ข่าวประชาสัมพันธ์

บีทีเอสตั้งเป้าจำนวนผู้โดยสารของรถไฟฟ้า เพิ่มเป็น1.5ล้านเที่ยว/วัน

ตั้งเป้าในอีก 5 ปีข้างหน้า จำนวนผู้โดยสารของรถไฟฟ้า "บีทีเอส" เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านเที่ยว/วัน จากปัจจุบันมีจำนวนผู้โดยสาร 8 แสนเที่ยว/วัน นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการอำนวยใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าในอีก 5 ปีข้างหน้าจำนวนผู้โดยสารของรถไฟฟ้า BTS เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านเที่ยว/วัน จากปัจจุบันมีจำนวนผู้โดยสาร 8 แสนเที่ยว/วัน จากการเดินรถเพิ่มกว่า 3 เท่าเป็น 132 กม.จากปัจจุบันเดินรถระยะทาง 36 กม. โดยในสิ้นปีนี้ บริษัทจะเดินรถเพิ่มอีกในส่วนต่อขยายสายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ระยะทาง 12 กม. ส่วนปี 62 ในช่วงกลางปีจะเดินรถส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-คูคต ระยะทาง 18 กม.โดยจะเดินรถ 1 สถานีที่เซ็นทรัลลาดพร้าว และในปี 63 จะเดินรถทั้งสาย นอกจากนี้เป็นรถไฟสาย LRT ช่วงบางนา-สุวรรณภูมิ ระยะทาง 15 กม.ซึ่งกรุงเทพมหานครเป็นผู้ลงทุน และจะว่าจ้าง BTSC เดินรถ โดยคาดเริ่มประมูลงานโยธา ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี สำหรับรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34 กม. และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30 กม.ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมพื้นที่และรื้อย้ายสาธารณูปโภค คาดว่าใช้เวลาอีกไม่เกิน 5 ปี ที่มาข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 639

23 กุมภาพันธ์ 2018

“ยาโยอิ”ดึง 16สาว BNK48 พรีเซนเตอร์ครบเซต

“ยาโยอิ” ครบรอบ 12 ปี ดึง 16 สาว BNK48 ร่วมเป็นพรีเซนเตอร์แบบครบเซตแบรนด์แรกในไทย เปิดตัว 5 มี.ค.นี้ ยาโยอิ ฉลองครบรอบ 12 ปีในไทย ด้วยการประกาศเปิดตัวพรีเซนเตอร์ BNK48 เซมบัตสึใหม่ล่าสุดครบเซต 16 คนเป็นแบรนด์แรกในไทย สำหรับแคมเปญใหญ่ที่สุดในรอบปี โดยจะมีงานแถลงข่าวพร้อมมินิคอนเสิร์ตจาก BNK48 ในวันที 5 มี.ค. นี้ ตั้งแต่ 16.00 น. เป็นต้นไป ที่ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์พร้อมกิจกรรมตลอดวัน สำหรับเหล่าโอตะ ยาโยอิ จัดกิจกรรม Fan Zone สำหรับ 300 ท่าน เมื่อนำใบเสร็จยาโยอิ มูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป (มูลค่าหลังหักส่วนลด) ใบเสร็จไม่เกิน 2 ใบ ที่ใช้ระหว่าง 25 ก.พ.-5 มี.ค. นี้ 1 ท่านต่อ 1 สิทธิ์ ทั้งการรับประทานอาหารที่ร้าน, ซื้อกลับบ้าน และบริการจัดส่งเดลิเวอรี่ มาลงทะเบียนที่หน้างาน ตั้งแต่ 10.00-12.00 น. โดย 100 ท่านแรก จะได้รับสิทธิร่วมงานแบบติดขอบเวทีแยกชายหญิง พร้อมรับของที่ระลึกจากยาโยอิ และลุ้นรับรางวัลจาก BNK48 Shop ขอบคุณข่าวจาก : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 578

23 กุมภาพันธ์ 2018

เชียงใหม่ ศูนย์กลางการลำเลียงผู้ป่วยวิกฤตทางอากาศยาน

จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์กลางการลำเลียงผู้ป่วยวิกฤตทางอากาศยานของเขตบริการสุขภาพที่ 1 กระทรวงสาธารณสุข ให้จังหวัดเชียงใหม่พัฒนางานบริการการแพทย์ฉุกเฉินครอบคลุมกว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่ ด้วยความร่วมมือขององค์กรปกครองท้องถิ่น  ช่วยผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินเฉลี่ย 3,500 รายต่อเดือน และเป็นศูนย์บริการลำเลียงผู้ป่วยวิกฤตทางอากาศยานเขตบริการสุขภาพที่ 1 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานบริการการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อดูแลประชาชนทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ชนบทห่างไกล   จาการตรวจเยี่ยมติดตามงานตามนโยบายของเขตสุขภาพที่ 1 พบว่า งานบริการการแพทย์ฉุกเฉินมีความก้าวหน้ามาก เช่น ที่จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความร่วมมือขององค์กรปกครองท้องถิ่น  สามารถเพิ่มความครอบคลุมการดำเนินงานได้มากถึงร้อยละ 82 ของพื้นที่  มีหน่วยปฏิบัติการกู้ชีพทุกระดับ 215 หน่วย  ดูแลประชาชนใน 25 อำเภอ 211 ตำบล  โดยในปี 2560 ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินเกือบ 40,000 ราย  และได้รับการช่วยเหลือภายใน 8 นาที ถึงร้อยละ 75     ทั้งนี้ เนื่องจากในหลายพื้นที่ของเขตสุขภาพที่ 1 เป็นพื้นที่ภูเขา การเดินทางยากลำบากใช้เวลาเดินทางนาน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนบางพื้นที่ไม่สามารถเข้าถึงได้  จึงได้พัฒนาระบบลำเลียงผู้ป่วยวิกฤตทางอากาศยาน  ซึ่งโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่ ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนในพื้นที่   ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์บริการลำเลียงผู้ป่วยวิกฤตทางอากาศยานเขตบริการสุขภาพที่ 1 (Northern Sky Doctor) ดูแลประชาชน ใน 8 จังหวัดภาคเหนือได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน ตั้งแต่ปี 2553-2560 ช่วยผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินจำนวน 268 ราย  โดยเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากที่สุด 52 ราย รองลงมาผู้บาดเจ็บทางสมอง 32 ราย และโรคหลอดเลือดสมอง 20 ราย   เป็นความร่วมมือของหน่วยงานในพื้นที่ที่ช่วยกันพัฒนางานช่วยเหลือผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินให้รอดชีวิตและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น    ขอบคุณข้อมูลจาก : bangkokbiznews.com          

จำนวนผู้อ่าน: 618

20 กุมภาพันธ์ 2018

อาลีบาบา กรุ๊ป บันหม่า และเชลล์ เปิดบริการเติมน้ำมันผ่านทัชสกรีนของรถยนต์

ข่าวต่างประเทศ - บันหม่าประกาศเปิดตัว “ปั๊มน้ำมันอัจฉริยะ” ในปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน ภายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ พร้อมแผนขยายโมเดลนี้ต่อไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศจีนต่อไปในอนาคต ปั๊มน้ำมันเชลล์ ภายใต้การร่วมมือระหว่างอาลีบาบา กรุ๊ป และ เอสเอไอซี มอเตอร์ คอร์ป (SAIC Motor Corp) หรือที่รู้จักกันในนาม บันหม่า เน็ตเวิร์ก เทคโนโลยี (Banma Network Technology) นำเทคโนโลยีล้ำยุคมาอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกประเภทน้ำมันไปจนถึงการชำระค่าบริการ ด้วยการสั่งการอย่างสะดวกสบายผ่านหน้าจอทัชสกรีนของรถยนต์ เพื่อยกระดับเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งของอาลีบาบา AliOS (ข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/2EoY7JE) ระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์อินเตอร์เนตออฟธิงส์ (IoT) ของอาลีบาบา ได้นำอัลกอริทึม (algorithm) ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สำหรับรถยนต์ มาใช้ในการสั่งการให้ระบบทำงานอัติโนมัติ เมื่อรถยนต์เคลื่อนสู่จุดเติมน้ำมันที่กำหนดไว้ จากนั้น ระบบเฝ้าสังเกตจะนำผู้ใช้บริการเข้าสู่ขั้นตอนการเลือกประเภทและปริมาณน้ำมันที่ต้องการเติม รวมถึงวิธีการชำระค่าบริการผ่านอาลีเพย์ (Alipay) หรือผ่านบัญชีสมาชิกเชลล์ นอกจากนี้ยังสามารถสั่งซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ โดยพนักงานจะนำมาส่งให้ถึงรถยนต์ โมเดลใหม่นี้สามารถลดเวลาที่ผู้บริโภคใช้ที่ปั๊มน้ำมันเฉลี่ย 10-15 นาที ถึง 50% จากรายงานของเชลล์ อเล็กซ์ ซือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบันหม่า กล่าวว่า ความร่วมมือนี้กำลังสรรหาโมเดลธุรกิจสำหรับปั๊มน้ำมันที่ขับเคลื่อนด้วยค้าปลีกยุคใหม่ (New Retail) ที่จัดสรรเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต รีเบคกา เฉิน รองประธานกรรมการของเชลล์ ประเทศจีน กล่าวว่า ความร่วมมือนี้เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของเชลล์ในด้าน “นวัตกรรมประสบการณ์ดิจิทัลล้ำยุค” นอกจากนี้ เชลล์ยังกำลังการดำเนินการเพิ่มบริการเฉพาะบุคคล และเร็วๆ นี้ สมาชิกลอยัลตี้โปรแกรมของเชลล์ที่มีรถยนต์อัจฉริยะระบบ AliOS จะสามารถสั่งการทุกอย่างได้ด้วยคลิกเดียวอีกด้วย เมื่อปี 2559 อาลีบาบาเผยรถยนต์อัจฉริยะรุ่นแรก (ข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/29qEEYR) โดยมุ่งต่อยอดอินเตอร์เนตออฟธิงส์ไปยังภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ปัจจุบัน ประเทศจีนมีรถยนต์อัจฉริยะระบบ AliOS ที่ถูกใช้งานกว่า 400,000 คัน ในขณะที่เชลล์มีปั๊มน้ำมันมากกว่า 43,000 แห่ง ในมากกว่า 80 ประเทศและภูมิภาค โดยภายในประเทศจีนมีจำนวนราว 1,300 แห่ง ถือได้เป็นเครือข่ายปั๊มน้ำมันนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ขอบคุณข่าวจาก : mgronline.com            

