เข้ามาก็น้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดยังคงอยู่เหมือนเดิม ทำให้กระแสเงินสดเราลดลงเรื่อย ๆ ถ้าทุกอย่างจบภายในมิถุนายนนี้เรายังพอรับไหว แต่ถ้าเกินจากนั้นเราก็คงรับไม่ไหวเหมือนกัน” นายธรรศพลฐ์กล่าวและว่า ปัจจุบันไทยแอร์เอเชียต้องใช้กระแสเงินสดหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาทต่อเดือน และไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ราว 1,000 ล้านบาทต่อเดือน รวมทั้งกลุ่มประมาณ 2,500 ล้านบาทต่อเดือน หากผลกระทบยาว 6 เดือน บริษัทต้องใช้กระแสเงินสดไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท สายการบินเสี่ยงปิดกิจการ นายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังภาครัฐของไทยประกาศนโยบายให้นักท่องเที่ยงต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยต้องถือใบรับรองแพทย์ก่อนเดินทางเข้ามาในประเทศ รวมถึงต้องทำประกันไม่ต่ำกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐ จากข้อมูลของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) พบว่านักท่องเที่ยวจากต่างประเทศหายไปถึง 75% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ถือว่าเป็นยาแรงในการป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติเข้ามาได้ง่าย ๆ ทำให้ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลาย ๆ สายการบินเริ่มประกาศหยุดบินเส้นทางต่างประเทศ เช่น กรณี บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) หรือสายการบินแอร์เอเชียประกาศหยุดบิน 1 เดือน ขณะที่การบินกรุงเทพ (BA) หรือบางกอกแอร์เวย์สหยุดให้บริการชั่วคราว 6 เดือน ส่วนการบินไทย (THAI) ปัจจุบันยังไม่ประกาศหยุดบินชั่วคราว แต่เชื่อว่าเร็ว ๆ นี้จะประกาศหยุดบินเช่นกันจนกว่าโรคระบาดจะคลี่คลาย “โดยมีความเสี่ยงที่สายการบินในประเทศอาจถึงขั้นล้มหายตายจาก หากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยืดเยื้อเกินปี 2563 ซึ่งจะเห็นว่าหลังการระบาดทำให้มีสายการบินต่างประเทศประกาศปิดกิจการหรือยื่นล้มละลายกันแล้วหลายราย อย่างไรก็ตามธุรกิจสายการบินของไทยมีประสบการณ์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้ว จึงมีการสำรองเงินไว้ในมือพอสมควร ซึ่งคาดว่าจะสามารถประคองธุรกิจไปได้อีกราว 1 ปี” บินไทยเสี่ยงสูงทุนเหลือน้อย นายสุวัฒน์กล่าวว่า ถ้าไวรัสไม่จบ ทุกสายการบินก็มีความเสี่ยง สายการบินที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็จำเป็นต้องอัดฉีดเงินเข้ามา โดยเฉพาะการบินไทยที่ปัจจุบันสัดส่วนของผู้ถือหุ้นเหลือน้อย ซึ่งหากปรับลดลงไปติดลบจะต้องมีการเพิ่มทุนตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้ เนื่องจากปีที่ผ่านมาการบินไทยได้ขอมติผู้ถือหุ้นโอนทุนสำรองตามกฎหมาย 2,691 ล้านบาท และสำรองส่วนล้ำมูลค่าหุ้นจำนวน 25,546 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 28,237 ล้านบาท เพื่อไปล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 26,374ล้านบาท ทำให้ผลขาดทุนสะสมยกมา ณ วันที่ 1 ม.ค. 2562 คงเหลือเป็นศูนย์ ขณะที่ส่วนเกินมูลค่าหุ้นคงเหลือเพียง 1,863 ล้านบาท ในส่วนของสายการบินนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก เช่น สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ซึ่งจากข้อมูลจากงบการเงินที่รายงานกระทรวงพาณิชย์จะเห็นได้ว่าขาดทุนหนักตั้งแต่เริ่มเข้ามาดำเนินงานในประเทศไทย โดยสามารถประคองธุรกิจได้จากเงินกู้ของบริษัทแม่ วัดใจคลัง “เพิ่มทุน/ปล่อยล้ม” ด้านนายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ผลกระทบของโควิด-19 รวมถึงการบังคับใช้มาตรฐานทางบัญชี TFRS16 เป็นปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของธุรกิจสายการบินในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง AAV BA และ THAI โดยพบว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) สิ้นปี 2562 ของทั้ง 3 บริษัทอยู่ที่ 0.3 เท่า 0.7 เท่า และ 10.7 เท่าตามลำดับ “โดยเฉพาะการบินไทยพบว่ามีหนี้สินต่อทุนสูงสุด หรือมีสัดส่วนของผู้ถือหุ้น 11,800 ล้านบาท รวมถึงมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (Net Debt to EBITDA) สูงถึง 36.4 เท่า ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะต้องเพิ่มทุนสูงสุด โดยขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังว่าจะตัดสินใจอย่างไร ระหว่างเพิ่มทุนหรือปล่อยล้ม” นายภาสกรกล่าว อย่างไรก็ตาม หากโควิด-19 ยุติลงได้ในปีนี้ ธุรกิจสายการบินอาจไม่ถึงขั้นต้องปิดกิจการ รวมถึงยังมีปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงมาอยู่ระดับต่ำ ส่งผลบวกต่อต้นทุนของสายการบิน ทั้งนี้จากงบการเงินของการบินไทยปี 2562 ระบุว่า บริษัทมีรายได้รวม 184,046 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 196,470 ล้านบาท และมีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 244,899 ล้านบาท ขอใช้อู่ตะเภาจอดเครื่องบิน และจากที่สายการบินต่าง ๆ หยุดบิน ทำให้ต้องหาที่จอดเครื่องบินจำนวนมาก นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กพท.อยู่ระหว่างรอหนังสือตอบกลับจากกองทัพเรือ (ทร.) ในฐานะหน่วยงานกำกับสนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือสายการบิน 6 ข้อไปก่อนหน้านี้ เรื่องที่ยังต้องขอให้กองทัพเรืออนุญาตคือ มาตรการลดค่าใช้หลุมจอดภายในสนามบินอู่ตะเภา เป็นที่จอดเครื่องบินของสายการบินต่าง ๆ เป็นการชั่วคราว พร้อมลดค่าจอด 50% “สายการบินที่จะขอใช้หลุมจอดในพื้นที่ดังกล่าวหากไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้ได้ สามารถติดต่อไปยังกรมท่าอากาศยาน (ทย.) และ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ในการขอใช้หลุมจอดในสนามบินต่าง ๆ แทนได้ เพราะทั้ง 2 หน่วยงานได้ผ่านการอนุมัติจาก ครม.แล้ว” ด้านนายสมนึก รงค์ทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า ตัวเลขไฟลต์บินในประเทศ ขณะนี้ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 2,900 เที่ยวบิน/วัน เหลือเพียง 1,200-1,400 เที่ยวบิน/วัน หรือลดลง 50% สำหรับมาตรการที่ บวท.ช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบินคือ มาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศลง 50% ตั้งแต่ 1 เม.ย.-31 ธ.ค. 2563 ยกเลิกแล้ว 3.2 หมื่นเที่ยวบิน รายงานข่าวจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ระบุว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยอย่างรุนแรง ทำให้ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งคือ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, แม่ฟ้าหลวง (เชียงราย), ภูเก็ต, หาดใหญ่ (สงขลา) ได้รับผลกระทบจากจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารที่ลดลงเป็นจำนวนมาก โดยตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.-28 มี.ค. 2563 มีสายการบินยกเลิกเที่ยวบินและแจ้งยกเลิกทำการบินล่วงหน้ารวม 32,991 เที่ยวบิน เป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 26,648 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศ 6,343 เที่ยวบินคาดว่าจะส่งผลให้ ทอท.ได้รับผลกระทบในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมการขึ้น-ลงอากาศยาน (landing charges) ลดลง 20.69% และค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินลดลง 32.94% หรือมีรายได้ในช่วงระหว่างเดือน ก.พ.-มี.ค.2 563 ลดลง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ยังไม่รวมส่วนที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (non aero) ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/tourism/news-437945

จำนวนผู้อ่าน: 102

26 มีนาคม 2020

“ออมสิน” ลดดอกเบี้ย 2 ขา เงินฝากเผื่อเรียกเหลือ 0.375% ฟาก ธอส.หั่นดอกกู้ 0.1-0.35%

ชาติชาย-พยุหนาวีชัย แบงก์รัฐปรับลดดอกเบี้ยตามดอกเบี้ย กนง. “ออมสิน” ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.10-0.25% ผ่อนภาระลูกค้ารายย่อยบรรเทาผลกระทบโควิด-19 พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากลดลง 0.00-0.25% “เงินฝากเผื่อเรียก” ลดเหลือ 0.375% จาก 0.5% มีผล 26 มี.ค. เป็นต้นไป ฟาก ธอส. ลดดอกเบี้ยเงินกู้ MOR-MRR 0.1-0.35% ยันต่ำสุดในระบบสถาบันการเงิน มีผล 27 มี.ค.เป็นต้นไป นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ด้วยภารกิจหลักของธนาคารออมสินในการเป็นกลไกส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้สถานการณ์และสอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายตามประกาศของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รวมถึงมุ่งให้ความสำคัญต่อสภาวะการดำรงชีพในการช่วยแบ่งเบาภาระลูกค้าและประชาชน ธนาคารฯ จึงได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับลด 0.10-0.25% ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา หรือ MLR (Minimum Lending Rate) ปรับลดลงจาก 6.375% เป็น 6.275% (ปรับลด 0.10%) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี หรือ MOR (Minimum Overdraft Rate) ปรับลดลงจาก 6.495% เป็น 6.245% (ปรับลด 0.25%) และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือ MRR (Minimum Retail Rate) ปรับลดลงจาก 6.495% เป็น 6.370% (ปรับลด 0.125%) สำหรับดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารฯ ได้ปรับลดในอัตรา 0.00-0.25% ทุกประเภท ได้แก่ ประเภทบุคคลธรรมดา ปรับลดจาก 0.50-1.875% เป็น 0.375-1.625% (อัตราดอกเบี้ยตามวงเงินฝาก) ประเภทนิติบุคคลทั่วไป ปรับลดจาก 0.37-0.925% เป็น 0.25-0.675% ประเภทส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรของรัฐ ปรับลดจาก 0.37-0.925 เป็น 0.25-0.725% ผู้ฝากประเภทสถาบันการเงิน สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์การเกษตร ปรับลดจาก 0.37-0.925% เป็น 0.25-0.675% ทั้งนี้ ผู้ฝากประเภทนิติบุคคลไม่แสวงหากำไร ซี่งเป็นผู้ฝากองค์กรปฏิบัติงานเชิงสังคม-เพื่อสาธารณกุศล เช่น วัด องค์การศาสนา มูลนิธิ สมาคม สภากาชาดไทย สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นต้น ธนาคารฯ ไม่ปรับลดดอกเบี้ย โดยยังคงดอกเบี้ยที่อัตรา 0.50-1.475% “ปัจจัยการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ธนาคารออมสินจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนและลูกค้าของธนาคารฯ ได้ไม่มากก็น้อย” ผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าว ด้านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แจ้งว่า ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านลงสู่ระดับที่ต่ำที่สุดในระบบสถาบันการเงิน โดยลดดอกเบี้ย MRR ลง 0.1% เหลือ 6.275% และ ลดดอกเบี้ย MOR ลง 0.35% เหลือ 6.150% ส่วนอัตราดอกเบี้ย MLR ยังคงไว้ที่ 5.875% ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค.เป็นต้นไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-438012

