ข่าวประชาสัมพันธ์

“บัวหลวง” ปักธง 2 กองทุนใหม่ ปั๊ม AUM ฟื้น

พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา กองทุนบัวหลวงคงเป้าหมาย AUM ปีนี้โต 5% แตะ 9.55 แสนล้านบาท หลังครึ่งปีแรก AUM หดตัวจากสิ้นปีก่อนประมาณ 8.7% เหลือ8.31 แสนล้านบาท จากผลกระทบมูลค่า NAV อุตสาหกรรมกองทุนที่ลดลง เหตุตลาดตราสารหนี้ผันผวนหนัก-นักลงทุนตื่นโควิด-19 เตรียมเสนอขาย 2 กองทุนใหม่ดัน AUM โตตามเป้า กองแรก “B-MAPS” เน้นลงทุนหุ้นไทย อีกกอง “Chin A Share RMF”ลงทุนหุ้นจีน ผลตอบแทนจูงใจ 6-20% นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (กองทุนบัวหลวง) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา กองทุนบัวหลวงมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) ลดลงตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของอุตสาหกรรมกองทุนรวม โดย ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2563 มี AUM อยู่ที่ 8.31 แสนล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2562 ประมาณ 8.7% เป็นผลกระทบจากความผันผวนในตลาดตราสารหนี้ที่นักลงทุนกังวลสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดหนัก จึงตื่นตระหนกเทขายหน่วยลงทุน จนทำให้ต้องมีปิดกองทุนรวมตราสารหนี้ 4 กองทุนรวมตราสารหนี้ของ บลจ.แห่งหนึ่ง ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2562 บลจ.บัวหลวงมีมูลค่ากองทุนรวม (mutual fund) อยู่ที่ 5.72 แสนล้านบาท กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 2.24 แสนล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 9.40 หมื่นล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 1.90 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดี ยังคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2563 นี้ จะสามารถบริหารกองทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย AUM ที่ 9.55 แสนล้านบาท หรือเติบโต 5% จากสิ้นปีก่อนได้ โดยในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมากองทุนบัวหลวงยังเป็นยอดซื้อสุทธิที่1.81 หมื่นล้านบาท และเป็นยอดขายสุทธิเพียง 268 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ทั้งอุตสาหกรรมเป็นยอดขายสุทธิถึง 1.62 แสนล้านบาท และมียอดซื้อสุทธิเพียง 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น นายพีรพงศ์กล่าวว่า ครึ่งปีหลัง บลจ.บัวหลวง จะเสนอขาย 2 กองทุนใหม่ ได้แก่ กองทุน “B-MAPS” ที่คาดว่าจะเสนอขายเป็นครั้งแรก (IPO) ในเดือนก.ย. โดยจะเป็นกองทุนหุ้นที่จัดพอร์ตความเสี่ยงของนักลงทุน เช่น สัดส่วนลงทุนหุ้น 25% 50% หรือ 100% เป็นต้นซึ่งประมาณการผลตอบแทนที่ 6-7% ถัดมากองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) “Chin A Share RMF” ที่เบื้องต้นตั้งเป้าขายในเดือน ต.ค. โดยคาดว่าจะสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าที่มองหาการลงทุนในกองทุน RMF เพื่อนำไปลดหย่อนภาษีในช่วงปลายปีได้ ซึ่งประมาณการผลตอบแทนที่ 20% โดยที่ผ่านมากองทุน RMF ของ บลจ.บัวหลวง ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนค่อนข้างดี โดยเฉพาะกองทุนเปิดบัวหลวงทศพลเพื่อการเลี้ยงชีพ(B-TOPTENRMF) ที่มีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 300 ล้านบาท (ณ 10 ก.ค. 2563) จึงตั้งเป้าออกกองทุน RMFเพิ่มอีก 1 กองทุนในปลายปีนี้ “ถือว่าท้าทายมากที่จะทำให้ได้ตามเป้าที่วางเอาไว้ หลังจากที่ AUM กลางปีลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากนักลงทุนไม่มั่นใจที่จะลงทุนในสินทรัพย์ลงทุนต่าง ๆ สะท้อนจากปริมาณเงินฝากในระบบที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกระแสเงินเป็นยอดขายสุทธิ(net sell) ทั้งอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามในส่วนของ บลจ.บัวหลวง พบว่า กองทุนตราสารหนี้และกองทุน RMF ยังเป็นยอดซื้อสุทธิอยู่” นายพีรพงศ์กล่าว นอกจากนี้ นายพีรพงศ์กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมากองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ (SSFX) 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นไทยเพื่อการออม (BEQSSF) และกองทุนผสมบัวหลวง 70/30 เพื่อการออม (BM70SSF) ได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี โดยมียอดซื้อสุทธิประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท ล่าสุด บลจ.บัวหลวงเปิดดำเนินการต่อในรูปกองทุนรวมเพื่อการออมปกติ (SSF) ซึ่งปัจจุบันมียอดซื้อสุทธิเข้ามาประมาณ 78 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่น่าพอใจ จากมูลค่ากองทุน SSF ของทั้งอุตสาหกรรมที่อยู่ที่ประมาณ 200 กว่าล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-498083

จำนวนผู้อ่าน: 66

30 กรกฎาคม 2020

“ร้านสะดวกซัก” แรง สารพัดแบรนด์บุก-สิ้นปีเฉียดพันสาขา

ตลาดร้านสะดวกซักคึกคัก อนาคตสดใส ดีมานด์เพิ่มสวนกระแสเศรษฐกิจ ลูกค้านิยม ผู้สนใจลงทุนแฟรนไชส์เพียบ แบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่ดาหน้าผุดสาขาเพิ่มต่อเนื่อง เผยเชนร้านค้าปลีก-ร้านสะดวกซื้อ-ร้านกาแฟ ทยอยดึงไปเปิดคู่สาขาเป็นแม็กเนตช่วยดึง-อำนวยความสะดวกลูกค้า “อ๊อตเทริฯ” เตรียมจัดอีเวนต์ใหญ่ดึงนักลงทุน-งัดเสริมบริการดึงลูกค้าเข้าร้าน ด้าน “อัลลิแอนซ์ ลอนดรี้ฯ” ผู้ผลิตเครื่องซักผ้า คาดปีนี้ยอดแตะ 800 สาขา นายกวิน นิทัศนจารุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารเชนร้านสะดวกซักรายใหญ่ “อ๊อตเทริ วอช แอนด์ ดราย” ฉายภาพตลาดและทิศทางของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังว่า ที่ผ่านมาอาจจะกล่าวได้ว่าธุรกิจร้านสะดวกซักได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 น้อยกว่าธุรกิจอื่น เนื่องจากร้านสะดวกซักเป็นธุรกิจที่ใช้พนักงานน้อย จึงมีต้นทุนบุคลากรต่ำ ประกอบกับการซักผ้าเป็นงานบ้าน หรือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องทำประจำ จึงทำให้มีการใช้บริการต่อเนื่อง ช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา รายได้เฉลี่ยจากร้านทั้งของบริษัทและแฟรนไชส์ลดลงประมาณ 20% โดยสาขาย่านชุมชนยังสามารถประคองตัวได้ จากปัจจัยของการทำงานที่บ้านหรือเวิร์กฟรอมโฮม ที่ทำให้ผู้บริโภคจึงหันมาใช้บริการหยอดเหรียญ แทนการส่งร้านซัก-รีด ขณะที่สาขาในย่านท่องเที่ยว และสถานศึกษา กระทบหนักเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง และการปิดสถาบันการศึกษา ที่สำคัญ คือ หลังจากที่ทางการประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวช่วงกลางเดือนมิถุนายน และธุรกิจบริการสามารถกลับมาเปิดบริการ 24 ชั่วโมงตามปกติ ทำให้รายได้ร้านสะดวกซักเริ่มฟื้นตัว และกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปกติ และมีแนวโน้มที่ผู้ใช้บริการจะมีเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ “สะดวกซัก” แนวโน้มสดใส กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-เน็กซ์ฯ กล่าวด้วยว่า เชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลังแนวโน้มน่าจะไปในทิศทางบวก ส่วนหนึ่งมาจากดีมานด์ของผู้บริโภคทั่วไป หลังจากได้มีการทดลองใช้งานและมีความคุ้นเคย รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการซื้อเครื่องซักผ้าที่เป็นสินค้าราคาสูงได้ ขณะที่กลุ่มนักลงทุนเริ่มมองหาธุรกิจมาช่วยสร้างรายได้ และร้านสะดวกซักก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกหนึ่ง หากสังเกตจะพบว่าร้านสะดวกซักเริ่มมีดีมานด์จากธุรกิจอื่น ๆ เช่น เชนร้านค้าปลีก-ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ ที่นำธุรกิจสะดวกซักไปเปิดคู่กับสาขามากขึ้น สำหรับแนวทางการดำเนินงานในช่วงจากนี้ไป หลัก ๆ นอกจากการเน้นสร้างความเชื่อมั่นและการรับรู้กับนักลงทุน หรือผู้ที่สนใจจะเป็นแฟรนไชส์ โดยจะมีการจับมือพันธมิตรในธุรกิจต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความสะดวก และดึงดูดให้มาใช้บริการ เช่น จับมือกับบริษัท อัลลิแอนซ์ ลอนดรี้ ซิสเต็มส์ ผู้ผลิตและนำเข้าเครื่องซักผ้าเชิงพาณิชย์ จัดงาน “Otteri X Alliance เปิดประสบการณ์ใหม่ ก้าวสู่เส้นทางธุรกิจ” ในวันที่ 18 สิงหาคมที่จะถึงนี้ พร้อมโปรโมชั่น แคชแบ็ก 1 แสนบาท หรือขยายระยะเวลารับประกัน เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจของนักลงทุน ตลาดปลากระป๋องซึมยาว “ปุ้มปุ้ย” เพิ่มดีกรีลุยส่งออก “แอปเปิล สโตร์” สาขาใหม่ หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิด 31 ก.ค. นี้ รวมทั้งการขยายฐานลูกค้าหรือผู้บริโภคทั่ว ๆ ไป ด้วยบริการเสริมและนวัตกรรม อาทิ การทำโปรโมชั่นผ่านแอปพลิเคชั่นอ๊อตเทริ การจับมือพันธมิตร อาทิ ทรูวอลเลต เพื่อเปิดบริการชำระค่าซักผ้าผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์พร้อมส่วนลด 5-10 บาท, ติดตั้งตู้เช่าเพาเวอร์แบงก์ของเพาเวอร์พลัสและจัดโปรโมชั่นลูกค้าใหม่เช่าเพาเวอร์แบงก์ฟรี 24 ชั่วโมง, จับมือบิวตี้แลนด์มาร์คนำตู้ขายสินค้าความงามมาตั้งในร้าน โดยมีโปรโมชั่นลดราคากว่า 50% อาทิ แบรนด์ Nami, Smooto, beWiLD และ Snowgirl เป็นต้น รวมถึงประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ผ่านทางสื่อออนไลน์ “ขณะนี้บริษัทได้รับการติดต่อจากผู้สนใจต้องการจะเปิดแฟรนไชส์เข้ามาเป็นระยะ ๆ ทั้งจากแฟรนไชซีรายเก่าและผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งในภาพรวมคาดว่าปีนี้จะสามารถขยายสาขาเพิ่มทั้งสาขาของบริษัทและสาขาของแฟรนไชส์ได้ประมาณ 200 สาขา หรือรวมทั้งสิ้นประมาณ 360-370 สาขา ส่วนรายได้จะเติบโตเป็น 380-400 ล้านบาทตามเป้า” ตลาดบูมเฉียดพันสาขา นายสุกรี กีไร ผู้จัดการฝ่ายขาย ประจำภูมิภาค บริษัท อัลลิแอนซ์ ลอนดรี้ ซิสเต็มส์ ผู้ผลิตและนำเข้าเครื่องซักผ้าเชิงพาณิชย์รายใหญ่ ที่ให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า ช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา ธุรกิจร้านสะดวกซักเติบโตต่อเนื่องทั้งจำนวนสาขาและจำนวนแบรนด์ที่มีกว่า 87 แบรนด์ ซึ่งต่างเดินหน้าเปิดสาขาใหม่ไปกว่า 180 สาขา หรือมากกว่า 50% ของการเปิดสาขาทั้งปี 2562 ที่ผ่านมา นำโดยแบรนด์อ๊อตเทริ และวอชเอ็กซ์เพรส โดยพื้นที่ที่มีการเปิดร้านสะดวกซักมาก หลัก ๆ จะเป็นภาคตะวันออก และ กทม.-ปริมณฑล รวมถึงเริ่มเห็นภาพการขยายร้านสะดวกซักไปยังปั๊มน้ำมันต่าง ๆ มากขึ้น เบื้องต้นประเมินว่า ปัจจุบันภาพรวมของร้านสะดวกซักทั่วประเทศจะมีประมาณ 644 สาขา และสิ้นปีอาจมีจำนวนมากกว่า 800 สาขา โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการยกเลิกล็อกดาวน์เคอร์ฟิว ที่ทำให้การส่งสินค้า และติดตั้งรวดเร็วขึ้น และขณะนี้ ผู้แทนจำหน่าย หรือดิสทริบิวเตอร์ของบริษัททั้ง 9 ราย ต่างก็เร่งทำตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการใหม่อีกหลายรายที่กระโดดเข้ามาทำร้านสะดวกซักเพิ่มขึ้นเป็นระยะ ๆ นายสุกรีกล่าวว่า ล่าสุดบริษัทเตรียมจะจัดงานแฟร์ใหญ่ 2 งาน เริ่มจาก Otteri X Alliance กลางเดือนสิงหาคม และตามด้วยงานแฟร์ของบริษัทเองในเดือนตุลาคม รวมถึงยังมีงานสัมมนาอีก 2 งาน รวมทั้งจะมีการจับมือดิสทริบิวเตอร์จัดโปรโมชั่น อาทิ ขยายระยะเวลาประกันสินค้า เป็นการสร้างความมั่นใจ การขยายตลาดไปยังทำเลใหม่ ๆ อาทิ คอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ และสถานศึกษา ทุกค่ายเดินหน้าเปิดสาขาเพิ่ม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดจากการสำรวจพบว่า ขณะนี้เริ่มมีร้านสะดวกซักแบรนด์ต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด อาทิ “วอชเอ็กซ์เพรส” ซึ่งเปิดตัวเมื่อปี 2562 และสปีดสาขาจนปัจจุบันมีกว่า 100 สาขา ในขณะที่ “ลอนดรี้บาร์” รายใหญ่จากมาเลเซีย และเข้ามาในไทยเมื่อปี 2562 ปัจจุบันมีประมาณ 35 สาขา ได้เปิดตัวแอปพลิเคชั่น LB Pay สำหรับค้นหาสาขา-ชำระเงิน-จัดโปรโมชั่น เช่น รับเงินเพิ่มสูงสุด 25% เมื่อเติมเงินเข้าวอลเลต รวมทั้งการจัดสัมมนาเพื่อหาผู้สนใจลงทุนแฟรนไชส์อย่างต่อเนื่อง ด้าน “คลีนโปร เอ๊กซ์เพรส” ผู้เล่นดั้งเดิมที่เริ่มธุรกิจตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบันมีประมาณ 55 สาขา ได้มีการจัดโปรโมชั่นกระตุ้นการใช้บริการและสมัครบัตรสมาชิก รวมทั้งมีการจัดชิงโชคแคชแบ็ก และของพรีเมี่ยม เมื่อชำระค่าบริการผ่านบัตรสมาชิก ล่าสุดร้านสะดวกซื้อ ซีเจ เอ๊กซ์เพรส สาขาซอยสามัคคี 31 อยู่ระหว่างการปรับพื้นที่บางส่วนของสาขาเพื่อเปิดเป็นร้านสะดวกซัก จากก่อนหน้านี้ที่เซเว่นอีเลฟเว่น เจ้าตลาดร้านสะดวกซื้อ ได้จับมือกับอ๊อตเทริฯเปิดร้านสะดวกซัก 24 ชั่วโมง “ออลลอนดรี้ บาย อ๊อตเทริ” ที่สาขาสิรินธร ซอย 5 ใกล้กับห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง ธนบุรี ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-498056

จำนวนผู้อ่าน: 62

30 กรกฎาคม 2020

สหรัฐสั่งปิดกงสุลจีน ชี้ชัด “สายเหยี่ยว” กุมนโยบายต่างประเทศ

FILE PHOTO: REUTERS/Adrees Latif/File Photo การขับเคี่ยวช่วงชิงเป็นมหาอำนาจโลกระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” และ “จีน” ช่วงหลังโควิด-19 ทวีความดุเดือดยิ่งขึ้น ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองได้เพิ่มดีกรีขึ้นมาอีกระดับ ภายหลังสหรัฐออกคำสั่งปิดสถานกงสุลของจีน ซึ่งเป็นมาตรการทางการทูตที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยเมื่อ 23 ก.ค. 2020 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ออกคำสั่งปิดสถานกงสุลจีนในสหรัฐ ที่เมืองฮุสตัน โดยทางการสหรัฐให้เหตุผลว่า จีนได้ส่ง “จารชน” แฝงตัวในรูปของนักการทูตเพื่อเข้ามาโจรกรรมข้อมูลความลับของสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายจีนย่อมมิอาจอยู่เฉย “หวัง เหวินปิง” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมาตอบโต้ว่า “การกระทำของสหรัฐเป็นการขยายความขัดแย้งอย่างรุนแรง และจีนพร้อมออกมาตรการตอบโต้ด้วยการสั่งปิดสถานกงสุลของสหรัฐในจีนเช่นกัน” ทั้งนี้ การใช้จารชนที่แฝงตัวเข้ามาด้วยคราบของนักการทูต แทบเรียกได้ว่าเป็นสิ่งปกติในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยสำนักข่าวเอพีรายงานว่า ประเทศมหาอำนาจซึ่งรวมถึงสหรัฐ ได้ส่งจารชนแฝงตัวเข้าไปในประเทศอื่น ๆ ทั้งที่เป็นมิตรและศัตรูผ่านภารกิจทางการทูตมานานแล้ว ขณะเดียวกันประเทศเหล่านี้ก็ยอมรับการมีตัวตนของจารชนจากต่างชาติที่แฝงตัวเข้ามาสอดแนมผ่านภารกิจทางการทูตเช่นกัน ซึ่งถึงแม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการดูไม่ปกติและผิดกฎหมาย แต่ว่าประเทศเหล่านี้ก็ไม่ได้ขับไล่สายลับแฝงตัวเหล่านี้ออกไป ตราบใดที่ไม่ได้กระทำภารกิจที่ร้ายแรงเกินกว่าที่จะรับได้ “คริสโตเฟอร์ คอสต้า” อดีตนายพันของกองทัพสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สายลับนานาชาติ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้เหตุผลว่า “การขับไล่นักการทูตของประเทศหนึ่งที่แม้ว่าจะเป็นสายลับแฝงตัวก็ตาม ย่อมต้องเกิดการตอบโต้ด้วยการไล่นักการทูตของสหรัฐกลับ ซึ่งจะสร้างความขัดแย้งทางการทูตขึ้นมาโดยไม่มีความจำเป็น” จารชนของจีนที่แฝงตัวเข้ามาตามสถานทูตและสถานกงสุลในสหรัฐมีมาก่อนหน้าแล้ว อย่างไรก็ตาม สหรัฐไม่ได้สั่งขับพวกนี้ออกไปเพราะเกรงว่าจะก่อให้เกิดข้อขัดแย้งทางการทูตกับจีนขึ้นมาโดยไม่จำเป็น เหตุผลของการสั่งปิดสถานกงสุลของจีนในฮุสตัน จึงสามารถมองได้ 2 สาเหตุ ประการแรก คือ สายลับของจีนกระทำภารกิจในแผ่นดินของสหรัฐที่อุกอาจเกินกว่าจะยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดแบบเจาะจงของภารกิจการจารกรรมข้อมูลของสายลับจีน แม้ว่าจะกล่าวหาว่ามีการกระทำลักษณะนี้อยู่ก็ตาม ซึ่งหากจารชนของจีนไม่ได้ทำภารกิจที่ฉาวโฉ่เกินไป ดังนั้น เหตุผลของการสั่งปิดกงสุลประการที่สอง คือ “สหรัฐอยากเปิดศึกความขัดแย้งทางการทูตกับจีน” โดยการใช้ข้ออ้างการขับไล่สายลับ บลูมเบิร์กออกบทวิเคราะห์ระบุว่า กลุ่มรัฐมนตรีและที่ปรึกษาของรัฐบาลสหรัฐที่มีความเป็นปฏิปักษ์ต่อจีนได้เพิ่มบทบาทในการกำหนดนโยบายต่างประเทศอย่างมาก และเป็นผู้เสนอการปิดกงสุลของจีน โดยแกนนำของกลุ่มนี้ก็คือ “ไมค์ ปอมเปโอ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, “เดวิด สติลเวลล์” ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ “แม็ตทิว พอตติงเกอร์” รองที่ปรึกษาด้านความมั่นคง รายงานระบุว่า แม้ “โดนัลด์ ทรัมป์” จะแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนแต่ว่าวัตถุประสงค์ของเขามีเพียงเพื่อกดดันให้จีนหันมาทำข้อตกลงซื้อสินค้าสหรัฐเพิ่ม เพื่อนำไปหาเสียงในการเลือกตั้งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สำหรับ “ไมค์ ปอมเปโอ” ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการซีไอเอ และทีมสายเหยี่ยว มีเป้าหมายเปิดหน้าชกกับจีน เพื่อขัดขวางไม่ให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งแทนที่สหรัฐ ขณะที่การระบาดของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐถอยหลังลงอย่างหนัก และปัจจุบันยังไม่สามารถคุมการระบาดได้ ขณะที่จีนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจก็เริ่มกลับมาฟื้นตัวได้เป็นตัวจุดชนวนความกังวลว่าจีนอาจจะก้าวแซงหน้าสหรัฐในเร็ววัน และความกังวลดังกล่าว “โรเบิร์ต เกตต์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้ว่า “มันส่งผลให้ทั้งรีพับลิกันและเดโมแครต หันมาร่วมมือกันเพื่อขัดขวางจีน” ด้วยแรงสนับสนุนในแนวทางปรปักษ์ต่อจีน กลุ่มเหยี่ยวจึงมีแรงขับเคลื่อนในการนำเสนอมาตรการอันแข็งกร้าว เช่น ข้อเสนอการ “โจมตีค่าเงิน” ของฮ่องกงที่ผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐ การผลักดันให้เร่งเปิดเขตการค้าเสรีกับไต้หวัน รวมไปถึงข้อเสนอสั่งแบนการเดินทางเข้าสหรัฐของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลายสิบล้านคน และการสั่งปิดสถานกงสุลของจีน นอกจากนี้ นิตยสาร “ฟอร์ริน โพลิซี” ยังได้รายงานอ้างคำกล่าวของ “ไมค์ ปอมเปโอ” เมื่อก.พ. 2020 ระบุว่า “สถานกงสุลของจีนอีกหลายแห่ง รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตจีนในวอชิงตัน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจารกรรมข้อมูล” ซึ่งสถานกงสุลเหล่านี้อาจเป็นเป้าหมายการสั่งปิดในอนาคต เมื่อบุคคลที่รายล้อมประธานาธิบดี คือผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้นำ แนวคิดของกลุ่มบุุคคลเหล่านี้จึงเป็นตัวบ่งชี้ว่า การดำเนินนโยบายของ “สหรัฐต่อจีน” จะรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงอย่างน้อยช่วงการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2020 ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-498062

จำนวนผู้อ่าน: 61

30 กรกฎาคม 2020

ตระกูลอยู่วิทยา ส่งจดหมายเปิดผนึก ลอยแพ “บอส”

วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตระกูลอยู่วิทยา ได้ส่งข่าวถึงสื่อมวลชนเป็นจดหมายเปิดผนึก เรื่อง จดหมายเปิดผนึกจากพี่น้องอยู่วิทยา ระบุว่า “จากกรณีข่าวของคุณวรยุทธ อยู่วิทยา พี่น้องครอบครัวอยู่วิทยาต้องขอโทษสังคมเป็นอย่างสูง ที่ข่าวของบุคคลใน ครอบครัวได้สร้างความรู้สึกโกรธ เกลียด ไม่พอใจ จนเป็นเหตุของกระแสการเรียกร้องของสังคมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ‘บอส อยู่วิทยา’ ทายาทกระทิงแดง หลุดคดีขับรถชนตำรวจตาย “บอส อยู่วิทยา” ทายาทเศรษฐีไทยอันดับ 2 ครอบครองทรัพย์สิน 6.6 แสนล้าน พวกเราไม่อาจจะปฏิเสธความสัมพันธ์ของการเป็น “อยู่วิทยา” คนหนึ่งของคุณวรยุทธได้ อย่างไรก็ตาม พี่น้องครอบครัวอยู่วิทยาก็ขอเรียนให้ทุกท่านทราบด้วยความจริงใจว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่วันเกิดเหตุครอบครัวคุณวรยุทธ ไม่ได้หารือหรือบอกเล่าการตัดสินใจหรือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งกับพี่น้องเลย และพวกเราก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการ ตัดสินใจหลายเรื่องของคุณวรยุทธที่เราติดตามจากข่าว แต่พี่น้องก็ไม่เคยออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้ ด้วยเพราะให้เกียรติครอบครัวของคุณวรยุทธ และคาดหวังว่าครอบครัวของคุณวรยุทธจะทำทุกอย่างให้เป็นที่ยอมรับของสังคมในที่สุด แต่ในวันนี้กระแสทางลบที่มากระทบกับสมาชิกทุกคนในครอบครัวมีมากจนเกินกว่าจะแบกรับเหมือนทุกครั้งได้ทำให้เราจำเป็นต้องออกจดหมายฉบับนี้ บอส อยู่วิทยา : ในสปอร์ตไลท์ 3 คณะกรรมการ ย้อนศร “ความยุติธรรม” กระทิงแดงแจง “บอส อยู่วิทยา” ไม่มีความเกี่ยวข้องกลุ่มธุรกิจ TCP พี่น้องทุกคนล้วนเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และยืนยันว่าพวกเราทุกคนให้ความเคารพในกฎหมาย และยึดมั่น ในกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องสามารถสร้างความยุติธรรมให้กับทุกคนด้วยความเท่าเทียมกัน พี่น้องทุกคนขอเรียกร้อง ให้คุณวรยุทธออกมาแสดงความกระจ่างและความบริสุทธิ์ใจ ให้ครอบครัวอยู่วิทยาที่เหลือ รวมทั้งสังคมและสื่อมวลชน ให้เร็วที่สุด และดำเนินการให้ถูกต้องตามครรลองของสังคม พี่น้องทุกคนขอแสดงจุดยืนของครอบครัวอยู่วิทยา จุดยืนที่พวกเรายึดถือและปฏิบัติมาตลอด คือการเดินตามปณิธาน และคำสอนของ คุณเฉลียว อยู่วิทยา ผู้เป็นพ่อและเป็นต้นแบบของการใช้ชีวิต ที่สอนให้พวกเรายึดมั่นในการกตัญญูต่อ แผ่นดิน โดยพี่น้องครอบครัวอยู่วิทยาทุกคนจะยังคงมุ่งมั่นสร้างสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน ชุมชน และสังคมไทย ตามวิถีและปณิธานที่คุณเฉลียวได้วางไว้ต่อไป   ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-498086