จำนวนผู้อ่าน: 569

19 กุมภาพันธ์ 2018

เอาแน่! ลุย'ก.ล.ต.'เอาผิดซีอีโอบมจ.อิตาเลียนไทย เพิกถอนITDออกจากตลาดฯ

"ศรีสุวรรณ" เอาแน่! ประกาศบุก "ก.ล.ต." 13 ก.พ. ร้องเอาผิด "เจ้าสัวเปรมชัย" ประธานบมจ.อิตาเลียนไทย จี้พิจารณาเพิกถอนบริษัท ITD ออกจากตลาดหลักทรัพย์ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เผย ตามที่ปรากฏเป็นการทั่วไปว่า นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับหรือไม่ จนทำให้ประชาชนและนักอนุรักษ์ทั่วประเทศวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมถึงการกระทำดังกล่าวเป็นอย่างมากและรุนแรง เนื่องจากนายเปรมชัย เป็นกรรมการและผู้บริหารบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และเป็นบริษัทที่ประมูลรับเหมางานของภาครัฐเป็นจำนวนมากหลากหลายโครงการ พฤติการณ์และการกระทำของนายเปรมชัย จึงส่อขัดต่อหลักธรรมาภิบาล และขัดต่อกฎหมาย ข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องกับพรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 หลายมาตรา เช่น มาตรา 85 มาตรา 89/7 มาตรา 89/21 ประกอบ ข้อ 9 (3) (9) ของข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ.2542 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า “กรรมการและผู้บริหารของบริษัทมหาชนต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย” ซึ่งเป็นเหตุให้ ก.ล.ต.สามารถเพิกถอนหลักทรัพย์หรือบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะต้องนำความไปร้องเรียนต่อเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามและดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย กับบุคคลที่กระทำความผิดตามกฎหมาย เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อตรวจสอบและไต่สวนข้อเท็จจริง หากพบความผิดตามกฎหมาย จักได้นำไปสู่การลงโทษนายเปรมชัย ในฐานะประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจเข้าข่ายถูกเพิกถอนการจดทะเบียนได้ต่อไป โดยสมาคมฯจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เลขที่ 333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ในวันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 10.30 น.   ที่มาข่าว: bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 641

15 กุมภาพันธ์ 2018

เป๊ปซี่ทุ่ม300ล้าน เปิดตัวโกลบอลแคมเปญล่าสุด 'ซ่าทุกยุค..ไม่มีเปลี่ยน'

เป๊ปซี่ทุ่มงบการตลาด 300 ล้านบาท เปิดตัวโกลบอลแคมเปญล่าสุด “เป๊ปซี่ ซ่าทุกยุค...ไม่มีเปลี่ยน” (PEPSI GENERATIONS) เพื่อฉลองครบรอบ 120 ปีของการเป็นแบรนด์ร่วมสมัยที่อยู่ในกระแสนิยมของคนทั่วโลกมาทุกยุค เครื่องดื่ม “เป๊ปซี่” โดยบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด บุกหนักรับซัมเมอร์ด้วยการเปิดตัวแคมเปญระดับโลก “เป๊ปซี่ ซ่าทุกยุค...ไม่มีเปลี่ยน” (PEPSI GENERATIONS) เพื่อฉลองครบรอบ120 ปีของการเป็นแบรนด์เครื่องดื่มร่วมสมัยที่ครองใจคนรุ่นใหม่ในทุกเจเนเรชันนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เตรียมทุ่มงบ 300 ล้านบาทอัดกิจกรรมการตลาดเต็มสูบตลอดหน้าร้อน พร้อมชูกลยุทธ์ “4C” รักษาฐาน “แบรนด์เลิฟ” มัดใจวัยซ่า ด้วยแพ็คเกจจิ้งรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น เสื้อผ้าคอลเล็กชั่นพิเศษที่เป๊ปซี่ร่วมมือกับเกรย์ฮาวด์ พร้อมรุกสร้างแบรนด์เอ็กซ์พีเรียนซ์กับผู้บริโภคผ่าน “PEPSI GENERATIONS CLUB” คลับสไตล์เรโทรในรูปแบบป๊อบ-อัพใจกลางเมือง ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำตลาดน้ำดำในบรรจุภัณฑ์แบบไม่ต้องคืนขวดและเป็นแบรนด์ที่มียอดขายเติบโตสูงที่สุดในตลาดในปีที่ผ่านมา  นายสมชัย เกตุชัยโกศล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “เป๊ปซี่เป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ถือเป็นตัวแทนพลังแห่งความสดชื่นและเป็นทางเลือกของคนรุ่นใหม่ที่ครองใจคนทั่วโลกมานานกว่าศตวรรษ สำหรับในประเทศไทยเครื่องดื่มเป๊ปซี่อยู่เคียงข้างคนไทยมากว่า 65 ปีและได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งสะท้อนผ่านผลการสำรวจล่าสุดในด้านแบรนด์ที่ระบุว่า เป๊ปซี่ คือ เครื่องดื่มน้ำอัดลมแบรนด์แรกที่คนไทยนึกถึง1 (Top-of-Mind Brand) และยังเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในฐานะ ‘แบรนด์เลิฟ’ (Brand Love) หรือแบรนด์ที่ผู้บริโภครักและชื่นชอบมากที่สุดด้วยคะแนนถึงร้อยละ 622” “สำหรับในปี 2561 นี้ เป๊ปซี่ เตรียมสร้างประสบการณ์ความยิ่งใหญ่ทั่วโลกอีกครั้งด้วยการเปิดตัวแคมเปญใหม่ล่าสุด PEPSI GENERATIONS หรือ ‘เป๊ปซี่ ซ่าทุกยุค...ไม่มีเปลี่ยน’ ที่จะพาทุกคนย้อนวันวานไปสัมผัสกับกลิ่นอายความทรงจำสุดเร้าใจในสไตล์เป๊ปซี่ที่สามารถครองความนิยมของคนรุ่นใหม่และกลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยของคนในทุกเจเนเรชัน โดยแคมเปญนี้จะเปิดตัวใน 55 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งจะโฟกัสไปที่ 4 กลยุทธ์หลักหรือ 4C นั่นคือ การสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร (Comprehensive Communication) การนำเสนอแพ็คเกจจิ้งรุ่นพิเศษ (Commemorative Packaging) การร่วมมือกับแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำในประเทศ (Collaboration with Local Brand) และการสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภค (Connected Consumer Experience)” นายสมชัย กล่าวเสริม การสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร: ภายใต้แคมเปญนี้ เป๊ปซี่ พร้อมรบด้วยกิจกรรมสื่อสารการตลาดแบบจัดเต็มภายใต้งบประมาณถึง 300 ล้านบาท นำโดยภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ล่าสุดที่ชื่อ “This is the Pepsi” ซึ่งจะมีศิลปินแถวหน้าของโลกที่เคยร่วมงานกับเป๊ปซี่มาร่วมปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็นไมเคิล แจ็คสัน เจ้าของฉายา “ราชาเพลงป๊อป” นักร้องเพลงป๊อปชื่อดังอย่าง บริตนีย์ สเปียร์ส รวมทั้ง เจฟ กอร์ดอน อดีตนักแข่งรถระดับโลก นอกจากนี้ ยังมีสื่อสนับสนุนอื่นๆ เพื่อสร้างสีสันและตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของแคมเปญ อาทิ สื่อโฆษณากลางแจ้ง สื่อโฆษณาเคลื่อนที่ สื่อในโรงภาพยนตร์ สื่อออนไลน์และสื่อดิจิทัล รวมไปถึงสื่อ ณ จุดขายและในร้านค้า การนำเสนอแพ็คเกจจิ้งดีไซน์ย้อนยุค: เป๊ปซี่ เตรียมส่งแพ็คเกจจิ้งรุ่น “ลิมิเต็ด เอดิชั่น” ที่มาพร้อมดีไซน์เรโทรเพื่อพาผู้บริโภคหวนย้อนวันวานสุดซ่าของเครื่องดื่มเป๊ปซี่ในยุคต่างๆ โดยในประเทศไทยมี 4 ลวดลายที่มาจาก 4 ยุค นั่นคือ ยุค 1940 ยุค 1950 ยุค 1980 และ ยุค 2000 ที่จะมาอวดโฉมทั้งในรูปแบบของขวดพีอีทีและกระป๋อง โดยจะวางจำหน่ายทั้งในช่องทางเทรดดิชันนอลเทรดและโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศในระยะเวลาจำกัด นอกจากนี้ เป๊ปซี่ ยังจับมือกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) นำเสนออีกหนึ่งลวดลายที่มาจากยุค 1990 ซึ่งเตรียมจะวางจำหน่ายเฉพาะที่ร้าน 7-Eleven เท่านั้น การร่วมมือกับแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำในประเทศต่างๆ : สำหรับในประเทศไทยนั้น เป๊ปซี่ ได้จับมือกับ “เกรย์ฮาวด์” แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของไทยในการนำเสนอคอลเล็กชั่นพิเศษ “PEPSI X GREYHOUND” ซึ่งประกอบด้วยแฟชั่นไอเท็มสุดคูลที่ผสานเอกลักษณ์อันโดดเด่นและเป็นตำนานของแบรนด์เป๊ปซี่เข้ากับสไตล์สตรีทแฟชั่นของเกรย์ฮาวด์ที่มีความร่วมสมัย โดยคอลเล็กชั่นนี้ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์หลากรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อยืดลายวินเทจ เสื้อคลุมแบบมีฮู้ด เสื้อแจ็กเก็ตสไตล์สปอร์ต กระเป๋าใส่อุปกรณ์ออกกำลังกาย และหมวกทรงบักเก็ต ซึ่งจะวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไปใน 4 แฟลคชิพสโตร์ของเกรย์ฮาวด์ อันได้แก่ สาขาสยามเซ็นเตอร์ สาขาพารากอน สาขาเอ็มควอเทียร์ และสาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว การสร้างประสบการณ์พิเศษเพื่อผู้บริโภค: เพื่อสร้างการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค เป๊ปซี่ เตรียมเนรมิต “PEPSI GENERATIONS CLUB” คลับสไตล์เรโทรในรูปแบบป๊อบ-อัพที่จะพาทุกคนไปสัมผัสกับวัฒนธรรมป๊อปในยุคต่างๆ พร้อมผสานเรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์เป๊ปซี่ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคในทุกยุคทุกสมัย โดยภายในงานจะมีการเปิดตัวคอลเล็กชั่น PEPSI X GREYHOUND อย่างเป็นทางการ พร้อมให้ผู้เข้าชมงานสามารถออกแบบเสื้อยืดที่ระลึกในสไตล์ของตัวเองได้ด้วย ซึ่งจะจัดขึ้น ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในระหว่างวันที่ 23 – 25 กุมภาพันธ์นี้ “ในปี 2560 ตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 54,900 ล้านบาท3 โดยมีอัตราการเติบโตที่ติดลบถึงร้อยละ 4.74 ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังอ่อนตัว อย่างไรก็ตาม เป๊ปซี่ ถือเป็นเพียงแบรนด์น้ำดำเพียงแบรนด์เดียวที่ยังรักษาอัตราการเติบโตได้เป็นบวกซึ่งสวนทางกับแบรนด์อื่นๆ ในตลาด และยังสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดในบรรจุภัณฑ์แบบไม่ต้องคืนขวด (Non-Returnable Packaging) โดยมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าร้อยละ 455 ไม่เพียงเท่านั้น ในด้านความแข็งแกร่งของแบรนด์6 (Brand Health) เป๊ปซี่ ยังคงครองแชมป์อันดับหนึ่งในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แบรนด์ที่ผู้บริโภครักและชื่นชอบ (Brand Love) แบรนด์เครื่องดื่มที่เติมเต็มความสดชื่นได้อย่างเต็มที่ (Ultimate Refreshment) และแบรนด์ที่มีความเป็นผู้นำเทรนด์ (Trendsetter) โดยมีคะแนนที่ร้อยละ 62 70 และ 71 ตามลำดับ” “เราเชื่อมั่นว่าแคมเปญ PEPSI GENERATIONS นี้จะสร้างสีสันและส่งมอบความซ่าสดชื่นให้กับแฟนๆ ตลอดหน้าร้อนนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแบรนด์เป๊ปซี่จะอยู่เคียงข้างและครองใจผู้บริโภคชาวไทยในทุกเจเนเรชันในอนาคต” นายสมชัย กล่าวสรุป ที่มาข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 645