จำนวนผู้อ่าน: 108

26 มีนาคม 2020

แบงก์ชาติยืนยันพร้อมให้ความช่วยเหลือกองทุนรวมตราสารหนี้ทุกกอง ในภาวะตลาดการเงินขาดสภาพคล่อง

นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่กองทุนรวมทุกกอง ที่เป็นกองทุน Money Market Fund และกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เป็นกองเปิดทุกกอง ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องของตลาดการเงิน โดยได้จัดตั้งกลไกพิเศษเพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่กองทุนรวมตราสารหนี้ (Mutual Fund Liquidity Facility: MFLF) ซึ่งกองทุนรวมทุกกองจะขอรับสภาพคล่องผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยการกู้ยืมผ่านการธุรกรรม repo หรือการกู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันและมีสัญญาว่าจะซื้อคืน ซึ่งธนาคารพาณิชย์ที่ให้ความช่วยเหลือจะสามารถกู้ยืมสภาพคล่องผ่านธุรกรรม repo จาก ธปท.ได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ (อัตราดอกเบี้ยนโยบาย -0.5%) นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ สามารถรับซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนตามเกณฑ์และสามารถใช้หน่วยลงทุนมาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมสภาพคล่องจาก ธปท.ได้เช่นกัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีธนาคารพาณิชย์ได้เริ่มทดลองใช้กลไกพิเศษดังกล่าว แต่ปริมาณการขอรับความช่วยเหลือมีจำนวนไม่มากซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี เนื่องจากตลาดการเงินไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น สภาพคล่องของกองทุนรวมปรับดีขึ้นจากสัปดาห์ก่อน หลังจากผู้ถือหน่วยลงทุนลดความตื่นตระหนก ได้ศึกษาทำความเข้าใจทรัพย์สินที่กองทุนรวมลงทุนมากขึ้น รวมถึงเข้าใจว่าการไถ่ถอนหน่วยลงทุนในภาวะที่ตลาดการเงินไม่ปกตินั้น อาจทำให้ได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าที่ควรโดยไม่จำเป็น ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-438007

จำนวนผู้อ่าน: 97

26 มีนาคม 2020

กทม.สกัดไวรัสโควิด-19 งดจัดงานแถลงข่าวทุกกรณี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางกองประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ปรับการทำข่าวและแถลงข่าวของผู้บริหาร เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 โดยไม่ให้มีการรวมกลุ่มกันของประชาชน จึงขอปรับเปลี่ยนการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ของ กทม. 1.สำนักงานประชาสัมพันธ์ จะแจ้งกำหนดการของผู้บริหารตามปกติ พร้อมจัดทีมทำข่าว ถ่ายภาพนิ่ง/วิดีโอ เพื่อส่งให้ผู้สื่อข่าวทุกภารกิจ 2.เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ กทม.จะงดการแถลงข่าวทุกกรณี หากสำนักข่าวใดมีประเด็นข้อสงสัยสอบถาม สามารถส่งคำถามของท่านไปยังทีมงานของสำนักงานประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า ก่อนการประชุมใดๆ ของกทม. ทางสำนัก ปชส.จะถ่ายทำคลิปสัมภาษณ์ผู้บริหาร ตามประเด็นที่สำนักข่าวต้องการ เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมส่งให้ แทนการส่งทีมข่าวมาทำข่าวที่ กทม. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-433319

จำนวนผู้อ่าน: 118

18 มีนาคม 2020

ประกาศแล้ว! ศธ.สั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศ หนีไวรัสโควิด-19 มีผล 18 มี.ค.นี้เป็นต้นไป

(แฟ้มภาพ)ประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) วันที่ 17 มีนาคม 2563 นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโฆษกศธ. เปิดเผยว่า ตามที่เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด -19 นั้น เพื่อเป็นการป้องกัน นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามในประกาศศธ. เรื่อง ให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 มีการแพร่ระบาดในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ศธ. ตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตของนักเรียนนักศึกษาที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดดังกล่าว จึงอาศัยอำนาจตามความในข้อ 9 ของระเบียบศธ.ว่าด้วยปีการศึกษาการเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ.2549 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2 ) พ.ศ.2558 จึงให้สถานศึกษาทุกแห่งของรัฐและเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบ ซึ่งอยู่ในสังกัดและในกำกับของศธ.ปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ในระหว่างที่สถานศึกษาต้องปิดเรียนด้วยพิเศษดังกล่าว หากมีความจำเป็นให้ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนดแนวทางแก้ปัญหาให้สถานศึกษาจัดให้มีการเรียนในรูปแบบอื่นโดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน ขอบคุ๊ข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/education/news-433320

จำนวนผู้อ่าน: 122

18 มีนาคม 2020

“อนุทิน” แจง 15 มาตรการคุมเชื้อ “โควิด-19” เข้า-ออกประเทศไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนในการป้องกันวิกฤตการณ์จากโรคติตเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 จำนวน 15 มาตรการ ดังนี้ มาตรการการป้องกันและสกัดกั้นการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศไทย ประกอบด้วย 1.ให้ผู้เดินทางมาจากประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง (ยังไม่ประกาศเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย) ตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการด้านวิชาการภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติกำหนด ถูกคุมไว้สังเกตตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน 2.พัฒนาระบบและกลไกการกักกันผู้ที่เป็นหรือผู้ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย ณ ที่พำนักตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 3.กำหนดมาตรการลดความเสี่ยงสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง เช่น มีใบรับรองแพทย์ มีประกันสุขภาพอย่างน้อย 100,000 USD มีที่พำนักที่สามารถติดต่อได้ในประเทศไทย หากไม่ปฏิบัติตามจะไม่สามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยได้ รวมทั้งคนไทยที่พำนักอาศัยต่างประเทศ ให้ชะลอการเดินทางกลับประเทศไทยจนกว่าสถานการณ์การระบาดของโรคในประเทศจะดีขึ้น 4.ห้ามข้าราชการ พนักงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจเดินทางไปต่างประเทศ ยกเว้นมีเหตุจำเป็นสำคัญและเตือนประชาชนให้งดการเดินทางไปในประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง นายอนุทินกล่าวว่า มาตรการยับยั้งการระบาดภายในประเทศ ประกอบด้วย 1.เลื่อนวันหยุดสงกรานต์ (13-15 เมษายน) 2.ปิดสถานที่ที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดที่มีคนแออัดเบียดเสียด แบ่งออกเป็น ปิดชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย สำหรับสนามมวย สนามกีฬา สนามม้า ในพื้นที่กรุงเทพๆ และปริมณฑล ปิดชั่วคราว 14 วัน สำหรับ ผับ สถานบันเทิง สถานบริการ นวดแผนโบราณ และโรงมหรสพในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3.กำหนดมาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 4.งดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย โรงเรียนนานาชาติ สถาบันกวดวิชา และทุกสถาบัน หรือปรับวิธีการเรียนการสอนเป็นทางออนไลน์ ให้ปิดชั่วคราวตั้งแต่วันพุธที่ 18 มีนาคม 2563 เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ และให้สถานศึกษาดำเนินการป้องกันโรคตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด 5.งดกิจกรรมรวมคนจำนวนมากที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เช่น การจัดคอนเสิร์ต การจัดงานแสดงสินค้าต่าง ๆ กิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม และกีฬา เว้นแต่เป็นกิจกรรมที่มีความจำเป็นสำคัญ 6.งดกิจกรรมที่มีการเคลื่อนย้ายคนข้ามจังหวัดของหน่วยงานที่มีคนจำนวนมาก ได้แก่ ค่ายทหาร เรือนจำ โรงเรียน หรือหากจำเป็นต้องเคลื่อนย้าย ต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ของโรค เช่น การตรวจคัดกรองคนก่อนเคลื่อนย้าย รวมถึงจำกัดการเคลื่อนย้ายของแรงงานต่างด้าว 7.ให้สถานที่ทำงาน ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน ลดความแออัด โดยเหลื่อมเวลาทำงาน เหลื่อมเวลาพักรับประทานอาหาร และจัดที่นั่งให้ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร โดยให้หน่วยราชการทุกหน่วยทำแผนการเหลื่อมเวลาการทำงานและรายงานผลการปฏิบัติต่อศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) 8.ส่งเสริมให้ใช้ระบบอินเตอร์เน็ต เช่น ประชุมทางไกลเพื่อให้บุคลากรทำงานที่บ้านทดแทนภาวะปกติประชุมทางไกลผู้ถือหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ และส่งเสริมระบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการซื้อขายออนไลน์สำหรับประชาชนทั่วไป โดยให้หน่วยราชการทุกหน่วยทำแผนการทำงานจากบ้านและรายงานผล 9.ลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อ ในสถานที่ที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ตลาด สถานที่ราชการ และรัฐวิสาหกิจ เช่น คัดกรองอุณหภูมิก่อนเข้าอาคาร การวางเจลล้างมือในจุดที่มีการใช้ร่วมกัน การทำความสะอาดพื้นผิวและห้องสุขา จำกัดจำนวนคนเข้าใช้บริการในแต่ละช่วงเวลา 10.ร้านค้า ร้านอาหาร ให้มีมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อ เช่น การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส ห้องสุขา การคัดกรองอุณหภูมิก่อนเข้าร้าน การดูแลสุขภาพและป้องกันการติดเชื้อของพนักงาน เช่น ใช้หน้ากากผ้า การจัดเจลล้างมือ การจัดการขยะ 11.ลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อในระบบขนส่งสาธารณะภายในประเทศ และเพิ่มความถี่ของการเดินรถ 12.ส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปใช้หน้ากากผ้าเมื่อเดินทางเข้าสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก และเร่งผลิตหน้ากากผ้าให้เพียงพอ 13.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 เพื่อจำกัด ดูแล การเคลื่อนย้ายที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาด หรือกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการจำกัด พื้นที่เสี่ยงตามข้อมูลที่มีการแพร่ระบาด และแจ้งมาตรการที่จะดำเนินการต่อศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด 19) ทราบและให้ความเห็นชอบโดยเร็ว พร้อมทั้งรายงานผลการดำเนินงานเป็นประจำทุกวัน 14.ให้มีการกำหนดให้ชาวต่างประเทศ รวมทั้งคนไทยที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ให้มีการใช้แอปพลิเคชั่น Application ติดตามตัว  15.ให้เร่งดำเนินการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคในทุกอำเภอ เขต หมู่บ้าน ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยด่วนและให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยในการดำเนินการเฝ้าระวัง ทั้งนี้ การควบคุมการระบาดของโรค อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้มีอำนาจ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อประจำจังหวัดและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวซ้อง ดำเนินการกักกัน คุมไว้สังเกต การปิดสถานที่ เลื่อนหรืองดกิจกรรม อันมีผลต่อการแพร่ระบาดของโรค โดยเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ทั้งในระดับจังหวัด และกรุงเทพมหานคร ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-433283