จำนวนผู้อ่าน: 64

30 กรกฎาคม 2020

เดือนเดียวทองพุ่ง 2 พัน อานิสงส์บาทอ่อน ดันราคาในประเทศ

อานิสงส์ “บาทอ่อน” ดันทองในประเทศฮอต ! ก.ค.เดือนเดียวพุ่ง 2.4 พันบาทขณะที่จากต้นปีถึงปัจจุบันราคาเพิ่มขึ้นแล้ว 6.75 พันบาท นักวิเคราะห์ “บล.ทรีนีตี้” ชี้เงินบาทอ่อนค่าหนุนราคาทองคำในประเทศขยับขึ้นมากกว่าราคาทองต่างประเทศ คาดราคายังไปต่อได้อีก มีลุ้นทะลุ 3 หมื่นบาท ด้าน “แม่ทองสุก” ระบุปัจจัยดันราคาทองมาจากธนาคารกลางแห่อัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ราคาทองคำปี 2563 นี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก กระทั่งปัจจุบันราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) เป็นประวัติการณ์ โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ 24 ก.ค. 63) ราคาทองคำแท่งเพิ่มขึ้นแล้ว 6,750 บาท/บาททองคำ โดยเฉพาะล่าสุดในเดือน ก.ค. ราคาเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง ตั้งแต่ต้นเดือนถึง ณ 24 ก.ค. 63 ช่วงเช้าปรับเพิ่มขึ้นถึง 2,400 บาท ทำให้ราคาทองแท่งขายออกอยู่ที่ 28,300 บาทส่วนราคาทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่ 28,800 บาท นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ราคาทองคำปรับขึ้นทำจุดสูงสุดต่อเนื่องในเดือน ก.ค. โดยเฉพาะราคาทองคำในประเทศที่ปรับขึ้นโดดเด่น จากอานิสงส์ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงประมาณ 1 บาท จากต้นเดือน ก.ค.อยู่ที่ 30.80 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับ 31.70 บาทต่อดอลลาร์ หรืออ่อนค่าลงประมาณ 2.9% ส่งผลให้ราคาทองในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 9.3% โดดเด่นกว่าราคาทองคำต่างประเทศ (gold spot) ที่เพิ่มขึ้นเพียง 6% ในช่วงเดียวกัน นอกจากนี้ ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ราคาทองคำในประเทศให้ผลตอบแทน/เพิ่มขึ้นสูงกว่าเช่นกันที่ 31.3% จากต้นปี2563 ที่ค่าเงินบาทเปิดปีมาแข็งค่าสูงสุดที่ 29.70 บาทต่อดอลลาร์ ส่วน gold spot ให้ผลตอบแทน 24.4% “ไม่ว่าจะเทียบกันช่วงเวลาไหน ทองคำในประเทศก็ยังให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น (outperform) มากกว่าทองคำต่างประเทศ จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าหนุนให้ราคาทองในประเทศแพงขึ้น ยกเว้นแค่ช่วง เม.ย.-มิ.ย. 63 ที่ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าปกติ” นายณัฐชาตกล่าว นายณัฐชาตกล่าวอีกว่า แนวโน้ม gold spot มีโอกาสปรับขึ้นทดสอบแนวต้าน 2,000 ดอลลาร์/ออนซ์ได้ไม่ยาก เมื่อพิจารณาด้วยมาตรวัดราคาทองคำแท้จริง(real gold price) ล่าสุด โดยคำนวณจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ และราคาทองคำในแต่ละช่วงโดยไม่รวมเงินเฟ้อ จะได้เพดานราคาทองคำต่างประเทศที่ 2,150 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งหากเกินกว่าระดับดังกล่าว ทองคำอาจเข้าสู่สภาวะฟองสบู่ได้ ซึ่งหากค่าเงินบาทยังทรงตัวที่ระดับประมาณ 31.70 บาท หรืออ่อนค่าลงมากกว่าระดับปัจจุบัน ก็จะหนุนให้ราคาทองคำในประเทศมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบที่ระดับ 30,000 บาทได้ “การลงทุนในทองคำตอนนี้ เรายังแนะนำถือครองเพียง 5-10% เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน หากใครมีสัดส่วน 5-10% แล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนัก แต่สำหรับคนที่ยังไม่มีทองคำ แนะนำซื้อถัวเฉลี่ยทุกเดือน (DCA) จนถึงระดับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ หรือซื้อครั้งเดียว เมื่อราคาทองคำปรับลงมาทดสอบแนวรับ 1,800 ดอลลาร์” นายณัฐชาตกล่าว นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานบริหาร บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด หรือห้างทองแม่ทองสุก กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องกันในครั้งนี้ มาจากการที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ทั่วโลกอาทิ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่พิมพ์พันธบัตรอัดฉีดเงินเข้าระบบเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการดำเนินนโยบายการเงินในรูปแบบดังกล่าว ส่งผลให้มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลเข้าระบบ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนกังวลการเกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง (hyperinflation) ขณะที่ทองคำในประเทศได้รับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ราคาจึงปรับขึ้นโดดเด่นกว่าราคาทองคำต่างประเทศ “ในระยะสั้นเรามองว่าราคาทองคำจะขึ้นต่อไปอีกได้ แต่อาจปรับลงมาพักฐานก่อนสักรอบหนึ่ง โดยราคา gold spot ตอนนี้ให้แนวรับไว้ที่ 1,850-1,860 ดอลลาร์ และแนวต้านที่ 1,920 ดอลลาร์ หากทะลุจุดสูงสุดเดิมที่ 1,920 ดอลลาร์ได้ ต่างชาติชี้ว่าราคาทองคำจะประเมินแนวต้านไม่ได้แล้ว ส่วนราคาในประเทศให้ไว้ที่ 27,500-28,600 บาท” นายณัฐพงศ์กล่าว อย่างไรก็ดี นายณัฐพงศ์กล่าวว่า ตนมองว่าความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำในประเทศจะปรับขึ้นทดสอบ 30,000 บาทนั้น ยังเป็นไปได้ยาก เพราะค่าเงินบาทจะต้องอ่อนค่าลงถึงระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ รวมถึงทองคำต่างประเทศต้องปรับขึ้นทะลุ 1,920 ดอลลาร์ให้ได้ก่อนจึงจะมีความเป็นไปได้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-498071

จำนวนผู้อ่าน: 64

30 กรกฎาคม 2020

ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่า หลังนักลงทุนรอผลการประชุม

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวการณ์เคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29/7) ที่ระดับ 31.47/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (24/7) ที่ระดับ 31.73/74 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ปรับตัวอ่อนค่าจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (24/7) รัฐบาลสหรัฐได้มีการสั่งปิดสถานกงสุลจีนที่เมืองฮิวตันด้วยข้อหาที่ว่าจีนได้ทำการจารกรรมข้อมูลลับของสหรัฐ ขณะที่จีนก็ได้ตอบโต้โดยแจ้งให้สหรัฐปิดสถานกงสุลในเมืองเฉิงตูเช่นกัน นอกจากนี้ปัจจัยการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในหลายรัฐของสหรัฐ ก็ยังคงกดดันค่าเงินดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง หลังจากการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวนมาก โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานว่า สหรัฐเป็นประเทศที่มีอัตราการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สูงที่สุดในโลก โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 2,600 รายในแต่ละชั่วโมง ซึ่งในปัจจุบันสหรัฐมีผู้ติดเชื้อสะสมจำนวนมากกว่า 4 ล้านคน ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาดูผลการประชุมนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ได้จัดขึ้นในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเฟดจะยังตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.00-0.25% และคาดว่าเฟดจะมีการส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวต่อไปในช่วงหลายปีข้างหน้า พร้อมทั้งนักลงทุนยังคงจับตาดูการเจรจาระหว่างทำเนียบขาวและสภาคองเกรสเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่ภายในสิ้นเดือนนี้ โดยคาดว่าจะมีวงเงินประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากโครงการช่วยเหลือผู้ว่างงานโดยการจ่ายเงิน 600 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อสัปดาห์จะหมดอายุลงในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ แต่ในวงเงินช่วยเหลือดังกล่าวคาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 100 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ และสำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ได้เปิดเผยในช่วงปลายสัปดาห์และต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า ยอดขายบ้านใหม่ประจำเดือนมิถุนายนได้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น 13.8% สู่ระดับ 776,000 ยูนิต และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 4% สู่ระดับ 700,000 ยูนิต, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐประจำเดือนกรกฎาคม ได้ดีดตัวสู่ระดับ 50.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน จากระดับ 47.9 ในเดือนมิถุนายน ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น อยู่ที่ระดับ 51.3 จากระดับ 49.8 ในเดือนมิถุนายน และสำหรับดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น อยู่ที่ระดับ 49.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน จากระดับ 47.9 ในเดือนมิถุนายนเช่นกัน และนอกจากนี้ได้มีการเปิดเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.3% ในเดือนมิถุนายน โดยการปรับตัวขึ้นของยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนในเดือนมิถุนายนดังกล่าว ได้รับแรงหนุนจากยอดขายรถยนต์ ซึ่งทำให้ยอดสั่งซื้อสินค้าในกลุ่มขนส่งเพิ่มขึ้น 20% ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.3% ในเดือนมิถุนายน หลังจากเพิ่มขึ้น 1.6% ในเดือนพฤษภาคม ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.44-31.55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.44/46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้านี้ (29/7) ที่ระดับ 1.1721/23 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (24/7) ที่ระดับ 1.1606/08 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ได้มีการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีประจำเดือนกรกฎาคม ได้ปรับตัวสู่ระดับ 90.5 จากระดับ 86.3 ในเดือนมิถุนายน โดัชนีดังกล่าวปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 89.2 และสำหรับภาคธุรกิจของเยอรมนีก็ต่างมีความเชื่อมั่นมากขึ้น หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.3 แสนล้านยูโร รวมทั้งปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1714-1.1769 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1745/48 สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29/7) ที่ระดับ 105.11/12 ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (24/7) ที่ระดับ 106.27/29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าเนื่องจากนักลงทุนได้เข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัยจากการขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน และจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศ แม้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้มีการเปิดเผยรายงานสรุปมุมมองของกรรมการบริหารของ BOJ ในการประชุมครั้งล่าสุด โดยกรรมการ BOJ ส่วนใหญ่แสดงความกังวลว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะใช้เวลาฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 นานกว่าที่คาด ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เวลาควบคุมการแพร่ระบาดนานเท่าใด โดยกรรมการรายหนึ่งได้เปิดเผยว่า BOJ จำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อนโยบายการเงินในทิศทางใดบ้าง โดยจำเป็นต้องพิจารณาช่องทางการส่งผ่านนโยบายและผลกระทบของนโยบายอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งกรรมการอีกรายก็ได้มีความคิดเห็นว่า BOJ จำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น โดยจะต้องประเมินอย่างต่อเนื่องว่ากรอบนโยบายที่ใช้ปัจจุบันเพียงพอหรือไม่ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 104.79-105.23 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 104.92/94 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนมิถุนายนของสหรัฐ (29/7), ผลการประชุมนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (30/7), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (30/7), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2563 (ประมาณการเบื้องต้น) ของสหรัฐ (30/7), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนมิถุนายน และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคมจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (31/7) สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +0.4/+0.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +2.00/+3.60 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-498001

จำนวนผู้อ่าน: 65

30 กรกฎาคม 2020

ตลาดปลากระป๋องซึมยาว “ปุ้มปุ้ย” เพิ่มดีกรีลุยส่งออก

รุกออนไลน์ - ปุ้มปุ้ย เพิ่มน้ำหนักขายออนไลน์ ร่วมกับลาซาด้า ช้อปปี้ เจดีเซ็นทรัล เพื่อสอดรับพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่เน้นความสะดวก เศรษฐกิจ-กำลังซื้อ ไม่แจ่ม ทุบตลาดปลากระป๋อง 9 พันล้านชะลอตัวต่อเนื่อง “ปุ้มปุ้ย” กางแผนครึ่งปีหลังเน้นเพิ่มสัดส่วนอาหารพร้อมทาน-เครื่องแกง เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ เพิ่มช่องทางขายออนไลน์ ผนึกแพลตฟอร์มใหญ่ “ลาซาด้า-ช้อปปี้-เจดี เซ็นทรัล” เดินหน้าจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายต่อเนื่อง ด้านตลาดต่างประเทศสดใสออร์เดอร์เพิ่ม เล็งขยายลูกค้าไปญี่ปุ่น ยุโรปตะวันออก นายไกรฤทธิ์ โตทับเที่ยง ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตปลากระป๋อง “ปุ้มปุ้ย” เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันตลาดปลากระป๋องประเภทซอสมีมูลค่ากว่า 8,000-9,000 ล้านบาท อยู่ในภาวะชะลอตัว หรือตัวเลขแทบจะไม่เติบโตตลอดช่วง 2-3 ปี โดยปัจจัยหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อ ผู้บริโภคระมัดระวังในการจับจ่าย ตลอดจนทางเลือกในกลุ่มอาหารที่มีมากขึ้น อีกทั้งตลาดยังมีการแข่งขันสูง มีทั้งแบรนด์เจ้าตลาดและแบรนด์โลคอลของผู้ประกอบการรายย่อย นายไกรฤทธิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา ตลาดได้อานิสงส์จากสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 จากการซื้อสินค้ากักตุนของผู้บริโภค ทำให้สินค้ากลุ่มปลากระป๋องมีตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายตัวเลขยอดขายก็ลดลง สำหรับทิศทางการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง เน้นให้ความสำคัญทั้งการทำตลาดในประเทศและต่างประเทศ จากนี้มีแผนจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของสินค้ากลุ่มอาหารพร้อมทานและเครื่องแกงให้เป็น 20% จากเดิมมีเพียง 10% ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักมาจากปลา กระป๋องกว่า 90% ควบคู่กับการเน้นเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม ชูจุดแข็งด้านวัตถุดิบ รสชาติและบรรจุภัณฑ์หลัก ๆ แบ่งเป็นกลุ่มปลาในซอสมะเขือเทศ ปลาปรุงรส เช่น ปลาแมกเคอเรลทอดราดพริก ตามด้วยกลุ่มหอยปรุงรส และอาหารพร้อมทาน ตลอดจนการให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ในการตั้งราคาให้สามารถแข่งขันได้ แต่ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบ ซึ่งปัจจุบันวัตถุดิบหลักเพียงพอต่อการผลิตในทุก ๆ ปี จากการสั่งจองปลาล่วงหน้าจากซัพพลายเออร์ ได้แก่ จีน และญี่ปุ่น เพื่อทดแทนปริมาณวัตถุดิบในประเทศที่ลดลง ส่วนแนวทางในการทำตลาด เนื่องจากช่วงนี้ยังไม่สามารถจัดโรดโชว์ชวนชิมได้ จากมาตรการความปลอดภัยของภาครัฐ ทำให้บริษัทต้องเน้นจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายในซูเปอร์มาร์เก็ต อาทิ บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส เป็นต้น ส่วนในต่างจังหวัดจะทำการตลาดร่วมกับร้านค้า ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เพื่อกระตุ้นยอดขายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ควบคู่กับการเพิ่มช่องทางออนไลน์ โดยได้เข้าร่วมกับแพลตฟอร์ม อาทิ ลาซาด้า ช้อปปี้ เจดี เซ็นทรัล เพื่อสอดรับกับพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกและรูปแบบการชําระเงินที่สามารถเก็บเงินปลายทางได้ก็เป็นปัจจัยกระตุ้นให้การจับจ่ายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่าขณะนี้มีปริมาณการสั่งซื้อจากตลาดต่างประเทศเข้ามามากขึ้น อาทิ กลุ่มปลาในซอสมะเขือเทศ ปลาปรุงรส หอยปรุงรส อาหารทะเลสำหรับทานเล่น อาหารพร้อมปรุง และสแน็กที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคค่อนข้างดี โดยเฉพาะในประเทศแถบยุโรปและซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา เวียดนาม ลาว และจากนี้มีแผนจะขยายตลาดไปยังประเทศอื่น ๆ ล่าสุดเตรียมส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายในประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ผ่านตัวแทนจำหน่าย และมีตลาดที่น่าสนใจ คือ ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันออก “การแข่งขันในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี จะมีแบรนด์ที่ครองตลาดอยู่ แต่ยังมีช่องว่างทำให้ผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสนใจ จากแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโดยผู้ประกอบการบางรายได้จัดโปรโมชั่นอย่างหนัก เพื่อดึงส่วนแบ่งการตลาด ส่วนบริษัทเองจะเน้นเรื่องการวางตำแหน่งสินค้าให้โดดเด่น ควบคู่กับชูจุดขายด้านวัตถุดิบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค” อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการในไตรมาส 1/63 บริษัทมีรายได้ 390.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันจากปีก่อนที่มีรายได้ 329.02 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการจําหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารบรรจุภาชนะและการให้บริการอาหาร โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคมจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้รวมแบ่งเป็นการทำตลาดภายในประเทศ 80% และต่างประเทศอีก 20% ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-498048

จำนวนผู้อ่าน: 67

30 กรกฎาคม 2020

4 CEO ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี เข้าให้การต่อสภาคองเกรส

REUTERS/Erin Scott 4 ซีอีโอยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐ เข้าให้การต่อสภาคองเกรส ประเด็นการผูกขาดตลาด สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า “เจฟฟ์ เบซอส” ผู้บริหารของอเมซอน, “ทิม คุก” ซีอีโอของแอปเปิ้ล, “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” แห่งเฟ๊ซบุ๊ก และ “ซันดาร์ พิชัย” ของกูเกิล จะเข้าให้การต่อสภาคองเกรสในวันนี้ (29 ก.ค. 2020) เพื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามของสมาชิกสภาคองเกรสเกี่ยวกับกรณีการละเมิดข้อห้ามการผูกขาดตลาด ด้วยมูลค่าของบริษัทจำนวนมหาศาลและการครอบครองส่วนแบ่งตลาดแทบทั้งหมด จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าบริษัทเหล่านี้ได้ใช้อิทธิพลทางธุรกิจของตนในการกำจัดและปิดกั้นการเกิดใหม่คู่แข่งรายอื่น ๆ เช่น “อเมซอน” ที่ควบคุมตลาดอีคอมเมิร์ซแทบทั้งหมดถูกวิจารณ์ว่าได้โปรโมตสินค้าแบรนด์ของตนที่ซื้อขายบนแพลตฟอร์มมากกว่าสินค้าจากแบรนด์อื่น ๆ ขณะที่ “แอปเปิ้ล” ที่ผูกขาดตลาดการบริการแอพลิเคชั่นถูกกล่าวหาว่าได้เรียกเก็บเงินรายได้ 30 % จากแอพลิเคชั่นบน “แอปสโตร์” โดยสมาชิกคณะอนุกรรมาธิการต่อต้านการผูกขาดของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะทำการซักถามซีอีโอของยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 แห่งอย่างหนักในข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทได้ใช้อำนาจการครอบงำในการกำจัดคู่แข่งรายอื่น ๆ ทั้งนี้ การเข้าตอบคำถามในครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่ “เจฟฟ์ เบซอส” ซีอีโอของอเมซอน จะได้เข้าให้การต่อสภาคองเกรส และยังเป็นครั้งแรกที่ซีอีโอของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทั้ง 4 แห่งจะเข้าให้การพร้อม ๆ กัน อีกด้วย ซึ่งบิสสิเนส อินไซเดอร์ ชี้ว่า เป็นก้าวแรกในการวางรากฐานการต่อต้านการผูกขาดของบริษัทเทคโนโลยีที่เพิ่มบทบาททางธุรกิจและอิทธิพลในด้านอื่น ๆ เป็นอย่างมาก เช่น การชี้นำทางการเมือง เป็นต้น ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-498028

จำนวนผู้อ่าน: 65

30 กรกฎาคม 2020

ไฟเขียวต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 เดือน ส่อลากยาวจนกว่าจะมีกฎหมายรองรับโควิด-19

วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2563 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่ายังมีความจำเป็นจะต้องใช้อำนาจตามพระราชกำหนดฯ เพื่อกำกับดูแลและบริหารจัดการให้เป็นไปตามมาตรการด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ 1.การควบคุมการเดินทางเข้า – ออกราชอาณาจักรในทุกช่องทาง 2.การจัดทำระบบติดตามตัว การกักตัว และการเฝ้าระวังบุคคลต้องสงสัย และ 3.การกำหนดมาตรการควบคุมโรคที่สามารถบังคับใช้ได้อย่างครอบคลุมในทุกกิจกรรม/กิจการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะต้องมีระบบการบริหารจัดการวิกฤตการณ์ในลักษณะการรวมศูนย์ที่มีการบูรณาการกำลังจากพลเรือน ตำรวจ และทหาร เข้าร่วมปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็วและเพียงพอตามภารกิจที่เกี่ยวข้อง “ที่ประชุมให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าอำนาจตามพระราชกำหนดฯ นอกจากจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของภาครัฐในการกำกับดูแลเพื่อป้องกันและควบคุมมิให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศแล้ว ยังจะช่วยเอื้อประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) จนกว่าจะมีกฎหมายฉบับอื่นรองรับการดำเนินการในอนาคตอีกด้วย” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-498029

จำนวนผู้อ่าน: 64

30 กรกฎาคม 2020

ปัดฝุ่นตลาดปลาอ่างศิลา ศูนย์กลางช้อปปิ้งเอาใจคออาหารทะเล ดึงแลนมาร์คท่องเที่ยว จ.ชลบุรี

องค์การสะพานปลา เตรียมพัฒนาตลาดประมงอ่างศิลา “Fish Marketing Organization” ขนาดใหญ่กลางทะเลแห่งแรกในประเทศไทยเดือนธ.ค.63 นี้ เปิดรับพันธมิตรแผงค้าอาหารทะเลเต็มเหนี่ยวกว่า 300 แผง รับทัพคออาหารทะเลทั้งไทยและเทศ คอนเซ็ปต์”แกะกุ้ง กินปู ดูปลา อ่างศิลา ชลบุรี” หนุนท่องเที่ยวท่องเที่ยวในประเทศ นายมณเฑียร อินทร์น้อย ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา (อสป.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้การก่อสร้างโครงการตลาดประมงอ่างศิลา หนึ่งในโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือและตลาดประมงอ่างศิลา ขององค์การสะพานปลา ที่ชูจุดขายเป็น” Fish Marketing Organization” ตลาดปลากลางทะเลแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณริมทะเล ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี มีความคืบหน้าไปกว่า 90% แล้ว หลังเริ่มปักหมุดก่อสร้างตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา โดยความคืบหน้าดังกล่าวแบ่งเป็นงานโครงสร้างแล้วเสร็จกว่า 90 % งานไฟฟ้า 80% งานระบบสุขาภิบาล 80% และงานระบบไฟฟ้าโรงคลุม 95% คาดว่าจะแล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในต้นเดือนธันวาคม 2563 นี้ “การก่อสร้างอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ที่ผ่านมาได้มีการปรับแผนการทำงานหลายอย่างตามสถานการณ์ และความเหมาะสม ซึ่งทุกส่วนงานร่วมมือกันดำเนินงานอย่างเต็มที่ การปรับโฉมท่าเทียบเรือและตลาดประมงอ่างศิลาครั้งนี้ เพื่อต้องการพัฒนาและยกระดับให้เป็นตลาดสินค้าสัตว์น้ำที่มีมาตรฐานสากล ถูกสุขลักษณะเทียบชั้นตลาดปลาหรือตลาดสัตว์น้ำในต่างประเทศได้ นอกจากนี้ องค์การสะพานปลา ยังมีเป้าหมายผลักดันให้สถานที่ดังกล่าวเป็น destination จุดหมายปลายทางของการช็อปปิ้งอาหารทะเล สินค้าสัตว์น้ำ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือจุดเชคอินแห่งใหม่ในจ.ชลบุรีด้วย” ทั้งนี้ การปัดฝุ่นและปรับโฉมใหม่ครั้งนี้ นอกจากพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นแหล่งรวมสินค้าสัตว์น้ำขนาดใหญ่ ภายใต้คอนเซ็ปต์”แกะกุ้ง กินปู ดูปลา อ่างศิลา ชลบุรี” ที่แบ่งโซนการขายออกเป็นหลากหลายโซน ทั้งโซนแห้งและโซนเปียก รวมร้านค้ากว่า 316 แผงแล้ว ยังจะเปิดพื้นที่ให้ชาวประมงพื้นบ้านนำเรือมาจอดเทียบท่าขายอาหารทะเลและสินค้าสัตว์น้ำนานาชนิดด้วย เพื่อตอกย้ำความเป็น Fish Marketing Organization และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งกลุ่มคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจ.ชลบุรี ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-494081

จำนวนผู้อ่าน: 255

20 กรกฎาคม 2020

ทบ.แจงเอกสารจัดซื้อเครื่องบินวีไอพี 1,348.5 ล้าน เลื่อนไปอยู่ในงบปี 64

ทบ.จัดซื้อเครื่องบินวีไอพี 1,348.5 ล้านบาท ทดแทนแบบเก่า “ Beechcraft 1900yf” เครื่องใบพัด ใบพัด ปลดประจำการ หลังใช้งาน 30 กว่าปี –หยุดผลิตอะไหล่ วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 ข่าวสดรายงานข่าวจากกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) กองทัพบก ชี้แจงถึงกรณีที่โลกโซเชียลมีเดียมีการเผยแพร่เอกสารของกรมการขนส่งทหารบก กองทัพบก เรื่องโครงการจัดซื้อเครื่องบินใช้งานทั่วไปขนาดกลางพร้อมติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐาน จำนวน 1 เครื่อง งบประมาณ 1,348.5 ล้านบาท ตามแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีงบประมาณ 2563 ว่า เอกสารดังกล่าวเป็นการจัดซื้อจัดจ้างโครงการเครื่องบินใช้งานทั่วไปขนาดกลาง ซึ่งอยู่ในแผนงบประมาณปี 2563 แต่เนื่องจากติดปัญหาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้ต้องชะลอการจัดซื้อออกไป จนต้องมีการเสนอในงบประมาณปี 2564 แทน ทั้งนี้การจัดซื้อดังกล่าวเป็นความจำเป็นในการจัดหายุทโธปกรณ์ เพื่อใช้ในสำหรับภารกิจโดยสารของผู้บังคับบัญชาและบุคคลสำคัญวีไอพี เพื่อทดแทนเครื่องบินแบบใบพัด Beechcraft 1900yf ที่กำลังจะปลดประจำการ เพราะมีอายุการใช้งานมากกว่า 30 ปี อีกทั้ง ก่อนหน้านี้ทางบริษัทที่ผลิตเครื่องบินแบบใบพัดดังกล่าวได้แจ้งว่าจะหยุดสายการผลิตและไม่มีอะไหล่ใหม่ ทำให้กองทัพบกต้องจัดซื้อเครื่องบินใช้งานทั่วไปขนาดกลางมาเพื่อทดแทน โดยผ่านขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการ ซึ่งเครื่องบินที่จะนำมาทดแทนนั้นเป็นเครื่องที่มาจากบริษัท Gulfstream Aerospace ถือเป็นผู้ผลิตเครื่องบิน Gulfstream G500 โดยตรงที่ผลิตเครื่องขนาดเดียวกันกับเครื่องที่จะปลดประจำการ มีลักษณะคล้ายเครื่องบินแอมแบร์กองทัพบก และเป็นเครื่องไอพ่น คาดว่าจะใช้เวลาในการจัดซื้อครั้งนี้ประมาณ 1 ปี ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-494068

จำนวนผู้อ่าน: 105

20 กรกฎาคม 2020

หุ้นไทยวันนี้ (20 ก.ค.) ปิดตลาดเช้า +0.39 จุด ดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,360 จุด

การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (20 ก.ค.) ดัชนี SET Index ปิดตลาดภาคเช้า อยู่ที่ระดับ 1,359.97 จุด ปรับขึ้น +0.39 จุด หรือคิดเป็น +0.03% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 24,632 ล้านบาท โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,356.98-1,365.71 จุด โดย EA SCC และ KBANK มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับลง -0.41 จุด หรือ -0.05% อยู่ที่ 891.68 จุด โดยมีมูลค่าซื้อขายรวม 11,592 ล้านบาท (คิดเป็นราว 47.06% ของ SET) 10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายโดดเด่นที่สุดช่วงเช้าที่ผ่านมา 1. EA ซื้อขาย 1,383.18 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.50 (+1.02%) 2. SCC ซื้อขาย 936.10 ล้านบาท ราคาหุ้น +3.00 (+0.78%) 3. KBANK ซื้อขาย 859.04 ล้านบาท ราคาหุ้น -1.00 (-1.11%) 4. CPF ซื้อขาย 832.81 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.50 (+1.47%) 5. STGT ซื้อขาย 796.12 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.25 (-0.29%) 6. BAM ซื้อขาย 629.74 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.40 (+1.68%) 7. ASIAN ซื้อขาย 570.83 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.15 (-1.55%) 8. JMART ซื้อขาย 529.58 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.90 (+7.03%) 9. ADVANC ซื้อขาย 526.91 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.50 (+0.26%) 10. AOT ซื้อขาย 465.81 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนตลาด mai ปรับขึ้น +1.98 จุด หรือ +0.65% ในทิศทางเดียวกัน อยู่ที่ระดับ 304.31 จุด มูลค่าซื้อขาย 809.65 ล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-494071