15 กุมภาพันธ์ 2018

ฟอร์ด เผยโฉม เรนเจอร์ แรพเตอร์ ครั้งแรกในโลก

เตรียมขายตลาด ไทย เอเชีย แปซิฟิก        ฟอร์ด จัดงานเปิดตัว เรนเจอร์ แร็พเตอร์ อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย แต่ยังไม่เปิดราคาอย่างเป็นทางการ คาดจะประกาศในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ เดือน มี.ค.        ฟอร์ด บอกว่า แรพเตอร์ มีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเซ็กเมนต์ตลาดรถกระบะในฐานะรถกระบะสมรรถนะสูงของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ออกแบบมาเพื่อนักขับขี่แบบออฟโรด   จามัล ฮามีดิ หัวหน้าทีมวิศวกร ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์  กล่าวว่า แรพเตอร์ เป็นการต่อยอดรถจากฟอร์ด เอฟ-150 แร็พเตอร์ รุ่นต้นแบบ โดยกระจังหน้าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ฟอร์ด เอฟ-150 แร็พเตอร์        ตัวถังดูใหญ่ขึ้นในทุกมิติ ความสูง 1,873 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,180 มิลลิเมตร และความยาว 5,398 มิลลิเมตร ระยะช่วงล้อหน้าและหลังกว้างขึ้นเป็น 1,710 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283มิลลิเมตร มุมไต่ 32.5องศา มุมคร่อม 24 องศา และมุมจาก 24 องศา        บันไดข้างออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เศษหินกระแทกกับตัวถังรถด้านหลัง เจาะรูเพื่อให้ระบายทราย โคลน และหิมะ ผลิตจากอะลูมิเนียมอัลลอยเพื่อเพิ่มความคงทน ผ่านการทดสอบด้วยการกดน้ำหนัก 100 กิโลกรัม 84,000 ครั้ง เพื่อจำลองการใช้งานในสนามทดสอบจริงกว่า 10 ปี กันชนท้ายเพิ่มชุดตะขอเกี่ยว 2 ชุด รองรับการลากจูงได้ 3.8 ตัน ตัวเชื่อมขอลากที่ได้รับการติดตั้งและออกแบบพิเศษ กระบะมีขนาด 1,560 x 1,743 มิลลิเมตร แชสซีส์ ออกแบบใหม่มาเป็นพิเศษสำหรับการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูงและทนต่อแรงกระแทกที่อาจเกิดจากการขับขี่โดยเฉพาะ        ระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อค แชสซีส์ออกแบบมาใหม่เพื่อรองรับระบบช่วงล่างที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สามารถเพิ่มระยะช่วงล้อคู่หน้าและหลัง และยังเพิ่มระยะการให้ตัวของล้อได้มากขึ้น        ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบคอยล์โอเวอร์ช็อคซึ่งทำขึ้นมาพิเศษให้เฉพาะเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เท่านั้น รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์ ช่วยให้เพลาเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้อย่างอิสระ ยาง All-terrain BF Goodrich 285/70 R17      แรพเตอร์มีโหมดขับขี่ให้เลือก คือ          โหมดปกติ – เน้นความสบาย นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน        โหมดสปอร์ต – ตอบโจทย์ผู้ที่มีใจรักการขับขี่ทางเรียบ        โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ –ออกแบบมาให้ขับขี่บนทางออฟโรดที่มีพื้นผิวลื่นและเป็นหลุมบ่อ        โหมดโคลน/ทราย – ระบบจะปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่มีความลึกและสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างพื้นทรายและโคลน ด้วยการใช้เกียร์ต่ำที่มีแรงบิดสูง        โหมดหิน – ใช้เมื่อขับขี่บนพื้นผิวในเขตภูเขาที่ลาดชัน ต้องใช้ความเร็วต่ำ และเน้นการควบคุมรถให้ขับเคลื่อนอย่างช้าๆ        โหมดบาฮา – ระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูงเสมือนนักแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ        แรพเตอร์ ใช้เครื่องยนต์ ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า และแรงบิด 500 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด     ขอบคุณข่าวจาก : bangkokbiznews.com      