จำนวนผู้อ่าน: 110

18 มีนาคม 2020

ทั่วโลกผวาไวรัสโควิด-19 ออกมาตรการเข้ม-ทยอยปิดประเทศ

SPIAN - file. Photo by Pau Barrena / AFP) (Photo by PAU BARRENA/AFP via Getty Images ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทั่วโลกต่างกำลังผวา ทำให้หลายประเทศต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว โดยที่โควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบสั่นสะเทือนโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายประเทศประกาศต้องประกาศปิดเมือง ปิดพรหมแดน รวมไปถึงปิดประเทศ ล่าสุดตัวเลข เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 กระทรวงสาธารณสุขของไทย รายงานสถานการณ์ทั่วโลกใน 160 ประเทศ 2 เขตบริหารพิเศษ 1 เรือสำราญ ข้อมูลตั้งแต่ 5 มกราคม – 17 มีนาคม 2563 (07.00 น.) พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจำนวน 179,188 ราย เสียชีวิต 7,066 ราย ส่วนประเทศจีนพบผู้ป่วย 80,880 ราย เสียชีวิต 3,213 ราย “ประชาชาติธุรกิจ” ชวนอ่าน มีประเทศใดบ้าง ขณะนี้ได้ทำการปิดประเทศเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ไปบ้างแล้ว ROME, ITALY – file. Photo by Ernesto Ruscio/Getty Images) ประเทศอิตาลี วันที่ 9 มีนาคม 2563 รัฐบาลอิตาลีประกาศเพิ่มมาตรการปิดเมืองเป็นทั่วประเทศ จากเดิมที่บังคับใช้มาตรการดังกล่าวเพียงแค่พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศเท่านั้น เพื่อจำกัดการระบาดของไวรัสโควิด -19  ภายหลังยอดผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นสูงส่งผลให้อิตาลีกลายเป็นประเทศที่มีการระบาดหนักที่สุดรองจากจีนเท่านั้น “จูเซปเป คอนเต” นายกรัฐมนตรีของอิตาลี ระบุ ประชาชนทั่วประเทศราว 60 ล้านชีวิตไม่สามารถเดินทางออกนอกบ้านเว้นแต่จำเป็นต้องเดินทางไปทำงานหรือมีเหตุฉุกเฉินเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีคำสั่งห้ามการจัดกิจกรรมการชุมนุมสาธารณะต่าง ๆ โดยมาตรการนี้มีผลนับตั้งแต่ 10 มีนาคม 2563 ไปจนถึง 3 เมษายน 2563 อย่างไรก็ดี ระบบขนส่งสาธารณะจะยังคงเปิดให้บริการตามปกติ White House in Washington, D.C., U.S., file. Photographer: Chris Kleponis/Polaris/Bloomberg via Getty Images ประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 11 มีนาคม 2563 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศว่า สหรัฐจะระงับการเดินทางจากยุโรปเข้าสู่ประเทศเป็นเวลา 30 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2563 แถลงการจากประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุว่า การระงับการเดินทางดังกล่าวเป็นมาตรการที่จำเป็น หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในยุโรปทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 22,000 ราย ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า ประกาศห้ามเดินทางดังกล่าวจะไม่รวมถึงพลเมืองสหรัฐ และผู้ที่เดินทางมาจากประเทศอังกฤษ พร้อมแนะนำให้ชาวอเมริกันหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น “นี่ไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจ มันเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว ณ ตอนนี้ ที่ประเทศและโลกของเราจะก้าวผ่านไปได้” ทรัมป์ระบุ MUMBAI, INDIA – file. Photo by Pramod Thakur/ Hindustan Times via Getty Images) ประเทศอินเดีย วันที่ 12 มีนาคม 2563 มติชนรายงาน สำนักสื่อสารองค์กร พระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล ได้โพสต์ข้อความพร้อมประกาศว่า อินเดียประกาศปิดประเทศเป็นการชั่วคราว ห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าระหว่างวันที่ 13 มีนาคม – 15 เมษายน 2563 SPAIN – file. Photo by Burak Akbulut/Anadolu Agency via Getty Images) ประเทศสเปน วันที่ 14 มีนาคม 2563 มติชนรายงาน รัฐบาลสเปน ประกาศใช้นโยบายปิดประเทศเพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังพบตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุโรป คำสั่งดังกล่าวถือว่ามีผลบังคับใช้ในทันที โดยนับจากนี้ชาวสเปนทุกคนจะต้องอยู่ภายในบ้านพัก เว้นแต่ออกมาซื้อยา อาหาร ไปทำงาน ไปโรงพยาบาล หรือมีเหตุฉุกเฉินเร่งด่วนเท่านั้นตร์ “เปโดร ซานเชส” นายกรัฐมนตรีสเปน ย้ำว่า “ในท้ายที่สุดพวกเราจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ กลับไปทำงาน ไปเยี่ยมเพื่อน และบุคคลอันเป็นที่รักได้ แต่จนกว่าจะถึงเวลานั้น เราต้องอย่าเสียเวลาซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และเราต้องไม่หลงทาง” ปัจจุบันสเปนเป็นประเทศที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในยุโรปเลวร้ายเป็นอันดับ 2 รองจากอิตาลี ขณะเดียวกันหลังการประกาศปิดประเทศสเปนไม่นาน มีรายงานข่าวยืนยันว่า มารีอา ซานเชส ภรรยาของนายกรัฐมนตรีสเปน ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 ด้วย Muhyiddin Yassin – file. Photographer: Joshua Paul/Bloomberg via Getty Images ประเทศมาเลเซีย วันที่ 16 มีนาคม 2563 ประกาศโดย มูห์ยิดดิน ยัสซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย สั่งห้ามพลเมืองเดินทางไปต่างประเทศ และห้ามชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ โดยเริ่มจากวันที่ 18 มีนาคม จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 “กฎดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ มาตรการจำกัดการเดินทาง ออกโดยรัฐบาลมาเลเซีย เพื่อปกป้องและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัวโควิด-19 ส่วนชาวต่างประเทศจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามาเลเซีย ในช่วงเวลาดังกล่าว” นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าว Justin Trudeau – file. Photographer: David Kawai/Bloomberg via Getty Images ประเทศแคนาดา วันที่ 16 มีนาคม 2563  จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีของแคนาดาได้ประกาศปิดกั้นพรมแดนของแคนาดา โดยห้ามชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศทั้งหมด ยกเว้นลูกเรือ นักการทูต สมาชิกในครอบครัวของพลเมืองแคนาดา และพลเมืองสหรัฐอเมริกาในเวลานี้ โดยนายกรัฐมนตรีแคนาดาระบุว่า “ถึงเวลาที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องความปลอดภัยของประชาชน” GERMANY – file. Photographer: Krisztian Bocsi/Bloomberg via Getty Images ประเทศเยอรมนี วันที่ 16 มีนาคม 2563 เยอรมนี ที่ตัดสินใจประกาศปิดพรมแดนที่ติดต่อกับฝรั่งเศส ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลา 30 วัน เริ่มจากวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา โดยจะยกเว้นเฉพาะการขนส่งสินค้า และการเดินทางของผู้พำนักถาวรในสหภาพยุโรป สมาชิกครอบครัวของผู้ถือสัญชาติสมาชิกยุโรป นักการทูต รวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขด้วย An Airbus airplane of Qatar – file. photo by JOE KLAMAR / AFP) (Photo by JOE KLAMAR/AFP via Getty Images) ประเทศกาตาร์ วันที่ 16 มีนาคม 2563 ประกาศโดย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา ระบุว่า ระงับการเข้าเมืองชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้น โดยผู้ที่เดินทางออกจากกาตาร์ และจะแวะผ่านเพื่อเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินกรุงโดฮา โดยไม่ออกจากสนามบิน และการขนส่งสินค้ายังดำเนินการได้ตามปกติ สำหรับบุคคลสัญชาติกาตาร์สามารถเข้ากาตาร์ได้แต่จะต้องได้รับการกักตัวเป็นเวลา 14 วันที่สถานที่ที่ทางการกาตาร์จัดไว้ Emmanuel Macron – File. (Photo by Ludovic Marin / AFP) (Photo by LUDOVIC MARIN/AFP via Getty Images) ประเทศฝรั่งเศส วันที่ 17 มีนาคม 2563 ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ประกาศขอความร่วมมือให้ประชาชนงดเดินทางออกจากที่พักอาศัยโดยไม่จำเป็น เป็นเวลา 15 วัน เริ่มตั้งแต่เวลาเที่ยงของวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่นเป็นต้นไป เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงมากขึ้นในยุโรปและอเมริกา  ทั้งนี้ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นทั้งหมด เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อไวรัส นอกจากนี้ นายมาครงยังมีคำสั่งเลื่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นของฝรั่งเศสรอบที่ 2 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยกล่าวว่า “เรากำลังอยู่ในสงครามด้านสาธารณสุข” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-433139