จำนวนผู้อ่าน: 106

20 กรกฎาคม 2020

รพ.วชิระภูเก็ตชงรัฐขอ 3 พัน ล. ลุย Medical Tourism ระดับเวิลด์คลาส

ภูเก็ตเมืองที่ได้ชื่อว่า “ไข่มุกแห่งอันดามัน” เมืองท่องเที่ยวอันโด่งดังติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว 14 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ให้ประเทศไทยกว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี แต่จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบให้ภูเก็ตประสบปัญหาวิกฤต แต่วันนี้ประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการรับมือวิกฤตโควิด-19 จนได้รับการยอมรับจากทั่วโลก โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตและสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต จึงได้ริเริ่ม “โครงการยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจังหวัดภูเก็ตสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก” (Project to turn Phuket” Medical Tourism into a World Class Medical and Wellness Tourist Destination) ซึ่ง “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “นายแพทย์เฉลิมพงษ์ สุคนธผล” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ถึงยุทธศาสตร์โครงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความก้าวหน้าของโครงการ ยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นายแพทย์เฉลิมพงษ์เล่าว่า หลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทุกภาคส่วนในภูเก็ตได้รับผลกระทบ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในการเปิดเมืองและทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามามีความเชื่อมั่นในการมาเที่ยวภูเก็ตอย่างปลอดภัย รวมทั้งในเรื่องการท่องเที่ยววิถีใหม่ (new normal) ไม่เน้นนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับจังหวัดภูเก็ต จึงมองว่าในเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการระบาดโควิด-19 น่าจะต้องอยู่ในสภาพอย่างนี้เป็นต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 ปี น่าจะมีโครงการที่ดีมารองรับในเรื่องการท่องเที่ยวเพิ่มมูลค่า และเป็นวิถีใหม่ซึ่งภูเก็ตเป็นเหมือนประตู เป็นหน้าตาของประเทศไทย จึงมาช่วยกันคิดยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก ซึ่งแนวคิดนี้เดิมถูกบรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดภูเก็ตตั้งแต่ปี 2560-2561 ในสมัย นายนรภัทร ปลอดทอง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มีการคิดทำยุทธศาสตร์ให้ภูเก็ตมีมิติต่าง ๆ มองในส่วนที่เป็นจุดแข็งของจังหวัด โดยนำมิติการเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกกับมิติทางด้านสุขภาพ คือ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เป็นระดับศูนย์โรงพยาบาลของภาคใต้ฝั่งอันดามัน โดยมีโรงพยาบาลระดับเล็ก ๆ แวดล้อม เช่น โรงพยาบาลถลาง โรงพยาบาลฉลอง โรงพยาบาลป่าตอง รวมถึงโรงพยาบาลเอกชน เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต และโรงพยาบาลสิริโรจน์ มีศักยภาพที่จะรองรับดูแลชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตมีกลุ่มลูกค้าที่บินมารักษาเป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงนำทั้งสองจุดมารวมกัน ปัจจุบันได้นำเสนอให้ นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนปัจจุบัน รับทราบ และได้มีการนำเสนอโครงการให้ทางกระทรวงสาธารณสุขแล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณาเรื่องงบประมาณดำเนินโครงการ และทำเรื่องขอใช้พื้นที่กับกรมธนารักษ์ ทุ่ม 3 พัน ล.ที่ธนารักษ์ 141 ไร่ นายแพทย์เฉลิมพงษ์บอกต่อไปว่า สำหรับ “โครงการยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจังหวัดภูเก็ตสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก” วงเงินงบประมาณ 2,967 ล้านบาท ในด้านการลงทุนในช่วงแรกคงต้องให้ภาครัฐใช้งบประมาณนำร่องไปก่อน แต่ในอนาคตอยากเห็นภาพของรัฐร่วมกับเอกชน ส่วนจะในรูปแบบใดจะมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน คงต้องพิจารณากัน เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย กับจังหวัดภูเก็ต แต่ในช่วงแรกคือผลักดันภายใต้การดูแลของจังหวัดภูเก็ต แล้วให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตเป็นผู้ขับเคลื่อนในโครงสร้างของบประมาณและเรื่องสถานที่ตรงนี้ให้เกิดขึ้นก่อน ตัวโครงการประกอบด้วย 1.ศูนย์บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขระดับนานาชาติครบวงจร Internation Health Plaza ประกอบไปด้วย Wellness Center, Internation Dental Center, One day Century, Phuket Souvenirsand Health Tourism Packages 2.ศูนย์อภิบาลสุขภาพผู้สูงอายุนานาชาติ (Premium Long Term Care) ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ท่ามกลางสิ่งแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวก บุคลากรทางการแพทย์ที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุแบบองค์รวม 3.ศูนย์ใจรักษ์ (His-pice Home) 4.ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูครบวงจร (Rehabilitation Center) เป็นศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพแบบองค์รวม 5.ศูนย์บำราศนราดูร เขตภาคใต้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม ตรวจวินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสำคัญ 6.ศูนย์เวชศาสตร์เขตร้อน ศูนย์เฉพาะทางในด้านการตรวจรักษาโรคเขตร้อน 7.ศูนย์รังสีรักษาเขตอันดามัน ศูนย์เฉพาะทางในการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง มีการเสนอใช้ที่ดินราชพัสดุบริเวณตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง เนื้อที่ 141-2-64 ไร่ เพื่อดำเนินโครงการ ซึ่งเป็นพื้นที่สวยงามติดชายทะเล เป็นพื้นที่ไม่มีตึกสูง สถานที่ตั้งของโครงการอยู่ทางด้านหัวเกาะ คือ ข้ามสะพานสารสินมาจะเห็นพื้นที่แห่งนี้อยู่ขวามือ ถ้าออกจากภูเก็ตไปพังงา เส้นนี้จะผ่านเทพกระษัตรี อยู่ทางซ้ายมือติดถนนไปมาหาสู่สะดวก และเดินทางต่อไปติดทะเล จะมีอัตลักษณ์ในเรื่องการพัฒนาตรงนี้เป็นรูปเต่ามะเฟือง ทำเลอยู่ห่างจากสนามบินภูเก็ต 17.5 กม. ห่างจากหาดบางเทา 31.8 กม. ห่างจากหาดป่าตอง 50 กม. ห่างจากตัวเมืองภูเก็ต 43.2 กม. และห่างจากหาดราไวย์ 61.2 กม. ที่ดินแปลงนี้เดิมจะทำโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติภูเก็ต แต่ประสบปัญหาขัดข้องทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ใช้งบประมาณสูง จึงแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 ระยะ ในเฟสที่ 1 ปี 2564 งบประมาณ 1,295,941,100 บาท ประกอบด้วย 5 โครงการหลัก คือ 1.ศูนย์บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขระดับนานาชาติ หรือเมดิคอลพลาซ่า 2.ศูนย์อภิบาลสุขภาพผู้สูงอายุนานาชาติ 3.ศูนย์ใจรักษ์ หรืออภิบาลดูแลประคับประคองผู้ป่วยหรือผู้ป่วยระยะสุดท้าย 4.ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูครบวงจร คือ ศูนย์ที่ทำให้ฟื้นฟูสภาพของคนให้ดูหนุ่มสาวยิ่งขึ้น 5.งานสาธารณูปโภคและงานภูมิทัศน์โครงการ ตามแผนงานโครงการที่ตั้งไว้หากได้รับการอนุมัติ ในเฟสแรกจะแล้วเสร็จเดือนกันยายน 2564 เดิมเสนอขอใช้งบฯฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท แต่ล่าสุดน่าจะพิจารณากลับมาใช้งบฯแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบภายใต้การระบาดโรคโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข ที่มีเงินอยู่ 45,000 ล้านบาท ในส่วนเฟสที่ 2 ปี 2565 งบประมาณ 1,671,100,000 บาท ประกอบด้วย การป้องกันโควิดหรือโรคระบาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ได้แก่ 1.สถาบันบำราศนราดูร เขตภาคใต้ เป็นโครงการภายใต้งบประมาณของกรมควบคุมโรค 2.ศูนย์เวชศาสตร์เขตร้อน จะใช้งบฯกรมควบคุมโรค จะทำให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่นมากขึ้น หากเกิดการระบาดของโรคจะมีสถาบันที่ดีเหมือนเช่นกรุงเทพฯ และ 3.หน่วยรังสีรักษา เขตอันดามัน หรือศูนย์มะเร็งฝั่งอันดามัน จะให้บริการเครื่องฉายแสง รังสีรักษายังไม่มีที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันเลย มีแต่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา การที่มีศูนย์มะเร็งในฝั่งอันดามัน ชาวไทยจะได้ประโยชน์ในเรื่องรักษามะเร็งครบวงจร และนักท่องเที่ยวที่เป็นโรคมะเร็งจะได้รับการผ่าตัดในโรงพยาบาล การให้เคมี การฉายแสงต่าง ๆ ที่โรงพยาบาลทำให้นักท่องเที่ยวตั้งแต่ไม่ป่วย มาเช็กอัพธรรมดาจนถึงป่วย และจนถึงวาระสุดท้าย มีการดูแลครอบคลุมครบวงจรให้กับนักท่องเที่ยว เม็ดเงินสะพัด 5 หมื่นล้าน นายแพทย์เฉลิมพงษ์บอกว่า สิ่งที่คาดหวังในการทำโครงการยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจังหวัดภูเก็ตสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก ภาพรวมคืออยากให้ทั่วโลกได้เห็นว่า ภูเก็ตเป็นเมืองที่มีศักยภาพทางการแพทย์ที่ราคาไม่แพง พร้อมมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามระดับโลก ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอาจจะซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวไปด้วยกับการมารักษาสุขภาพ เดิมกรุงเทพฯได้เริ่มทำแล้วในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือเมดิคอลฮับ แต่ภาพของประเทศไทยยังไม่เห็นความชัดเจนในรูปของโครงสร้าง ดังนั้นในเรื่องของการทำการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกของภูเก็ต เป็นประตูที่ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถไปเช็กอินผูกโยงกับการท่องเที่ยวเรื่องสุขภาพทางการแพทย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในเมดิคอลพลาซ่าต้องมีองค์ประกอบทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมาร่วมในการบริหารจัดการ เพื่อทำให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ขับเคลื่อน เกิดมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโรงแรม การท่องเที่ยว การกีฬา สปา ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนที่เอาผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ มาจำหน่าย ปัจจุบันอยากให้มีนักท่องเที่ยวประมาณ 1 ล้านคน มาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างแท้จริง รายได้ต่อคนตั้งแต่ 1-5 แสนบาท เม็ดเงินที่จะได้จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอาจจะเป็น 10,000-50,000 ล้านบาท ก็แล้วแต่เป็นจำนวนที่จะเพิ่มมูลค่ามากขึ้นในเรื่องการจ้างงาน สุดท้ายคือความมั่นใจของนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการที่ภูเก็ต จะต้องมีความมั่นใจที่จะเห็นภาพของภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัยและสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น ต้องนึกถึงภูเก็ตในการบริการ ตอนนี้ทางกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำลังช่วยกันผลักดันอยากให้โครงการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจังหวัดภูเก็ตสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกขับเคลื่อนไปสู่ความเป็นจริง และเป็นหน้าตาของประเทศไทย เพื่อเปิดตลาดเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม โดยจังหวัดภูเก็ตจะนำร่องแบบครบวงจรแห่งแรกในไทย และขยายไปยังจังหวัดต่าง ๆ จนวันหนึ่งประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับโลก ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/local-economy/news-493940

จำนวนผู้อ่าน: 94

20 กรกฎาคม 2020

ศบค. เผยผลตรวจโควิด “ระยอง-กรุงเทพ” 6,285 ราย

นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 เวลา 11.30 น. ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. ทำเนียบรัฐบาล นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1 ราย มาจากสิงคโปร์ และอยู่ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ในกทม.  ส่วนผู้ป่วยติดเชื้อสะสมอยู่ที่  3,250 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมมีผู้เสียชีวิตสะสมเท่าเดิมคือ 58 ราย หายป่วยแล้ว 3,096 ราย ผู้ป่วยรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล 96 ราย สำหรับการตรวจหาผู้ติดเชื้อกรณีที่เกิดขึ้นในจังหวัดระยองและกรุงเทพฯนั้น ตรวจไปแล้ว 6,285 ราย ไม่พบเชื้อ 6,287 ราย รอผล 214 ราย(ตามตาราง) แยกเป็นในส่วนของจังหวัดระยองมีการตรวจไปแล้ว 6,501 ราย ไม่พบเชื้อ 6,287 ราย ยังรอผล 214 ราย ส่วนกรณีของกรุงเทพมหานคร เคสเด็กหญิงที่มาจากซูดาน ผลตรวจ 364 ราย ไม่พบเชื้อทุกราย “พูดภาษาชาวบ้าน ปิดเคสได้แล้วทางด้านของกรุงเทพ” นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าว วันเดียวกัน (20 กรกฎาคม 2563) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานความคืบหน้าผลการสอบสวนและควบคุมโรค กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในพื้นที่ จ.ระยอง และ กทม. ดังนี้ ผลการดำเนินงาน วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 1.มีประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยองที่คิดว่าตนเองมีความเสี่ยง กรณีทหารต่างชาติที่ติดเชื้อเข้าพักในโรงแรมและเดินห้างสรรพสินค้าใน จ.ระยอง มารับการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการโดยรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัยพระราชทาน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,336 คน ทั้งหมดให้ผลเป็นลบ 2.มีประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่คิดว่าตนเองมีความเสี่ยง กรณีเด็กหญิงที่มาในครอบครัวอุปทูต ตรวจพบการติดเชื้อโควิด 19 และเข้าพักในคอนโด ย่านสุขุมวิท มารับการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการโดยรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัยพระราชทาน รวมจำนวนทั้งสิ้น 267 คน ผลตรวจทั้งหมดให้ผลเป็นลบ วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 มีประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง มารับการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการโดยรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย พระราชทาน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,252 คน ผลตรวจทั้งหมดให้ผลเป็นลบ วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 1.มีประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง มารับการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการโดยรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย พระราชทาน รวมทั้งสิ้น 1,244 คน ผลตรวจทั้งหมดให้ผลเป็นลบ 2.มีประชาชนในพื้นที่ กทม. มารับการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการโดยรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัยพระราชทาน รวมทั้งสิ้น 97 คน ผลตรวจทั้งหมดให้ผลเป็นลบ วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 มีประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง มารับการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการโดยรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย พระราชทาน รวมทั้งสิ้น 1,374 คน ผลตรวจทั้งหมดให้ผลเป็นลบ วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 มีประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง มารับการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการโดยรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย พระราชทาน รวมทั้งสิ้น 809 คน ผลตรวจทั้งหมดให้ผลเป็นลบ วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 มีประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง มารับการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการโดยรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย พระราชทาน รวมทั้งสิ้น 486 คน ผลตรวจทั้งหมดให้ผลเป็นลบ คำแนะนำสำหรับประชาชน กระทรวงสาธารณสุขได้ทำตรวจหาเชื้อโควิด 19 ในพื้นที่ จ.ระยอง ปัจจุบันตรวจไปแล้วมากกว่า 6,000 คน และให้ผลเป็นลบ ซึ่งเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่ามาตรการที่ทุกฝ่ายได้ดำเนินการร่วมกันสามารถจำกัดขอบเขตการระบาดได้ โอกาสที่จะพบการแพร่เชื้อจากทหารอียิปต์ในพื้นที่มีต่ำมาก และพื้นที่ระยองมีความเสี่ยงน้อย ส่วนการเฝ้าระวัง 14 วัน (นับหลังจากที่สัมผัสในวันที่ 10 ก.ค. 63) ผ่านมา 9 วันแล้ว ตรวจไม่พบผู้ติดเชื้อ  เหลืออีก 5 วัน ก็จะครบ 14 วัน โดยขอให้ร่วมกันเฝ้าระวังและปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข ทั้งนี้ บุคคล กิจการ กิจกรรม ที่ไม่เกี่ยวข้องสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติที่เน้นวิถีใหม่ “สวมหน้ากาก ล้างมือ แยกของใช้ เว้นระยะห่าง ลดแออัด” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ขอบคุณข้อูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-494063

จำนวนผู้อ่าน: 94

20 กรกฎาคม 2020

“การบินไทย” แต่งตั้ง “ชาย เอี่ยมศิริ” เป็นรักษาการ CFO มีผลวันนี้

AFP PHOTO/ Saeed KHAN (Photo by SAEED KHAN / AFP) บอร์ด “การบินไทย” มีมติแต่งตั้ง “ชาย เอี่ยมศิริ” เข้าดำรงตำแหน่ง CFO มีผลวันนี้ วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 ข่าวสด รายงานว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องการพ้นตำแหน่ง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี และการแต่งตั้ง รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายเงินและการบัญชี โดยบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ นายณัฐพงศ์ สมิตอำไพพิศาล พ้นจากตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี ไปดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เพื่อการฟื้นฟูกิจการ (การแยกบัญชีการเงินของหน่วยธุรกิจ) และมีมติแต่งตั้งให้ นายชาย เอี่ยมศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายธุรกิจปิโตรเลียม ประกันภัย และสิ่งแวดล้อมการบิน ดำรงตำแหน่งรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน และการบัญชี อีกหนึ่งตำแหน่ง ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. 2563 เป็นต้นไป “ชาญศิลป์” ยันไม่มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการทำแผนฟื้นฟูการบินไทย ราชกิจจาฯ ประกาศ สหภาพฯ การบินไทยสิ้นสภาพ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/tourism/news-494021

จำนวนผู้อ่าน: 88

20 กรกฎาคม 2020

ผู้ติดเชื้อโควิดวันนี้เพิ่ม 1 ราย มาจากสิงคโปร์ ปิดเคสกรุงเทพ ไม่มีผู้ติดเชื้อจาก”ซูดาน”แล้ว

นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 เวลา 11.30 น. ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. ทำเนียบรัฐบาล นายแพทย์ ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1 ราย มาจากสิงคโปร์ และอยู่ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ในกทม.  ส่วนผู้ป่วยติดเชื้อสะสมอยู่ที่  3,250 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมมีผู้เสียชีวิตสะสมเท่าเดิมคือ 58 ราย หายป่วยแล้ว 3,096 ราย ผู้ป่วยรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล 96 ราย สำหรับผู้ติดเชื้อวันนี้ที่มาจากสิงคดปร์ เป็นชายไทย อายุ 52 ปี อาชีพช่างไฟฟ้า เดินทางมาไทยเมื่อวันที่ 6 ก.ค. เข้าสถานที่กักกัน 14 วัน ตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 17 ก.ค. แต่ไม่มีอาการ โฆษก ศบค.กล่าวถึงการตรวจหาผู้ติดเชื้อกรณีที่เกิดขึ้นในจังหวัดระยองและกรุงเทพฯว่า ในส่วนของจังหวัดระยองมีการตรวจทั้งสิ้น 6,501 ราย ไม่พบเชื้อ 6,287 ราย ยังรอผล 214 ราย ส่วนกรณีของกรุงเทพมหานคร กรณีเด็กหญิงที่มาจากซูดาน ผลตรวจ 364 ราย ไม่พบเชื้อทุกราย กล่าวได้ว่ากรณีที่เกิดขึ้นในกรุงเทพนี้ พูดภาษาชาวบ้านตอนนี้เรียกว่า”ปิดเคส”แล้ว คือไม่พบผู้ติดเชื้อ “ปิดเคสได้แล้วทางด้านของกรุงเทพ รวมทั้ง 2 เคส ตรวจไป 6,285 ราย ไม่พบเชื้อ 6,287 ราย รอผล 214 ราย(ตามตาราง) เพื่อให้พี่น้องชาวระยองและกรุงเทพได้มั่นใจในเรื่องของการควบคุมโรค” นายแพทย์ทวีศิลป์กล่าว สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 • ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อในประเทศ 0 ราย (56วันติดต่อกัน) • ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อใน State Quarantine 1 ราย • กลับบ้านแล้ว 3,096 ราย • รักษาตัวในโรงพยาบาล 96 ราย • ยอดผู้เสียชีวิตคงที่ 58 ศพ • ยอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,250 ราย • ประเทศไทย เป็นอันดับที่ 101 ของโลก ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-493999

จำนวนผู้อ่าน: 95

20 กรกฎาคม 2020

ทุ่มยกระดับ “ท่าเรือระนอง” บูมภาคใต้ฮับขนส่งกลุ่มประเทศ BIMSTEC

เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า การท่าเรือฯกำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการของท่าเรือระนองให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถรองรับเรือสินค้าขนาด 12,000 DWT ทั้ง 2 ท่าเทียบเรือ เป็นการยกระดับการให้บริการตามนโยบายของรัฐบาล ในการผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เชื่อมโยงการขนส่งทางน้ำ ถนน และรางระหว่างฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทยจากท่าเรือระนองกับท่าเรือชุมพร และท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการค้าของประเทศพัฒนา ให้ท่าเรือระนองเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าฝั่งทะเลอันดามันเชื่อมโยงไปยังประเทศในกลุ่ม BIMSTEC ได้แก่ บังกลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย เมียนมา เนปาล ภูฏาน และไทย โดยการพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนองในวงเงินรวม 41.8 ล้านบาท เป็นการปรับปรุงโครงสร้างท่าเทียบเรือ 1 และ 2 ให้มีความปลอดภัย และให้ท่าเทียบเรือที่ 1 สามารถรองรับเรือบรรทุกสินค้าได้เท่ากับท่าเทียบเรือที่ 2 สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าว แบ่งออกเป็นงานปรับปรุงท่าเทียบเรือที่ 1 ความยาวหน้าท่า 130 เมตร พร้อมติดตั้งยางรองรับแรงกระแทกท่าเทียบเรือที่ 1 ขนาด 800H-2500L (Arch Fender) จำนวน 35 ชุด ให้สามารถรองรับเรือสินค้าขนาด 12,000 DWT งานปรับปรุงท่าเทียบเรือที่ 2 ความยาวหน้าท่าเทียบเรือ 150 เมตร และซ่อมแซมยางรองรับการกระแทกท่าเทียบเรือที่ 2 จำนวน 2 ชุด รองรับเรือสินค้าขนาด 12,000 DWT รองรับการใช้งานเครนขนาด 65.3 ตัน สะพานทางเข้าท่าเทียบเรือที่ 1 และ 2 สามารถรองรับน้ำหนักรถบรรทุกกึ่งพ่วง 6 เพลา 22 ล้อ ได้ นอกจากนี้กำลังดำเนินการจ้างที่ปรึกษาออกแบบ (Detail Design) และศึกษาผลกระทบในการทำพื้นที่วางตู้สินค้าเพิ่ม คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564 ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-494012  

จำนวนผู้อ่าน: 96

20 กรกฎาคม 2020

อาเซียนถกแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด จ่อลงนามความตกลงยอมรับร่วมด้านยานยนต์ ส.ค.นี้

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เตรียมร่วมประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน หรือ SEOM ครั้งที่ 3/51 หารือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และมาตรการที่ออกมาใหม่ช่วงการแพร่ระบาด เตรียมพร้อมความตกลงยอมรับร่วม APMRA ให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจลงนามในเดือนสิงหาคม 2563 พร้อมถก 11 คู่เจรจา หาแนวทางจัดทำ FTA กับประเทศใหม่ๆ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า อาเซียนกำหนดจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน (SEOM) ครั้งที่ 3/50 ผ่านระบบทางไกล ซึ่งเป็นการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งสุดท้ายของปี เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 52 ในเดือนสิงหาคม และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 ในเดือนพฤศจิกายน 2563 การประชุม SEOM ครั้งนี้ จะหารือประเด็นผลกระทบทางเศรษฐกิจตลอดจนแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังโควิด-19 รวมถึงมาตรการที่แต่ละประเทศออกมาในช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่ามีการไหลเวียนของสินค้าระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหารือเรื่องการดำเนินงานของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการเตรียมพร้อมเพื่อลงนามความตกลงยอมรับร่วมผลการตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ยานยนต์ของอาเซียน (APMRA) ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ โดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจจะลงนามความตกลงร่วมกันในเดือนสิงหาคมนี้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียนจะพบกับ 11 คู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง สหรัฐฯ แคนาดา อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รัสเซีย และสหภาพยุโรป รวม 12 การประชุม โดยจะหารือประเด็นสำคัญ เช่น การเปิดเสรีเพิ่มเติมภายใต้ความตกลงที่มีอยู่เดิมกับจีน ความเป็นไปได้ในการเจรจาทำความตกลง FTA ใหม่ๆ กับแคนาดาและสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย ที่มีรัสเซียเป็นหัวเรือใหญ่ รวมถึงความคืบหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน-สหรัฐฯ ความคืบหน้าการจัดทำขอบเขตการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป และการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านเศรษฐกิจกับญี่ปุ่น เป็นต้น ทั้งนี้ อาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย โดยในปี 2562 การค้าระหว่างไทยกับอาเซียน มีมูลค่าการค้ารวม 107,928 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยเกินดุล 17,880 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออกไปอาเซียน มูลค่า 62,904 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากอาเซียน มูลค่า 45,024 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2563 (ม.ค. – พ.ค.) มีมูลค่าการค้ารวม 41,218 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอาเซียนมูลค่า 24,697 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากอาเซียนมูลค่า 16,522 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าสำคัญของไทยในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-493979

จำนวนผู้อ่าน: 91

20 กรกฎาคม 2020

พาณิชย์ ผนึก “ช้อปปี้-ลาซาด้า” แก้สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าแก้ปัญหาการขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทางออนไลน์ เตรียมร่วมมือกับช้อปปี้ ลาซาด้า คุมเข้มผู้ค้าในระบบไม่ให้ขายสินค้าละเมิด นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ขณะที่ไทยยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องทุกช่องทาง โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือทางออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน และนอกจากจะสร้างความเสียหายต่อเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในภาพรวม ตลอดจนความเชื่อมั่นของประชาชนผู้บริโภคที่มีต่อระบบการค้าขายออนไลน์ด้วย กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้หารือกับแพลตฟอร์มการจำหน่ายสินค้าออนไลน์อย่างเช่น ช้อปปี้และลาซาด้า ขอให้เพิ่มความเข้มงวดกรณีมีผู้ฝากร้านขายสินค้าในแพลตฟอร์มไม่ควรให้มีการจำหน่ายสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าหรือสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งได้รับการตอบรับจากทั้งสองแพลตฟอร์ม โดยกำหนดให้มีกลไกหรือขั้นตอนในการรับแจ้งจากเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาหากพบการจำหน่ายสินค้าละเมิดและนำผู้ค้าสินค้าละเมิดออกจากแพลตฟอร์มของตน “ลาซาด้า” เผยพฤติกรรมนักช้อปช่วงล็อกดาวน์ LINE เผยช่วงโควิด-19 ดัน “ไลน์แมน” โตขึ้น 3 เท่า LINE เผยวิธีใช้ Keep Memo เก็บข้อมูลในแชทแบบ “ไม่มีหมดอายุ” นอกจากนี้ เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือที่ชัดเจนและเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน กรมฯ ได้ จัดประชุมร่วมตัวแทนเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญากว่า 10 รายที่ดูแลสินค้าแบรนด์เนมทั้งไทยและต่างประเทศ และเจ้าของแพลตฟอร์มช้อปปี้และลาซาด้า เพื่อจะร่วมกันดูแลไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยกรมฯ ได้ร่างบันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการป้องปรามการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทางอินเทอร์เน็ตหรือ MOU ระหว่างเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาและเจ้าของแพลตฟอร์ม ในชั้นนี้ กรมฯ ได้ส่งร่าง MOU ไปยังตัวแทนเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาและเจ้าของแพลตฟอร์มแล้ว ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังพิจารณาร่าง MOU ดังกล่าว หากสามารถตกลงร่วมกันได้ก็จะมีการลงนาม MOU ร่วมกันต่อไป ซึ่งจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญจะเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อสินค้าออนไลน์อีกทางหนึ่งด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-493962

จำนวนผู้อ่าน: 88

20 กรกฎาคม 2020

“เทวัญ ลิปตพัลลภ” ลาออก รมต.สำนักนายกฯ เปิดทางปรับ ครม.