จำนวนผู้อ่าน: 639

12 กุมภาพันธ์ 2018

"วอลโว่" เติมอารมณ์สปอร์ต - เสริมเครื่องยนต์ใหม่

เปิดตัว วี 40 วี 60 ไดนามิค อีดิชั่น พร้อมวางเครื่องใหม่ ไดรฟ์-อี ดี 3 ใน วี 60 ดี 3 และเอส 60 ดี 3        วอลโว่ เป็นอีกค่ายที่จัดอยู่ในกลุ่มยักษ์เล็กของตลาดพรีเมียม แต่ก็มีทิศทางที่ดีในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา รวมถึงปีล่าสุดที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 34% แม่ในด้านของจำนวนยังห่างจาก 2 ยักษ์ใหญ่ อย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือ บีเอ็มดับเบิลยูก็ตาม          การพัฒนาสินค้ารุ่นใหม่ๆ ของวอลโว่ รวมถึงการเติมเต็มเทคโนโลยีที่มากกว่าคู่แข่งในตลาดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดขยายตัว ไม่ว่าจะเป็น เอ็กซ์ซี 90, เอ็กซ์ซี 60, เอส 90 หรือ วี 90 เป็นต้น        ต้นปีนี้ วอลโว่ ยังไม่มีรถใหม่ทำตลาด แต่ก็เริ่มขยับตัวกับการปรับเปลี่ยนรถให้ม่ีความเคลื่อนไหวมากขึ้น โดยแนะนำ วี 40 และ วี 60 ไดนามิค อีดิชัน ซึ่งเป็นการเติมอารมณ์สปอร์ตเข้าไปมากขึ้น ประกอบไปด้วย กันชนและแผงกระจังหน้าใหม่ แบบ R-Design ชายล่างกันชนหลังทรงสปอร์ต R-Design ท่อไอเสียคู่ทรงกลม R-Design ล้อล้ออัลลอยขนาด 205/50 R17 สีเทาดำแบบ ไดมอนด์ คัท ติดตั้งระบบจอดรถกึ่งอัตโนมัติ (Park Assist Pilot) ในรุ่น วี60 ดี4 ไดนามิค อีดิชัน         วี 40 ที4 ไดนามิค อีดิชั่น ใช้เครื่องยนต์ ไดรฟ์-อี เบนซินเทอร์โบชาร์จ 2,000 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,700 รอบ/นาที แรงบิด 300 นิวตันเมตรที่ 1,300-4,000 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 6.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.        วี60 ดี4 ไดนามิค อีดิชัน ใช้เครื่องยนต์ไดรฟ์-อี ดีเซล คอมมอนเรล ทวินเทอร์โบ พร้อมเทคโนโลยีหัวฉีด ไอ-อาร์ต 2,000 ซี.ซี. 190 แรงม้าที่ 4,250 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 7.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 225 กม./ชม. เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด        นอกจากนี้ยังเปิดตัวเครื่องยนต์ไดรฟ์-อี ดี 3 ใน วี 60 ดี 3 และเอส 60 ดี 3 โดยใช้เครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล 2,000 ซี.ซี. 150 แรงม้าที่ 1,750-3,750 รอบ/นาที แรงบิด 320 นิวตันเมตรที่ 1,750-3,000 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด        สำหรับราคาจำหน่ายวี 40 ที4 ไดนามิค อีดิชั่น 1.69 ล้านบาท วี60 ดี4 ไดนามิค อีดิชัน 2.39 ล้านบาท วี60 ดี3 ราคา 2.09 ล้านบาท และ เอส 60 ดี3 อยู่ที่ 1.99 ล้านบาท    ที่มา : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 629

06 กุมภาพันธ์ 2018

หุ้นไทยร่วงหนักเฉียด 50 จุด ต่างชาติถอนลงทุน?

STOCK GOSSIP : ร่วมพูดคุยกับคุณ 'กิจพล ไพรไพศาลกิจ' ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน คลุกวงในล้วงลับทุกความเคลื่อนไหวหุ้น กับนักข่าวการเงินตัวจริงเสียงจริง "ณิณา รมย์รัมภา" ทุกวัน จ.-ศ. 13.30-14.00 น. ทาง facebook Live กรุงเทพธุรกิจ   ที่มา : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 614

06 กุมภาพันธ์ 2018

คอนโดไดมอนด์เชพ ประกาศตัวเป็นแลนด์มาร์คแห่งพร้อมพงษ์

Marque Sukhumvit ไม่ได้เป็นเพียงคอนโดระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ที่ราคาเฉลี่ย 3 แสนบาทต่อตารางเมตร หรือเพนท์เฮาส์ราคาเริ่มต้น 400 ล้านบาท เแต่ยังถูกออกแบบให้เป็นไอคอนนิคบิลดิ้งในย่านพร้อมพงษ์ด้วยรูปทรงอาคารสูง 222 เมตรที่จำลองมาจากเพชร มาร์ค สุขุมวิท (Marque Sukhumvit) ไม่ได้เป็นเพียงคอนโดระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ที่ราคาเฉลี่ย 3 แสนบาทต่อตารางเมตร หรือห้องเพนท์เฮาส์ราคาเริ่มต้น 200 ล้านบาท เแต่ยังถูกออกแบบให้เป็นสัญลักษณ์ ไอคอนนิคบิลดิ้งหรือแลนด์มาร์กในย่านพร้อมพงษ์หรือสุขุมวิทส่วนกลางด้วยรูปทรงอาคารสูง 222 เมตรที่จำลองมาจากเพชร คอนโดมาร์คฯ 50 ชั้น ประกอบด้วย 147 ยูนิต ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 4 ยูนิต แบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ เลกาซี่และเฮอร์ริเทจ ราคาห้องเริ่มต้น 37.5 ล้านบาทและ 200 ล้านบาทสำหรับโซนเพนต์เฮาส์ ซึ่งมีพื้นที่ 279-615 ตารางเมตร “ทำเลที่ตั้งของมาร์คฯ อยู่ในย่านพร้อมพงษ์ซึ่งถือเป็นไพร์มโลเคชั่นดีที่สุดในตอนนี้ ยิ่งนานวันก็จะยิ่งมีราคาเพิ่มสูงขึ้น ตรงกับคอนเซปต์ของเครื่องประดับเพชรที่มีค่าและมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นที่มาของตัวอาคารที่ไม่สมมาตร มีเหลี่ยมมุมความไม่เท่ากัน หากมองไกลๆ จะเห็นรูปทรงคล้ายเพชร ซึ่งทีมงานตั้งใจให้เป็นแลนด์มาร์กในพื้นที่นี้ด้วย” สุริยา พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็มเจดี กล่าว มาร์คฯ มีจุดเริ่มเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว เมื่อเมเจอร์ฯ ได้ที่ดินแปลงประมาณ 3 ไร่ย่านพร้อมพงษ์ติดถนนสุขุมวิทซึ่งทำเลดีมากระดับเอบวก อีกทั้งโซนนี้ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดที่เป็นสัญลักษณ์ ทางเมเจอร์ฯ จึงสนใจใช้เป็นไอคอนนิคบิลดิ้งที่มีความแตกต่างจากอาคารทรงขาวๆ สูงๆ ที่เคยมีมา เมเจอร์ฯ ส่งโจทย์ความท้าทายนี้ให้กับบริษัท ปาล์มเมอร์แอนด์เทอร์เนอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ปรึกษาด้านงานออกแบบสถาปัตย์ซึ่งมีผลงานอาคารสูงหลายแห่งและทำงานร่วมกับเมเจอร์ฯ มาตลอด กระทั่งออกมาเป็นสิ่งปลูกสร้างรูปทรงเหลี่ยมเพชรและตกแต่งสไตล์เมโทรโพลิแตน ลักซ์ ซึ่งสะท้อนความทันสมัยของเมือง ไอเดียนี้นอกจากจะปรากฏอยู่ในงานสถาปัตยกรรมแล้ว ยังสะท้อนเข้ามาในส่วนของพื้นที่อินทีเรียดีไซน์และแลนด์สเคปดีไซน์ ที่เน้นความโปร่งโล่ง ด้วยฝ้าเพดานสูง 3-3.4 เมตร พร้อมกำแพงกระจกที่สูงจากพื้นจรดฝ้าเพดาน เมื่อคอนเซปต์ตัวอาคารเป็นไดมอนด์เชพ มีหักมุมเข้าออกตลอด การก่อสร้างจึงต้องอาศัยความรู้และเทคนิคใหม่ อีกทั้งใช้วัสดุก่อสร้างหลักเป็นกระจกรวมเกือบ 3 หมื่นตารางเมตร โดยเลือกใช้กระจกคุณสมบัติพิเศษที่ป้องกันแสงแดดและความร้อนสะสม ทั้งยังป้องกันยูวี เสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนเข้าภายในตัวอาคารอีกด้วย  “กระจกทุกแผ่นที่ใช้จะผ่านการออกแบบจากสถาปนิก แล้วสั่งผลิตจากโรงงานที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ มีการทดสอบแรงลมโดยส่งโมเดลตัวอาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยรอบ ฝังเซนเซอร์ทุกจุดของโมเดลแล้วนำเข้าอุโมงค์ลมของบริษัท RWDI ที่แคนาดา ซึ่งเป็นอุโมงค์ลมดีที่สุดในโลก เพื่อดูแรงลมที่มาปะทะในองศาต่างๆ จากนั้นนำมาประมวลผล จะได้ค่าแรงลมที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริงและแม่นยำเพื่อความมั่นใจในการออกแบบ” สุริยา กล่าว เมเจอร์ฯ มีโครงการอสังหาฯระดับพรีเมียม รวมกว่า 30 โครงการ หรือเฉลี่ย 3-4 โครงการต่อปี เน้นโลเคชั่นกรุงเทพชั้นใน เช่น เส้นสุขุมวิท ลาดพร้าว เอกมัย พหลโยธิน สำหรับมาร์คสุขุมวิทเป็นโครงการแรกของเมเจอร์ฯ ที่ออกแบบมาจับตลาดซูเปอร์ลักชัวรี่ ซึ่ง สมัยที่เปิดตัวเมื่อปี 2556-2557 มีเพียง 2-3 รายที่เล่นในเซกเมนต์นี้ แต่ปัจจุบันรายใหญ่ให้ความสนใจตลาดกลุ่มวีไอพีมากขึ้น หรือราคา 3 แสนบาทต่อตารางเมตรมีให้เลือกหลายราย “เพราะราคาที่ดินสูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทำผลิตภัณฑ์แบบเดิมอาจไม่คุ้มค่าที่ดิน ดังนั้น จึงต้องขายของแพงขึ้นโดยทำโปรดักพรีเมียมมากขึ้น ประกอบกับยังมีความต้องการซื้อในกลุ่มเศรษฐี เมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดเงิน จะเห็นว่าผลตอบแทนไม่สูงมาก แต่การลงทุนในคอนโดจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือถ้าขายไม่ได้ ปล่อยเช่าไม่ได้ ก็สามารถเข้าอยู่อาศัยเองได้” สุริยา กล่าว และว่า นอกจากนี้ เทรนด์วงการสถาปนิกและนักลงทุนอยากได้สถาปัตย์ที่เป็นไอคอนนิคบิลดิ้ง ซึ่งจะพบมากขึ้นในประเทศไทยเช่นเดียวกับในต่างประเทศ ดังนั้น เทรนด์ต่อไปจะเห็นสิ่งปลูกสร้างที่ออกแบบซับซ้อนหรือมีรูปทรงแปลกใหม่มากขึ้น เพื่อแสดงถึงความสำเร็จและความสามารถของวงการก่อสร้าง และที่สำคัญคือเพื่อสร้างการจดจำให้กับแบรนด์   ขอบคุณที่มาข่าวจาก : bangkokbiznews.com                  