จำนวนผู้อ่าน: 100

18 มีนาคม 2020

ออกประกาศ ให้ทุกมหาวิทยาลัย เลื่อนงานรับปริญญา ป้องกันการแพร่ระบาด”โควิด-19″

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ออกประกาศ ให้ทุกมหาวิทยาลัย พิจารณา เลื่อนงานรับปริญญา ออกไปก่อน แก้วิกฤต “โควิด-19” วันที่ 17 มีนาคม 2563 ข่าวสดรายงานว่า นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามใน ประกาศ อว. เรื่อง มาตรการและการเฝ้าระวังการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด -19(ฉบับที่ 4) : การพิจารณาเลื่อนพิธีประสาทปริญญาบัตร ตามที่สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดการระบาดขนาดใหญ่และยืดเยื้อยาวนาน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ สามารถปฏิบัติงานเพื่อป้องกัน ชะลอ และบรรเทาผลจากการระบาด ลดความตื่นตระหนกของคนในสังคม และสร้างความเชื่อมั่น ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/education/news-433491

จำนวนผู้อ่าน: 95

18 มีนาคม 2020

บาทยังผันผวนจากความกังวลเรื่อง COVID-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย

ภาพ: Visual China Group via Getty Images ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 17 มีนาคม 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (17/3) ที่ระดับ 32.19/21 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากเล็กน้อยระดับปิดตลาดในวันจันทร์ (16/3) ที่ระดับ 31.15/16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทยังค่อนข้างผันผวนท่ามกลางความกังวลของตลาดเรื่องการระบาดของ COVID-19 ในส่วนของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นั้น มีรายงานเพิ่มเติมว่า เฟดจะทำการซื้อคืนพันธบัตรวงเงิน 5 แสนล้านดอลลาร์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ระบบการเงิน ทั้งนี้ ดำเนินการดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เฟดประกาศว่าจะอัดฉีดเม็ดเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบธนาคารในสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมกับเพิ่มประเภทของหลักทรัพย์ในการซื้อพันธบัตรของเฟดเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในส่วนของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นั้นมีรายงานเพิ่มเติมว่า เฟดจะทำการซื้อคืนพันธบัตรวงเงิน 5 แสนล้านดอลลาร์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ระบบการเงิน ทั้งนี้ ดำเนินการดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่เฟดประกาศว่าจะอัดฉีดเม็ดเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบธนาคารในสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมกับเพิ่มประเภทของหลักทรัพย์ในการซื้อพันธบัตรของเฟดเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 โดยในคืนวันอาทิตย์ (15/3) เฟดยังได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1.00% จากระดับ 1.00-1.25% สู่ระดับร้อยละ 0.00-0.25% และยังได้ประกาศซื้อพันธบัตรมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) วงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่าการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ย ติดลบนั้นยังไม่มีความจำเป็น นอกจากนี้ เฟดยังได้ประกาศยกเลิกการจัดประชุม FOMC ในวันที่ 17-18 มีนาคม ซึ่งเป็นกำหนดการเดิมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจดัชนี Empire State Manufacturing ถูกเปิดเผยที่ระดับ -21.5 ลดลงมากกว่าคาดการณ์ที่ 5.1 ทางด้านประเทศไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงว่าเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จะถูกเลื่อนไปจัดเดือนกรกฎาคมแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้วันที่ 13-15 เมษายน นี้ถือเป็นวันทำงานปกติ สำหรับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศไทย ล่าสุด ณ เวลา 08.00 น. กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่ามีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรักษาในโรงพยาบาล 108 ราย กลับบ้านแล้ว 38 ราย เสียชีวิต 1 ราย รวมสะสม 147 ราย และมีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม-15 มีนาคม 2563 มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนต้องเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 6,545 ราย ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.02-32.32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.30/32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (17/3) ที่ระดับ 1.1165/69 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (16/3) ที่ระดับ 1.1193/95 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สหรัฐวานนี้ (16/3) นางเออร์ซูลา ฟอน เดอ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป (EU) เสนอให้ประเทศสมาชิก EU ออกคำสั่งห้ามชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั้งนี้ รัฐบาลของประเทศสมาชิก EU รวมทั้งอังกฤษและไอร์แลนด์จะต้องให้การรับรองข้อเสนอดังกล่าวเสียก่อน อย่างไรก็ดี นักการทูต และผู้ที่ขนส่งสินค้าและเวชภัณฑ์ที่มีความจำเป็นจะได้รับการยกเว้นจากคำสั่งดังกล่าว ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1093-1.1188 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1097/99 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (17/3) ที่ระดับ 106.86/89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (16/3) ที่ระดับ 105.87/90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยล่าสุดธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติให้ใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมในการประชุมฉุกเฉินโดยปรับเพิ่มเป้าหมายในการซื้อพันธบัตรเพิ่มเติมอีก 2 ล้านล้านเยน และใช้กลยุทธ์ในการปล่อยเงินกู้ใหม่สำหรับบริษัทเอกชน โดยในการประชุมฉุกเฉินของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ผ่านมา มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.1% ซึ่งธนาคารกลางญี่ปุ่นเลี่ยงที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นให้อยู่ในแดนลบมากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกำไรของธนาคารพาณิชย์ สำหรับรายงานตัวเลขยอดคำสั่งซื้อเครื่องจักรเมื่อเทียบเป็นรายเดือนนั้น อยู่ที่ 2.9% ซึ่งเป็นระดับที่ดีกว่าคาดการณ์ที่ -1.00% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 105.85-107.18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 106.56/59 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ สถาบัน ZEW เตรียมเปิดเผยความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเดือน มี.ค.ของอียูและเยอรมนี ทางด้านสหรัฐเตรียมเปิดเผย ยอดค้าปลีกเดอน ก.พ., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.พ., ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือน ม.ค., ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือน มี.ค. จากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) และสต๊อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือน ม.ค. สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -1.5/-0.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.70/-0.2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-433339

จำนวนผู้อ่าน: 107

18 มีนาคม 2020

10 รับเหมาฝ่าวิกฤตโกยรายได้ปี”62 ITD ยืนหนึ่ง “ซิโน-ไทยฯ” แซงหน้า “ช.การช่าง”