เทวัญ ลิปตพัลลภ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เปิดทาง ปรับ ครม. ประยุทธ์ 2/2 วันนี้ (20 ก.ค.) นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี โดนจะเดินทางไปยื่นจดหมายลาออกต่อ นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และอำลาข้าราชการในช่วงบ่ายนี้ ตามรายงานของ ข่าวสด ทั้งนี้ การลาออกครั้งนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 โดยนายเทวัญ เผยถึงเหตุผลการลาออกว่าเพื่อเปิดทางสำหรับการปรับปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายกรัฐมนตรี และได้แจ้งเรื่องดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับทราบแล้ว หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า ตนและพรรคยังพร้อมสนับสนุนการทำงานรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อไป ขณะที่ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นพี่ชายของนายเทวัญ ระบุตรงกันว่า การลาออกครั้งนี้เพราะนายเทวัญต้องการเปิดทางให้มีการปรับ ครม. โดยพรรคชาติพัฒนาขอเสียสละ เพราะถือว่าขณะนี้บ้านเมืองกำลังมีปัญหา จึงไม่ยึดติดกับตำแหน่ง อินไซด์ ปรับ-ย้าย “ขุนพลมหาดไทย” คุมฐานการเมือง ค้ำบัลลังก์ 3 ป. ประชาธิปัตย์ ซัดกันเละ ส.ส.จี้ตัดเกรดรัฐมนตรี พูดตรง “ปัญญาอ่อน น้ำเน่า นินทา” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรี “กลุ่ม 4 กุมาร” ได้ลาออกจากตำแหน่งพร้อมกัน หลังจากถูกกลุ่มการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในชื่อ “สามมิตร” ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายอนุชา นาคาศัย เป็นแกนนำในการรุกไล่ จนต้องพ้นจากหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค นำไปสู่การลาออกจากสมาชิกพรรค และถูกกดดันจากกลุ่มการเมือง ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคคนใหม่ เร่งรัดให้ พล.อ.ประยุทธ์ ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็วที่สุด ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-493955

จำนวนผู้อ่าน: 80

20 กรกฎาคม 2020

หุ้นไทยรีบาวนด์ไปได้ไม่ไกล ถูกจำกัด “การเมืองนอกสภา-โควิดระบาด”

หุ้นไทยรีบาวนด์ไปได้ไม่ไกลในกรอบระหว่าง 1,350-1,375 จุด ถูกจำกัดจากความกังวลเรื่อง “การเมืองนอกสภา-โควิดระบาดในต่างประเทศ-ค่าเงินบาทอ่อน” จับตาการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) บริษัท หลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้าวันจันทร์ที่ 20 ก.ค.63 ว่า ตลาดหุ้นวันนี้มีแนวโน้มรีบาวนด์ต่อจากความคืบหน้ากระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เริ่มเห็นว่าที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจออกมาชัดเจนมากขึ้น กอปรกับความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดระลอก 2 ในไทยลดลง แต่การขึ้นของดัชนี SET INDEX อาจถูกจำกัดด้วยการเมืองนอกสภา และสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ในต่างประเทศ ทางฝ่ายจึงคาดว่าเช้านี้ SET INDEX มีโอกาสรีบาวนด์แต่ไปได้ไม่ไกลในกรอบระหว่าง 1,350-1,375 จุด ด้านการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในไทยที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดการระบาดระลอก 2 เริ่มคลายความกังวลลงหลังตรวจเชื้อกลุ่มเสี่ยงเชิงรุกผ่านมาแล้วกว่า 4 วัน ยังไม่พบผู้ติดเชื้อใหม่ภายในประเทศ และ ศบค. เผยเตรียมจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้ จ.ระยอง อีกครั้ง ส่วนทิศทางค่าเงินบาทอ่อนค่าหลังความเสี่ยงที่จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศแทรกแซงค่าเงินจากรายงานกระทรวงการคลังของสหรัฐลดลง เมื่อ ธปท. เผยได้เจรจาเรื่องนี้กับสหรัฐตลอดเวลาและทางสหรัฐเข้าใจดี เพราะค่าเงินบาทส่งผลต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของไทย ขณะที่การเมืองในประเทศเริ่มมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นกดดันบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรีเผยได้ทาบทามบุคคลในภาคธุรกิจมาร่วมทีมเศรษฐกิจ และหากตอบรับมีโอกาสที่จะปรับ ครม.ทันทีใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ด้านพรรคร่วมยืนยันเคารพการตัดสินใจของนายกฯ ส่วนการเมืองนอกสภาจับตานักศึกษากลุ่ม “เยาวชนปลดแอก” จัดชุมนุมขับไล่รัฐบาลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และได้เรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ข้อได้แก่ 1.ประกาศยุบสภา 2. หยุดคุกคามประชาชน และ 3. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกำหนดขีดเส้น 2 สัปดาห์ หากไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลจะยกระดับการชุมนุมต่อไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-493907

จำนวนผู้อ่าน: 81

20 กรกฎาคม 2020

“ตลาดโรงเกลือ” คึกคัก “พ่อค้ากัมพูชา” วอนไทยเปิดให้เข้ามาค้าขายปกติ

เปิดด่าน - จังหวัดสระแก้วได้เปิดด่านพรมแดนอรัญประเทศให้ชาวกัมพูชาเดินทางเข้ามาเพื่อขนส่งสินค้าในตลาดโรงเกลือได้ ส่งผลให้การค้าขายเริ่มคึกคักขึ้น “ตลาดโรงเกลือ” คึกคัก พ่อค้ากัมพูชาวอนไทยขอเข้ามาค้าขายปกติ นายวรพันธุ์ สวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า หลังจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ให้จังหวัดสระแก้วเปิดด่านพรมแดนอรัญประเทศ ให้ชาวกัมพูชาเดินทางเข้ามาเพื่อขนส่งสินค้าในตลาดโรงเกลือ ตามความจำเป็นตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 63 ได้วางมาตรการให้พ่อค้าแม่ค้ากัมพูชาที่เดินทางเข้ามาต้องอยู่ในกฎระเบียบและการดูแลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยอย่างเข้มงวด ประกอบด้วย 1. จะต้องแสดงหนังสือ ต.8 ตรวจวัดอุณหภูมิตามร่างกายจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยก่อนเดินทางเข้าประเทศ 2. จะต้องมีเอกสารการเดินทางเข้าประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 3. รถยนต์ที่ขับเข้ามาในตลาดโรงเกลือจะต้องเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลเท่านั้น และมีผู้ติดตามได้คันละ 1 คนเท่านั้น 4. เมื่อเข้ามาภายในตลาดโรงเกลือจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดไว้ให้เท่านั้น ส่วนจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดินได้ผ่อนผันให้รถยนต์บรรทุกสินค้าทางการเกษตรเดินทางข้ามชายแดนได้ และจุดผ่อนปรนสินค้าชั่วคราว บ้านหนองปรือ และบ้านตาพระยา (บึงตะกวน) ผ่อนผันให้รถยนต์บรรทุกสินค้าทั่วไปวิ่งข้ามชายแดนได้เช่นกัน เผย “ยอดค้าชายแดน” 5 เดือน วูบเกือบ 10% ด่านมาเลเซียร่วง 30% อวสานฮับค้าส่ง! ผู้ค้า “จตุจักร” ถึง “ประตูน้ำ” ปิดแผง-เซ้งร้านเกลื่อน “ยานพาหนะและพ่อค้า แม่ค้า ชาวกัมพูชาที่ขออนุญาตเข้ามาที่ตลาดโรงเกลือจะต้องได้รับการตรวจคัดกรองโรคจาก จนท.ด่านควบคุมโรคอรัญประเทศตามแนวทางการปฏิบัติของคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดสระแก้ว ทุกประการ ทั้งนี้เพื่อขนสินค้าของตนที่อยู่ในร้านค้ากลับออกไป หรือเข้ามาดูร้านค้าได้เท่านั้น จะมาเปิดร้านค้าขายอย่างปกติไม่ได้ จะมีเจ้าหน้าที่คอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ป้องกันการลักลอบเข้ามาค้าขายและอนุญาตให้อยู่ได้ถึงเวลา 13.00 น. เท่านั้น” ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วกล่าว “ส่วนพ่อค้าชาวกัมพูชาที่อยู่ก่อนปิดด่านพรมแดนอรัญประเทศในช่วงไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดและได้รับอนุญาตอยู่ต่อในประเทศไทย สามารถเปิดร้านค้าขายได้ตามปกติ โดยห้ามเฉพาะชาวกัมพูชาที่เดินทางเข้ามาเพื่อการขนส่งสินค้าไม่ให้เข้ามาค้าขาย” ตลาดโรงเกลือ กลับมาคึกคัก ผู้สื่อข่าวจากจังหวัดสระแก้วรายงานว่า บรรยากาศโดยรวมพบว่าพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชาที่เดินทางเข้ามาดูสินค้าในตลาดเบญจวรรณ ต่างดีอกดีใจที่ได้มีโอกาสเดินทางเข้ามาตรวจดูสินค้าของตนเอง เนื่องจากสินค้าของตนเองถูกทิ้งไว้ตั้งแต่ที่มีโควิด-19 ระบาดเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา น่าจะเกิดความเสียหายบ้าง ทั้งนี้ การเดินทางเข้ามาฝั่งไทยในครั้งนี้จะรีบตรวจสอบทำความสะอาดจัดเตรียมสินค้าไว้ให้ดี เพื่อรอให้ฝ่ายไทยอนุญาตให้เปิดร้านขายสินค้าได้ตามปกติ เนื่องจากในฝั่งประเทศกัมพูชาไม่มีงานทำ ซึ่งแต่ละคนบอกว่าได้นำทรัพย์สินต่าง ๆ มาลงทุนที่ตลาดโรงเกลือฝั่งไทยจนหมดแล้ว เป็นความหวังสุดท้าย เพราะถ้ากลับไปอยู่ฝั่งกัมพูชาก็ไม่มีอาชีพทำ ในการกำหนดบริเวณให้มีการขนย้ายสินค้าออกจากตลาดโรงเกลือได้แบ่งเป็นวันแยกตามตลาด ได้แก่ วันอาทิตย์ ตลาดอินโดจีน, วันจันทร์ ตลาดโกลเด้นเกรท, วันอังคาร ตลาด อบจ., วันพุธ ตลาดเบญจวรรณ, วันพฤหัสบดี ตลาดรัตนธรรม และวันศุกร์ ตลาดเดชไทย โดยพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาขนสินค้าในแต่ละวัน ให้เข้ามาตามเส้นทางที่กำหนดอย่างเคร่งครัด และให้อยู่เฉพาะร้านค้าของตนเองเท่านั้น ให้คำนวณระยะเวลาที่เข้ามาขนสินค้าให้เพียงพอที่จะต้องเดินทางกลับ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/local-economy/news-493903

จำนวนผู้อ่าน: 82

20 กรกฎาคม 2020

เปิด PPP 1.4 หมื่นล้าน “รถแทรม-เมล์ไฟฟ้า” นำร่อง 3 สายเชื่อม EEC

เคาะโครงการนำร่องแล้ว สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะกลุ่มจังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง รองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หลัง “สนข.-สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร” ศึกษาวิเคราะห์ความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ วิศวกรรม รูปแบบการลงทุน โดยภาพรวมการเชื่อมโยงพื้นที่เมืองด้วยระบบขนส่งสาธารณะมี 3 ระบบ ได้แก่ 1.ระบบขนส่งสาธารณะหลัก เชื่อมโยงแหล่งกิจกรรมสำคัญระหว่างภูมิภาค และโครงสร้างพื้นฐาน 2.ระบบขนส่งสาธารณะรอง เชื่อมโยงระบบหลักและแหล่งกิจกรรมสำคัญระหว่างเมืองในเขตเมือง และ 3.ระบบขนส่งสาธารณะเสริม เชื่อมโยงแหล่งกิจกรรมย่อยในเขตเมืองหรือพื้นที่อยู่อาศัยเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะสายรอง สำหรับรูปแบบของรถโดยสารจะเป็นรถโดยสารไฟฟ้า EV bus รถโดยสารขนาดเล็ก EV minibus และรถไฟฟ้าล้อยาง Trambus โดยการลงทุนรัฐบาลจะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และบริษัทเอกชน รูปแบบ PPP จากการศึกษาเบื้องต้นได้ประเมินมูลค่าลงทุนไว้ 14,400 ล้านบาท แยกเป็น 2 ช่วง ในช่วงก่อสร้าง มีค่าเวนคืนที่ดิน ค่างานโยธา จัดซื้อขบวนรถโดยสารและงานระบบ รวมมูลค่าลงทุน 7,600 ล้านบาท และช่วงเปิดบริการ มีค่าดำเนินการ 3,900 ล้านบาท และค่าบำรุงรักษา 2,900 ล้านบาท แยกเป็น จ.ฉะเชิงเทรา 1,207 ล้านบาท ชลบุรี 2,832 ล้านบาท และระยอง 3,543 ล้านบาท ระดมฟื้นท่องเที่ยว “ระยอง” เลื่อนยาว “แทรเวลบับเบิล” “ศักดิ์สยาม” เปิดปมทำไม “รถไฟฟ้าสายสีแดง” เลื่อนเปิดปี’64 ขณะที่แนวเส้นทาง สนข.เคาะเส้นทางนำร่องของทั้ง 3 จังหวัดแล้ว โดย “จ.ฉะเชิงเทรา” เลือกแนวเส้นทางจากสถานีรถไฟความเร็วสูงฉะเชิงเทรา-โรงเรียนเบญจมฯ-ตะวันออกคอมเพล็กซ์ มีจุดเริ่มต้นที่สถานีฉะเชิงเทรา มุ่งตรงไปทางทิศใต้บนถนนสุวินทวงศ์จากนั้นเลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนนศุขประยูร ผ่านแม่น้ำบางปะกงจนถึงสี่แยกคอมเพล็กซ์ บริเวณ กม.75+150 จากนั้นแนวเส้นทางเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนทางหลวงหมายเลข 365 จนไปสิ้นสุดแนวเส้นทางโครงการ ที่บริเวณตะวันออกคอมเพล็กซ์ ระยะทาง 7.97 กม. มี 13 สถานี 3 ลานจอดแล้วจร รองรับได้ 225 คัน 1 ศูนย์ซ่อมบำรุง และ ITF บริเวณสถานีรถไฟความเร็วสูงฉะเชิงเทรา เป็นระบบรถโดยสารไฟฟ้า EV bus ค่าโดยสาร 10 บาทตลอดสาย เปิดบริการปี 2567 ผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 2,700 เที่ยวคน/วัน ชลบุรี “จ.ชลบุรี” เลือกแนวเส้นทางจากเมืองศรีราชา-รถไฟความเร็วสูงศรีราชา-นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ระยอง (ปลวกแดง) เริ่มต้นที่โรบินสัน ศรีราชา บนถนนสุขุมวิท จากนั้นแนวจะเลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันออกเข้าสู่แนวถนนอัสสัมชัญ ผ่านโรงเรียนอัสสัมชัญ จุดตัดสี่แยกเขาสวนเสือศรีราชา ผ่านอ่างเก็บน้ำหนองค้อ แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันออก เข้าสู่แนวถนนทางหลวง 331 จากนั้นเลี้ยวขวาไปทางทิศใต้เข้าสู่แนวถนน 331 เลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันออกเข้าสู่แนวถนนระยอง 3013 แยกปากร่วม จนไปสิ้นสุดแนวเส้นทางที่บริเวณทางเข้าออก เขตประกอบการอุตสาหกรรมสยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค รวมระยะทาง 42 กม. มี 29 สถานี 4 ลานจอดแล้วจร รองรับ 125 คัน 1 ศูนย์ซ่อมบำรุง เป็นระบบรถโดยสารไฟฟ้า EV busราคาค่าโดยสาร กม.ละ 1 บาท เริ่มต้น 10-45 บาท มีผู้โดยสารในปี 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,900 เที่ยวคน/วัน ระยอง “จ.ระยอง” เลือกแนวนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด-นิคมอุตสาหกรรม IRPC เริ่มต้นที่ทางเข้า-ออก นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด บนถนนสุขุมวิท ผ่านโรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง จุดตัดสี่แยกตลาดมาบตาพุด สะพานข้ามคลองน้ำหู กม.214+195 จากนั้นเบี่ยงไปทางทิศตะวันออก ผ่านโรงเรียนอัสสัมชัญระยอง จุดตัดสามแยก บริเวณโรงพยาบาลระยอง ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำระยอง กม.222+306 ผ่านปั๊มน้ำมันไออาร์พีซี สวนสุขภาพ เชิงเนิน ไปสิ้นสุดแนวเส้นทางที่ทางเข้า-ออก เขตประกอบการอุตสาหกรรม บมจ.ไออาร์พีซี ระยะทาง 18.89 กม. มี 22 สถานี 4 ลานจอดรถ รองรับได้ 350 คัน 1 ศูนย์ซ่อมบำรุง เป็นระบบรถไฟฟ้าล้อยาง Trambus ค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย มีผู้โดยสารปี 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 7,000 เที่ยวคน/วัน เป็นจุดเริ่มต้นที่ภาครัฐพยายามผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมในอีก 1-2 ปีนี้ เพื่อรองรับคลื่นคนและการเดินทางที่จะไหลไปยัง 3 จังหวัดพื้นที่อีอีซี ว่าที่ศูนย์กลางการลงทุนแห่งใหม่ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-493891

จำนวนผู้อ่าน: 86

20 กรกฎาคม 2020

หุ้นไทยวันนี้ (20 ก.ค.) เปิดตลาด -0.33 จุด ดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,359 จุด

ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ (20 ก.ค.) ดัชนี SET Index เปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,359.25 จุด ปรับลง -0.33 จุด หรือคิดเป็น -0.02% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 1,333 ล้านบาท ณ เวลา 10:00:06 น. ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับลง -1 จุด หรือ -0.11% อยู่ที่ 891.09 จุด โดยมีมูลค่าซื้อขายรวม 480 ล้านบาท (คิดเป็นราว 35.99% ของ SET) “MINT” เปิดจอง หุ้นเพิ่มทุนถึง 23 ก.ค.นี้ ดึงเอกชนเหมาเข่ง รถไฟฟ้าสายสีแดง “ศักดิ์สยาม” เปิดสัมปทาน 50 ปี 10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายโดดเด่นที่สุด ได้แก่ 1. STGT ซื้อขาย 137.39 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 2. SUPER ซื้อขาย 134.46 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.02 (+2.00%) 3. EA ซื้อขาย 95.14 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.25 (+0.51%) 4. STA ซื้อขาย 86.91 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.25 (+0.86%) 5. CPALL ซื้อขาย 62.97 ล้านบาท ราคาหุ้น -1.00 (-1.50%) 6. JMART ซื้อขาย 59.41 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.40 (+3.12%) 7. SCC ซื้อขาย 37.69 ล้านบาท ราคาหุ้น +2.00 (+0.52%) 8. TFG ซื้อขาย 34.77 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.11 (+2.23%) 9. LPN ซื้อขาย 33.80 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.10 (+1.94%) 10. CPF ซื้อขาย 29.93 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนตลาด mai ปรับขึ้น +1.01 จุด หรือ +0.33สวนทางกับ SET อยู่ที่ระดับ 303.34 จุด มูลค่าซื้อขาย 61.42 ล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-493897

จำนวนผู้อ่าน: 79

20 กรกฎาคม 2020

ระดมฟื้นท่องเที่ยว “ระยอง” เลื่อนยาว “แทรเวลบับเบิล”

“ระยองเอฟเฟ็กต์” รัฐ-เอกชนระดมมาตรการฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวระยอง ผู้ประกอบการเผยผลกระทบยกเลิกห้องพักยาวถึงสิงหาฯ รมว.ท่องเที่ยวยอมรับกระทบแผน “Travel Bubble” มั่นใจไม่กระทบมาตรการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ด้านหอการค้า-กกร.จังหวัดยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ขอมาตรการช่วยเหลือพิเศษฟื้นชีพระดมเรียกความเชื่อมั่น นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังเกิดเหตุการณ์ทหารอียิปต์ติดโควิดที่จังหวัดระยอง ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมของระยองและจังหวัดใกล้เคียงได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและหนักมาก จากเดิมที่ทุกฝ่ายประเมินกันว่าทั้งภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ สทท.ได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดระยองเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมาเพื่อหารือถึงแผนการทำตลาดและแผนการสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลับคืนมาโดยเร็วในหลาย ๆ ประเด็น อาทิ แผนการเตรียมทำบิ๊กคลีนนิ่งเมืองระยองครั้งใหญ่ พร้อมนำสื่อมวลชนจากส่วนกลางลงพื้นที่เพื่อให้เห็นสภาพความเป็นจริง ว่าการท่องเที่ยมีความปลอดภัย หารือกับทุกภาคส่วนเพื่อให้ส่งทัวร์ อสม.ในโครงการกำลังใจ ไปเที่ยวจังหวัดระยอง เพื่อช่วยกันกระตุ้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้หารือกับสมาคมท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA), สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) ลงสำรวจพื้นที่ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความปลอดภัย และร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ, กระทรวงการท่องเที่ยวฯ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ หรือ new normal กับผู้ประกอบการในทุกภูมิภาค “ไทยแอร์เอเชีย” พลิกเกม ใคร ๆ ก็บินได้ (อีกครั้ง) “เราเที่ยวด้วยกัน” เผยรายชื่อ “โรงแรม-ร้านอาหาร” ที่เข้าร่วมโครงการ อัดยับรัฐออกประกาศซ้ำเติม นายชัยรัตน์กล่าวด้วยว่า ในภาพรวมขณะนี้ถือว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยมีความปลอดภัย และมีมาตรการด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ Thailand Sure หรือ Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) ที่กำหนดแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง “ในความเป็นจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้น่ากังวลมากนัก แต่ข่าวที่ออกมา สร้างความตระหนกให้กับนักท่องเที่ยวคนไทยจนไม่กล้าที่จะไปเที่ยวระยองและจังหวัดใกล้เคียง เพราะมีประกาศของกระทรวงมหาดไทยว่าคนที่ไประยองมาต้องกักตัว 14 วัน ที่ห้ามไม่ให้คนเดินทางไประยอง ประกาศเหล่านี้รุนแรงมาก แม้จะไม่ใช่ประกาศปิดจังหวัดแต่ก็เหมือนใช่ เพราะทำให้คนไม่กล้าเดินทางเป็นการซ้ำเติมระยองอย่างมาก” ยกเลิกห้องพักยาวถึงสิงหาฯ นายชัยรัตน์กล่าวต่อไปว่า ภาพรวมของการจองห้องพักโรงแรมในจังหวัดระยองตอนนี้หายไปเกือบ 100% และที่น่าเป็นห่วงคือโรงแรมที่อยู่ต่างอำเภอ เช่น บ้านฉาง, แกลง ฯลฯ รวมถึงเกาะเสม็ด ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน และไม่ใช่แค่เดือน ก.ค. แต่ขณะนี้ยอดจองโรงแรม ห้องพัก รวมถึงงานสัมมนาจำนวนมากถูกยกเลิกไปถึงเดือน ส.ค.แล้ว “วันนี้ความหวาดระแวงเกิดขึ้นเกินความเป็นจริงไปแล้ว ทุกคนต้องมาร่วมมือร่วมใจกันฟื้นฟูโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นธุรกิจล้มละลายกันอีกจำนวนมาก วันนี้ผู้ประกอบการน่าสงสารมาก ในหลาย ๆ จังหวัดผู้ประกอบการท่องเที่ยวจำนวนมากปิดตัวถาวรไปแล้ว” นายชัยรัตน์กล่าว ขณะที่รายงานข่าวจาก จ.ตราดแจ้งว่า ปัญหาการติดเชื้อโควิด-19 ที่ จ.ระยองได้มีผลกระทบการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดประมาณ 20-30% ที่ขอยกเลิกและเลื่อนการเดินทาง เช่น พื้นที่เกาะช้างที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ มีโรงแรม รีสอร์ตและโฮมสเตย์เกือบ 300 แห่ง บางแห่งมีการแจ้งขอเลื่อนการเข้าพักออกไปถึงเดือนตุลาคม 4 พันห้องเกาะเสม็ดยกเลิก 90% นางสริญทิพญ ทัพมงคลทรัพย์ นายกสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากมีข่าวทหารอียิปต์ติดโควิดในพื้นที่อำเภอเมืองระยอง แม้ผลตรวจออกมาจะยังไม่พบผู้ติดเชื้อก็ตาม เกาะเสม็ดที่อยู่ห่างจากเมืองระยองกว่า 30 กิโลเมตร ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย บนเกาะเสม็ดมีโรงแรมที่พักทั้งหมดกว่า 4,000 ห้อง จากผู้ประกอบการประมาณ 130 ราย โดยที่ผ่านมาทางผู้ประกอบการได้เตรียมมาตรการควบคุมและตรวจคัดกรองโควิดอย่างเคร่งครัดด้วยการรับนักท่องเที่ยวเพียง 30% หรือเข้าพักได้ 1,000 กว่าห้อง รับนักท่องเที่ยวได้เพียง 2,700 คน/วัน พอประคองธุรกิจให้อยู่ได้ไปก่อน และมั่นใจว่าในพื้นที่ไม่เคยพบผู้ติดเชื้อโควิด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ยอดจองที่พักในช่วงวันหยุด 25-27 ก.ค.ที่จะถึงนี้ถูกยกเลิกไปแล้วประมาณ 90% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากจังหวัดที่มีประกาศว่าหากเดินทางเข้าระยองต้องกักตัว 14 วัน ทำให้เกิดความหวั่นวิตก เลื่อนเปิด “แทรเวล บับเบิล” ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยอมรับว่า กรณีที่พบทหารอียิปต์ติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดระยอง ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะโซนจังหวัดระยอง ชลบุรี และจันทบุรี แต่เชื่อว่าจังหวัดอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ติดกับพื้นที่ดังกล่าว นักท่องเที่ยวจะยังคงเดินทางท่องเที่ยวตามปกติ เห็นได้จากยอดการลงทะเบียนรับสิทธิ “เราเที่ยวด้วยกัน” ที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “เหตุการณ์ดังกล่าวนี้กระทบความเชื่อมั่นในเบื้องต้นเท่านั้น เชื่อว่ายังสามารถดำเนินการตามแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวที่วางไว้ได้และคนไทยยังเชื่อมั่นท่องเที่ยวเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์” สำหรับโครงการเปิดการเดินทางระหว่างประเทศอย่างจำกัด หรือ travel bubble นั้น นายพิพัฒน์กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา)ได้ให้ 4 กระทรวง คือ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการต่างประเทศทำงานต่อไปไม่ต้องหยุดโดยให้เน้นขั้นตอนเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและการประชาสัมพันธ์ผ่านการประสานงานกับหน่วยงานย่อยในประเทศต้นทาง ซึ่งอาจเป็นการเปิดการเดินทางระหว่างประเทศต่อกลุ่มประเทศ ประเทศต่อประเทศ หรือประเทศต่อเมือง “ในส่วนของรายละเอียดกรอบเวลาต่าง ๆ ขอยืดเวลาอย่างน้อย 14 วัน นับจากเหตุการณ์ทหารอียิปต์ที่ระยอง เพื่อให้ประชาชนหายตระหนกก่อน จึงค่อยมาคุยกันอีกครั้ง แม้ก่อนหน้านี้วางกรอบเวลาว่าจะเริ่มในเดือนสิงหาคมนี้” อวสานฮับค้าส่ง! จาก “จตุจักร” ถึง “แพลทินัม” ปิดแผง-ปิดป้ายเซ้งเกลื่อน 5 แสนแรงงานการ์เมนต์ระทึก โรงงานจ่อปิดประกันสังคมเมินจ่าย 62% สั่งต่อ “เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 2 นายพิพัฒน์กล่าวต่อไปว่า สำหรับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 1 พบว่าการลงทะเบียนรับสิทธิ 2 วัน (15-16 ก.ค. 63) 3.3 ล้านราย เป็นไปตามเป้าหมายและคาดว่าจะบรรลุเป้า 5 ล้านคนภายใน 3 วัน แม้ประชาชนจะลงทะเบียนรับสิทธิและจองห้องพักครบ 5 ล้านคน ก็จะใช้งบประมาณไม่ถึง 1.8 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเหลือเงินราว 1 หมื่นล้านบาทสำหรับใช้ในเฟสที่ 2 โดยที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯร่วมกับ ททท.หาแนวทางกระตุ้นคนไทยให้ออกไปท่องเที่ยวในเมืองรองและชุมชนมากขึ้น กระทรวงจึงเตรียมผลักดัน “เมืองรอง-ชุมชน” ในเฟส 2 ของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ราว ส.ค.นี้ ทั้งนี้ คาดว่าในเฟส 2 จะสนับสนุนการท่องเที่ยวทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง55 จังหวัด แต่ในเมืองรองรัฐจะอุดหนุนมากกว่า โดยรัฐจ่ายให้ 60% และประชาชนจ่าย 40% ขณะที่เมืองหลักรัฐจ่ายให้ 40% ประชาชนจ่าย 60% ทั้งสิทธิส่วนลดค่าโรงแรม สิทธิส่วนลดค่าอาหารและสถานที่ท่องเที่ยว และเปิดให้โฮมสเตย์และโฮมลอดจ์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ชุมชนได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวโดยตรง ศบค. ออก 5 มาตรการฟื้นระยอง ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)หรือ ศบค. เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดระยองที่ได้รับผลกระทบจากข่าวการติดเชื้อของทหารอียิปต์ ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กเตรียมจัดกิจกรรมร่วมใจฝ่าโควิด จ.ระยอง 5 มาตรการคือ 1.ขอความร่วมมือภาครัฐจะจัดงานสัมมนาในพื้นที่ จ.ระยอง 2.ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เอกชน 3.การแข่งขันกีฬาฟุตบอล จากทีมในไทยลีกรูปแบบใหม่ แบบมีผู้ชม ที่ จ.ระยอง 4.จัดการแสดงสดคอนเสิร์ตในรูปแบบใหม่ และ 5.การจัดกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในพื้นที่ กกร. ระยองร้องรัฐแก้ปัญหา นายนพดล ตั้งทรงเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดระยอง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) จังหวัดระยอง ประกอบด้วยหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ประธานชมรมธนาคารจังหวัด และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง ได้ยื่นหนังสือให้ ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข เมื่อ17ก.ค. ตามมติที่ประชุม กกร.จังหวัดระยอง โดยข้อเสนอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางแก้ไขปัญหารวมถึงแนวทางช่วยเหลือ 5 ประเด็นหลัก 1.แก้กฎหมายให้มีความเท่าเทียมกับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 2.มิให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสื่อสารภาพลบ 3.ให้มีจัดครม.สัญจร สัมมนาของหน่วยงานราชการรวมถึงภาคเอกชนในจังหวัดระยอง 4.จัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เริ่ม ก.ค.ถึงสิ้นปี”63 อาทิ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ขอให้คนระยองสามารถใช้สิทธิเที่ยวในจังหวัดระยองได้, เสนอให้มีโครงการชิม ช้อป เที่ยว ใช้ในจังหวัดระยองโดยได้รับการสนับสนุนเงินคืนจากรัฐ 50% และ 5. มาตรการช่วยเหลือด้านการเงินการคลัง อาทิ กรณีชิม ช้อป เที่ยว ใช้ และอบรมสัมมนาในจังหวัดระยอง ให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า, ขยายมาตรการเยียวยาของผู้ประกันตนออกไปอีก 3 เดือน รวมถึงให้การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเพิ่มการจ้างงานลูกจ้างที่ตกงานในจังหวัดระยอง ในโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ นอกจากนี้ ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า หากใครเดินทางมาระยองแล้วติดเชื้อโควิดทางนายกอบจ.จะมอบเงินให้ 1 แสนบาท/คน เอฟเฟ็กต์ Travel Bubble นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า หากผลกระทบจากกรณีปัญหาการติดเชื้อที่จังหวัดระยองส่งผลกระทบต่อโมเมนตัมเศรษฐกิจและนโยบายเศรษฐกิจเกิดภาวะชะงักงันลงไป เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลก็มีแผนจะเปิด travel bubble แต่ตอนนี้ประชาชนเริ่มมีความรู้สึกต่อต้านการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้นรวมถึงกรณีทูตเอสโตเนีย เป็นต้น “ตอนนี้โอกาสที่จะดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาก็จะยากขึ้นอีก ก็ต้องมาพึ่งพานักท่องเที่ยวในประเทศ แต่จากข้อมูลปีที่แล้วการใช้จ่ายเงินของนักท่องเที่ยวในประเทศมีแค่ครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แปลว่าถ้าจะกระตุ้นให้ทดแทนกันได้ก็ต้องทำให้นักท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น 3 เท่า ซึ่งคงไม่มีทางนโยบายจ่ายเงินอุดหนุนให้ไปเที่ยวก็อาจจะกระตุ้นได้บ้าง แต่คงไม่สามารถทดแทนสิ่งที่หายไปได้ทั้งหมด” สิ่งที่น่ากังวลหากการกระตุ้นการท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามแผน ก็คือจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจล่าช้าออกไปอีก แต่ขณะนี้ก็ยังมองว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะหดตัวลึกสุดระดับ -12% ถึง -14% และไตรมาส 3-4 น่าจะดีขึ้น แต่จะยังคงติดลบเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว “ครึ่งปีหลังเรามองจีดีพีน่าจะ -9% ถึง-10% เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่มี ส่วนเครื่องยนต์อื่น ๆ ก็ติดลบหมด เหลือแต่การใช้จ่ายภาครัฐตัวเดียว” อินไซด์ ปรับ-ย้าย “ขุนพลมหาดไทย” คุมฐานการเมือง ค้ำบัลลังก์ 3 ป. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/tourism/news-493789