จำนวนผู้อ่าน: 628

31 มกราคม 2018

‘โฮมไพร์ส’สร้าง‘รสนิยม’แต่งบ้านสวย

ตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทย มียอดโอนกรรมสิทธิ์ปีละกว่า 1.5-1.7 แสนหน่วย ส่วนตลาดเฟอร์นิเจอร์มีมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านต่อปี ถือเป็นโอกาสเติบโตของธุรกิจตกแต่งบ้าน พรชัย แสนชัยชนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮมไพร์ส จำกัด กล่าวว่าจากจุดเริ่มต้นที่สนใจในเทคโนโลยีและการแต่งบ้าน  ทำให้ช่วง 3 ปีก่อนเริ่มศึกษารูปแบบการซื้อขายสินค้าผ่านมาร์เก็ตเพลสต่างๆ รวมทั้งระบบโลจิสติกส์ จากนั้นได้รวมกลุ่มกับเพื่อนที่สนใจด้านเทคโนโลยีและดีไซเนอร์ เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม โฮมไพร์ส (Homeprise) รูปแบบ “สตาร์ทอัพ” สร้างโมเดลธุรกิจ"แพลตฟอร์มกลาง" ของวงการตกแต่งบ้านและแหล่งรวมสินค้าเพื่อการแต่งบ้าน ที่ปัจจุบันยังไม่มีแพลตฟอร์มที่เป็นเซอร์วิส “ดีเอ็นเอ”ตกแต่งบ้าน ที่จะช่วยลูกค้าตกแต่งที่อยู่อาศัยมาก่อนในตลาด  ที่ผ่านมาเชื่อว่าพฤติกรรมคนไทย เวลาแต่งบ้าน จะวิ่งไปงานแฟร์ต่างๆ เพื่อเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เสนอราคาพิเศษมาแต่งบ้าน จากนั้นจะเป็นทฤษฎีตกแต่งบ้านแบบ “มิกซ์แอนด์มั่ว” แบบฉันเป็นฉันเอง เพราะไม่ต้องการจ้างคนออกแบบตกแต่ง ที่เป็นเช่นนั้นอาจจะมาจากปัจจัยเรื่อง “ค่าใช้จ่ายสูง” การทำงานของโฮมไพร์ส จึงวางเป้าหมาย คือ ต้องการให้ทุกคนตกแต่งที่อยู่อาศัยได้ “สวย” ตามความต้องการ ด้วยค่าใช้จ่ายที่สามารถจ่ายได้ โดยไม่มีเพียงคนรวยเท่านั้นที่แต่งบ้านได้สวย โดยเชื่อว่า โฮมไพร์สสามารถสร้างความรู้ เรื่องการตกแต่งบ้านสวยผ่านแพลตฟอร์มกลาง ที่มีดีไซเนอร์ให้คำปรึกษา มีเฟอร์นิเจอร์หลากหลายให้เลือก การพัฒนาแพลตฟอร์ม เริ่มจากการตั้งคำถามว่า หากทุกคนที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชน วงการตกแต่งบ้านใช้ชั่วโมงการทำงานลดลง ขณะที่ “เวลา” คือ “ต้นทุน” ดังนั้นเมื่อเวลาการทำงานลดลง “เงิน” หรือ “ต้นทุน” ก็จะลดลง เมื่อต้นทุนลดลง ก็จะมีโอกาสได้ “บ้านสวยขึ้น” จากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการทำงาน  หลักการการทำงานของโฮมไพร์ส  มองว่าหากทำให้การตกแต่งบ้านของทุกกลุ่มทำได้ง่าย ด้วยต้นทุนไม่สูง เป็นการสร้าง“รสนิยม” การแต่งบ้านสวย เช่นเดียวกับการตกแต่งบ้านในต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ดูสวยงาม ซึ่งจะเชื่อมโยงไปที่อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ให้เติบโต จากรสนิยมการตกแต่งบ้านในแต่ละกลุ่ม เพราะทุกคน ไม่ได้ต้องการเพียงฟังก์ชันของเฟอร์นิเจอร์ แต่ต้องการ“รสนิยม”ที่ดูดี การเลือกเฟอร์นิเจอร์จากความชอบ เมื่อใช้จึงเป็นฟังก์ชัน เพราะคำว่า “สวย” มากับฟังก์ชัน ที่ “เวิร์ค” และลงตัวแบบที่เรียกว่า “ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์” “เราต้องการสร้างแพลตฟอร์ม ที่ช่วยสร้างรสนิยมตกแต่งบ้านของคนไทย ให้ทุกคนมีบ้านที่สวยในสไตล์ของแต่ละคน  โฮมไพร์ส "ไม่ได้ขายสินค้า แต่เราขายรสนิยมการอยู่อาศัยที่ดีและสวยงาม" หลังจากเปิดแพลตฟอร์มโฮมไพร์ส ผ่านเว็บไซต์ ในปี 2560 มาปีนี้ได้พัฒนาสู่ แอพพลิเคชั่น ทั้ง ไอโอเอส และแอนดรอยด์  ด้วยเทคโนโลยี 3D Interactive ล่าสุด ทั้ง Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) ครั้งแรกของการแต่งบ้านด้วยแอพพลิเคชั่นบนมือถือ  โฮมไพร์ส ถือเป็น “มาร์เก็ตเพลส” ด้านเซอร์วิสที่ผสมผสานงานศิลปะ เพราะไม่ใช่ว่าใครต้องการเข้ามาค้าขายก็ได้  เพราะจะมี gatekeeper ซึ่งเป็นดีไซเนอร์ ทำหน้าที่คัดเลือกสินค้าเข้าสู่แพลตฟอร์ม โดยผู้ที่ต้องการแต่งบ้านหรือคอนโด สามารถใช้แพลตฟอร์ม ช่วยให้การแต่งบ้านง่ายและสวยขึ้น ด้วยงบประมาณที่ควบคุมได้จริง  โดยสามารถปรึกษาหรือว่าจ้างดีไซเนอร์ที่ลงทะเบียนเป็นสมาชิกโฮมไพร์สให้ออกแบบและตกแต่งที่อยู่อาศัยได้ตลอดเวลา พร้อมเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ในแพลตฟอร์มที่จะให้บริการส่งสินค้าและติดตั้ง  ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ออกแบบเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านทั่วประเทศ โดยเฉพาะ เอสเอ็มอี  จะมีช่องทางใหม่ในการขายสินค้าในยุคอีคอมเมิร์ซ เป็นเครื่องมือทางการตลาด ที่เข้าถึงลูกค้าได้ 24 ชั่วโมง  ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดูแลหน้าร้าน หรือออกร้านแบบเดิมๆ รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าตัวจริงมากขึ้น ดีไซเนอร์ นักออกแบบ และมืออาชีพทุกสาขาที่เกี่ยวกับบ้าน โฮมไพร์สได้คิดค้นเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ Cloud Design Technology ช่วยการออกแบบโดยเฉพาะจากทุกสถานที่  ทำให้ทำงานออกแบบได้สะดวกรวดเร็วขึ้น มีระบบฐานข้อมูลสินค้าที่ผลิตจำหน่ายจริง ส่งมอบได้จริง ทำให้การสเปคสินค้าหรือออกแบบมีความแม่นยำขึ้น ลดเวลาแก้ไขงานจากการหาสินค้าตามไอเดียที่ออกแบบไปแล้วไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นช่องทางใหม่ในการเข้าถึงลูกค้าที่ต้องการมืออาชีพในการออกแบบได้อย่างแท้จริง   “โฮมไพร์ส ต้องการเป็นแพลตฟอร์ม สนับสนุนผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ ทั้ง เอสเอ็มอี แบรนด์เล็ก แบรนด์ใหม่ เข้าสู่สนามแข่งดิจิทัล ได้อย่างทัดเทียมและมีโอกาสไปสู่ระดับโลก” พรชัย ย้ำว่าวันนี้การทำงานควรมาไกลกว่าคำว่าทำธุรกิจแล้วได้กำไร แต่ควรสร้าง“แวลู”ให้อุตสาหกรรม  สนับสนุนเอสเอ็มอีและแบรนด์ไทย ให้มีช่องทางขายออนไลน์แข่งกับระดับโลกได้ และพิสูจน์ว่าคนไทยพัฒนาเทคโนโลยีได้  มักมีคนพูดว่า “คนไทย”คิดเทคโนโลยีไม่ได้ เป็นได้แค่ “ผู้ใช้”เทคโนโลยี ถือเป็นแรงกระตุ้น ในการพัฒนาโฮมไพร์ส มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นครีเอเตอร์ เทคโนโลยี ที่มาจากคนไทย และวางเป้าหมายขยายสู่ตลาดเอเชียหลังจากนี้    ขอบคุณที่มาข่าว : bangkokbiznews.com  