เข้าสู่ปี 2563 มาได้ 3 เดือน เศรษฐกิจประเทศไทยดูจะเข้าสู่ภาวะ “เผาจริง” ดังที่โหราจารย์หลายสำนักทำนายไว้ ตัวกระตุ้นที่ทำให้คำทำนายมาเร็วขึ้นคงหนีไม่พ้นไวรัสโควิด-19 นอกจากสร้างความหวาดผวาให้ประชาชนแล้ว ยังกระหน่ำซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้โตต่ำ หากโฟกัสเครื่องยนต์เศรษฐกิจ “การลงทุน” ยังถือเป็นพระเอกที่หลายฝ่ายตั้งหน้าตั้งตารอให้เกิดการผลักดันจากรัฐบาล “ประยุทธ์ 2/1” เพื่อให้เม็ดเงินที่ตุนเอาไว้ กระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาถึงต้นปี 2563 นี้ สถานการณ์ก็ยังดูเงียบไม่ขยับไปไหน แม้ว่าปีที่แล้วจะปิดดีลใหญ่อย่าง “ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน” มหากาพย์ค่าเวนคืน “มอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี” เพื่อหมุนเงินเข้าระบบ แต่ถ้ามองภาพรวมยังมีโครงการค้างท่อรอกดปุ่มอีกเพียบ โดยเฉพาะเมกะโปรเจ็กต์ที่บริษัทรับเหมารายใหญ่ของประเทศต่างรอคอยมานาน “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมผลประกอบการ 10 บริษัท รับเหมารายใหญ่ของประเทศ เพื่อดูถึงสถานการณ์ตลอดปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ยังกินบุญเก่าเป็นหลัก อิตาเลียนไทยขาดทุน 37 ล้าน เริ่มจากพี่ใหญ่ของวงการ “บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์” ของเจ้าสัวเปรมชัย กรรณสูต ในปี 2562 ยังครองรายได้รวมเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 63,213.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,318.95 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีรายได้รวม 61,894.09 ล้านบาท เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่มีความคืบหน้ามากขึ้น เช่น โครงการ One Bangkok, รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-จิระ, ท่าเทียบเรือและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวหนองแฟบ, โรงไฟฟ้าบางปะกง และจ้างเหมาขุด-ขนดินและถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะ แต่มีภาวะขาดทุน 37.34 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีกำไร 305.62 ล้านบาท เนื่องจากในปีที่ผ่านมาประสบภาวะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เป็นการกู้ยืมของบริษัทย่อยในต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการอ่อนตัวของค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซีย เปรมชัย กรรณสูต ซิโน-ไทยพุ่ง-ช.การช่างร่วง รองลงมาเป็น “บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น” ธุรกิจใต้ปีก ตระกูลชาญวีรกูล ในปี 2562 มีรายได้รวม 33,614.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,613.78 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีรายได้รวม 28,000.91 ล้านบาท มีผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,483.64 ล้านบาท ลดลง 133.32 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีกำไร 1,616.86 ล้านบาท “ภาคภูมิ ศรีชำนิ” กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซิโน- ไทยฯ กล่าวว่า ในปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 33,614 ล้านบาท เป็นรายได้จากการก่อสร้าง 98-99% จากงานในมือที่คืบหน้ามากขึ้น เช่น รถไฟฟ้าสายสีชมพู สายสีเหลือง รถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม-หัวหิน และช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร “ปัจจุบันมีงานในมือกว่า 90,000 ล้านบาท สามารถรับรู้ได้อีก 4 ปี เฉลี่ยปีละกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งปีที่แล้วรับรู้งานใหม่เข้ามาเพิ่ม 15,000 ล้านบาท ทำให้ในปี 2563 จะรับรู้รายได้อยู่ที่ 35,000 ล้านบาท หากปีนี้มีงานใหม่เข้ามาเพิ่ม อาจจะแตะ 40,000 ล้านบาท” ภาคภูมิ ศรีชำนิ นายภาคภูมิกล่าวอีกว่า โดยบริษัทสนใจเข้าประมูลหลายโครงการ เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์, สายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ, สายสีแดง 3 เส้นทาง ตลิ่งชัน-ศิริราช, ตลิ่งชัน-ศาลายา และรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์, รถไฟทางคู่เฟส 2 รวมสายใหม่ 9 เส้นทาง และงานของเอกชนบางส่วน และรอสัญญาเมืองการบินอู่ตะเภาด้วย หล่นลงไปอยู่อันดับ 3 สำหรับ “บมจ.ช.การช่าง” ของ ตระกูลตรีวิศวเวทย์ ซึ่งปี 2562 มีรายได้รวม 26,602.76 ล้านบาท ลดลง 4,572.81 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีรายได้รวม 31,175.57 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการก่อสร้างลดลง บวกกับมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น และโครงการขนาดใหญ่ ประกอบด้วย รถไฟทางคู่ช่วงจิระ-ขอนแก่น และโรงไฟฟ้าไซยะบุรี ได้ส่งมอบงานเรียบร้อยแล้ว ส่วนผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,777.78 ล้านบาท ลดลง 716.53 ล้านบาท จากปีที่แล้วที่มีกำไรสุทธิ 2,494.91 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการก่อสร้างลดลง ปลิว ตรีวิศวเวทย์ อันดับที่ 4 ตกเป็นของ บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ในปี 2562 มีรายได้รวม 12,137.94 ล้านบาท ลดลง 845.38 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีรายได้รวม 12,983.32 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 729.92 ล้านบาท ลดลง 66.72 ล้านบาท จากปีที่แล้วที่มีกำไร 796.64 ล้านบาท เพาเวอร์ไลน์ใกล้แตะหมื่นล้าน อันดับที่ 5 บมจ.เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง ปี 2562 มีรายได้รวม 9,644.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,666.62 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีรายได้รวม 7,977.51 ล้านบาท เป็นผลมาจากการรับรู้รายได้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเพิ่มขึ้น ส่วนผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 221.04 ล้านบาท ลดลง 2.69 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีกำไร 223.73 ล้านบาท เป็นผลมาจากมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น อันดับที่ 6 บมจ.ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น ปี 2562 มีรายได้รวม 8,562.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,133.92 ล้านบาท จากปี 2561มีรายได้รวม 7,428.31 ล้านบาท เนื่องจากรายได้ในส่วนธุรกิจบริการห้องพักเพิ่มขึ้นเป็น 461 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจก็เพิ่มขึ้นเป็น 7,922 ล้านบาท ขณะที่ผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 294.17 ล้านบาท ลดลง 328.04 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีกำไร 622.21 ล้านบาท เนื่องจากกำไรจากธุรกิจบริการห้องพักลดลง 20.63% ส่วนกำไรจากการก่อสร้างก็เหลือเพียง 11.32% เนาวรัตน์ขาดทุนอ่วม 515 ล้าน อันดับที่ 7 บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ มีรายได้รวม 7,871.06 ล้านบาท ลดลง 2,573.39 ล้านบาท จากปี 2561 มีรายได้รวม 10,444.45 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการก่อสร้างลดลง 27.18% เป็นผลจากการปรับประมาณการต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้าของผู้ว่าจ้าง เช่นเดียวกับรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง 48.75% จากการที่บริษัทลูกอย่าง บจ.มานะพัฒนาการ มีการโอนกรรมสิทธิ์บ้านเดี่ยวและห้องชุดลดลง เป็นผลกระทบจากมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และลูกค้าต่างประเทศมีสัดส่วนลดลง ขณะที่ปีนี้มีผลขาดทุน 515.22 ล้านบาท จากปีที่แล้วมีกำไร 418.04 ล้านบาท อันดับที่ 8 บมจ.คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) มีรายได้รวม 7,347.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 211.95 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีรายได้รวม 7,135.91 ล้านบาท เป็นผลจากการบริหารจัดการโครงการก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับมีการชำระหนี้จากหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 64 ล้านบาท ขณะที่ผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 73.09 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 423.07 ล้านบาท จากปีที่แล้ว เป็นผลมาจากในปี 2561 มีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 213 ล้านบาท แต่ในปี 2562 ไม่มีการตั้งสำรองหนี้ดังกล่าวแล้ว บวกกับมีกำไรขั้นต้นจากการบริหารโครงการที่ดีขึ้นจำนวน 154 ล้านบาท “พรีบิวท์” ชี้การเมือง-ศก.กระทบ อันดับ 9 บมจ.พรีบิลท์ กับรายได้รวม 4,368.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 447 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีรายได้ 3,921.37 ล้านบาท เป็นผลจากรายได้จากการรับเหมาเพิ่มขึ้น ซึ่งมาจากการตัดสินใจชะลอเปิดโครงการพัฒนาอสังหาฯในปีที่ผ่านมา เนื่องจากความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เป็นผลให้มียอดส่งมอบงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า อีกทั้งรายได้จากการจำหน่ายแผ่นรองพื้นเพิ่มขึ้น 90 ล้านบาท ขณะที่ปี 2562 มีกำไรสุทธิ 271.79 ล้านบาท ลดลง 112.63 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีกำไร 384.42 ล้านบาท เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ฟื้นตัว ทำให้กระทบต่อธุรกิจรับเหมาและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทลดลง  ปิดท้าย อันดับที่ 10 กับ บมจ.ซีฟโก้ มีรายได้รวม 3,062.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 272.34 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีรายได้รวม 2,789.72 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 409.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.3 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีกำไร 368.21 ล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-433402

จำนวนผู้อ่าน: 88

18 มีนาคม 2020

ข่าวดี! ปตท.ผนึกศิริราชและพันธมิตร เปิดตัว”ชุดตรวจไวรัสโควิด-19″ รู้ผลภายใน 30-45 นาที

VISTEC – ศิริราช – กลุ่ม ปตท. ธนาคารไทยพาณิชย์ และภาคีเครือข่าย ร่วมวิจัยชุดตรวจ COVID-19 ประสิทธิภาพสูง ใช้ง่ายแม่นยำ ลดระยะเวลาการวินิจฉัยโรคแค่ 30-45 นาทีรู้ผล ต้นทุนต่ำประชาชนเข้าถึงได้ง่าย วันที่ 17 มีนาคม 2563 ผู้สื่อข่าว”ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ศ.ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล อธิการบดีสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และ นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวสืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ทั่วโลกในขณะนี้ ที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน สถาบันวิทยสิริเมธี เร่งพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัย COVID-19 โดยความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีจาก สถาบัน Broad Institute, Massachusetts Institute of Technology and Harvard, USA และความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี ในการวิจัยเพื่อพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ให้สามารถตรวจโรคได้ภายใน 30 – 45 นาที ซึ่งรวดเร็วกว่าวิธีการตรวจในปัจจุบันที่ใช้เวลา 4 – 6 ชั่วโมงในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ โดยการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจาก กลุ่ม ปตท. และ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ผศ.ดร. ชยสิทธิ์ อุตมาภินันท์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล (Biomolecular Science and Engineering : BSE) สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) กล่าวว่า สถาบันฯ ร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ภาควิชาจุลชีววิทยา เริ่มทดลองกับตัวอย่างจากคลินิกแล้ว และ อยู่ระหว่างการเตรียมแผนผลิตชุดทดสอบเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการในขั้นตอน Clinical Trial ในเดือนเมษายนนี้ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร นายกสภาสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) กล่าวว่า “สถาบันฯ ขอขอบคุณ กลุ่ม ปตท.และธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้สนับสนุนงบประมาณ รวมทั้งโครงการ ExpresSo ซึ่งเป็นหน่วยงานนวัตกรรม ของ ปตท. ที่สนับสนุนบุคลากรเข้าร่วมดำเนินการเพื่อเตรียมแนวทางในการขยายชุดทดสอบไปยังโรงพยาบาลในภาคีเครือข่ายอย่างเร่งด่วน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดตรวจโรคดังกล่าวจะเพิ่มความรวดเร็ว ในการวินิจฉัยเชื้อไวรัสนี้ของหน่วยงานสาธารณสุขและโรงพยาบาลในประเทศไทยได้อย่างทันท่วงที และทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 คลี่คลายลงในเร็ววัน “VISTEC พร้อมมีส่วนร่วมสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนคนไทย ตลอดจนส่งกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ และขอส่งความปรารถนาดีให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นและหายอย่างรวดเร็ว” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-433469