จำนวนผู้อ่าน: 77

20 กรกฎาคม 2020

“บิ๊กแดง” โยนทีมโฆษก ทบ. แถลงปม “ผู้พันเจี๊ยบ” เรียก “ม๊อบมุ้งมิ้ง”

ภาพจากทวิตเตอร์ Deep Blue Sea วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บัญชีทวิตเตอร์ชื่อ Deep Blue Sea ของ “วาสนา นาน่วม” ผู้สื่อข่าวสายความมั่นคง ทวีตภาพบิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อมข้อความระบุว่า “บิ๊กแดง” เตรียมแถลงข่าวเอง วันนี้… คาดประเด็น ม็อบ FreeYouth ใน กทม.และเชียงใหม่ …พร้อมปม “ทนาย อานนท์” เตรียมนำพลบุกก.ทบ. …หลัง “ผู้พันเจี๊ยบ นุสรา” โพสต์ความเห็นส่วนตัว “ม๊อบมุ้งมิ้ง” …โดย ทบ.ยันไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่รองโฆษก ทบ.แล้ว ทบ.แจ้งสื่อแต่เช้าตรู่.. แต่อาจมีเปลี่ยนแปลง ประมาณ 40 นาทีต่อมา ทวิตเตอร์ดังกล่าวได้โพสต์แจ้งอีกครั้งว่า “บิ๊กแดง” สั่งทีม โฆษก ทบ.แถลงข่าวแทนหลายประเด็น หลังประชุม มอร์นิ่งบริ๊ฟ แจง 151 ทหารไทยกลับจากฮาวาย กักตัว SQ ชลบุรี และปมผู้พันเจี๊ยบ คาดหวั่นยิ่งพูด จะยิ่งปลุกม็อบ! ก่อนหน้านี้ มติชน รายงานว่า โลกออนไลน์มีการแชร์ข้อความจากเฟซบุ๊ก พ.อ.หญิง นุสรา วรภัทราทร นายทหารประจำ กรมยุทธการ ทบ. อดีตรองโฆษกกองทัพบก ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็น ถึงกลุ่มผู้ชุมนุม เยาวชนปลดแอก โดยเรียกเป็นการชุมนุมอนุสาวรีย์ฯ เป็นม็อบมุ้งมิ้ง ตีกันเอง ระแวงกันเอง จนสลายการชุมนุมกันเอง พร้อมกล่าวถึงข้อเรียกร้องของม็อบมุ้งมิ้ง 3 ข้อ เช่น ยุบสภา ขอให้รออีก 2 ปีครึ่ง ก็เลือกตั้งใหม่แล้ว ส่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ตอนที่ทำประชาพิจารณ์และลงมติรับรัฐธรรมนูญ น้อง ๆ ทำอะไรอยู่ ทั้งยังวิจารณ์ว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง ตอนนี้ประเทศกำลังไปได้ดี ควรเอาเวลาไปทำมาหากินดีกว่า ต่อมามีรายงานเพิ่มเติมว่า พ.อ.หญิง นุสรา ได้ลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งไปแล้ว จากการตรวจสอบเฟสบุ๊กส่วนตัวของ รองโฆษก ทบ. ไม่พบโพสต์ดังกล่าว ล่าสุด วันนี้ (20 กรกฎาคม 2563) ข่าวสด รายงานว่า นายอานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ภาพข้อความที่ พ.อ.หญิง นุสรา โพสต์ถึงกลุ่มผู้ชุมนุม เยาวชนปลดแอก พร้อมระบุว่า “พรุ่งนี้ (20 กรกฎาคม) เวลา 17.00 น. ผมจะไปประท้วงและปราศรัยหน้ากองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก เพื่อแสดงออกในฐานะประชาชนที่ไปพอใจกับการกล่าวหาประชาชนของ พันเอกหญิงนุสรา รองโฆษกกองทัพบกคนนี้ ท่านใดสะดวกมาร่วมประนามคนแบบนี้ เจอกันหน้ากองทัพบกครับ” อวสานฮับค้าส่ง! จาก “จตุจักร” ถึง “แพลทินัม” ปิดแผง-ปิดป้ายเซ้งเกลื่อน ท่าแพเดือดต่อ! เยาวชนตบเท้าร่วมชุมนุม ผุด #คนเชียงใหม่จะไม่ทนtoo ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-493857

จำนวนผู้อ่าน: 91

20 กรกฎาคม 2020

ราคาทองวันนี้ (20 ก.ค.) ปรับขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายออกบาทละ 27,650 บาท

ราคาทองวันนี้ (20 ก.ค.) ปรับขึ้น 50 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดเมื่อวานนี้ โดยทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ มีราคารับซื้ออยู่ที่บาทละ 27,050 บาท ขายออกที่ราคาบาทละ 27,150 บาท ตามข้อมูลล่าสุด จากเว็บไซต์ของ สมาคมค้าทองคำ เมื่อเวลา 9:30 น. ที่ผ่านมา ขณะที่ ราคาทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้ออยู่ที่ราคาบาทละ 26,560.32 บาท และขายออกที่ราคา 27,650 บาท ส่วนราคาทองคำโลก หรือ Gold Spot อยู่ที่ 1,807.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ วิกฤต (ราคา) อาหารในจีน โจทย์ท้าทายเศรษฐกิจระยะฟื้นตัว อินไซด์ ปรับ-ย้าย “ขุนพลมหาดไทย” คุมฐานการเมือง ค้ำบัลลังก์ 3 ป. อวสานฮับค้าส่ง! จาก “จตุจักร” ถึง “แพลทินัม” ปิดแผง-ปิดป้ายเซ้งเกลื่อน สรุปราคาซื้อ-ขายทองคำในประเทศไทย ล่าสุด ประจำวันที่ 20 ก.ค. 2563 ประกาศราคาซื้อ-ขายทองคำในประเทศไทย ครั้งที่ 1 ทองแท่ง • รับซื้อ บาทละ 27,050 บาท • ขายออก บาทละ 27,150 บาท ทองรูปพรรณ • รับซื้อ บาทละ 26,560.32 บาท • ขายออก บาทละ 27,650 บาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-493865

จำนวนผู้อ่าน: 77

20 กรกฎาคม 2020

ดึงเอกชนเหมาเข่ง รถไฟฟ้าสายสีแดง “ศักดิ์สยาม” เปิดสัมปทาน 50 ปี

“ศักดิ์สยาม” รื้อ รถไฟฟ้าสายสีแดง “ตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต” เปิด PPP ดึงเอกชนลงทุน 50 ปี 1.7 แสนล้าน เหมาสร้าง 3 ส่วนต่อขยาย พื้นที่รีเทล 29 สถานี พ่วง “สถานีกลางบางซื่อ” แลกสัมปทานเดินรถรังสิต-ศาลายา ประมูลกลางปี”64 กระทบไทม์ไลน์เปิดหวูดขยับเป็นปี”66 บิ๊กบีทีเอส ซิโน-ไทยฯ เชียร์สุดตัว นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จะปรับรูปแบบการเดินรถของรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน จากเดิมมติคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ให้บริษัทลูกการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) คือ บจ.รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. ผู้เดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ เป็นผู้เดินรถ จะเปลี่ยนเป็นเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนรูปแบบ PPP net cost สัญญาเดียวทั้งสร้างส่วนต่อขยาย งานระบบและขบวนรถ เก็บค่าโดยสาร โดยเอกชนจะได้สัมปทานเดินรถและพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ 29 สถานี รวมสถานีกลางบางซื่อด้วย รื้อรูปแบบเดินรถสีแดงใหม่ “ที่ผ่านมามีปัญหาปรับแบบก่อสร้าง ทำให้งบฯลงทุนเพิ่มหลายครั้ง ล่าสุดเพิ่ม 10,345 ล้านบาท ต้องขอคณะรัฐมนตรีขยายกรอบวงเงิน จึงให้รถไฟไปศึกษาให้เอกชนร่วมลงทุน รับภาระค่าลงทุนต่าง ๆ เพื่อลดภาระรัฐ หากยังเดินหน้าโดยให้รถไฟเดินรถ รัฐจะต้องรับภาระขาดทุนของโครงการอีก อย่างการบริหารพื้นที่สถานีกลางบางซื่อระบุว่าจะขาดทุนใน 7 ปีแรก 600-700 ล้านบาท ให้รถไฟสรุปผลศึกษาเสนอมายังคมนาคมเสนอให้ คนร.พิจารณา คาดว่าในไตรมาส 2 ของปี 2564 จะเปิด PPP ได้” นายศักดิ์สยามกล่าวอีกว่า ผลจากการปรับเดินรถใหม่และงานสัญญา 3 งานออกแบบและติดตั้งระบบราง ระบบไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ สื่อสาร, ระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ และตู้รถโดยสาร ยังล่าช้า ซึ่งผู้รับจ้างขอขยายเวลาอีก 500 วัน ทำให้ต้องเลื่อนกำหนดเปิดให้บริการสายสีแดงช่วงตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต จากในปี 2564 เป็นในปี 2566 ไม่อยากให้เร่งเปิดบริการเพราะสถานีกลางบางซื่อ งานก่อสร้างและบริหารพื้นที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อาจจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้มาใช้บริการได้ อินไซด์ ปรับ-ย้าย “ขุนพลมหาดไทย” คุมฐานการเมือง ค้ำบัลลังก์ 3 ป. อวสานฮับค้าส่ง! จาก “จตุจักร” ถึง “แพลทินัม” ปิดแผง-ปิดป้ายเซ้งเกลื่อน บอร์ดไฟเขียว PPP เดินรถ นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ร.ฟ.ท.เห็นชอบผลการศึกษาและเปรียบเทียบการบริหารจัดการการเดินรถสายสีแดง ระหว่างให้ ร.ฟ.ท.บริหารเองกับให้เอกชนดำเนินการ โดยบอร์ดอนุมัติให้เอกชนเดินรถรูปแบบ PPP net cost ระยะเวลาประมาณ 30 ปี ส่วนวงเงินอยู่ระหว่างสรุปบอร์ดมองว่าเปิด PPP เพื่อไม่ให้ ร.ฟ.ท.รับความเสี่ยงลงทุนก่อสร้างส่วนต่อขยายเพื่อเพิ่มภาระหนี้อีก ซึ่งหนี้ที่จะเกิดขึ้นใหม่ มีเงินลงทุนส่วนต่อขยาย 4 เส้นทาง จ่ายค่าใช้สิทธิเดินรถ รวมแล้วประมาณ 90,000 ล้านบาท ยังไม่รวมกับภาระขาดทุนในช่วงเปิดบริการสถานีกลางบางซื่อ 7 ปีแรก ภายในเดือน ก.ค.นี้ จะเสนอเรื่องให้กระทรวงคมนาคมรับทราบก่อนเสนอ คนร.พิจารณาทบทวนมติเดิมเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2562 และนำเสนอให้คณะกรรมการร่วมทุนภาครัฐและเอกชน (บอร์ด PPP) อนุมัติต่อไป “ขณะนี้การเปิดบริการยึดตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภายในปี 2566 ถ้าจะให้เปิดก่อน ร.ฟ.ท.ก็พร้อมเปิดได้ทันที โดยได้เตรียมพนักงานบางส่วนไว้แล้ว เพื่อทำการเดินรถช่วงแรก ระหว่างรอเปิด PPP เมื่อได้เอกชนรายใหม่จะให้มาสวมสิทธิการเดินรถภายหลัง” ดึงเอกชนลงทุน 1.7 แสนล้าน แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า บอร์ดอนุมัติเพียงรูปแบบเดินรถว่าจะเปิดให้เอกชน PPP เพื่อเสนอให้คมนาคมพิจารณา ยังต้องจ้างที่ปรึกษาศึกษารายละเอียดแต่ละส่วน จะใช้เวลาอย่างน้อย 4 เดือน จึงเสนอ คนร.อนุมัติเปลี่ยนมติเดิม ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ ร.ฟ.ท.เสนอเบื้องต้นจะให้เอกชนร่วมลงทุนสายสีแดงทั้งส่วนเก่าและต่อขยายใหม่กว่า 1.7 แสนล้านบาท ระยะเวลาสัมปทานเดินรถและพัฒนาสถานี 50 ปี โดยมีผลตอบแทนการลงทุน หรือ IRR อยู่ที่ 5-6% “เอกชนจะหาเงินมาชำระหนี้ค่าก่อสร้างช่วงบางซื่อ-รังสิต ให้ประมาณ 1 แสนล้านบาท รัฐจะชำระคืนภายหลังเหมือนสายสีส้มและไฮสปีด 3 สนามบิน เอกชนจะรับภาระหนี้เฉพาะค่าลงทุนส่วนต่อขยาย ประมาณ 60,000 ล้านบาท ช่วงรังสิต-ธรรมศาสตร์ ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช และช่วง Missing Link และจ่ายคืนค่างานระบบ 32,399 ล้านบาท” ทั้งนี้ แผนเดิมรถไฟจะแยกประมูลเป็นส่วน ๆ คือ ประมูลสร้างส่วนต่อขยาย หาเอกชนพัฒนาพื้นที่สถานีรายทางตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต ยกเว้นสถานีกลางบางซื่อ ดอนเมือง รังสิต ที่รถไฟจะดำเนินการเอง ต่อมานโยบายเปลี่ยนให้เอกชนรับความเสี่ยงแทน รวบเป็นแพ็กเกจเดียวกัน ให้คุ้มค่าการลงทุน เฉพาะรายได้ค่าโดยสารอย่างเดียว โครงการไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ “การเดินหน้าตามขั้นตอน PPP คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ต.ค. 2564 พอดีกับกลุ่ม ซี.พี.เข้าบริหารแอร์พอร์ตลิงก์ มีแนวคิดจะโยกคนมาเดินรถสายสีแดงชั่วคราวระหว่างรอเอกชนรายใหม่ เนื่องจากโครงสร้างงานโยธาและขบวนรถมีพร้อมแล้ว แต่อาจจะเปิดได้ไม่เต็มรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบาย” บีทีเอส-ซิโน-ไทยฯสนใจ สำหรับเอกชนที่สนใจแหล่งข่าวกล่าวว่า มี 2 กลุ่ม คือ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTS) ผู้รับสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว และ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ผู้รับสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และยังร่วมทุนกับกลุ่ม ซี.พี. ลงทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินและแอร์พอร์ตลิงก์ “สายสีแดงจะมีสถานีกลางบางซื่อเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายการเดินทาง ซึ่งในระยะยาวเป็นโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่ดี หากมีการบริหารจัดการดี ๆ โดยเฉพาะสถานีกลางบางซื่อที่จะเป็นสถานีจอดของรถไฟชานเมือง รถไฟทางไกล รถไฟความเร็วสูง ที่จะเป็นจุดสนใจดึงเอกชนมาลงทุน” แหล่งข่าวกล่าว นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานบริหาร บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่รัฐจะเปิดให้เอกชนมีส่วนร่วมลงทุน PPP รถไฟฟ้าสายสีแดง ซึ่งบีทีเอสมีความสนใจเพราะเป็นธุรกิจหลักของบริษัท รอนโยบายรัฐประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ สอดคล้องกับ นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น กล่าวว่า สนใจจะเข้าร่วมประมูล หากรัฐประกาศนโยบายออกมาชัดเจนจะเปิด PPP รูปแบบไหน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-493787

จำนวนผู้อ่าน: 83

20 กรกฎาคม 2020

กรมอุตุฯเตือนตอนบนฝนเพิ่มขึ้น ตกหนักทาง”อีสาน-ตะวันออก”

วันที่ 20 กรกฏาคม 2563 กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 20 กรกฏาคม 2563  ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า ลักษณะอากาศทั่วไป มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ประกอบกับมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก สำหรับฝุ่นละอองขนาดเล็ก เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูฝน ดังนั้นการเกิดหรือการสะสมของฝุ่นละออง/หมอกควัน ไม่มีหรือมีน้อยในช่วงฤดูฝน พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดอุดรธานี เลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ ขอนแก่น และนครราชสีมา อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ภาคกลาง เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี และสมุทรสงคราม อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ภาคตะวันออก เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-493838

จำนวนผู้อ่าน: 84

20 กรกฎาคม 2020

ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัว

+ ความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะความต้องการใช้น้ำมันเบนซินที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 63 ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังสหรัฐฯ ปรับลดลง แม้โรงกลั่นสหรัฐฯ จะเพิ่มกำลังการกลั่นบ้างแล้ว +/- การที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติลิเบียประกาศยกเลิก Force majeure แหล่งผลิตน้ำมันดิบ Es Sider ทำให้ตลาดกังวลว่าลิเบียจะเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตาม บริษัทออกมาระบุว่าจะยังไม่มีการเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตนี้ – สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 3 ก.ค. 63 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.7 ล้านบาร์เรล แตะระดับ 309 ล้านบาร์เรล ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลงสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากจีนมีแนวโน้มส่งออกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 3 ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังตลาดกังวลว่าจีนและอินเดียจะส่งออกน้ำมันดีเซลมากขึ้น โดยเฉพาะหากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488438

จำนวนผู้อ่าน: 113

09 กรกฎาคม 2020

ทั่วไทยฝนลดลง ยกเว้น 10 จังหวัดภาคใต้ยังตกหนัก กทม.วันนี้ ฝนแค่ 30% ของพื้นที่

วันที่ 9 กรกฏาคม 2563 กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า ลักษณะอากาศทั่วไป มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคใต้ พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร และสุโขทัย อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ภาคกลาง เมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี นครปฐม และสมุทรสงคราม อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ภาคตะวันออก เมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงน้อยกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-488435

จำนวนผู้อ่าน: 115

09 กรกฎาคม 2020

ค่าเงินบาท​แข็งค่า​ที่​ 31.14 บาท/ดอลลาร์​ คาด​กรอบวันนี้ 31.05-31.25 บาท

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) เปิดเผย​ว่า​ ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้​ (9 ก.ค.)​ ที่ระดับ 31.14 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ​ แข็งค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ระดับ 31.24 บาทต่อดอลลาร์ คาด​กรอบเงินบาทวันนี้ 31.05-31.25 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้​ ช่วงคืนที่ผ่านมา ตลาดการเงินฝั่งสหรัฐยังสามารถปรับตัวขึ้นได้ต่อ โดยดัชนี S&P500 ขยับขึ้น 0.7% จากการรีบาวด์ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี สวนทางกับ Euro Stoxx 600​ ของ​ยุโรป​ ที่ย่อตัวลง 0.6% โดยในวันนี้ต้องจับตาตลาดหุ้นเอเชียซึ่งในช่วงเช้าก็มีทิศทางเป็นบวกเช่นกัน ประเด็นที่น่าสนใจของตลาด คือความผันผวนที่ทยอยปรับตัวลดลงเห็นได้จากล่าสุดดัชนีวัดความกลัว VIX Index ปรับตัวลงสู่ระดับ 28.1% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ก็ขยับตัวขึ้นยืนเหนือ 43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแม้ล่าสุดสถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานของสหรัฐ (API) จะรายงานปริมาณน้ำมันดิบที่สูงขึ้นสะท้อนภาพการใช้น้ำมันที่ไม่ฟื้นตัว เช่นเดียวกันกับทองคำที่ปรับตัวขึ้น 0.8% ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลเหนือระดับ 1800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนสภาพคล่องที่กลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ส่วนในฝั่งของตลาดเงิน ก็เคลื่อนไหวด้วยแนวโน้มการอ่อนค่าของดอลลาร์เช่นเดิม โดยล่าสุด เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) และเงินยูโร (EUR) เป็นสองสกุลเงินหลักที่แข็งค่าขึ้น 0.5-0.8% บนความหวังว่านโยบายการคลังล่าสุดของอังกฤษจะสามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกันธนาคารกลางยุโรปก็มีมุมมองเชิงบวกกับเศรษฐกิจในภูมิภาคว่าอาจสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ด้วย “ส่วนในฝั่งของเงินบาท ก็ทยอยแข็งค่าบ้างตามสกุลเงินเอเชียอื่น ๆ หลังนักค้าเงินลดสถานะการซื้อเงินบาทลงแล้วแทบทั้งหมด ส่วนความสัมพันธ์ของเงินบาทกับทองคำก็ลดลงอย่างมาก เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยจับตาธุรกรรมนี้เป็นพิเศษ ระยะสั้นจึงอาจไม่ได้เห็นเงินบาทแข็งค่าเร็วแม้ราคาทองจะปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ในระยะยาว เชื่อว่าถ้าราคาทองคำยืนเหนือระดับบาทละ 2.8 หมื่นบาทได้ ก็จะมีแรงขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ” ดร.จิ​ติ​พล​กล่าว​ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488432

จำนวนผู้อ่าน: 126

09 กรกฎาคม 2020

คลังไฟเขียวโรงแรมนอกระบบ ร่วมโครงการ ‘เราเที่ยวด้วยกัน’

(Photo by Jack TAYLOR / AFP) คลังรับลูก “สมคิด” เปิดกว้างธุรกิจโรงแรมเข้าร่วมโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ผ่อนผัน 3 กลุ่มผู้ประกอบการที่ไม่มีใบอนุญาต เน้นกระจายเม็ดเงินสู่แหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ คาด “เราเที่ยวด้วยกัน” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ สศค. และกรมสรรพากร เตรียมมาตรการท่องเที่ยวออกมาเสริมมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย “เราเที่ยวด้วยกัน” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยกำลังพิจารณาแนวทางช่วยเหลือกลุ่มผู้ให้บริการที่พัก ด้วยการเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น จากเดิมเปิดให้เฉพาะผู้ที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2563 เข้ามาร่วมโครงการได้ โดยจะมีแนวทางผ่อนผันให้ผู้ประกอบการ อาทิ 1.กลุ่มที่อยู่ระหว่างการยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม 2.กลุ่มที่ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมเพิ่งหมดอายุไปไม่เกิน 1 ปี ก็จะได้รับการผ่อนผันให้เข้าร่วมมาตรการได้ เนื่องจากช่วงโควิด-19 อาจจะไม่สะดวกในการไปต่อใบอนุญาต และ 3.กลุ่มโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต เป็นโรงแรมขนาดเล็ก หรือบูติคโฮเต็ล ซึ่งยังไม่ผ่านคุณสมบัติการจดทะเบียนขึ้นเป็นโรงแรม แต่ได้มาตรฐานการเป็นบูติคโฮเต็ล โดย สศค.ได้เตรียมการในเรื่องดังกล่าว โดยหารือกับผู้ประกอบการผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เราเที่ยวด้วยกัน: เปิดขั้นตอนลงทะเบียนสำหรับ “โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร” นายลวรณกล่าวว่า การผ่อนผันกลุ่มผู้ประกอบการเข้ามา จะขยายเป้าหมายห้องพักที่จำกัดไว้ 5 ล้านห้องหรือไม่นั้น คงต้องเข้าไปพิจารณาก่อน เนื่องจากเพิ่งเริ่มมาตรการจึงต้องรอดูกระแสตอบรับของประชาชนก่อน เนื่องจากขณะนี้มีเงินในส่วนของห้องพัก 1.5 หมื่นล้านบาท จำนวน 5 ล้านห้อง ซึ่งมาจากการคิดอัตราการชดเชย 3,000 บาททุกห้อง แต่ความเป็นจริงน่าจะใช้ไม่ถึง เพราะประชาชนไม่น่าจะเข้าพักโรงแรมห้องละ 7,500 บาท เพื่อมารับเงินชดเชย 3,000 บาทที่รัฐสนับสนุน ดังนั้นจะมีเงินเหลืออยู่บางส่วน ซึ่งจะเข้าไปดูว่าสามารถทำอย่างไรต่อได้บ้าง โดยหากยังมีวงเงินที่เหลือใช้จากมาตรการจะนำไปต่อยอดการสร้างแรงจูงใจในการเที่ยววันธรรมดา เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างเช่น พัทยา หัวหิน ประชาชนมักจะไปท่องเที่ยวกันมากในช่วงวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์อยู่แล้ว ทั้งนี้ การกระตุ้นให้เที่ยววันธรรมดาก็เพื่อสร้างรายรับให้กับธุรกิจในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ สศค.อยู่ระหว่างการศึกษา คาดว่าจะออกมาให้เร็วที่สุด มาตรการที่จะออกมาเพิ่มเติมจะเข้าไปเสริมมาตรการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลให้มีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่า 5 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ 0.2-0.3% อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ คือการกระจายของเม็ดเงินลงไปสู่แหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยไม่กระจุกตัว เปิด 7 ขั้นตอนลงทะเบียน “เราเที่ยวด้วยกัน” กรุงไทยมั่นใจระบบไม่ล่ม ปิดฉาก “เซ็นทรัลหาดใหญ่” สาขาแรกในภาคใต้ 24 สิงหาคมนี้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488278