จำนวนผู้อ่าน: 596

31 มกราคม 2018

สิ้นผู้ก่อตั้งอิเกีย

"อิงค์วาร์ คัมพรัด" ชาวสวีเดน ผู้ก่อตั้งเชนค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ "อิเกีย" เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี อีเกีย แถลงว่า นายคัมพรัด ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกเฟอร์นิเจอร์แบบแผ่น เสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านพักของเขาในเมืองสมอแลนด์ พร้อมยกย่องนายคัมพรัดว่า เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ยิ่งใหญ่สุดแห่งศตวรรษ 20 มหาเศรษฐีรายนี้ ก่อตั้งอีเกียขึ้นมา ในขณะที่เขามีอายุได้เพียง 17 ปีเท่านั้น โดยใช้เงินทุน จากเงินที่บิดาให้เป็นของขวัญ จากการที่เขาเรียนได้ดี แม้จะเป็นโรคดิสเล็กเซีย หรือโรคความบกพร่องในการอ่านหนังสือ เขาเริ่มพัฒนาออกแบบเฟอร์นิเจอร์ และมีชื่อเสียงในการคิดค้นเฟอร์นิเจอร์แบบแผ่น ซึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบถอดประกอบอีกชนิดหนึ่ง แต่จะมีการออกแบบที่สลับซับซ้อนมากกว่า สร้างสรรค์กว่า เพราะจะใช้วัสดุเป็นแผ่น เพียงแผ่นเดียวมาทำ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุใดก็ตาม  นายคัมพรัดเริ่มนำเฟอร์นิเจอร์ที่เขาออกแบบจำหน่ายในบ้านเกิด ก่อนจะขยายตลาด กลายเป็นแบรนด์ที่ขยายความนิยมไปทั่วสแกนดิเนเวีย และทวีปยุโรป ซึ่งปัจจุบันอิเกียมีสาขามากกว่า  50 แห่งทั่วโลก รวมถึง ในไทย    ขอบคุณที่มาข่าวจาก : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 616

28 มกราคม 2018

'ธนารักษ์' เปิดให้รับเหรียญงานพระราชพิธีฯ 29 ม.ค.นี้

"กรมธนารักษ์" เปิดให้ประชาชนรับเหรียญที่ระลึกพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ 29 ม.ค.นี้ ชี้เตรียมหลักฐานใบเสร็จ- บัตรปชช.ให้พร้อม นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมธนารักษ์ผลิตเหรียญที่ระลึกในโอกาสการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ครบตามจำนวนจองแล้ว จึงทยอยนำส่งเหรียญไปยังธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมเปิดรับแลกเหรียญและเปิดให้ประชาชนผู้จองเดินทางไปรับเหรียญได้ตามสาขาของธนาคารพาณิชย์ที่จองไว้ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคมนี้เป็นต้นไป สำหรับเหรียญที่ระลึกเปิดให้ประชาชนสั่งจอง 2 รอบ เนื่องจากมีความต้องการจำนวนมาก ได้แก่ เหรียญทอง ทำการผลิตเพิ่ม 50,000 เหรียญ จากเดิมผลิตจำนวน 99,999 เหรียญ ราคาเหรียญละ 50,000 บาท เหรียญเงิน ผลิตเพิ่ม 400,000 เหรียญ จากเดิม 399,999 เหรียญ ราคาเหรียญละ 2,000 บาท เหรียญทองแดงรมดำ ผลิตเพิ่ม 40,000 เหรียญ จากเดิม 39,999 เหรียญ ราคาเหรียญละ 3,000 บาท และเหรียญที่ระลึกคิวโปรนิกเกิล ราคาเหรียญละ 100 บาท 23 ล้านเหรียญ ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งว่าผู้ที่จองเหรียญสาขาใดรับได้ที่สาขานั้น เฉพาะเหรียญทองคำ เหรียญเงิน และเหรียญคิวโปรนิกเกิล ส่วนเหรียญทองแดงรมดำพ่นทรายรับที่กรมธนารักษ์ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ในเขตจังหวัดที่จองเท่านั้น และผู้ที่จองเหรียญทองแดงรมดำพ่นทรายรอบ 2 วันที่ 18-30 กันยายน 2560 รับได้ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2561 สำหรับเอกสารประกอบการรับเหรียญที่ระลึกฯ กรณีรับด้วยตนเองให้นำใบยืนยันการจองฉบับจริง และบัตรประชาชนตัวจริง ถ้าให้ผู้อื่นรับแทนต้องมีหนังสือมอบอำนาจ ใบยืนยันการจองฉบับจริง บัตรประชาชนฉบับจริง ของผู้จองและผู้รับมอบอำนาจ สำเนาบัตรประชาชนของผู้จองและผู้รับมอบอำนาจ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง กรณีใบยืนยันการจองตัวจริงหายต้องนำใบแจ้งความมาแสดงเป็นหลักฐาน กรณีผู้จองเสียชีวิตใช้ใบมรณบัตรตัวจริงมาแสดงพร้อมหลักฐานการได้เป็นผู้จัดการมรดก   ขแบคุณที่มาข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 570

28 มกราคม 2018

พี่ใหญ่ต้องปรับตัว: Volvo ประกาศทำรถบรรทุกไฟฟ้า เริ่มขายปีหน้า

คล้อยหลังเพียง 2 เดือนจากวันที่ Tesla เปิดตัว Tesla Semi รถบรรทุกพลังไฟฟ้า ก็ถึงเวลาที่พี่ใหญ่ในวงการอย่าง Volvo ต้องปรับตัวบ้าง โดย Volvo ประกาศทำรถบรรทุกไฟฟ้าแล้ว เริ่มที่รถบรรทุกขนาดกลางก่อน (medium-duty truck) Jonas Odermalm หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์รถบรรทุกขนาดกลางของ Volvo กล่าวว่าเทคโนโลยีและ know-how เรื่องรถยนต์ไฟฟ้าของ Volvo มีใช้อยู่ในรถบัสไฟฟ้าแล้ว รวมถึงโซลูชันต่างๆ ก็ใช้ในรถบรรทุกไฮบริดมาตั้งแต่ปี 2010 Volvo ระบุว่าลูกค้าไม่กี่รายจะได้รับรถบรรทุกดังกล่าวไปใช้ก่อนภายในปีนี้ และจะเริ่มจำหน่ายปกติภายในปีหน้า   ขอบคุณที่มาข่าว : www.blognone.com

จำนวนผู้อ่าน: 582

28 มกราคม 2018

เล็ก ๆไม่ ใหญ่ ๆทำ ปั้นสตาร์ทอัพฉบับ ‘ปตท.’

มีความยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาคอาเซียน สำหรับ “D-NEXT” โครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ หรือ Accelerator ภายใต้ความร่วมมือของ “กลุ่ม ปตท.” และ “ไรส์” เพราะไม่เพียงแค่สตาร์ทอัพไทยเท่านั้น โครงการนี้เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพชาวสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และ อินโดนีเซียมีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันเพื่อให้ได้รับคัดเลือกเป็น 15 ทีมสุดท้ายที่เข้าร่วมบ่มเพาะภายในระยะเวลา 3 เดือน “เรามองว่าบริษัทที่เป็น Flagship อย่างปตท. จะทำอะไรเล็ก ๆไม่ได้ ต้องทำให้ยิ่งใหญ่และเกิดผลดีต่อประเทศ จึงต้องจัดโครงการระดับภูมิภาคอาเซียน” “นายแพทย์ ศุภชัย ปาจริยานนท์” ผู้ก่อตั้ง RISE (ไรส์) สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรและสตาร์ทอัพ กล่าว     เป็นที่ได้รู้กันแล้วว่า กลุ่มปตท.มีกลยุทธ์ชื่อว่า 3D ก็คือ 1. Do Now การมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน 2. Decide Now การขยายการเติบโตโดยขยายการลงทุนในธุรกิจหลักและ 3. Design Now การเร่งสร้างธุรกิจใหม่ให้สามารถเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ และพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ ให้เป็นธุรกิจอนาคต (S-Curve)ของ ปตท. แน่นอนว่า “D-NEXT” อยู่ในกลยุทธ์ D ตัวสุดท้าย "ชาญศิลป์ ตรีนุชกร” ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) และประธานกรรมการบริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด ยอมรับว่ากลุ่มปตท.เองคงไม่ต่างไปจากองค์กรอื่น หรืออุตสาหกรรมอื่นที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยากขึ้น และมากขึ้น "เราจำเป็นต้องไปหาธุรกิจใหม่ๆ มันจะไม่ใช่การไปดาวอังคาร ที่เรากำหนดไว้มีอยู่ 6 ธีม ซึ่งค่อนข้างกว้าง ว่าด้วยเรื่อง หนึ่ง Electric Value Chain สอง Smart สาม Biotechnology สี่ Circular Economy ห้า Automation, Robotics,Internet of Things และหก การตอบสนองนโยบายภาครัฐ" เขาบอกว่าธุรกิจใหม่ ๆนั้นก็มีที่กลุ่มปตท.ทำขึ้นมาเอง แต่ในเรื่องของดิจิทัลปตท.ยังทำได้เพียงการเป็น “ผู้ซื้อ” เท่านั้น จึงจำเป็นต้องหาตัวช่วย อย่างไรก็ดี โครงการ D-NEXT เปิดกว้าง หมายถึงสตาร์ทอัพไม่จำเป็นต้องมีโปรดักส์หรือโซลูชั่นที่เกี่ยวข้องกับธีมที่ได้กล่าวไว้ “ถ้าเป็นอะไรที่สอดรับเราก็จะส่งเสริม แต่ถ้าไกลจากเรามากแต่มีประโยชน์ต่อประเทศ หรือคนอื่นสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ เราก็ส่งเสริมเช่นกัน” ชาญศิลป์กล่าว แต่มีข้อจำกัดตรงที่ “D-NEXT” ไม่ต้อนรับสตาร์ทอัพหน้าใหม่ไฟแรง ที่มีแค่ไอเดียแต่ไม่มีของ การสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ได้จะต้องเป็นทีมสตาร์ทอัพที่มีของ หรือทำธุรกิจมาสักระยะและมีศักยภาพพอที่จะสเกลได้ หรือประสบความสำเร็จในประเทศตัวเองแล้วและต้องการจะขยายธุรกิจไปต่างประเทศ เป็นต้น "โครงการนี้เปิดตัวและเปิดรับสตาร์ทอัพแล้ว ที่วางแผนไว้ก็คือ เราจะเริ่มรับสมัครในเดือนนี้ จากนั้นเดือนกุมภาพันธ์เราจะไปโรดโชว์เพื่อเฟ้นหาสตาร์ทอัพที่น่าสนใจใน 5 ประเทศก็คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และจบที่เวียดนาม เราจะทำการคัดเลือกและประกาศผลภายในเดือนมีนาคม สตาร์ทอัพที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องแพ็คกระเป๋าเข้ามาทำงาน่ที่โคเวิร์คกิ้งสเปซของทางไรส์ในเดือนพฤษภาคม เมื่อครบสามเดือนเราจะจัด Demo Day ให้สตาร์อัพมาโชว์เคส แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเขา" นายแพทย์ ศุภชัยกล่าว พร้อมได้อธิบายต่อว่าการเข้า Boot Camp ของ 15 ทีมสตาร์ทอัพในครั้งนี้จะมีความพิเศษไม่เหมือนใคร เนื่องจากสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการมีความหลากหลาย มีทั้งคนไทยและต่างชาติ โปรแกรมจึงต้องจัดให้พวกเขาได้มาเรียนรู้วัฒนธรรมประเทศไทยด้วย ว่าทำธุรกิจในไทยควรต้องรู้อะไรบ้าง "วิธีการให้ความรู้นั้น เราจะมีเหล่า Mentor และผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆซึ่งเป็นผู้บริหารทั้งในกลุ่มปตท.ก็ดี และนอกกลุ่มที่เป็นเน็ทเวิร์คของไรส์ที่เราจะดึงเข้ามาให้คำแนะนำเพื่อให้ข้อมูลที่แน่นพอจะทำให้สตาร์ทอัพสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้" ไม่เพียงแค่ความรู้เรื่องธุรกิจ สตาร์ทอัพยังจะได้รับโอกาสดี ๆและประโยชน์มากมายจากโครงการนี้ ไม่ว่าการสนับสนุนในเรื่องการตลาด และสื่อที่จะช่วยโปรโมทสร้างความรู้จัก "ไรส์เองมีสื่อที่ช่วยสร้างความรู้จักทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน ไม่เพียงแค่ไทยเท่านั้น และเรามีพาร์ทเนอร์ที่จะช่วยสอนเทคนิคในการโปรโมทธุรกิจ เพราะเราเป็นพาร์ทเนอร์กับทั้งกูเกิลและเฟสบุ๊ค ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งจากสองบริษัทนี้มาช่วยให้คำแนะนำ ช่วยให้สตาร์ทอัพสเกลธุรกิจได้ไว" ที่สำคัญที่สุด นายแพทย์ ศุภชัยมองว่าเป็นเรื่องของ “เน็ทเวิร์ค” เนื่องจากไรส์มีสตาร์ทอัพในเครือข่ายกว่าพันบริษัท ทำให้สตาร์ทอัพต่างชาติสามารถสร้างเน็ทเวิร์คในเมืองไทยได้ สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ ว่าทีมนี้ทำเรื่องนี้ได้ ทีมนั้นทำเรื่องนั้นได้ โดยผลประโยชน์ทั้งหมดทั้งมวลหากคิดเป็นมูลค่าออกมาจะเป็นตัวเลข 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อหนึ่งทีม ที่มากไปกว่านั้นก็คือ ประโยชน์ต่างๆเหล่านี้ กลุ่มปตท.ให้สตาร์ทอัพแบบฟรี ๆ โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่าย ไม่ได้ขอเข้าไปร่วมถือหุ้นในบริษัท "ที่หวังก็คือโครงการนี้จะช่วยขับเคลื่อนไทยให้กลายเป็นประเทศดิจิทัลฮับของภูมิภาคอาเซียน เป็นฝันไกลที่ต้องไปให้ถึง เราอยากเป็นตัวกลาง เป็นดิจิทัลฮับของภูมิภาค ถ้าเราทำอย่างนั้นได้ก็จะเข้าใกล้กับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการจะขับเคลื่อนนโนบายไทยแลนด์ 4.0 นอกจากนี้มันยังตรงกับวิชั่นของทางไรส์เราเองด้วยที่อยากจะช่วยเพิ่มจีดีพี 1% ให้กับประเทศไทย"นายแพทย์ศุภชัยกล่าว ด้าน“อรวดี โพธิสาโร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด บอกว่า กลุ่มปตท.พูดถึงเรื่องของอินโนเวชั่นมายาวนานพอสมควร แต่มันก็มีความเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย เพราะอินโนเวชั่นหรือนวัตกรรมในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว เพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วมาก ทำให้ในวันนี้มีการพูดถึงเรื่องของนวัตกรรมว่า เป็นความคิดใหม่ ๆที่ต้องสร้างธุรกิจให้ยั่งยืน และเติบโตได้แบบก้าวกระโดด "นวัตกรรมจะสร้างขึ้นเองในองค์กรก็ได้ เราก็มีแล็บที่ทำกันเอง ก็สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้างเป็นเรื่องปกติ อีกส่วนหนึ่งก็คือ ถ้าอยากได้เร็วก็ไปลงทุนเลย ใครทำเทคโนโลยีดีถ้าชอบก็ไปลงทุน เขาสำเร็จเราก็ได้ประโยชน์ด้วย แต่มีอีกเรื่องที่น่าสนใจ ก็คือ Accelerator ถามว่ามันดีอย่างไร คือถ้าเราไปลงทุน เราก็ได้แต่เงินกลับมาแต่ไม่ได้ความรู้ ขณะที่การทำโครงการบ่มเพาะจะทำให้เรากับสตาร์ทอัพได้มาเรียนรู้ร่วมกัน" เธอมองว่าแม้สตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลที่มีอยู่ในประเทศไทยในเวลานี้อาจมีจำนวนมาก แต่การมีสตาร์ทอัพในอาเซียนเข้ามาร่วมก็น่าจะเป็นอะไรที่ดีกว่า เพราะแต่ละประเทศต่างก็มีสตาร์ทอัพที่เก่ง มีความสามารถที่จะทำอะไรเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องธุรกิจของเขาเองได้ แน่นอนว่าจะช่วยตอบโจทย์ที่ทำให้ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนเติบโตได้ด้วยเช่นกัน “อาจฝันที่ไกลแต่มองว่าเป็นไปได้” อรวดีบอกอย่างนั้น "เพราะสตาร์ทอัพ 15 ทีมจะเป็นสตาร์ทอัพที่เก่ง ไม่ธรรมดา เพราะเราจะคัดจากพัน ๆทีมเหลือเพียง 15 เท่านั้น เราจะคัดเลือกคนไม่ธรรมดาเข้ามา เราคิดว่าโครงการนี้จะช่วยสนับสนุนให้สตาร์ทอัพได้เติบโต ควบคู่ไปพร้อม ๆกับการเติบโตของกลุ่มปตท.ด้วย เป็นสิ่งที่เรามองระยะยาว"   ขอบคุณที่มาข่าว: bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 572