จำนวนผู้อ่าน: 107

18 มีนาคม 2020

4 เอกชนใจป้ำ! ซื้อประกันโควิดเมืองไทยประกันภัยให้บุคลากรการแพทย์ 5 หมื่นกรมธรรม์

“เมืองไทยประกันภัย” ผนึกกำลัง 4 กลุ่มบริษัทเอกชน ได้แก่ สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา, กลุ่มบริษัท ช. การช่าง และ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) รวมพลังซื้อประกันภัยไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) จากเมืองไทยประกันภัย ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อส่งต่อให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 50,000 กรมธรรม์ ทุนประกันรวม 26,000,000,000 บาท โดยรายละเอียดของประกันภัยไวรัสโคโรน่า คุ้มครองในกรณีที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และพยาบาลติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) จะได้รับเงินทันที 20,000 บาท และในกรณีพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อดังกล่าวจะได้รับเงินชดเชยรายได้ 500 บาทต่อวัน (สูงสุด 15 วัน หรือ 7,500 บาท) โดยหากผู้ป่วยมีอาการโคม่าจะมอบเพิ่มเติม 500,000 บาท โดยกรมธรรม์มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เมืองไทยประกันภัยออกแบบประกันโควิด-19 เพื่อเป็นหลักประกันทางสุขภาพให้กับคนไทย เช่นเดียวกับภาคเอกชนจำนวนมากที่รวมพลังต่อสู้กับสถานการณ์ในขณะนี้ “เมืองไทยประกันภัยรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ 4 กลุ่มบริษัทเอกชนดังกล่าว ในการออกกรมธรรม์ประกันภัยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า เพื่อยกระดับมาตรการรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดให้กับประเทศ รวมถึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และเป็นกำลังใจต่อคนทำงานด้านการแพทย์” ทั้งนี้ เมืองไทยประกันภัยขอเป็นกำลังหนุนเพิ่มเติม ด้วยการมอบกรมธรรม์อุบัติเหตุส่วนบุคคลฟรี (กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ) ให้แก่บุคลากรที่มีรายชื่อทั้ง 50,000 ท่าน วงเงินคุ้มครอง 100,000 บาทต่อคน มูลค่าทุนประกันรวม 5,000,000,000 บาท (คุ้มครอง 6 เดือน) โดยมี คุณวาสิต ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และคุณนวลวรรณ ล่ำซำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ส่วนขายลูกค้าองค์กร 1 เป็นผู้มอบกรมธรรม์ให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบที่ทำเนียบรัฐบาล  นางนวลพรรณ ยังกล่าวอีกว่า บริษัทเมืองไทยประกันภัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจะคลี่คลายโดยเร็ว เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจเป็นอีกหนึ่งกำลังในการรับมือและเยียวยาสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพื่อที่พวกเรา คนไทยทุกคนจะก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-433419

จำนวนผู้อ่าน: 109

18 มีนาคม 2020

ประกันชีวิตอ่วมไวรัสลามไม่เลิก เบี้ยปีแรกติดลบ/รัฐหั่นเกณฑ์ดอกเบี้ยอุ้มธุรกิจ

ธุรกิจประกันชีวิตอ่วม “โควิด-19” ทุบซ้ำ เบี้ยปีแรก Q1/63 ส่อหดตัว “กรุงเทพประกันชีวิต” โอดไวรัสระบาดกระทบช่องทางการขายผ่าน “แบงก์แอสชัวรันซ์” เหตุคนไม่เข้าสาขาแบงก์-ชะลอเดินห้าง แถมธนาคารปล่อยสินเชื่อไม่ได้ฉุดเบี้ย MRTA หวังสถานการณ์คลี่คลายหนุนไตรมาส 2-3 เบี้ยฟื้น ด้าน คปภ.ช่วยประคองธุรกิจลดผลกระทบภาวะดอกเบี้ยต่ำ เร่งออกประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยใช้คำนวณอัตราเบี้ยประกันลดลงจากไม่ต่ำกว่า 2% เหลือ 1% ม.ล.จิรเศรษฐ ศุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงภัยแล้ง มีผลกระทบทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากขึ้น ขณะที่หนี้ครัวเรือนและหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนภาวะดอกเบี้ยต่ำ ปัจจัยเหล่านี้มีผลกระทบต่อธุรกิจประกันปี 2563 นี้ โดยในไตรมาสแรก เบี้ยประกันปีแรกน่าจะหายไปมาก สอดคล้องกับที่มีการประเมินกันว่า ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในปีนี้จะเติบโต 0% ม.ล.จิรเศรษฐ ศุขสวัสดิ์ โดยเฉพาะสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 จะกระทบต่อช่องทางการขาย โดยเฉพาะช่องทางการขายประกันผ่านธนาคาร (แบงก์แอสชัวรันซ์) เนื่องจากคนเข้าสาขาธนาคารน้อยลงกว่า 50% รวมถึงเข้าศูนย์การค้าลดลง ประกอบกับการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารทำได้ยากขึ้น มีผลกระทบต่อประกันคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) ที่จะหายไปราว 50-60% ส่วนช่องทางตัวแทนยังพอไปได้ เนื่องจากยังสามารถส่งกรมธรรม์ผ่านแอปพลิเคชั่นได้ แต่ก็ได้รับผลกระทบ เพราะลูกค้าบางส่วนยังต้องการพูดคุยกับตัวแทนแบบซึ่งหน้า “ไตรมาสแรกถูกกระทบแน่นอน แต่ยังเชื่อว่าพอเข้าสู่ไตรมาส 2 และ 3 สถานการณ์จะดีขึ้น หากการระบาดของโควิด-19 ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มแบบมีนัยสำคัญ ก็อาจจะทำให้คนคลายความกังวล และออกมาใช้ชีวิตได้บ้าง ซึ่งน่าจะทำให้ช่องทางการขายผ่านแบงก์แอสชัวรันซ์ปรับดีขึ้น” ม.ล.จิรเศรษฐกล่าวอีกว่า ภาวะดอกเบี้ยต่ำ ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าประกัน ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีมาตรการที่จะปรับปรุงแก้ไขอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการคำนวณอัตราเบี้ยประกัน (pricing) โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ ลดลงเหลือไม่น้อยกว่า 1% จากเดิมกำหนดว่าต้องไม่ต่ำกว่า 2% “ตอนนี้หลายบริษัทยังคงให้ผลตอบแทนที่ 3% อยู่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้น บริษัทประกันชีวิตจะมีการปรับสินค้าและราคาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการปรับพอร์ตลงทุน แต่การปรับพอร์ตการลงทุน อาจจะใช้ระยะเวลา ซึ่งในส่วนของบริษัทได้เริ่มทยอยปรับผลิตภัณฑ์ไปแล้วเป็นบางส่วน เช่น ผลิตภัณฑ์บางส่วนที่ให้ผลตอบแทนคงที่ เป็นต้น และจะทยอยปรับในส่วนผลิตภัณฑ์ที่เหลือต่อไป” นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ รวมถึงมีผลให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง คปภ.จึงได้ออกคำสั่งนายทะเบียนเพื่อปรับปรุงการแก้ไขอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ในการคำนวณอัตราเบี้ยประกันใหม่ โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำต้องไม่น้อยกว่า 1% ซึ่งได้แจ้งให้บริษัทประกันชีวิตคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ผู้เอาประกันภัยทราบก่อนที่ทำประกันชีวิต รวมถึงให้กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สะท้อนถึงต้นทุนของบริษัทอย่างแท้จริง นายอาภากร ปานเลิศ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายกำกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย คปภ. กล่าวว่า คาดว่าจะเสนอให้เลขาธิการ คปภ.ลงนามออกคำสั่งนายทะเบียนได้ในสัปดาห์นี้ และให้มีผลทันที โดยกรมธรรม์ใหม่จะต้องยื่นเรื่องขอความเห็นชอบก่อน จึงจะวางขายผลิตภัณฑ์ในตลาดได้ นายนิติพงษ์ ปรัชญานิมิต ประธานอนุกรรมการคณิตศาสตร์ประกันภัย สมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า หลังจากนี้ภาคธุรกิจคงต้องปรับแบบประกันใหม่ โดยดอกเบี้ย 1% น่าจะใกล้เคียงความเป็นจริง เพราะบริษัทประกันลงทุนผ่านพันธบัตรรัฐบาลค่อนข้างมาก ซึ่งปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี หรือระยะยาวกว่านั้น ก็ลดลงมาอยู่ระดับ 1% ทั้งสิ้น “การลดดอกเบี้ยลงมาเหลือ 1% จะทำให้เพดานเบี้ยสูงขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจชาร์จเบี้ยประกันได้เหมาะสม และผลตอบแทนลูกค้าจะได้ใกล้เคียงกับตลาด” นายนิติพงษ์กล่าว  นายสาระ ล่ำซำ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่ 1% น่าจะยังไม่พอ เนื่องจากปัจจุบันบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ปรับตัวลงต่ำกว่า 1% ไปแล้ว เฉลี่ยอยู่ราว 0.8-0.9% และมีโอกาสลงต่ำทำนิวโลว์ได้อีก และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็น่าจะลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในวันที่ 25 มี.ค.นี้ ซึ่งมองว่าควรจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการคำนวณขั้นต่ำให้ลงไปได้มากกว่านี้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-433396