จำนวนผู้อ่าน: 106

09 กรกฎาคม 2020

จีนคุมเข้ม “ฝาก-ถอน” เงินสด ผวาเกิด Bank Run ระลอก 2

File Photo AFP PHOTO / WANG ZHAO (Photo by WANG ZHAO / AFP) ภาคธนาคารของจีนเผชิญปัญหา “หนี้เสีย” ที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลาหลายปีติดต่อกัน โดยเฉพาะ “ธนาคารขนาดเล็ก” ที่มีขนาดเงินทุนไม่มาก อีกทั้งยังมีการบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพ ซึ่งได้สร้างความไม่มั่นใจกับประชาชนผู้ฝากเงิน จนธนาคารท้องถิ่นหลายแห่งต้องเจอเหตุการณ์ประชาชนแห่ไปถอนเงินฝาก (bank run) เมื่อปี 2019 เป็นเหตุให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดการเงินในช่วงนั้น เนื่องด้วยหากธนาคารขนาดเล็กล้มอาจลุกลามไปยังภาคธนาคารทั้งระบบ เพื่อหลีกเลี่ยงการลุกลามของวิกฤตการเงินเมื่อปี 2019 รัฐบาลจึงได้เข้าแทรกแซงโดยการเข้าควบคุม “ธนาคารเป่าซาง” รวมถึงการให้เงินอุดหนุนกับธนาคารแห่งจิงโจว และธนาคารเหิงเฟิง เป็นต้น ซึ่งการเข้าอุ้มแบงก์ที่มีปัญหาเหล่านั้นได้ระงับเหตุการณ์ความวุ่นวายลง อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนี้เสียของแบงก์ยังไม่ได้รับการแก้ไข และยิ่งหนักหนากว่าเดิมจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 โดยข้อมูลล่าสุดของคณะกรรมการกำกับและดูแลภาคธนาคารและประกันภัยของจีนระบุว่า ช่วงไตรมาส 1/2020 ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กตามท้องถิ่นของจีนมีอัตราหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 2.45% และมีแนวโน้มสูงขึ้นมากในปี 2020 จากผลกระทบของโควิด-19 โดยรายงานชี้ว่า ปัญหาหนี้เสียของแบงก์ขนาดเล็กยังคงอยู่และรอวันปะทุ ขณะที่การระบาดของโควิด-19 ทำให้ภาพของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและหนี้เสียพุ่งขึ้น จึงส่งผลแบงก์ขนาดเล็กของจีนเสี่ยงเผชิญสถานการณ์ bank run อีกระลอก และเมื่อกลางเดือน มิ.ย. 2020 เกิดเหตุการณ์ประชาชนจำนวนมากแห่ไปถอนเงินจาก “ธนาคารเป่าติ้ง” ในมณฑลเหอเป่ย์ และ “ธนาคารหยางฉวน” ในมณฑลส่านซี เนื่องจากมีกระแสข่าวธนาคารทั้งสองแห่งมีปัญหาเสี่ยงล้ม เพื่อป้องกันเหตุการณ์บานปลายเจ้าหน้าที่จึงได้สั่งปิดธนาคารชั่วคราว พร้อมออกแถลงการณ์สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนถึงประเด็นความมั่นคงของธนาคาร ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ที่ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับธนาคารทั้งสอง เหตุการณ์ชาวจีนแห่ออกไปถอนเงินรอบล่าสุด สร้างความไม่มั่นคงต่อระบบเศรษฐกิจจีนหลังโควิด-19 อย่างยิ่ง ทำให้ทางการจีนจึงต้องออกมาตรการเพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก โดย “ไชน่า ซีเคียวริติ้ เจอร์นัล” สื่อด้านตลาดทุนของรัฐบาลจีนรายงานว่า รัฐบาลมณฑลเหอเป่ย์ได้ออกกฎควบคุมการ “ฝากและถอน” เงินสดสำหรับบุคคลธรรมดาที่ต้องการทำธุรกรรมมากกว่า 100,000 หยวน และธุรกิจที่ทำธุรกรรมมากกว่า 500,000 หยวน นับตั้งแต่ 1 ก.ค.เป็นต้นไป โดยผู้ที่ต้องการฝากเงินต้องแจกแจงถึงแหล่งที่มาของเงิน ขณะที่ผู้ถอนเงินจะต้องแจ้งถึงวัตถุประสงค์ของการถอนเงินแก่ธนาคารล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน และยังต้องได้รับการอนุมัติจากธนาคาร และกฎใหม่นี้ยังจะมีการนำไปบังคับใช้ในมณฑลเจ้อเจียงและเมืองเสิ่นเจิ้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2020 แม้ทางการจะให้เหตุผลว่ามาตรการนี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและป้องกันการทำผิดกฎหมาย เช่น ที่ “ผัง เหอหลิน” คณบดีสถาบันเศรษฐกิจดิจิทัลศึกษา จากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และนิติศาสตร์แห่งจงหนานกล่าวว่า “กฎดังกล่าวจะช่วยป้องกันการฟอกเงินและการหลบเลี่ยงภาษี” อย่างไรก็ตาม “เซาท์ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์” รายงานว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของทางการจีนก็คือ การป้องกันเหตุการณ์ประชาชนแห่ถอนเงิน หรือ bank run ของธนาคารขนาดเล็ก จากปัญหาหนี้เสียและความเพียงพอของเงินทุนที่มีปัญหาสะสมมาตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งอาจทำให้ภาคธนาคารและสถาบันการเงินของจีนทั้งระบบมูลค่ากว่า 40 ล้านล้านหยวนต้องล้มลง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก ถือว่ามีความสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจีนหลังโรคระบาด เนื่องจากเป็นผู้ปล่อยกู้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีซึ่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยนอกจากมาตรการป้องกันการแห่กันถอนเงินแล้วนั้น “ทเวนตี้เฟิรสต์ เซ็นจูรี่บิสซิเนส เฮอราลด์” หนังสือพิมพ์ธุรกิจท้องถิ่นของจีนรายงานว่า หน่วยงานกำกับภาคธนาคารกำลังอยู่ระหว่างร่างแผนสนับสนุนการเพิ่มทุนของธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กด้วยการออก พันธบัตรชนิดพิเศษมูลค่า 200,000 ล้านหยวน เพื่อช่วยเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินเหล่านี้ ซึ่งปกติแล้วพันธบัตรชนิดนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อหาเงินทุนสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น ปัญหาของธนาคารขนาดเล็กเกิดขึ้นในเวลาที่รัฐบาลกลางจำเป็นต้องพึ่งพาสถาบันเหล่านี้ จากความสามารถในการเข้าถึงธุรกิจขนาดย่อมอันเป็นรากของเศรษฐกิจ และเป็นความท้าทายของจีนที่จำเป็นต้องฟื้นเศรษฐกิจไปพร้อมกับการลดหนี้เสียของแบงก์เหล่านี้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/breaking-news/news-488360

จำนวนผู้อ่าน: 107

09 กรกฎาคม 2020

“เมกาบางนา” ลุยครึ่งปีหลัง รีโนเวต-อัดโปรฯ ปลุกยอด

กระตุ้นยอด - เมกาบางนา จับมือไลน์แมน จัดแคมเปญโปรโมชั่นสำหรับบริการสั่งอาหาร เพื่อขยายช่องทางการขายให้กับร้านค้าผู้เช่า “เมกาบางนา” รีวิวแผนครึ่งปีหลัง หลังห้างเซ็นทรัลช่วยต่อยอดธุรกิจ เดินหน้าเน้นกลยุทธ์ “มีตติ้งเพลซ” รีโนเวตศูนย์ เพิ่มแบรนด์ไทย-เทศอัดแคมเปญกระตุ้นจับจ่าย ก่อนทุ่มงบฯ1 พันล้าน สร้างอาคารจอดรถ-ฟู้ดวอล์กเข้มงวดมาตรการความปลอดภัย ก่อนประเมินเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวหลังธุรกิจปรับตัวรับมือสร้างการเติบโตระยะยาว นางสาวปพิตชญา สุวรรณดี กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเมกาบางนา เปิดเผยว่าวิกฤตไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะค่อย ๆ ฟื้นตัว และภาคธุรกิจจะเริ่มปรับตัวรับเทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้น โดยหลังจากที่เมกาบางนาได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งตามนโยบายผ่อนคลายล็อกดาวน์ของภาครัฐ และได้ดำเนินการตามมาตรการด้านสุขอนามัย เน้นความสะอาด ปลอดภัย และความสะดวก ตามแบบวิถีนิวนอร์มอลซึ่งได้รับความร่วมมือจากร้านค้าผู้เช่าเป็นอย่างดี สำหรับแผนการดำเนินงานครึ่งปีหลังนี้เมกาบางนาได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงานในด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ภายใต้แนวคิด “มีตติ้งเพลซ” ของคนในกรุงเทพฯตะวันออก ที่เป็นมากกว่าสถานที่ช็อปปิ้ง แต่เป็นสถานที่พบปะของครอบครัวและเพื่อน โดยหลัก ๆ จะเน้น 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.การปรับเปลี่ยนร้านค้า และบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ 2.เพิ่มพื้นที่จอดรถและปรับปรุงภูมิทัศน์ของศูนย์การค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และ 3.ส่งแคมเปญการตลาดต่าง ๆ ช่วยกระตุ้นในการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนี้ยังได้ปรับเปลี่ยนร้านค้าภายในศูนย์ ที่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญในการยึดครองใจลูกค้า (top of mind) เริ่มต้นจากชูแม็กเนตใหม่ห้างเซ็นทรัลที่เมกาบางนา ที่ได้ยกระดับจากเดิมที่เป็นห้างโรบินสัน มีจำนวน 3 ชั้น รวมพื้นที่ใช้สอยกว่า13,000 ตร.ม. มีสินค้าทั้งแบรนด์ไทย-แบรนด์อินเตอร์, แบรนด์ Only@Centralรวมถึงแบรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมประมาณ 400 แบรนด์ ที่จะทยอยเข้ามารวมกว่า 1,000 แบรนด์ ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มคนวัยทำงาน ซึ่งการเปิดให้บริการเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเพียงเฟสแรก ก่อนจะทยอยปรับโฉมต่อเนื่องอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเตรียมขยายพื้นที่สาขาร่วมกับศูนย์การค้าเมกาบางนาอีกครั้งในปี 2565 อีกทั้งยังทุ่มงบฯ 1 พันล้านบาท เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารจอดรถจำนวน 8 ชั้น เพิ่มที่จอดรถมากกว่า 2,000 คัน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปี2564 และจะทำให้ศูนย์มีที่จอดรถรวมกว่า 12,000 คัน ควบคู่กับการปรับภูมิทัศน์ด้านนอกของโซนเมกา ฟู้ดวอล์ก ภายใต้คอนเซ็ปต์ ScandinavianPlayground สนามเด็กเล่นธรรมชาติขนาดใหญ่ พร้อมสายน้ำ และบ่อทราย(sand dune) ขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จไปมากกว่า 50% โดยมีกำหนดเปิดอย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนกันยายนนี้ พร้อมกันนี้ยังได้เตรียมกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านทางช่องทางต่าง ๆและมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าเพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านค้า ตลอดจนการจับมือกับแพลตฟอร์มต่าง ๆอาทิ ไลน์แมน จัดแคมเปญโปรโมชั่นสำหรับบริการสั่งอาหาร และยังเป็นแนวทางการขยายช่องทางการขายให้กับร้านค้าผู้เช่าในกลุ่มร้านอาหารได้อีกด้วย “อย่างไรก็ตาม การปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและการตลาดที่ตอบโจทย์ลูกค้า จะต้องสอดคล้องกับภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศไทย และหากสถานการณ์โควิด-19 ในไทยมีแนวโน้มในทิศทางที่ดี ก็เชื่อมั่นว่าศูนย์การค้าจะช่วยดึงลูกค้าใหม่ให้มาใช้บริการ และจะยังกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจภายในประเทศ บวกกับในปีที่ผ่านมานั้น ศูนย์การค้าเมกาบางนามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการกว่า 50 ล้านคนและเป็นกลุ่มที่มีกำลังการซื้อสูง ซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่มีศักยภาพ”นางสาวปพิตชญากล่าวเสริม ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-488355

จำนวนผู้อ่าน: 155

09 กรกฎาคม 2020

“พระบรมราชโองการ” โปรดเกล้าฯแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ 1,248 ราย

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ 1,248 ราย วันที่ 8 กรกรฎาคม 2563 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศ ณ วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563 โดยมีเนื้อหาระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการตุลาการให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ จำนวน 1,248 ราย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป. ดังรายละเอียดข้างล่าง http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/E/157/T_0001.PDF ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-488414

จำนวนผู้อ่าน: 108

09 กรกฎาคม 2020

เปิดใจ “ต้องใจ ธนะชานันท์” เหตุผลสมัครชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าแบงก์ชาติ”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า นางต้องใจ ธนะชานันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงเหตุผลที่สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า เพราะอดีตเคยเป็นนักเรียนทุนแบงก์ชาติและเคยเป็นพนักงานของ ธปท. 4 ปี ซึ่งภายหลังออกมาทำงานข้างนอกถึง 20 ปี จึงลองสมัครดูว่า พอจะมีอะไรช่วยได้หรือไม่ ขณะที่ผู้สมัครท่านอื่นก็เป็นนักเรียนทุนเช่นเดียวกัน แต่โอกาสน่าจะ 10% เพราะมีการขยายเวลารับสมัคร ซึ่งกำลังจะปิดรับสมัครรอบสองในวันที่ 10 ก.ค.63 นี้ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะขยายเวลาเปิดรับสมัครอีกรอบหรือไม่ ทั้งนี้ นางต้องใจ ธนะชานันท์ เป็นบุตรสาวของนายชวลิต ธนะชานันท์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยในการเปิดรับสมัครผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รอบแรก มีผู้ยื่นใบสมัครเข้ามา 4 ราย เป็น คนใน 2คน คือ นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน และ นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน และคนนอก2คนคือนางต้องใจ ธนะชานันท์ และนายสุชาติ เตชะโพธิ์ไทร อดีตรองกรรมการผู้จัดการ ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุนและผู้จัดการกองทุนรวม บลจ. อยุธยา เจเอฟ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488380

จำนวนผู้อ่าน: 104

09 กรกฎาคม 2020

ช็อก “ฐากร” ประกาศลาออกจากแบงค์ “กรุงศรี” ปฏิเสธสมัครชิงผู้ว่า ธปท.

นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงกระแสข่าวการยื่นใบลาออก โดยยอมรับว่า ได้แจ้งต่อคณะกรรมการธนาคารกรุงศรีอยุธยา เรื่องขอลาออกจากตำแหน่ง ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรมแล้วจริง ซึ่งการลาออกจะมีผลในเดือนสิงหาคม 2563 นี้ ทั้งนี้ ยืนยันว่า สาเหตุการลาออกดังกล่าว เนื่องจากตนเองต้องการพักผ่อน ไม่ได้มีแรงกดดันจากการทำงาน พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้จะไปสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วย “ผมอยากพักผ่อน ทำงานมาเหนื่อยแล้ว ยังไม่ได้จะไปทำอะไร อยากพักก่อนสัก 3 เดือน อาจจะเป็นยูทูปเบอร์พาไปชิมอาหารก็ได้” นายฐากรกล่าว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488374

จำนวนผู้อ่าน: 109

09 กรกฎาคม 2020

ธุรกิจกะทิ ระดมสมอแก้เกม PETA ยอดขาย “ชาวเกาะ” ในอังกฤษหด 30 %

จุรินทร์ ประชุมร่วมเอกชน หาแนวทางชี้แจงปัญหา ลิงเก็บมะพร้าว จุรินทร์ เผยภายหลังการประชุมร่วมเอกชน หาแนวทางชี้แจงปัญหา ลิงเก็บมะพร้าว กระทบสินค้าไทยในอังกฤษ เห็นชอบ จัดทำรหัสตรวจสอบย้อนกลับยันไม่มีการใช้ลิง ด้านกฎหมายทารุณกรรมสัตว์ ชี้ 6 ปีที่ผ่านมาไม่มีเรื่องร้องเรียนลิงเก็บมะพร้าว นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าที่ได้จากมะพร้าว โดยเฉพาะกรณีที่ห้างสรรพสินค้าในอังกฤษ นำผลิตภัณฑ์กะทิของไทย เช่น แบรนด์กะทิชาวเกาะและแบรนด์กะทิอร่อยดี ออกจากชั้นวางสินค้า เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าได้มีการนำลิงมาเก็บมะพร้าวซึ่งเป็นการทารุณกรรมสัตว์นั้น ว่า เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าสินค้าจากประเทศไทยไม่ได้มีการทารุณกรรมสัตว์อย่างที่สงสัย ผู้ประกอบการ ผื้ผลิต และผู้ส่งออกที่เกี่ยวข้อง พร้อมที่จะกำหนดเรื่องของมาตรฐานในการตรวจสอบสินค้าย้อนกลับว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆไม่ได้มีการทารุณกรรมสัตว์แต่อย่างใด โดยสามารถตรวจสอบได้ว่าวัตถุดิบที่ได้จากมะพร้าวมาจากสวนไหน ชาวสวนรายใด และไม่มีการนำลิงมาเก็บมะพร้าวอย่างแน่นอน โดยจะมีการติดรหัสลงในบรรจุภัณฑ์ในสินค้ากะทิของไทย เพื่อให้ให้ผู้นำเข้า ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบสินค้าได้ นอกจากนี้ จะเชิญผู้เกี่ยวข้องเบื้องต้นจะเชิญเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย รวมไปถึงองค์กรพิทักษ์สัตว์ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เพื่อดูขบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น การเก็บมะพร้าวจนกระทั่งการผลิตเพื่อสร้างความแน่ใจว่าประเทศไทยไม่ได้มีการทารุณกรรมสัตว์ และหากสถานการณ์โควิด-19ดีขึ้น เปิดประเทศได้ กระทรวงพาณิชย์จะเชิยผู้นำเข้าและผู้กระจายสินค้าเข้ามาลงพื้นที่ตรวจสอบขบวนการผลิตด้วยเช่นกัน โดยจะเร่งพาลงพื้นที่โดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ ทีมไทยแลนด์ที่อยู่ต่างประเทศตนได้มอบหมายให้เร่งชี้แจงเพื่อทำควมเข้าใจในประเด็นดังกล่าวด้วย จับพิรุธ PETA กีดกันไทยปม “ลิงเก็บมะพร้าว” สะเทือนส่งออก นายโรเจอร์ โลหะนันท์ ประธานอนุกรรมการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์สมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย) กล่าวว่า สมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย) จะเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกกฎหมายจัดการจัดสวัสดิภาพสัตว์ โดยเฉพาะในส่วนของลิงเข้าไปอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2547 ซึ่งประเทศไทยมีการออกกฏหมายเพื่อสัตว์สวัสดิภาพหลายชนิดเช่นสุนัข แมว ปางช้าง Pet Shop ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ยกร่างไปแล้ว แต่ยังไม่มีการออกกฏหมายเพื่อสวัสดิภาพของลิง ดังนั้น การที่มีองค์กรของต่างชาติ ออกมาให้ข่าวว่าประเทศไทยมีการใช้งานและทารุณลิงจึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐของไทยปฎิเสธไม่ได้เพราะมีการใช้แรงงานลิงอยู่จริง ทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมมะพร้าวการท่องเที่ยวการแสดงละครสัตว์ อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวตนเองมองว่าอุตสาหกรรมมะพร้าวเป็นเพียงเหยื่อและจุดเริ่มต้นของการโจมตีขององค์กรด้านพิทักษ์สวัสดิการสัตว์ อื่น ๆ ต่อไปเชื่อว่าจะมีการนำประเด็นการทารุณสัตว์ออกมาเรื่อย ๆ หากประเทศไทยไม่มีการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์โดยเฉพาะลิง หรือสัตว์อื่นที่มีการใช้แรงงาน “องค์กรพิทักษ์สัตว์ โดยเสนอให้มีการร่างกฏหมายเพื่อสวัสดิภาพ และคุณภาพของแรงงานลิงแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องมองว่าควรให้ความสำคัญกับสุนัขและแมวก่อน จนทำให้เกิดประเด็นขึ้นมาก่อนที่จะทำร่าง ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐควรใช้โอกาสนี้เร่งออกกฎหมายลูกออกมาโดยเร็ว” นายโรเจอร์ กล่าว นายโรเจอร์ กล่าวอีกว่า การใช้แรงงานลิงในการเก็บมะพร้าวของคนไทยถือเป็นวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่มีมานานซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะทำให้หมดไป ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐจะต้องดำเนินการก็คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตว์ที่คนนำมาใช้แรงงานและประกาศให้ทั่วโลกได้รับทราบและเข้าใจ แทนการออกมาแก้ตัวหรือกล่าวหาว่าประเทศไหนก็มีการใช้แรงงานสัตว์กันทั้งนั้น ซึ่งมองว่าเป็นการเถียงกันไม่จบไม่สิ้นทางออกที่ดีที่สุดก็คือการทำให้ทั่วโลกเข้าใจว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของสัตว์ที่เรานำมาใช้แรงงานตามมาตรฐานที่สากลยอมรับ นายเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการบริหารและผู้จัดการโรงงานชาวเกาะ บริษัทเทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้เกิดการแบนสินค้ากะทิชาวเกาะ ที่ประเทศอังกฤษ และถูกถอดออกจากชั้นวางสินค้าในห้างขนาดใหญ่ 2-3 ห้าง กระทบยอดขายหายไป 30% นอกจากนี้ ลูกค้าที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียเองได้มีการสอบถามเข้ามาถึงปัญหาดังกล่าว แต่ยังไม่กระทบยอดขาย ซึ่งทางบริษัทได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้วว่ามีการใช้แรงงานคน และมีการลงนามบันทึกข้อตกลงกับชาวสวนที่เป็นซัพพลายเชนโดยกำหนดว่าจะต้องไม่มีการนำลิงมาเก็บมะพร้าวเพื่อเป็นวัตถุดิบในการส่งเข้าดรงงานผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งขณะนี้ ในพื้นที่จังหวัดราชบุรีและสมุทรสงคราม ได้ตรวจสอบสวนแล้วว่าไม่มีการนำลิงมาเก็บมะพร้าวอย่างแน่นอน พร้อมกับหนังสือรับรองจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้ เอกชนเองก็ต้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจไม่เฉพาะตลาดอังกฤษแต่รวมไปถึงตลาดยุโรปด้วย ทั้งนี้ ยอมรับว่ากรณีที่เกิดขึ้น 4-5 ปีที่ผ่านมาก็ถูกเป็นประเด็นในตลาดสหรัฐ ซึ่งก็ได้ชี้แจงทำความเข้าใจไปซึ่งก็ได้รับการยอมรับและไม่มีปัญหา เพราะสามารถตรวจสอบได้ พร้อมกันนี้ในตลาดจีน เอเชียเอง ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้ากะทิ แม้ขณะนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ แต่อนาคตก็ยังมั่นใจไม่ได้ซึ่งเอกชนก็ต้องจำเป็นทำความเข้าใจด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี เร็วนี้ทางเอกชนผู้ผลิตจะเชิญกลุ่มชาวสวนเข้าทำความเข้าใจและชี้แจงปัญหานี้ เพื่อดำเนินการจัดทำรหัสเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ สำหรับคู่แข่งกะทิของไทย เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สัดส่วนการส่งออกกะทิไทยไปอังอังกฤษอยู่ที่ 80% นายแจ๊ค วัฒนาพร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทสุรีย์ อินเตอร์ฟู้ดสิจำกัด กะทิ แบรนสุรีย์และเอกไทย กล่าวว่า บริษัทได้แสดงคลิปวิดีโอการเก็บมะพร้าวซึ่งเป็นการใช้แรงงานคนสอยมะพร้าว อีกทั้ง บริษัทยังได้ทำเอ็มโอยูกับเกษตรกรผู้ส่งผลิต ตั้งแต่2 ปีที่แล้วว่าวัตถุดิบที่ส่งมานั้นจะต้องไม่มีการใช้ลิงในการเก็บมะพร้าว เนื่องจากมีลูกค้าจากบริษัทในเนเธอแลนด์เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานสัตว์ เพราะประเทศมีการใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับการใช้แรงงานสัตว์ ซึ่งบริษัทรับซื้อผลผลิตภาคใต้เป็นหลักตั้งแต่จังหวัดสมุทรสาครลงไป นอกจากนี้ บริษัทได้รั้งมูลนิธิเกี่ยวกับกาคุ้มครองสัตว์ เนื่องจากเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ นายธีรวุฒิ สุวัธนะเชาว์ ผอ.กองการสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีกฎหมายเรื่องของการทารุณกรรมสัตว์ และพบว่า 6 ปีที่ผ่านมาไม่มีการร้องเรียนปัญหาการทารุณกรรมสัตว์โดยเฉพาะเรื่องของลิงเก็บมะพร้าวแต่อย่างไร นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายลูกเฉพาะในเรื่องของสัตว์ด้วย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทำร่างเพื่อเสนอให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งออกะทิปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท “อังกฤษ” ตลาดใหญ่อันดับ 3 “มนัญญา” ท้าสื่อต่างชาติลงพื้นที่พิสูจน์ลิงเก็บมะพร้าว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-488372

จำนวนผู้อ่าน: 108

09 กรกฎาคม 2020

ดอลลาร์แข็งค่า หลังกังวลโควิด หนุนแรงซื้อสกุลเงินปลอดภัย

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (8/7) ที่ระดับ 31.30/31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (7/7) ที่ระดับ 31.20/21 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยสำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (่JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 401,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 5.4 ล้านตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ส่วนอัตราการเปิดรับสมัครงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.9% จากระดับ 3.7% ในเดือนเมษายน ตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้น 2.4 ล้านตำแหน่ง สู่ระดับ 6.5 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัฐบาลเริ่มเก็บข้อมูลดังกล่าวในปี 2543 ขณะที่อัตราการจ้างงานพุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 3.1% ในเดือนเมษายนการเพิ่มขึ้นของตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน และการจ้างงาน ได้รับแรงหนุนจากการที่รัฐต่าง ๆ ในสหรัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้มีการเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้ภาคธุรกิจเริ่มการจ้างงานครั้งใหม่ ส่วนตัวเลขการปลดออกจากงานลดลง 5.9 ล้านตำแหน่ง สู่ระดับ 1.8 ล้านตำแหน่ง ขณะที่อัตราการปลดออกจากงานลดลงสู่ระดับ 1.4% จากระดับ 5.9% ในเดือน เม.ย. ทั้งนี้ตัวเลข JOLTS นับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสนใจ โดยมองว่าเป็นมาตรวัดภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณานโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยของเฟด นอกจากนี้ความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดอีกครั้งของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ ได้กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.22-31.31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.23/31.25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรในวันนี้ (8/7) ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.1274/75 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (7/7) ที่ระดับ 1.1271/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อย่างไรก็ตาม ยูโรยังมีปัจจัยกดดัน จากการที่คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวลงรุนแรงขึ้นในปีนี้ และจะดีดตัวขึ้นในปีหน้าในอัตราที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่ฝรั่งเศส, อิตาลี และสเปน เผชิญผลกระทบมากที่สุดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 EC ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการบริหารของสหภาพยุโรป (EU) คาดว่าเศรษฐกิจของยูโรโซนจะหดตัวลงรุนแรงเป็นประวัติการณ์ถึง 8.7% ในปีนี้ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้น 6.1% ในปีหน้า หลังจากที่เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา EC คาดไว้ว่า เศรษฐกิจของยูโรโซนจะหดดัวลง 7.7% ในปีนี้ และฟื้นตัว 6.3% ในปีหน้า โดย EC ปรับลดการประเมินภาวะเศรษฐกิจยูโรโซนครั้งใหม่ เนื่องจากวิตกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะชะลอตัวลง เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐต่าง ๆ ต้องเลื่อนหรือยกเลิกแผนการเปิดดำเนินการธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ EC ได้ทำการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน เนื่องจากการยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ในยูโรโซนดำเนินไปอย่างล่าช้ากว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ EC ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของฝรั่งเศส, อิตาลี และสเปน ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจากโรคระบาด โดยคาดว่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศดังกล่าวจะหดตัวลงมากกว่า 10% ในปีนี้ คาดว่าเศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซน จะหดตัวลง 6.3% ในปีนี้และจะฟื้นตัวขึ้นในปีหน้า โดยปรับคาดการณ์ดีขึ้นเล็กน้อยจากเดิมที่คาดไว้ในเดือนพฤษภาคมว่าจะหดตัว 6.5% สำหรับระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1263-1.1295 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1285/87 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนในวันนี้ (8/7) เปิดตลาดที่ระดับ 107.66/67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (7/7) ที่ระดับ 107.71/73 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ความกังวลในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มการถือครองสกุลเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 107.43-107.71 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 107.50/52 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ ได้แก่ สต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐ (8/7), รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (8/7), ดัชนีราคาผู้บริโภคของจีน เดือนมิถุนายน (9/7), ดัชนีราคาผู้ผลิตของจีน เดือนมิถุนายน (9/7), รายงานยอดดุลการค้าของเยอรมนี เดือนพฤษภาคม (9/7), จำนวนผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (9/7), ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ เดือนมิถุนายน (10/7) สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.15/0.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.65/-0.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488292