จำนวนผู้อ่าน: 89

18 มีนาคม 2020

ราคาทองวันนี้ร่วงแรง! ปรับขึ้น-ลง 11 รอบ รูปพรรณขายออกเหลือบาทละ 23,100 บาท

แฟ้มภาพ วันที่ 17 มีนาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ราคาทองคำปรับลดลงแรง ล่าสุดเมื่อเวลา 16.49 น. ปรับลดลงเป็นครั้งที่ 11 ของวัน และปรับลดลงอีกบาทละ50บาท เบ็ดเสร็จทั้งวันราคาทองปรับลง 6 ครั้ง โดยปรับลงมากสุดบาทละ 500 บาท ทันทีที่เปิดตลาดช่วงเช้า และปรับขึ้นรวม 5 ครั้ง ทำให้ล่าสุดทองคำแท่งขายออกอยู่ที่บาทละ 22,600 บาท ส่วนทองรูปพรรณขายออกเหลือบาทละ 23,100 บาท ทางด้านวาย แอล จี บุลเลี่ยน ออกบทวิเคราะห์ราคาทองในช่วงเย็นว่า จาการที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิลของเยอรมนีเห็นพ้องต่อแนวนโยบายสําหรับ 16 รัฐของประเทศในการปิดสถานที่สาธารณะต่างๆเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 ซึ่งจะรวมถึงบาร์, คลับ, โรงภาพยนตร์, พิพิธภัณฑ์, งานแสดงสินค้า, ฟิตเนส และสระว่ายน้ำทั่วประเทศ ประเด็นดังกล่าว สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคําให้อ่อนตัวลงตามสกุลเงินยูโร นอกจากนี้สกุลเงินปอนด์ถูกกดดันจากความวิตกไม่เพียงแต่เกี่ยวกับการแยกตัวของอังกฤษจากสหภาพยุโรป (EU) แต่ยังเกี่ยวกับยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจํานวนมากของประเทศ ประกอบกับนักลงทุนหลีกเลี่ยงสกุลเงินตลาดเกิดใหม่หลายสกุล จนดัชนี MSCI สกุลเงินตลาดเกิดใหม่ร่วง 0.2% โดยอยู่ที่ระดับต่ำาสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2018 ท่ามกลางสัญญาณบ่งชี้ว่า รัฐบาลจะเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง ซึ่งกดดันสกุลเงินของกลุ่มประเทศนั้นๆ จนเป็นแรงหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จนสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคําเพิ่มเติม ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคําแกว่งตัวผัวผวน แนะนํารอดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านบริเวณ 1,504-1,537 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้หรือไม่ หากไม่ผ่านอาจพิจารณาแบ่งทองคําออกขายบริเวณแนวต้านดังกล่าว หากรับความเสี่ยงได้อาจรอเข้าซื้อเก็งกําไรจากการดีดตัวขึ้นหากการอ่อนตัวลงและสามารถยืนเหนือโซน 1,451-1,445ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ นอกจากนี้นักลงทุนที่มีสถานะจํานวนมากจําเป็นต้องพิจารณาความเสี่ยงจากการที่ราคาแกว่งตัวในระดับสูง ช่วงเวลา ทองแท่ง ทองรูปพรรณ   เวลา ครั้งที่ รับซื้อ (บาท) ขายออก (บาท) รับซื้อ (บาท) ขายออก (บาท) Gold Spot Baht / US$ ขึ้น / ลง 17/03/2563 16:49 11 22,500.00 22,600.00 22,088.12 23,100.00 1,473.50 32.35 -50 17/03/2563 16:36 10 22,550.00 22,650.00 22,148.76 23,150.00 1,477.00 32.34 -100 17/03/2563 14:18 9 22,650.00 22,750.00 22,239.72 23,250.00 1,490.00 32.21 50 17/03/2563 13:03 8 22,600.00 22,700.00 22,194.24 23,200.00 1,491.00 32.14 -100 17/03/2563 12:51 7 22,700.00 22,800.00 22,285.20 23,300.00 1,496.00 32.14 -50 17/03/2563 12:38 6 22,750.00 22,850.00 22,345.84 23,350.00 1,499.50 32.14 -50 17/03/2563 12:11 5 22,800.00 22,900.00 22,391.32 23,400.00 1,503.50 32.16 50 17/03/2563 11:20 4 22,750.00 22,850.00 22,345.84 23,350.00 1,502.00 32.13 50 17/03/2563 10:49 3 22,700.00 22,800.00 22,285.20 23,300.00 1,499.00 32.10 50 17/03/2563 09:47 2 22,650.00 22,750.00 22,239.72 23,250.00 1,494.50 32.13 50 17/03/2563 09:27 1 22,600.00 22,700.00 22,194.24 23,200.00 1,490.50 32.12 -500   ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-433358

จำนวนผู้อ่าน: 90

18 มีนาคม 2020

เปิดงาน‘บางกอกเจมส์’กร่อย ลูกค้าจีนหายเกลี้ยงกลัวไวรัสโควิด-19

เปิดงาน Bangkok Gems วันแรกลูกค้าหดหาย บางตา เหตุกังวลการระบาดของไวรัส COVID-19 ด้าน ส.เครื่องประดับเงินชี้ ผู้ซื้อชาวจีนหายไปจากงานเกือบ 100% ขณะที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เจ้าของงาน ตั้งเป้าผู้เข้าชมงานไว้แค่ 13,000 ราย ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานการเปิดงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 65 ระหว่างวันที่ 25-29 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า บรรยากาศการเปิดงานวันแรกหลายบูทเต็มไปด้วยความเงียบเหงา ผู้เข้าชมงานบางตา สอดคล้องกับยอดผู้ลงทะเบียนล่วงหน้ามีประมาณ 3,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าการจัดงานหลายครั้งที่ผ่าน ๆ มาที่จะมียอดผู้ลงทะเบียนมากกว่า 10,000 รายขึ้นไป โดยเป็นผลมาจากความกังวลเรื่องของไวรัส COVID-19 จากการสอบถามผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าส่วนใหญ่ยอมรับว่า มีลูกค้าเข้ามาค่อนข้างบางตา ลูกค้าใหม่แทบจะไม่มีมา ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำที่ตอบรับจะเข้าชมงาน แต่เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกของการเจรจาค้าขาย (25-27 ก.พ.) คงต้องติดตามสถานการณ์อีก 2 วันก่อนที่จะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมงานในวันที่ 28 ก.พ. “เราจำเป็นต้องมาออกงาน เราไม่มีออฟฟิศในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัดเพื่อจะมาหาลูกค้าใหม่ ๆ พร้อมกับประสานติดต่อลูกค้าเดิม” ผู้ประกอบการที่เป็น SMEs กล่าว ด้านนายสุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทบิวตี้เจมส์ กล่าวว่า การเดินหน้าจัดงาน Bangkok Gems ถือเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ส่งออกและผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี แม้ทั่วโลกจะเจอปัญหาเรื่อง COVID-19 โดยวันนี้ลูกค้าของบริษัทโดยเฉพาะในกลุ่มตลาดสหรัฐและยุโรปยังให้การตอบรับและร่วมเข้างานได้เป็นอย่างดีและมีมูลค่าการซื้อขายและการสั่งซื้อสินค้าในวันแรกเข้ามาแล้ว “ลูกค้าให้ความสนใจและเข้าเยี่ยมชมบูทอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาพรวมการส่งออกในอุตสาหกรรมนี้น่าจะขยายตัวอยู่ที่ 5% จากค่าเงินมาเฉลี่ยอยู่ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ” นายกิตติศักดิ์ อุดมแดงอร่าม นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย กล่าวยอมรับว่า COVID-19 ยังส่งผลกระทบอยู่ โดยเฉพาะผู้ซื้อจากชาวจีน “หายไปเกือบ 100%” จากการห้ามเดินทางออกนอกประเทศเพื่อป้องกันปัญหาไวรัสแพร่ระบาด โดยผู้ซื้อที่หายไปส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ซื้อค้าปลีก ซึ่งเห็นได้ว่ามีจำนวนน้อยลง แต่อย่างไรก็ดี ผู้ซื้อหลักที่เป็นผู้นำเข้าเพื่การค้าภายในประเทศยังตอบรับเข้าร่วมงาน “จากการจัดงานครั้งนี้ให้ความสำคัญในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเครื่องประดับเงิน ทำให้ผู้ประกอบการให้ความสนใจและตอบรับเข้าร่วมงาน แต่เพื่อให้การส่งออกอัญมณีเครื่องเงินมีการเติบโตตามเป้าหมายที่ 5% เรายังต้องการให้ภาครัฐผ่อนปรนทางด้านภาษีอยู่” นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตัวเลขผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานประมาณ 3,000 รายถือเป็นจำนวนตัวเลขที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก ผู้เข้าร่วมงานแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและศักยภาพของประเทศไทยในการดูแลและป้องกัน COVID-19 อย่างเต็มที่ แต่ยังจำเป็นต้องติดตามการเข้าร่วมงานในช่วงการขายปลีกใน 2 วันสุดท้ายของการจัดงานว่า จะยังให้การตอบรับจากผู้ซื้อโดยเฉพาะผู้ซื้อคนไทยหรือไม่อย่างไร “ผมเชื่อว่า ตลอดการจัดงาน Bangkok Gems จะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานประมาณ 10,000-13,000 ราย ซึ่งอาจจะลดลงจากการจัดงานที่ผ่านมาก็ด้วยปัจจัยจากความกังวลในเรื่องของCOVID-19” นายสมเด็จกล่าว ขอบคุณข้อมูลจาก :https://www.prachachat.net/economy/news-425106

จำนวนผู้อ่าน: 332

26 กุมภาพันธ์ 2020

“COVID-19” ระบาดมะกัน-ยุโรป เสี่ยงกระทบหุ้นไทยดิ่งทดสอบ 1,415 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี เปิดเผยแนวโน้มตลาดหุ้นเช้าวันที่ 26 ก.พ.63 ว่า ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นลบ โดยคาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET (SET Index) จะปรับตัวลงทดสอบ 1,415 – 1,420 จุด ตามความกังวลเชื้อไวรัส COVID-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก โดยล่าสุดศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ออกมาเตือนให้ชาวอเมริกันเตรียมพร้อมรับมือกับเชื้อไวรัสที่อาจแพร่ระบาดอย่างหนักในสหรัฐ รวมถึงพบผู้ติดเชื่อเพิ่มขึ้นในฝั่งยุโรปทั้งสเปน สวิตเซอร์แลนด์ โครเอเชียและออสเตรีย ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจทั่วโลก นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงแรงจากความกังวลความต้องใช้ที่หดตัวตามภาวะเศรษฐกิจจะเป็นแรงกดดันต่อกลุ่มพลังงานและดัชนีอีกด้วย จึงแนะนำรอซื้อช่วงอ่อนตัวโดยเน้นเข้าลงทุนในกลุ่มที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) ในกลุ่มส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ KCE, HANA และ DELTA กลุ่มส่งออกอาหาร ได้แก่ CPF และ TU อานิสงส์ทิศทางเงินบาทอ่อนค่า กลุ่มไฟแนนซ์ แนะนำ MTC, SAWAD และ KTC ได้อานิสงส์ต้นทุนการเงินลดลงหลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ย 0.25% หุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) ที่จ่ายปันผลระดับสูง ได้แก่ ADVANC, INTUCH และ TTW รวมถึงหุ้นที่ได้รับการเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI ได้แก่ AWC, BTS และ BDMS มีผลวันที่ 28 ก.พ.63 ส่วนหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ ADVANC (ปิด 207.00 บาท ซื้อ/เป้า 247.00 บาท) โดย ADVANC ได้รับผลกระทบจากไวรัส COVID-19 น้อยสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ นอกจากนี้ ADVANC เริ่มเปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์เป็นรายแรกของไทยช่วยหนุนกิจกรรมการตลาดและช่วยดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการเครือข่ายของ ADVANC มากขึ้น ถัดมา TU (ปิด 15.90 บาท ซื้อ/เป้า 17.50 บาท) ได้บรรยากาศเชิงบวกหลังจากที่ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์และค่าเงินยูโร โดยประเมินว่า TU ได้ประโยชน์มากสุดเพราะมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกมากที่สุดของกลุ่มคิดเป็น 75% ของรายได้รวม ขณะที่แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 1/63 มีโอกาสโตต่อเนื่องจากมาร์จิ้นและปริมาณขายเพิ่มขึ้น หลังจากราคาทูน่ากลับมาเร่งตัวขึ้นจาก 900 ดอลลาร์/ตัน ในช่วงไตรมาส 3/62 เป็น 1,300 ดอลลาร์/ตัน ในปัจจุบัน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-425167