จำนวนผู้อ่าน: 109

09 กรกฎาคม 2020

ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการภาษีสรรพสามิต เลื่อนเก็บภาษี “ยาสูบ” 40% อีก 1 ปี

มีผลแล้ว! ราชกิจจาฯ ประกาศมาตรการภาษีสรรพสามิตอุ้ม “สถานบริการ” รักษาการจ้างงาน เลื่อนเก็บภาษี “ยาสูบ” 40% อีก 1 ปี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ก.ค.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีและอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้ารถยนต์นั่งสามล้อแบบพลังงานไฟฟ้า กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ สนามแข่งม้า และสนามกอล์ฟ รวมทั้งขยายระยะเวลาการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้ายาสูบ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งนี้ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เป็นไปตามที่นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการ รมว.คลัง ระบุก่อนหน้านี้ว่า นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตเยียวยาฟื้นฟูและอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด- ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เพื่อรักษาการจ้างงาน โดยกรมสรรพสามิตได้ดำเนินมาตราการที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจในบางสินค้า ประกอบด้วย 1.เพิ่มพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งสามล้อแบบพลังงานไฟฟ้าเพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์นั่งสามล้อที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการจ้างงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด โดยกำหนดให้เสียภาษีตามมูลค่า 2% (จากเดิม 4%) 2.ปรับปรุงการเก็บภาษีเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำพืชผักที่มีการเติมสารอาหารและสารอื่น โดยแก้ไขอัตราส่วนผสมของน้ำผลไม้และน้ำพืชผักที่มีการเติมสารอาหารหรือสารอื่นจาก 20% เป็น 10% เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องดื่ม โดยคำนึงถึงนวัตกรรมในปัจจุบัน และผู้บริโภคมีทางเลือกในการบริโภคสินค้าเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ 3.สนับสนุนให้สถานบริการคงปริมาณการจ้างงานเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างไม่ให้ตกงาน สถานบริการที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีปริมาณการจ้างงานเท่ากับก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจะได้รับสิทธิเสียภาษีอัตราตามมูลค่า 0% ของรายรับของบริการจนถึงวันที่ 30 ก.ย.2563 เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ดังกล่าว 4.ขยายเวลาการบังคับใช้อัตราภาษีปัจจุบันของบุหรี่ซิกาแรตและยาเส้นออกไปถึงวันที่ 30 ก.ย. 2564 และเลื่อนการบังคับใช้อัตราภาษีใหม่ของบุหรี่ซิกาแรตและยาเส้นออกไป โดยให้เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป เพื่อเยียวยาผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบและยาเส้นและเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและยาเส้น จากปัญหาการขาดสภาพคล่อง และ 5.ขยายเวลาในการส่งสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีออกนอกราชอาณาจักรหรือนำเข้าไปในเขตปลอดอากรจากเดิมภายใน 15 วันและขยายได้อีก 15 วันรวมทั้งหมดไม่เกิน 30 วัน เปลี่ยนเป็นภายใน 30 วันและขยายได้อีก 30 วันรวมถึงขยายได้หากมีความจำเป็นอีก 60 วันรวมทั้งหมดไม่เกิน 120 วัน และขยายเวลาในการส่งเอกสารหลักฐานจากเดิมภายใน 60 วันและขยายได้อีก 60 วันรวมทั้งหมดไม่เกิน 120 วันเปลี่ยนเป็นภายใน 90 วันและขยายได้หากมีความจำเป็นอีก 60 วันรวมทั้งหมดไม่เกิน 150 วัน ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติให้กรมสรรพสามิตขยายเวลาการบังคับใช้อัตราภาษีปัจจุบันของบุหรี่ซิกาแรตและยาเส้นออกไป โดยบุหรี่ซิกาแรตที่มีราคาขายปลีกซองละไม่เกิน 60 บาท คงอัตราจัดเก็บที่ 20% ส่วนบุหรี่ซิกาแรตที่มีราคาขายปลีกซองละมากกว่า 60 บาทขึ้นไปจัดเก็บที่ 40% จากเดิมที่ต้องจัดเก็บภาษีเป็นอัตราเดียวกันที่ 40% ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2563 นี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ เป็นการเลื่อนออกไปอีก 1 ปี โดยให้เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการเยียวยาผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบและยาเส้นและเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและยาเส้น จากปัญหาการขาดสภาพคล่อง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488365

จำนวนผู้อ่าน: 130

09 กรกฎาคม 2020

ส่องแปลน “ที่พักคนชราครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย”

กรณีคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุตามที่กระทรวงการคลังเสนอ หนึ่งในมาตรการนั้นคือ สร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ หรือ Senior Complex มี “กรมธนารักษ์” เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบโครงการ และเมื่อปี 2560 ได้เซ็นบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินโครงการศูนย์ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร บนที่ดินราชพัสดุ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เนื้อที่ 72 ไร่ อ่านข่าว เปิดอาณาจักรบ้านพักคนชรา 72 ไร่ “ซีเนียร์ คอมเพล็กซ์” บางพลี ผู้สื่อข่าวรวบรวมภาพจำลองเพื่อใช้ในการโฆษณาของโครงการดังกล่าว ซึ่งมี บจ.สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ เป็นผู้ออกแบบ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดจองสิ้นปีนี้     ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-488205

จำนวนผู้อ่าน: 108

09 กรกฎาคม 2020

“บ๊วย” อัดคลิปแจง “ช่องส่องผี” โบกมืออำลาช่อง 8

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก ช่องส่องผี Fanpage วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ข่าวสด รายงานว่า รายการ “ช่องส่องผี” ซึ่งมี “บ๊วย” เชษฐวุฒิ วัชรคุณ, “อาจารย์เรนนี่” สุระประภาคำขจร และ “เจมส์” ศราวุฒิ วรพัทธ์ทีวีโชติ เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้ออกจากผังรายการของช่อง 8 แล้ว หลังจากเกิดดราม่ากรณีบิดเบือนประวัติ “นางสาวบุญเหลือ” ลูกบุญธรรม “ย่าโม” โดยมีการอ้างว่า นางสาวบุญเหลือ แท้จริงแล้วเป็นภรรยาน้อยของพระยาปลัดทองคำ ระหว่างการบันทึกเทปรายการที่วัดศาลาลอย อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นวัดที่บรรจุอัฐิของท้าวสุรนารี หรือย่าโม ที่ชาวนครราชสีมาและคนไทยทั้งประเทศให้ความเคารพนับถือ ผู้สื่อข่าวติดต่อไปทาง “บ๊วย” เพื่อสอบถามถึงกรณีดังกล่าว แต่เจ้าตัวได้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ กล่าวเพียงว่า “ทางรายการจะขอแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ต่างๆ โดยได้ปรึกษากับทางช่อง และทางช่อง 8 เข้าใจและเห็นใจ จึงอนุญาตให้นำรายการออกจากผังรายการของช่อง 8 ต่อไปนี้จะไม่มีรายการนี้ในทีวีแล้ว โดยจะนำรายการไปเผยแพร่ทางช่องยูทูบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” ล่าสุด “บ๊วย” ได้อัดคลิปเปิดใจผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ช่องส่องผี Fanpage ถึงกรณีนี้ว่า หากได้ดูเนื้อหาทั้งหมดของรายการ พวกเราทั้งหมดทุกคนทำรายการด้วยความเคารพทุกดวงวิญญาณ เคารพทุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเทปวันนั้น เราไปเพื่อทำให้คนมั่นใจว่า “ย่าโม” มีจริง “ย่าโม” อยากสื่อสารหรืออยากบอกอะไรลูกหลาน ซึ่งผมเองก็เป็นลูกหลานของย่าโมเช่นเดียวกับครับ เราทุกคนเป็นลูกหลานของย่าโมเช่นเดียวกัน ในเมื่อเกิดความสะเทือนใจกับพี่น้องชาวนครราชสีมา ไม่ว่าจะจำนวนเท่าใดก็ตาม ผมในฐานะผู้บริหารขอแสดงความรับผิดชอบ โดยการแจ้งความจำนงไปทางผู้บริหารช่อง 8 เพื่อถอนรายการช่องส่องผีออกจากช่อง 8 เพื่อเป็นความรับผิดชอบที่พวกเราได้กระทำกัน ขอโทษพี่น้องชาวนครราชสีมานะครับ เหตุการณ์วันนี้มันด่วนจริง เลยส่งคลิปไป พี่น้องชาวนครราชสีมาที่ได้ร่วมกันดูเบื้องหลังในวันนั้นก็คงทราบดีว่า ผมเองได้ทำรายการผ่านความเคารพเจตนาดี เพื่อให้พี่น้องชาวโคราชได้ภาคภูมิใจว่าท่านยังมีย่าโม ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยให้เคารพ ที่คอยดูแลปกปักรักษาท่าน ส่วนกระแสดราม่าเรื่องอาจารย์เรนนี่ เท่าที่ผมรู้จักน้องมาเกือบ 2 ปี ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อครับ แต่พอได้พิสูจน์จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมก็เชื่อหมดใจว่าอาจารย์เรนนี่สามารถสื่อสารกับดวงจิตดวงวิญญาณได้ หรือแม้กระทั่งดราม่าที่เรนนี่ตาย 49 วัน อันนี้เท่าที่ผมรับทราบข้อมูลมาหรือไปดูเทปย้อนหลัง ผมยังไม่เคยได้ยินว่าอาจารย์เรนนี่พูดว่าตายมาแล้ว 49 วัน ถ้าเป็นไปได้อาจเป็นความเข้าใจผิดตอนถ่ายอีพีสุสานรถรามอินทรา ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าวิญญาณหรือคนตายที่ตายมาแล้ว 3 วัน 7 วัน หรือ 49 วัน ถึงจะพูดภาษาผีได้ ข้อมูลอาจจะไม่เป๊ะ ผมใช้ความรู้สึกพูดเอา เดี๋ยวผมจะเอาคลิปมาให้ดู การที่อาจารย์เรนนี่บอกว่าคนที่ตายแล้ว 49 วัน ถึงพูดภาษาผีได้ ไม่ได้หมายความว่าตัวอาจารย์เรนนี่ตายมาแล้ว 49 วัน ถึงพูดภาษาผีได้ อาจารย์เรนนี่พูดว่าตัวเองตายมาแล้ว 1 วัน แล้วไปฟื้นในห้องดับจิต ประเด็นนี้เป็นข้อมูลเป็นเท็จ ยิ่งคนเอาเรื่องราวข้อมูลเป็นเท็จไปวิจารณ์ ผมว่าไม่เป็นธรรมสำหรับผม ผมได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการถอนรายการช่องส่องผีออกจากช่อง 8 เพื่อรับผิดชอบต่อสังคม ผมก็เลยถามกลับไปว่าสื่อต่างๆ หรือใครก็แล้วแต่ที่ทำให้ทุกวันนี้ผมต้องถอยกลับไปอยู่กับที่ ทั้งๆ ที่ผมมีเจตนารมย์อันดี ทุกคนรับผิดชอบอะไรผมได้บ้าง อันนี้ผมถามเฉยๆ ถ้าไม่รับผิดชอบก็ไม่เป็นไร แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ทำให้ผมพบบางอย่าง ผมพบว่าสิ่งที่สำคัญสุดในชีวิตผมคือ “ลมหายใจ” หมดลมหายใจก็คือเสียชีวิต เรื่องราวต่างๆ ผมมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว สิ่งที่สำคัญสำหรับผมตอนนี้ก็คือลมหายใจ ผมยังมีชีวิตอยู่ แล้วรายการช่องส่องผีทำให้ผมเปลี่ยนแปลงตัวเอง มุ่งมั่นในความดี วันนี้ครับ ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรว่าผมมั่นใจมาก ในการตั้งมั่นมุ่งมั่นในความดี เพราะฉะนั้นผมก็เลยอยากสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจตามนี้ ผมแสดงความรับผิดชอบแล้ว ผมมุ่งมั่นในความดี ผมคิดว่าใดๆ ก็ตามที่แสดงความไม่พอใจกับใครก็ตาม ผมขอโทษอีกครั้ง ผมขอโทษแทนอาจารย์เรนนี่ อาจารย์เจมส์ ผมก็ไม่ได้อยากนั่งแถลงข่าวก็เลยส่งเสียงเป็นคลิปมาให้ทุกคนรับรู้ เพื่อเข้าใจตรงกันในมุมมองของผม โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม อย่างไรก็แล้วแต่ได้โปรดให้ความเป็นธรรมผมด้วย ขอบพระคุณครับ   คลิปจาก เพจเฟซบุ๊ก ช่องส่องผี Fanpage ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-488275

จำนวนผู้อ่าน: 109

09 กรกฎาคม 2020

หุ้นไทยปิดตลาดวันนี้ (8 ก.ค.) -10.76 จุด ซื้อขายทะลัก 66,275 ล้าน

สรุปการซื้อขายหุ้นไทยวันนี้ (8 ก.ค.) ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,362.46 จุด ปรับลง -10.76 จุด หรือคิดเป็น -0.78% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 66,275 ล้านบาท โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,361.24-1,379.71 จุด โดย STGT AOT และ PTT มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดตลอดวันนี้ ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับลง -9.45 จุด หรือ -1.04% อยู่ที่ 898.45 จุด โดยมีมูลค่าซื้อขายรวม 33,373 ล้านบาท (คิดเป็นราว 50.36% ของ SET) 10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายสูงสุดสุดประจำวันนี้ 1. STGT ซื้อขาย 5,233.49 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.50 (-0.72%) 2. AOT ซื้อขาย 3,769.92 ล้านบาท ราคาหุ้น -2.00 (-3.36%) 3. PTT ซื้อขาย 2,990.16 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.75 (-1.86%) 4. STA ซื้อขาย 2,153.14 ล้านบาท ราคาหุ้น -1.75 (-5.79%) 5. EA ซื้อขาย 1,741.10 ล้านบาท ราคาหุ้น -2.50 (-5.21%) 6. ADVANC ซื้อขาย 1,432.49 ล้านบาท ราคาหุ้น +1.50 (+0.80%) 7. PTTEP ซื้อขาย 1,360.77 ล้านบาท ราคาหุ้น -2.75 (-2.88%) 8. KBANK ซื้อขาย 1,353.56 ล้านบาท ราคาหุ้น +2.00 (+2.20%) 9. CPALL ซื้อขาย 1,285.55 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.75 (-1.11%) 10. TOP ซื้อขาย 1,105.85 ล้านบาท ราคาหุ้น -2.50 (-5.32%) ส่วนตลาด mai ปรับขึ้น +2.31 จุด หรือ +0.76 สวนทางกับ SET อยู่ที่ระดับ 305.18 จุด มูลค่าซื้อขาย 1655.57 ล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488264

จำนวนผู้อ่าน: 101

09 กรกฎาคม 2020

“อังกฤษใช้ม้าลากคน” ที่ปรึกษา รมว.เกษตรโต้ PETA ไทยไม่ทารุณ “ลิง”

Photo by PORNCHAI KITTIWONGSAKUL / AFP นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรณีที่ห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศแบนกะทิและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวหลังองค์การพิทักษ์สัตว์จากต่างประเทศ (PETA) อ้างว่ามีการทรมานสัตว์จากการใช้แรงงานลิง นั้น กระทรวงเกษตรฯได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรที่ปรึกษาต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เร่งเจรจาทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงกรณีวิถีชีวิตของไทย และยืนยันว่าไทยมีพระราชบัญญัติ ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ห้างอังกฤษโละสินค้า “มะพร้าวไทย” อ้างใช้แรงงานลิง เอกชนยันไม่ใช้ลิงเก็บมะพร้าว หลังห้างอังกฤษอ้างทารุณลิง ดังนั้น การออกมาให้ข้อมูลของ PETA อาจเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนเพราะการใช้ลิงเพื่อเก็บมะพร้าวเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย ไม่เคยทารุณกรรม และการใช้ลิงเก็บมะพร้าวตอนนี้ลดลงแล้ว เนื่องจากไทยได้ปรับเปลี่ยนใช้พันธุ์มะพร้าวต้นสูงไม่เกิน 12 เมตร อีกทั้งปัจจุบันอยู่ระหว่างการคิดค้นเทคโนโลยีหุ่นยนต์จัดเก็บมะพร้าว คาดว่าจะส่งผลให้อุตสาหกรรมมะพร้าวของไทยพัฒนามากยิ่งขึ้น “พีตา” เปิดศึก “ไทย” ทารุณลิง สะเทือนตลาดโลกแบน “กะทิไทย” จับพิรุธ PETA กีดกันไทยปม “ลิงเก็บมะพร้าว” สะเทือนส่งออก “วิถีชีวิตแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน อังกฤษก็ใช้ม้าลากรถ มีบางประเทศเชือดวัวกระทิงโชว์ อีกมากมายเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิม กรณี PETA ก็ทำหน้าที่คือไม่ต้องการให้ใช้แรงงานสัตว์ใดๆเลย เรื่องนี่ก็ต้องความเข้าใจด้วยเช่นกัน” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-488259

จำนวนผู้อ่าน: 109

09 กรกฎาคม 2020

“บิ๊กแดง” ไม่ต่ออายุราชการ “ผบ.ทบ.” เปิดใจทำเต็มที่ปกป้องสถาบันฯ

ภาพ : มติชนออนไลน์ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ยืนยันว่า “จะต้องเกษียณอายุราชการ” ไม่ต่ออายุตำแหน่ง ผบ.ทบ. พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวก่อนหน้านี้ วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ที่หมวดบิน C หน่วยบินเดโชชัย 3 ภายในพื้นที่กองบิน 6 (บน.6 ดอนเมือง) พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่าอาจมีการต่ออายุราชการให้ตนดำรงตำแหน่งต่อไป พล.อ.อภิรัชต์ หัวเราะในลำคอ ก่อนจะตอบว่า “จากใจผม ถามตัวเองอยู่เสมอ ว่าอย่างแรกเราเป็นทหารอาชีพ และ แนวทางการรับราชการถูกกำหนดไว้ชัดเจน ว่าจะต้องเกษียณอายุราชการ บางคนพยายามไปขุดคุ้ยว่ามีอยู่ 2 คน ประสบความสำเร็จในการต่ออายุราชการ ซึ่งไม่ใช่ ดังนั้น อย่าไปสร้างกระแส ในส่วนของตนปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงกลาโหมและระเบียบในการเกษียณอายุราชการ รวมถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกคน พี่จะเกษียณอายุราชการ” เปิดประวัติ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ “ว่าที่ ผบ.ทบ.” คนใหม่ ถอดรหัส “ต่ออายุราชการ” ผู้บัญชาการทหารบก 4 ยุค ค้ำอำนาจการเมือง “เราก็มีการคุยกันในการประชุม ผบ.เหล่าทัพเราก็หารือกันว่าข่าวพวกนี้ ไม่ใช่ข่าวเชิงสร้างสรรค์ จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ผมมองแล้วไม่มีสาระและไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ ทั้งสิ้นเลย และวันที่ 30 กันยายน 2563 ผมก็ส่งธงตำแหน่ง ผบ.ทบ. และถือว่าหมดภาระหน้าที่ก็จบภารกิจในการเป็น ผบ.ทบ.” พล.อ.อภิรัชต์ กล่าว เมื่อถามว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องต่ออายุราชการใช่หรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์ ได้ย้อนถามว่า “มีความจำเป็นอะไร ที่ต้องต่ออายุราชการ เพราะบ้านเมืองก็สงบเรียบร้อย มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นเอง อยากให้เอาความจริงมาสู้กัน อย่าพูดเพียงท่อนเดียวแล้วเอาไปขยายความ ซึ่งตนก็เคยพูดไปแล้วเรื่องสื่อโซเชียลออนไลน์” เมื่อถามว่า ตอนนี้รู้สึกไม่สบายใจอะไรหรือไม่ในช่วงใกล้เกษียณอายุราชการพลเอกอภิรัชต์ กล่าวว่า “ยืนยันว่า ไม่มี เพราะในช่วงรับราชการได้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ที่คิดว่าดีที่สุดกับกองทัพ และประเทศชาติ และที่สำคัญการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของคนไทย ก็ต้องเป็นหน้าที่ของคนที่จะต้องมารับหน้าที่ต่อ ที่จะต้องทำหน้าที่นี้สืบสานต่อไปไม่ว่าจะเป็นเหล่าทัพใด” แถลงผลงาน ส.ค. นี้ ในส่วนของกองทัพบกมีแนวทางและวิธีการปฏิบัติ รวมถึงหลักนิยมในการสื่อสารและการดำเนินการหลายอย่าง โดยในเดือนสิงหาคม ตนจะแถลงผลงานในหลายเรื่อง ซึ่งบางคนยังเอามาโจมตีว่า สายตรง ผบ.ทบ. เป็นอย่างไรตนจะสรุปให้ฟังว่ากองทัพบกได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว “ไม่มีความจำเป็นต้องมานั่งรายงาน เราเป็นองค์กรที่มีระเบียบวินัย เมื่อพูดคำพูดคือนาย เมื่อพูดไปแล้ว ก็ต้องทำ กำลังพลเมื่อได้รับคำสั่งก็ต้องปฏิบัติ ใครผิด ต้องลงโทษใครไม่ดี ก็ลงโทษ ย้าย ปลด” ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาทุกอย่างของกองทัพบกมีความคืบหน้าไปมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามทำใน โซเชียล และผู้ที่ยังไม่เข้าใจพยายามสร้างความขัดแย้งหรือความแตกแยกพยายามนำมาเป็นประเด็น เมื่อถามถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหาร พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ขณะนี้บัญชีโยกย้ายนายทหารอยู่ที่ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) แต่หารือกันในที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ ในวันนี้ (8 ก.ค.) ยังไม่ได้กำหนดวัน-เวลา ที่จะส่งรายชื่อ แต่เชื่อว่าทุกเหล่าทัพจะมองบุคคลที่มีความเหมาะสมมาทำงานต่อในทุกตำแหน่ง ไม่ใช่เพียงตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพอย่างเดียว เรามีแนวทางอยู่แล้วที่ชัดเจน เมื่อถามว่า แต่ละเหล่าทัพได้หารือร่วมกันหรือไม่ ว่าแต่ละเหล่าทัพ จะให้ใครขึ้นมา พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ในแต่ละเหล่าทัพ ต้องพิจารณาและเสนอ ซึ่งยังผ่านคณะกรรมการกองทัพไทย ก่อนจัดต้องไปที่กลาโหมสำนักปลัดยังเหลืออีกหลายขั้นตอน เมื่อถามว่า มีการจับตามองท่านหลังเกษียณจะไปทำอะไร พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ขอให้จ้องต่อไป ว่าจะไปทำอะไร เชื่อบ้านเมืองไม่วุ่นวาย เมื่อถามว่า ผบ.ทบ.คนใหม่ จะดูแลสถานการณ์ต่อจากนี้ได้หรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ตนจะไปรู้แทนคนที่จะมาเป็น ผบ.ทบ. หรือไม่ ขอให้ไปรอถามในวันที่ 1 ตุลาคม ก็แล้วกัน ส่วนสถานการณ์ในอนาคตจะเกิดความวุ่นวายหรือไม่นั้นตนยังมองไม่เห็นว่าจะเกิดความวุ่นวายอย่างไร หรือมีอะไร “นายกรัฐมนตรีก็บริหารราชการแผ่นดินด้วยความโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมและที่สำคัญมีความเด็ดขาดในการบริหาร โดยเฉพาะในสถานการณ์ โควิด-19 ซึ่งพวกเราควรชื่นชม ในขณะทั่วทั้งโลกชื่นชมทีมแพทย์ ความมีวินัยของคนไทยในชาติ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น” ดังนั้น หากถามตนว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรตนไม่ทราบ เพราะไม่รู้คือสถานการณ์ทุกอย่างเป็นลักษณะวันต่อวันและเดือนต่อเดือน ไม่สามารถที่จะไปคาดการณ์ได้ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นหรือคนที่จะมาเป็น ผบ.ทบ. จะทำอะไรอย่างไร ตนไม่ทราบ แต่โดยส่วนตัวตนเมื่อจบภารกิจบทบาทตนก็ เซ็ตซีโร่ ตัวเอง เมื่อถามว่าหากนายกฯ ขอให้มาช่วยงาน พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า นายกฯ คงไม่ทำ อย่างนั้น และตนคงไม่เข้ามามีบทบาทอะไร และอย่าลืมว่านายกรัฐมนตรีปัจจุบันบริหารราชการบ้านเมืองและมาจากการเลือกตั้ง ที่มาโดยรัฐธรรมนูญ การจะเลือกสรรบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาทำงาน คงไม่ใช่ตน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-488246

จำนวนผู้อ่าน: 106

09 กรกฎาคม 2020

พุ่งไม่หยุด! ราคาทองทะลุ 1,800 เหรียญ สูงสุดรอบ 8 ปี

แฟ้มภาพ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาทองคำต่างประเทศ (Gold Spot) ปรับขึ้นทดสอบจุดสูงสุดที่ 1,800 ดอลลาร์/ออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นมาอยู่ที่ 26,550 บาท/บาททองคำ นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยว่า ราคาทองคำต่างประเทศปรับขึ้นทะลุ 1,800 เหรียญ สูงสุดในรอบ 8 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบ 2 โดยล่าสุดผู้ติดเชื้อทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านราย ขณะที่ผู้เสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 5 แสนราย นอกจากนี้ ปัจจัยการพัฒนาวัคซีนป้องกันที่อาจล่าช้าไปถึงช่วงกลางปีหน้า ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจ เหล่านี้เป็นอีกแรงหนุนที่ทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นต่อเนื่อง “องค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าโควิดในทวีปอเมริกายังไม่ถึงจุดสูงสุด ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะเป็นตัวขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เราจึงมีมุมมองว่าราคาทองคำจะยังเป็นขาขึ้น หากยืนเหนือ 1,800 เหรียญได้ก็ให้แนวต้านถัดไปที่ 1,830 และ 1,850 เหรียญตามลำดับ” นายธนรัชต์ กล่าว ทั้งนี้ ราคาทองคำในประเทศประเมินแนวต้านที่ 26,800 บาท/บาททองคำ และแนวรับที่ 26,100 บาท/บาททองคำ ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาอยู่ที่บริเวณแนวรับที่ให้ไว้ทั้งในส่วนของทองคำ Gold Spot และทองคำในประเทศ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-488240

จำนวนผู้อ่าน: 106

09 กรกฎาคม 2020

ห้ามขายเหล้า-เบียร์ออนไลน์ งัดกฎหมายคุมเข้มรายย่อยระส่ำ

คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชงห้ามขายเหล้าเบียร์ออนไลน์ หลังผลพวงโควิด-19 หนุนเทรนด์ขายผ่านออนไลน์พุ่งกระฉูด วงการลุ้นระทึก คาดประชุมนัดแรก 22 มิถุนายนนี้ หวั่นผู้ประกอบการรายย่อย-ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์กระทบหนัก หาช่องทางแจ้งเกิดยาก ฝ่าฝืนโทษหนักทั้งปรับ-จำคุก นายแพทย์นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา จากการตรวจสอบพบว่ามีกลุ่มผู้ประกอบการเหล้าเบียร์จำนวนหนึ่งที่หันมาทำการตลาดโดยใช้วิธีการโฆษณาและขายสินค้าผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ลดลง บวกกับมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ช่องทางหรือร้านจำหน่ายเหล้าเบียร์ถูกปิดลง ซึ่งทำให้การบริโภคเหล้าเบียร์ลดลงโดยสภาพ ผู้ประกอบการจึงต้องดิ้นและพยายามหาช่องทางใหม่ ๆ มาช่วยเพื่อจะได้ขายสินค้าให้มากขึ้น โดยความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เรื่องการห้ามการโฆษณา ตามมาตรา 32 โดยผู้กระทำผิดหลัก ๆ จะเป็นผู้ผลิตและผู้นำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก รวมถึงเจ้าของเพจที่มีคนนำเข้าสินค้าไปฝากลงโฆษณา รีวิวเวอร์ ซึ่งการโฆษณามีอิทธิพลต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค่อนข้างมาก เพราะการโฆษณาเป็นการกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากดื่มและจะมีผลกระทบตามมาในหลาย ๆ เรื่อง กฎหมายจึงมีการควบคุมด้วยการห้ามโฆษณา เรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย สำหรับขั้นตอนก่อนที่เรื่องจะมาถึงสำนักงาน จะต้องมีผู้ร้องเรียนเข้ามาในระบบ จากนั้นสำนักงานก็จะมีการตรวจสอบข้อมูล หากพบว่าเข้าข่ายว่ามีความผิดเรื่องการโฆษณา สำนักงานก็จะทำหนังสือไปเชิญผู้ประกอบการรายนั้น ๆ มาชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง และดำเนินการตามขบวนการ จริง ๆ มีหลายเรื่องที่สำนักงานอยากจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล เพื่อจะได้มีคำพิพากษาออกมาเป็นบรรทัดฐาน เพราะหากไม่มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานก็มักจะมีการกล่าวอ้างกันได้ว่า เป็นการใช้ดุลพิจารณาของเจ้าหน้าที่ “โดยเฉพาะช่วง 2-3 เดือนหลังจากที่มีโควิด-19 มีเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามามากกว่า 100 เคส ตอนนี้สำนักงานเรียกมาชี้แจงทุกวัน หลายรายยอมจำนนและยอมเสียค่าปรับ อย่างไรก็ตาม หลัก ๆ เราจะดูจากเจตนารมณ์ของคนทำเป็นหลัก หรือหากกังวลว่าอะไรที่ทำได้หรือไม่ได้ โทร.เข้ามาสอบถามก่อนก็ได้” ชงห้ามขายเหล้าเบียร์ออนไลน์ ต่อคำถามที่ว่า นอกจากการโฆษณาผ่านสื่อที่ไม่สามารถทำได้ และผิด พ.ร.บ.ควบคุมฯ ดีลิเวอรี่ทำได้หรือไม่ นายแพทย์นิพนธ์กล่าวว่า เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายห้ามขายเหล้าเบียร์ออนไลน์ บริการดีลิเวอรี่จึงยังทำได้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้กำลังมีการหารือกันว่าจะออกกฎเพื่อห้ามการขายเหล้า-เบียร์ในช่องทางออนไลน์ โดยหลักการเบื้องต้นจะเป็นห้ามเฉพาะการขายจากผู้จำหน่ายถึงผู้บริโภค ไม่ห้ามระหว่างผู้จำหน่ายกับผู้จำหน่าย เมื่อมีข้อห้ามนี้ก็จะทำให้ไม่มีการโฆษณาออนไลน์ไปโดยปริยาย แต่ทั้งนี้ก็จะมีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น เข้าไปที่ร้าน แล้วทางร้านมีระบบการสั่งอาหารเครื่องดื่มแบบออนไลน์ ประกาศนี้ก็จะอนุโลม เพราะเป็นการขายออนไลน์ในสถานที่ขายที่มีใบอนุญาต อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง และต้องดูระดับนโยบายว่าจะเห็นชอบกับเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร แต่ในส่วนสำนักงานได้มีการเตรียมร่างประกาศนี้ไว้แล้ว โดยเป็นการปรับประยุกต์มาจากการห้ามขายบุหรี่ออนไลน์ที่มีการบังคับใช้มานานแล้ว โดยจะออกมาเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี รายเล็ก-คราฟต์เบียร์อ่วม แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์รายใหญ่แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า หากมีประกาศดังกล่าวออกมา ในทางปฏิบัติน่าจะส่งผลกระทบกับบริษัทผู้ผลิตเบียร์รายเล็กรายน้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ที่เกิดเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา สำหรับบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่คงไม่มีผลกระทบอะไร เนื่องจากบริษัทเหล่านี้จะมีช่องทางจำหน่ายหลัก ๆ ของตัวเองอยู่แล้ว ทั้งเอเย่นต์ และโมเดิร์นเทรด ส่วนการขายผ่านช่องทางออนไลน์ปัจจุบันก็มีตัวเลขเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แหล่งขาวระดับสูงจากวงการเหล้าเบียร์อีกรายหนึ่งกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว และเบื้องต้นจะร้องเรียนผ่านสื่อ แต่หากประกาศเป็นกฎหมายเมื่อไหร่ จะใช้ช่องทางทางกฎหมายในการเรียกร้องอีกครั้ง โดยจะอาศัยข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 77 วรรค 1 ระบุว่า “รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และสามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่ายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง” แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตคราฟต์เบียร์รายหนึ่งกล่าวว่า ได้รับทราบถึงร่างกฎหมายดังกล่าวมาสักระยะแล้ว และล่าสุดมีกระแสข่าวที่สำนักงานกำลังจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พิจารณา ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ หากมีมติเห็นชอบก็จะถูกเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติพิจารณาต่อไป และหากคณะกรรมการชุดนี้เห็นชอบก็จะมีผลบังคับใช้ หากเป็นไปตามร่างดังกล่าวก็จะบังคับใช้เมื่อครบ 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีบทลงโทษสำหรับการฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 40 เปิดสถานที่ต้องห้าม “ขาย-ดื่ม” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 27 ได้กำหนดสถานที่หรือบริเวณที่ “ห้ามขาย” อาทิ วัด หรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา, สถานบริหารสาธารณสุขของรัฐ สถานที่ราชการ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นร้านค้าหรือสโมสร, หอพัก, สถานศึกษา, ปั๊มน้ำมัน, สวนสาธารณะของราชการ หรือสถานที่อื่นที่รัฐมนตรีประกาศ และกำหนดสถานที่ที่ “ห้ามบริโภค” อาทิ วัด หรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา, สถานบริหารสาธารณสุขของรัฐ ยกเว้นบริเวณที่พักส่วนบุคคล, สถานที่ราชการ ยกเว้นที่พักส่วนบุคคล หรือสโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี, สถานศึกษา ยกเว้นที่พักส่วนบุคคลหรือสโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี, ปั๊มน้ำมัน. สวนสาธารณะของราชการ หรือสถานที่อื่นที่รัฐมนตรีประกาศ หลังจากนั้น ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ในปี 2555 ห้ามขายหรือห้ามบริโภคในพื้นที่ประกอบกิจการโรงงาน, ในรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ, ห้ามบริโภคขณะขับขี่ หรือโดยสารอยู่ในรถ ปี 2556 ห้ามขายหรือบริโภคในสวนสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ปี 2558 ห้ามขายหรือบริโภคในสถานีขนส่ง, บนทาง, บนทางรถไฟ, ท่าเรือโดยสารสาธารณะ และห้ามขายรอบสถานศึกษา ตลอดจนการกำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในวันมาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา ยกเว้นการขายในร้านค้าปลอดอากรในสนามบินนานาชาติ ไปจนถึงการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยให้ขายได้แค่เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น. และในปี 2561 ห้ามขายด้วยวิธีการใช้เครื่องจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านสะดวกซื้อ หลังจากมีเคสของการขายเบียร์สดในร้านสะดวกซื้อเกิดขึ้น ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-479409

จำนวนผู้อ่าน: 172

19 มิถุนายน 2020

2 นคราอสังหาฯ บิ๊กแบรนด์เมืองกรุง ปะทะ ทุนเจ้าถิ่นต่างจังหวัด

Photo by Mladen ANTONOV/AFP ดีเวลอปเปอร์แข่งขันกันเอง ผลประโยชน์ย่อมตกกับผู้ซื้อปฏิบัติการมาราธอนบนช่องทางออนไลน์ นำเสนอผลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 26 จังหวัดของ “REIC-ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ธนาคารอาคารสงเคราะห์” ลากยาว 4-11 มิถุนายน 2563 ปิดฉากลง รายละเอียดดีมานด์-ซัพพลาย ณ ครึ่งปีหลัง 2562 ไม่มีอะไรพลิกโผในเมื่อตลาดใหญ่คือเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 6 จังหวัดเป็นช่วงขาลง อีกตลาดที่มัดรวม 20 จังหวัดจำแนกได้เป็น 6 ภูมิภาคย่อมไม่อาจฝืนแรงโน้มถ่วงไปได้ ผลกระทบในปี 2562 นอกจากสารพัดปัจจัยลบจากเทรดวอร์ เงินบาทแข็งค่า กำลังซื้อตกต่ำแล้ว ยังมีมาตรการ LTV-loan to value แบงก์ชาติบังคับเงินดาวน์ 20% ในการขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เพราะต้องการตอนนักเก็งกำไร ปรากฏว่าเดี้ยงไปทั้งตลาด ทั้งนี้ “ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เจ้าของผลงาน “สองนคราประชาธิปไตย” วิเคราะห์แง่มุมทางรัฐศาสตร์การเมืองที่มีคนอยู่ 2 นครก็คือ กลุ่มนครเมืองหลวง กับกลุ่มนครจังหวัดในภูมิภาค บทสรุปสุดท้ายบอกว่า คนต่างจังหวัดเลือกตั้งรัฐบาล คนกรุงโค่นรัฐบาล วันนี้หยิบโมเดลความเป็น “สองนคราฯ” ในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มานำเสนอ เพื่อร่วมกันค้นหาคำตอบว่าใครกันแน่ที่ควบคุมตลาดในหัวเมืองภูมิภาค ระหว่างทุนเมืองกรุงกับเจ้าถิ่นประจำจังหวัด บิ๊กดาต้าเมืองกรุง+6 ภูมิภาค “ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์” ผู้ตรวจการ ธอส. และรักษาการผู้อำนวยการ REIC เปิดเวทีด้วยบิ๊กดาต้าก้อนใหญ่ ภาพรวมซัพพลายบ้านจัดสรรและอาคารชุด ณ ครึ่งปีหลัง 2562 มีซัพพลายสะสมรวมกัน 355,145 หน่วย อันดับ 1 ของประเทศคือ 6 จังหวัดของกรุงเทพฯ-ปริมณฑล (นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร) ครองส่วนแบ่งตลาด 59.1% จำนวน 209,868 หน่วย อันดับ 2 เป็นสถิติของพื้นที่ภาคตะวันออก 3 จังหวัดที่เรียกว่าโซน EEC (ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) สัดส่วน 22.2% ซัพพลายรวม 78,780 หน่วย อันดับ 3-4 ส่วนแบ่งตลาดเท่ากันคือ 5% ต่างกันที่ซัพพลาย โดยอันดับ 3 ภาคใต้ 4 จังหวัด (ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช) มีซัพพลาย 17,928 หน่วย อันดับ 4 ภาคเหนือ 4 จังหวัด (เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก ตาก) ซัพพลายรวมกัน 17,843 หน่วย อันดับ 5 ภาคอีสาน 5 จังหวัด (นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี มหาสารคาม) ครองส่วนแบ่งตลาด 4.2% ซัพพลายรวม 14,853 หน่วย อันดับ 6 ภาคกลาง 2 จังหวัด (พระนครศรีอยุธยา สระบุรี) สัดส่วน 2.6% ซัพพลายรวม 9,078 หน่วย อันดับ 7 ภาคตะวันตก มีส่วนแบ่งตลาด 1.9% ซัพพลายรวม 6,795 หน่วย ทั้งนี้ จับสถิติมาเรียงใหม่พบว่า ส่วนแบ่งตลาด 20 จังหวัดอยู่ในมือของผู้ประกอบการท้องถิ่นสัดส่วน 73-100% ในขณะที่เป็นการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่จากกรุงเทพฯสัดส่วน 0-27% (ดูตารางประกอบ) ส่งออกหดทุบชลบุรีเดี้ยงหนัก บิ๊กดาต้ารัว ๆ โฟกัสโซน EEC “ชลบุรี” มีบ้านและคอนโดมิเนียมอยู่ระหว่างขาย 675 โครงการ รวม 50,655 หน่วย มูลค่า 176,116 ล้านบาท เทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2562 เพิ่มขึ้น 1.8% มีโครงการเปิดขายใหม่เพียง 6,593 หน่วย มียอดขายใหม่ 6,270 หน่วย ลดลงจากครึ่งปีแรก -27.5% มีหน่วยเหลือขาย 44,385 หน่วย เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก 8% มูลค่ารวม 155,838 ล้านบาท ในด้านอัตราดูดซับหรืออัตราขายได้ลดต่ำลงอยู่ที่ 2.1% คาดว่าปี 2563 จะสาละวันเตี้ยลงเหลือ 1.1-1.3% “ภาพรวมอสังหาฯชลบุรีได้รับผลกระทบมากกว่ากรุงเทพฯ เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจพึ่งพิงอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโควิดค่อนข้างรุนแรง ความมั่นใจและกำลังซื้อของผู้บริโภคในชลบุรีลดลง เช่น มีการปิดโรงงานอุตสาหกรรม หรือลดโอทีพนักงาน” ภูเก็ตอัตราขายเหลือ 1.1-1.8% “ภูเก็ต” มีซัพพลาย 133 โครงการ รวม 9,291 หน่วย ลดลง -13.5% จากครึ่งปีแรก 2562 อัตราดูดซับลดเหลือ 2.8% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่มีอัตราดูดซับเฉลี่ย 4.4% รวมทั้งต่ำกว่าสถิติครึ่งปีแรก 2562 ที่มีอัตราดูดซับ 3.5% แนวโน้มปี 2563 คาดว่ามีที่อยู่อาศัยเหลือขาย 8,966 หน่วย มีโครงการเปิดขายใหม่ 2,700 หน่วย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปีที่มีการเปิดขายปีละ 4,800 หน่วย ทำให้คาดว่าปีนี้อัตราดูดซับจะลดทุกกลุ่มสินค้าเหลือ 1.1-1.8% 3 จังหวัดใต้ทาวน์เฮาส์รอดตัว “สงขลา” มีซัพพลาย 127 โครงการ รวม 3,822 หน่วย มีหน่วยขายได้ใหม่ 768 หน่วย เหลือขาย 3,054 หน่วย มูลค่า 11,739 ล้านบาท หน่วยสร้างเสร็จเหลือขาย 599 หน่วย มูลค่า 2,262 ล้านบาท อัตราดูดซับเพิ่มขึ้น 3.3% เทียบกับครึ่งปีแรก 2562 แนวโน้มปี 2563 คาดว่าอัตราดูดซับจะลดต่ำลงทั้งคอนโดฯและบ้านจัดสรร แต่สถานการณ์ไม่น่ากังวลเพราะ inventory มีไม่มากนัก “สุราษฎร์ธานี” มีซัพพลาย 89 โครงการ รวม 3,188 หน่วย มีหน่วยขายได้ใหม่ 237 หน่วย หน่วยเหลือขายมี 2,951 หน่วย มูลค่า 9,334 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 2,767 หน่วย มูลค่า 8,743 ล้านบาท อาคารชุด 184 หน่วย มูลค่า 591 ล้านบาท แนวโน้มปี 2563 คาดว่าอัตราดูดซับจะทรงตัว หน่วยเหลือขาย 3,421 หน่วย เพิ่มขึ้นจากครึ่งแรกของปี 2562 ซึ่งมีจำนวน 3,259 หน่วย โดยทาวน์เฮาส์-บ้านแฝดทำยอดขายได้ดีกว่าบ้านเดี่ยว “นครศรีธรรมราช” มีซัพพลาย 35 โครงการ รวม 1,627 หน่วย ขายได้ใหม่ 86 หน่วย เหลือขาย 1,541 หน่วย มูลค่า 6,164 ล้านบาท แนวโน้มปี 2563 คาดว่าอัตราดูดซับทรงตัวที่ 1,620 หน่วย เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมี 1,601 หน่วย เทรนด์ตลาดจะสอดคล้องกับจังหวัดสุราษฎร์ธานีกล่าวคือ สินค้าทาวน์เฮาส์กับบ้านแฝดขายดีกว่าบ้านเดี่ยว โคราช-ขอนแก่นซัพพลายท่วม “นครราชสีมา” มีซัพพลาย 129 โครงการ รวม 6,876 หน่วย มูลค่า 24,805 ล้านบาท ลดลงจากช่วงครึ่งปีแรก -0.9% โดยมีโครงการเปิดขายใหม่เพียง 1,291 หน่วย แบ่งเป็นอาคารชุด 104 หน่วย บ้านจัดสรร 1,187 หน่วย มีซัพพลายสร้างเสร็จพร้อมโอน 1,442 หน่วย มูลค่า 5,552 ล้านบาท แนวโน้มปี 2563 คาดว่ามีการเปิดขายใหม่ 1,100 หน่วย ส่วนใหญ่เป็นบ้านจัดสรร และคาดว่าเหลือขาย 6,755 หน่วย คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงมาอยู่ที่ 5,942 หน่วย มูลค่า 11,293 ล้านบาท หน่วยลดลง -7.5% มูลค่าเพิ่มขึ้น 2.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งมีมูลค่า 10,152 ล้านบาท “ขอนแก่น” มีซัพพลาย 79 โครงการ รวม 4,031 หน่วย ขายได้ใหม่ 435 หน่วย มูลค่า 1,268 ล้านบาท ลดลง -41.1% เทียบกับครึ่งปีแรก 2562 แต่เพิ่มขึ้น 10.4% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 ในด้านอัตราดูดซับ 1.8% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปี และต่ำลงต่อเนื่องเทียบกับครึ่งปีแรก 2562 ที่มีอัตราดูดซับ 3.1% แนวโน้มปี 2563 คาดว่าเหลือไม่เกิน 1.0 % โครงการเปิดใหม่ไม่เกิน 600 หน่วย แต่มีซัพพลายคงค้างทำให้ตลาดรวมชะลอตัว อุดร-อุบล-สารคามประคองตัว “อุดรธานี” มีซัพพลาย 44 โครงการ รวม 1,727 หน่วย ขายได้ใหม่ 177 หน่วย เหลือขาย 1,550 หน่วย มูลค่า 6,092 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 1,410 หน่วย มูลค่า 5,792 ล้านบาท, อาคารชุด 140 หน่วย มูลค่า 300 ล้านบาท แนวโน้มปี 2563 ภาพรวมทรงตัวโดยมีอาคารพาณิชย์ประเภทเดียวที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี อยู่ที่ 2.3% ในขณะที่หน่วยเหลือขายทุกประเภทจะมีจำนวน 1,587 หน่วย “อุบลราชธานี” มีซัพพลาย 42 โครงการ รวม 1,464 หน่วย ขายได้ใหม่ 201 หน่วย เหลือขาย 1,263 หน่วย มูลค่า 3,727 ล้านบาท อัตราดูดซับลดเหลือ 2.3% เทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2562 ที่มีอัตราดูดซับ 3.3% แนวโน้มปี 2563 คาดว่าเหลือขาย 1,343 หน่วย คาดว่าโอน 1,992 หน่วย มูลค่า 3,303 ล้านบาท “มหาสารคาม” มีซัพพลาย 21 โครงการ รวม 755 หน่วย ขายได้ใหม่ 88 หน่วย เหลือขาย 667 หน่วย มูลค่า 1,786 ล้านบาท อัตราดูดซับแม้เพิ่มสูงจากปี 2561 อยู่ที่ 1.9% แต่ภาพรวมยังทรงตัว แนวโน้มปี 2563 คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเหลือขาย 688 หน่วย เชียงใหม่สต๊อก 3.5 หมื่นล้าน “เชียงใหม่” มีซัพพลาย 11,465 หน่วย เพิ่มขึ้น 7% จากครึ่งปีแรก 2562 และลดลง -0.6% จากช่วงเดียวกันของปี 2561 แบ่งเป็นอาคารชุด 2,582 หน่วย สัดส่วน 22.5% บ้านจัดสรร 8,883 หน่วย สัดส่วน 78.5% เป็นซัพพลายใหม่ 1,554 หน่วย เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก 22.7% แต่ลดลง -43.5% จากครึ่งปีหลัง 2561 มีหน่วยขายได้ใหม่ 2,316 หน่วย มูลค่า 7,394 ล้านบาท หน่วยเหลือขายสะสมมี 9,149 หน่วย มูลค่า 35,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากครึ่งปีแรก 2562 และเพิ่ม 2.7% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 เป็นอาคารชุด 1,935 หน่วย มูลค่า 6,468 ล้านบาท บ้านจัดสรร 7,214 หน่วย มูลค่า 28,958 ล้านบาท เชียงรายอัตราดูดซับเหลือ 0.4% “เชียงราย” มีซัพพลาย 3,009 หน่วย เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ 56.1% และเพิ่มขึ้น 115.7% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 หน่วยสร้างเสร็จเหลือขายมีจำนวน 2,710 หน่วย อัตราดูดซับปี 2563 เทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2561-2562 อาคารชุดแนวโน้มลดเหลือ 0.4% จากค่าเฉลี่ย 1%, ทาวน์เฮาส์ลดเหลือ 0.8% จากค่าเฉลี่ย 1.7%, บ้านเดี่ยวลดเหลือ 0.5% จากค่าเฉลี่ย 0.7%, บ้านแฝดลดเหลือ 0.5% จากค่าเฉลี่ย 0.9% พิษณุโลก-ตากกำลังซื้อวูบ “พิษณุโลก” มีซัพพลาย 2,595 หน่วย ลดลงจากครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ -0.8% และเพิ่มขึ้น 17.6% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 หน่วยสร้างเสร็จเหลือขายมี 2,461 หน่วย เป็นบ้านจัดสรร 2,093 หน่วย มูลค่า 6,084 ล้านบาท อาคารชุด 368 หน่วย มูลค่า 551.1 ล้านบาท “ตาก” มีซัพพลาย 774 หน่วย เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ 62.6% และเพิ่มขึ้น 81.3% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 ในด้านหน่วยสร้างเสร็จเหลือขายมีจำนวน 736 หน่วย แนวโน้มการโอนปี 2563 คาดว่ามี 751 หน่วย หดตัว -11.6% จากปี 2562 มูลค่าการโอน 1,275 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% จากปี 2562 “ภาพรวม 4 จังหวัดภาคเหนือเศรษฐกิจหลักอิงกับธุรกิจท่องเที่ยวและการค้าชายแดน ทำให้รับผลกระทบจากโควิดชัดเจน มีหน่วยเหลือขายค่อนข้างมาก ขณะที่ยอดขายไม่เข้าเป้าแรงกระตุ้นจากคนนอกพื้นที่ และลูกค้าต่างชาติก็หายไป” ดร.วิชัยกล่าวสรุป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-479118

จำนวนผู้อ่าน: 161

19 มิถุนายน 2020

ไฟเขียว…ลูกค้า “นั่งดริงก์” ร้านอาหารคึกคักรับขาขึ้น

คอลัมน์ จับกระแสตลาด จะเรียกว่าคึกคักขึ้นทันตาเห็นเลยทันทีก็คงไม่ผิดนัก สำหรับบรรดาผู้ประกอบการร้านอาหารที่เริ่มมีลูกค้าทยอยเข้าไปใช้บริการอย่างหนาตาตั้งแต่ช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 มิถุนายน) และยังต่อเนื่องมาถึงช่วงเย็นย่ำค่ำวันเสาร์-อาทิตย์ หลังจากที่ นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ารแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ว่า ศบค. การอนุญาตให้กิจกรรมเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต ให้ภัตตาคาร สวนอาหาร โรงแรม และร้านอาหาร สามารถจำหน่ายสุราและนั่งดื่มในร้านได้ ส่วนสถานบริการ ผับ บาร์ และคาราโอเกะ ยังไม่อนุญาตเปิดบริการ ถัดมาเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร เพื่อวางมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 รองรับการผ่อนปรนในระยะที่ 4 ซึ่งจะมีผลในวันที่ 15 มิ.ย.เป็นต้นไป โดยในส่วนของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภัตตาคาร สวนอาหาร ศูนย์อาหาร โรงแรม ร้านอาหารทั่วไป สามารถทำได้ แต่ต้องไม่เกินเวลา 24.00 น. และไม่อนุญาตให้แสดงดนตรีสด ขณะที่สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ยังไม่อนุญาตเปิดดำเนินการ ด้าน แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ย้ำว่า ทั้งนี้ ร้านอาหารก็ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 โดยเฉพาะเรื่องของการสวมหน้ากาก จัดจุดล้างมือ ทำความสะอาดบ่อย ๆ การเว้นระยะห่าง และการไม่ให้แออัด โดยจำกัดจำนวนบุคคลภายในร้าน โดยพิจารณาว่าร้านสามารถรองรับคนได้เท่าไร และผู้เข้ารับบริการต้องไม่เกินตามจำนวนที่กำหนดไว้ และต้องลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์มไทยชนะ อย่างไรก็ตาม ศบค.ยังให้งดกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกรูปแบบ เช่น โปรโมชั่นลดราคา ขายพ่วง พนักงานเชียร์เบียร์โฆษณา และให้งดการจำหน่ายและบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เช่น ชายหาด สวนสาธารณะของทางราชการ ฯลฯ ปลดล็อก…”ตัวช่วย” ร้านอาหาร” ธนิวรรณ กุลมงคล” นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปลดล็อกเฟส 4 ที่อนุญาตให้ลูกค้านั่งดื่มกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร้านอาหารน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น แม้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า-เบียร์ จะเป็นสัดส่วนรายได้เพียง 15-20% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับผับบาร์ นอกจากนี้ ยกเลิกเคอร์ฟิว ที่เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนนี้ ยังจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ร้านอาหารต่าง ๆ สามารถจะขยายเวลาบริการได้นานขึ้น ลูกค้านั่งทานในร้านได้นานขึ้น นอกจากร้านจะมีรายได้เพิ่มแล้ว ขณะเดียวกันก็จะทำให้ซัพพลายเชน หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับร้านอาหารค่อย ๆ ฟื้นตัวดีขึ้น สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากผู้ประกอบการร้านอาหารรายใหญ่รายหนึ่ง ที่แสดงความเห็นหลังจากทราบข่าวว่า ทางการอนุญาตให้ลูกค้าสามารถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านได้ว่า จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยดึงให้คนออกมาใช้จ่ายเพิ่มได้บ้าง และเบื้องต้นรายได้หรือยอดขายของร้านจะมีเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง และคงไม่เท่ากับหรือไม่เหมือนเดิมกับก่อนหน้านี้ เนื่องจากยังมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องของความกังวลกับโควิด-19 เวลาการให้บริการ รวมถึงการระมัดระวังการจับจ่ายจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัว และกำลังซื้อที่ไม่ดีนัก “การปลดล็อกดังกล่าวจะส่งผลในแง่ของการทำให้ซัพพลายเชนของธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเริ่มมีการขยับตัว เริ่มมีความเคลื่อนไหว และจะช่วยให้วงจรเศรษฐกิจเริ่มค่อย ๆ กลับมาหมุนได้อีก และคาดว่าแนวโน้มจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ” เหล้า-เบียร์ ค่อย ๆ ฟื้นตัว แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ แสดงความเห็นว่า การอนุญาตให้ร้านอาหารที่มีใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับมาขายเหล้าเบียร์ได้ และอนุญาตให้ลูกค้านั่งดื่มกินในร้านได้ สำหรับบริษัทเหล้า-เบียร์ ในแง่ของยอดขายคงเป็นอะไรที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด ประกอบกับยอดขายจากช่องทางดังกล่าวยังถือเป็นสัดส่วนรายได้ที่ไม่มากนัก หรือประมาณ 10-15% เท่านั้น จึงเชื่อว่าทุกคนคงจะยังไม่นำตัวเลขนี้มาใช้ประกอบแผนการผลิต แผนการตลาด ในภาพรวม และจะต้องรอดูสถานการณ์ไปอีกสักระยะจนกว่าจะมั่นใจ “มาตรการนี้จะช่วยให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยโดยรวม ๆ ดูดีขึ้น มีความคึกคักมากขึ้น ที่สำคัญคือ จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ซัพพลายเชนของธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับร้านอาหารมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ซัพพลายเชนสะดุดไปและหลาย ๆ ธุรกิจได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก” ด้านผู้บริหารระดับสูงบริษัทผู้นำเข้าและจำหน่ายสุราต่างประเทศรายใหญ่ กล่าวในเรื่องนี้ว่า การที่ภาครัฐยังไม่ปลดล็อก สถานบันเทิง ผับบาร์ ย่อมมีผลกระทบกับตลาดเหล้านอกเป็นธรรมดา เนื่องจากช่องทางนี้ถือเป็นช่องทางหลักของสุราต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หวังว่าหลังจากนี้ไปทางการคงจะพิจารณาปลดล็อกกิจการที่มีความเสี่ยง หรือกิจการที่อยู่ในโซนแดง “การปลดล็อกในเฟส 4 ดังกล่าวจะเป็นผลในเชิงจิตวิทยาที่กระตุ้นให้คนออกมาใช้จ่ายดื่มกินมากขึ้น ร้านอาหารจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เหล้าเบียร์จะมีตัวเลขที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ก็คงไม่เหมือนกับช่วงก่อนหน้าที่จะมีโควิด-19” การปลดล็อกเฟส 4 ที่เกิดขึ้น ในทางปฏิบัติอาจจะไม่ทำให้รายได้หรือยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนัก แต่อีกด้านหนึ่งก็ช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดีขึ้น จากนี้ไป ซัพพลายเชนที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ จะค่อย ๆ ฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น และคาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไม่ช้านี้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-479326

จำนวนผู้อ่าน: 199

19 มิถุนายน 2020