จำนวนผู้อ่าน: 352

26 กุมภาพันธ์ 2020

ยอดติดเชื้อไวรัส ‘โควิด-19’ พุ่ง 80,421 ราย ‘โครเอเชีย-ออสเตรีย-สวิส’ เจอรายแรก

จำนวนผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 ในช่วงเช้าวันที่ 26 กุมภาพันธ์อยู่ที่ 2,709 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิตเฉพาะในมณฑลหูเป่ย์ 2,563 ราย ขณะที่ผู้เสียชีวิตนอกประเทศจีนในหลายประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย อิหร่าน 16 อิตาลี 11 เกาหลีใต้ 10 ผู้โดยสารเรือไดมอนด์ ปรินเซส 3 ฮ่องกง 2 ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ที่ละ 1 ราย ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 80,421 คน โดยเป็นผู้ติดเชื้อในจีนแผ่นดินใหญ่ 77,661 คน เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศที่มีคนติดไวรัสโควิด-19 สูงที่สุดนอกประเทศจีนที่ 977 คน บนเรือไดมอนด์ ปรินซ์เซส 691 อิตาลียอดผู้ติดเชื้อทะลุสามร้อยมาอยู่ที่ 322 ญี่ปุ่น 170 อิหร่าน 95 สิงคโปร์ 91 ฮ่องกง 84 สหรัฐ 57 ไทย 37 ไต้หวัน 31 บาห์เรน 23 ออสเตรเลียและมาเลเซีย 22 เยอรมนี 18 เวียดนาม 16 ฝรั่งเศส 14 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอังกฤษที่ละ 13 แคนาดาและคูเวตที่ละ 11 มาเก๊า 10 สเปน 6 ฟิลิปปินส์และอินเดียที่ละ 3 รัสเซีย โอมาน และออสเตรียที่ละ 2 อัฟกานิสถาน คูเวต อิรัก เลบานอน เนปาล กัมพูชา อิสราเอล แอลจีเรีย โครเอเชีย สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม ฟินแลนด์ สวีเดน อียิปต์ และศรีลังกาที่ละ 1 ซึ่ง ส่วนผู้ที่หายจากการติดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อยู่ที่ 27,960 คน สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในยุโรปยังคงกระจายไปอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดผู้ติดเชื้อรายแรกในหลายประเทศ อาทิ ออสเตรีย โครเอเชีย และสวิตเซอร์แลนด์ โดยส่วนใหญ่เป็นกรณีของผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากอิตาลี และยังมีรายงานการพบผู้ติดเชื้อในประเทศแอลจีเรียที่ตั้งอยู่แอฟริกาตอนเหนืออีกด้วย ขณะที่ในสเปนมีรายงานพบผู้ติดเชื้อครั้งแรกในแผ่นดินใหญ่ โดยเป็นหญิงที่เพิ่งกลับจากการท่องเที่ยวทางตอนเหนือของอิตาลี เช่นเดียวกับในฝรั่งเศสและเยอรมนีที่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่งเดินทางกลับจากอิตาลีด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/breaking-news/news-425162

จำนวนผู้อ่าน: 131

26 กุมภาพันธ์ 2020

ค่าเงินบาท​อ่อน​ค่า​ที่​ 31.82 บาท/ดอลลาร์​ ระยะ​สั้นผันผวนตาม​ปัจจัย​การเมืองในประเทศ​

แฟ้มภาพ ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักวิเคราะห์ตลาดการเงินและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์  เปิดเผย​ว่า​ เงินบาทเปิดเช้าวันนี้​ (26​ ก.พ.)​ ที่ระดับ 31.82 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ​ อ่อนค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ระดับ 31.70 บาทต่อดอลลาร์ ส่วน​กรอบเงินบาทวันนี้อยู่​ที่​ 31.70-31.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยในคืนที่ผ่านมา ตลาดการเงินฝั่งตะวันตกผันผวนต่อเป็นวันที่​ 4 ดัชนีตลาดหุ้น​ S&P500 ของสหรัฐปรับตัวลงต่อ3.03% ขณะที่ Euro Stoxx 50 และ FTSE 100 ในยุโรปก็ร่วงลง 2.07% และ 1.94% ตามลำดับ มีเพียงพันธบัตร​ (บอนด์)​ ที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เห็นได้จากล่าสุด อัตรา​ผลตอบแทน​ (ยีลด์)​ สหรัฐอายุ 10ปี ทรงตัวใกล้เคียงระดับต่ำที่สุดในประวัติการที่ 1.36% แม้ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นได้เล็กน้อย 0.22% มาที่ระดับ 1638 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ราคาน้ำมันดิบก็ดิ่งลงต่อเนื่องโดยในช่วงสองวันที่ผ่านมา น้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลงไปแล้วถึง 6.07% สะท้อนภาพความกังวลเศรษฐกิจ และการจับจ่ายใช้สอยที่กำลังชะลอตัวหนัก ฝั่งตลาดเงิน เริ่มเห็นว่าดอลลาร์อ่อนค่าลงบ้างเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังจากที่หุ้นสหรัฐปรับตัวลงไม่ต่างกับทั่วโลก อย่างไรก็ดี สกุลเงินที่มีความสัมพันธ์กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ปรับตัวลงตามราคาน้ำมันที่ตกต่ำเช่นกัน จึงยังไม่ถือเป็นสัญญาณการอ่อนค่าของดอลลาร์ที่ชัดเจน ด้านเงินบาท ระยะสั้นกลับมาเคลื่อนไหวตามข่าวการเมืองในประเทศที่วุ่นวาย ผสมกับภาพเศรษฐกิจเอเชียที่ชะลอตัวทำให้มีความผันผวนของสกุลเงินเพื่อนบ้านผสมโรงกดดันเงินบาทอยู่ด้วย ในช่วงถัดไป ต้องจับตามุมมองของตลาดทุนฝั่งเอเชียเป็นหลักว่าจะถึงจุดที่แย่ที่สุดในเร็วๆ นี้หรือไม่ ทั้งในแง่ของการระบาดของไวรัส และความกังวลกับภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากทั้งเงินบาทและสกุลเงินเอเชีย จะไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นได้ถ้านักลงทุนยังมีความกังวลกับความเสี่ยงหลักเหล่านี้อยู่   ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-425158

จำนวนผู้อ่าน: 132

26 กุมภาพันธ์ 2020

TCAP โชว์ปี’62 กำไรโต 38% ผลพวงขายหุ้น “ธนาคารธนชาต” ให้ TMB

บมจ.ทุนธนชาต หรือ “TCAP” โชว์ผลการดำเนินงานปี 2562 มีกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมอยู่ที่ 16,760 ล้านบาท บวก 6% จากปีก่อน เฉพาะส่วนของบริษัทฯ กำไรสุทธิ 10,807 ล้านบาท บวก 38% จากปีก่อน ชี้กำไรโตกระโดดผลพวงขาย “ธนาคารธนชาต” ให้ “TMB” พร้อมเปิดแผนการลงทุนปี 2563 หนุน ROE ไม่น้อยกว่า 12% นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP กล่าวว่า TCAP และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิสำหรับปี 2562 จำนวน 16,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% ในขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทฯ มีจำนวน 10,807 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 38% โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานของธนาคารธนชาต (TBANK) และบริษัทย่อยที่เติบโตขึ้น รวมถึงกำไรจากการขาย TBANK ให้แก่ธนาคารทหารไทย (TMB) ซึ่ง TCAP เข้าไปถือหุ้นใน TMB 20.11% โดย TMB ถือเป็นเงินลงทุนในบริษัทร่วม และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย โดยการย้ายไปถือหุ้นใน TMB ที่รวม TBANK เข้าไปเป็นธนาคารที่ใหญ่ขึ้นเท่าตัว เป็นการปรับยุทธศาสตร์ของเรา ซึ่งธนาคารที่ใหญ่ขึ้นจะมีความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ส่งผลดีต่อ TCAP ในอนาคต ประกอบกับการ ถือหุ้นในบริษัทลูก ๆ โดยตรง เป็นการกระจายตัวของแหล่งรายได้ที่ดีขึ้นของ TCAP นอกจากนี้ ธุรกิจเช่าซื้อยังคงเป็นธุรกิจที่ TCAP ให้ความสำคัญ ด้วยการถือหุ้นโดยอ้อมใน TBANK ที่เป็นผู้นำในธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ผ่าน TMB และถือหุ้นโดยตรงใน THANI ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างมากในสินเชื่อรถบรรทุก ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ “จากการปรับยุทธศาสตร์ดังกล่าว ส่งผลให้ TCAP มีเงินสดคงเหลือประมาณ 14,000 ล้านบาท คณะกรรมการจึงได้อนุมัติวิธีการบริหารเงินสดส่วนเกินดังกล่าว โดยจะจัดสรรไปซื้อหุ้นคืน ในวงเงินไม่เกิน 6,000 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผลพิเศษให้แก่ผู้ถือหุ้น TCAP ในอัตราหุ้นละ 4.00 บาท ซึ่งได้จ่ายไปแล้วเมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา นอกจากนี้ เรายังมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจที่เรามีความเชี่ยวชาญ อาทิ ธุรกิจการเงิน และธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดที่กล่าวมาคาดว่าจะส่งผลให้ในปี 2563 นี้ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท (ROE) ของ TCAP ยังจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจและไม่น้อยกว่า 12%” นายสมเจตน์กล่าว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/breaking-news/news-425128

จำนวนผู้อ่าน: 133

26 กุมภาพันธ์ 2020