25 มกราคม 2018

รื้อโต๊ะเจรจาการค้า รับเทคโนโลยี 4.0

เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทะลายพรมแดนค้า ด้วยสัญญาณ“เน็ต” พลิกเกมเจรจาการค้า เปลี่ยน 360 องศา  จากเปิดตลาด "หนุน-ค้าน" แบบหัวชนฝา สู่หลักชัยใหม่หว่านล้อมหาคู่มิตร ชนะไปด้วยกัน ดึง“จุดแข็ง-เสริมจุดอ่อน” ปลดล็อกกับดัก สู่ โอกาสใหม่ การปฏิวัติการค้า และอุตสาหกรรมยุค 4.0 ไม่เพียงบีบรัดภาคธุรกิจให้เร่งเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อไม่ให้ตกขบวนโลกการค้ายุคใหม่เท่านั้น  ทว่า การเปลี่ยนแปลงยังขยายวงกว้างไปสู่ “โต๊ะเจรจาการค้าระหว่างประเทศ” ในกรอบการค้าที่มีอยู่ ทั้งเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement) และการร่วมกลุ่มการค้าต่างๆ ที่ไทยเริ่มเดินหน้าไปแล้ว ได้แก่ เขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA), เขตการค้าเสรีไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP), เขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA), เขตการค้าเสรีไทย-เปรู (TPFTA), เขตการค้าเสรีไทย-ชิลี (TCFTA), เขตการค้าเสรีอาเซียน(AFTA), เขตการค้าเสรีอาเซียน -ออสเตรเลีย -นิวซีแลนด์, เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA), เขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA), เขตการค้าเสรีอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP), เขตการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลี (AKFTA), เขตการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง  ยังมีเขตการค้าเสรีที่อยู่ระหว่างการเจรจา คือ เขตการค้าเสรี ไทย -ปากีสถาน (PATHFTA), เขตการค้าเสรีไทย-ตุรกี (THTRFTA) รวมถึงกำลังทบทวนการเจรจาการค้าไทย - สหภาพยุโรป (Thai-EFTA) รวมถึงเอฟทีเอไทย-สหรัฐ (THAI-U.S.FTA) ที่หยุดชะงักไป 3 ปีหลังเหตุการรัฐประหารในไทย แม้จะเป็นการเดินเกมเจรจาที่เหมือนกลับมาเริ่มต้นใหม่ แต่นั่นก็ถือเป็นโอกาสดีที่ไทยจะปรับประเด็นการเจรจาค้าให้ทันสมัย รับกับการเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ ที่ไม่ได้มีแค่การขอเปิดตลาดซื้อขายสินค้า กุ้ง ไก่ มันสำปะหลัง หมู หรือข้าว ซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทย เหมือนในอดีตอีกต่อไป จึงต้องเข้าใจกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อวางยุทธศาสตร์การเจรจาให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลกยุคใหม่ พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ อดีตนักเจรจาการค้าที่ผ่านมาแล้วหลายโต๊ะเจรจาตั้งแต่ยุคที่ไทยเดินหน้าขอเปิดตลาดสินค้าเป็นเรื่องหลัก แต่วันนี้ยุคที่การบริการ การลงทุน และนวัตกรรมลื่นไหล ไม่จำเป็นต้องผ่านการเปิดตลาดโดยภาครัฐ มาสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัล ที่การเข้าถึงตลาดได้อย่างเสรี ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ท นำไปสู่ผลกระทบที่ชัดเจนใน 6 ด้าน คือ  1.การเชื่อมโยงตั้งแต่ความต้องการสินค้า(Demand) และภาคการผลิต (Supply)  2.การค้าปลีกในโลกออนไลน์ รวมถึงการค้าระหว่างประเทศ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว  3.โลกการค้าเกิดผู้เล่นมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้เล่น รายเล็ก และธุรกิจยุคใหม่ (Micro SMEs) จะเข้ามามีบทบาทเป็นในตลาดมากขึ้น  4.เกิดการขยายตัวของกลุ่มภาคบริการมากขึ้น รูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เส้นแบบระหว่างสินค้าและบริการไม่ชัดเจน 5.ข้อมูลมากมายมหาศาล (Big Data) มีบทบาทมากมายต่อรูปแบบการทำธุรกิจ การสร้างสัมพันธ์กับลูกค้า รวมถึงการทำตลาด  6.เกิดการหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ท ซื้อสินค้าไม่ตรงตามสินค้าและบริการที่ปรากฏ หรือการแฝงตัวในรูปแบบต่างๆ นี่คือประเด็นที่ต้องหามาตรการมาปกป้องผู้บริโภค พิมพ์ชนก ยังระบุว่า ตัวชี้มูลค่าและคุณค่าธุรกิจในยุคต่อไปไม่ใช่ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ แต่เป็น ข้อมูลระหว่างประเทศ (Cross Border Data Transfer) เริ่มตั้งแต่ปัจจัยการผลิตในท้องถิ่น การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่า และข้อมูลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างพรมแดน เช่น การบริหารจัดการคลังสินค้าแบบไร้กระดาษ (Paperless Trading) การจดทะเบียนออนไลน์ การจ่ายค่าธรรมเนียมพิธีการศุลกากร  ทั้งหมดเกิดขึ้นบนโลกอินเตอร์เน็ท ที่จะสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจในอนาคต ! สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกอินเตอร์เน็ท โดยประเทศที่พัฒนาแล้วต่างมีกฎระเบียบมากำกับดูแล ป้องกันการเคลื่อนย้ายข้อมูล (Data Flow Regulations) คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลทางภูมิศาสตร์ภายในประเทศ กำหนดเส้นทางการส่งผ่านข้อมูลเฉพาะทาง ขณะที่ไทยยังถือกฎหมายฉบับเดิมที่ยังไม่ครอบคลุมการเกิดขึ้นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ส่วนประเด็นที่มีอิทธิพลในยุคอนาคตอีกหนึ่งด้าน คือ “ภาคบริการ” (Services) ที่เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทมากกว่าสินค้า จะเห็นได้จากการขยายตัวต่อเนื่องของมูลค่าการส่งออกบริการของไทยเพิ่มขึ้น 19,000ล้านดอลลาร์ในปี 2548 และขยับขึ้นมามีมูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2553 มาอยู่ที่ 66,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2559 มูลค่าที่เกิดขึ้นเกือบเท่าตัวหรือขยายตัวเฉลี่ย 12% ระหว่างปี 2548-2559 ที่ถือว่าสูงกว่าภาคการผลิตสินค้า โดย 2 ปรากฎการณ์ทั้งข้อมูลมหาศาล  (Big Data) และการขยายตัวของภาคบริการ จะเข้ามามีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจไทย เช่น การเข้ามาของอาลีเพย์ (Alipay) โมบาย เพย์เมนท์ จากจีนที่รุกเข้ามาเปิดลงทะเบียนท่องเที่ยวชาวจีนในไทย ที่เข้ามาซื้อสินค้าและบริการ ปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน นี่คือ “แต้มต่อสำคัญ” ของข้อมูลทำให้อาลีเพย์รู้ทันข้อมูลนักท่องเที่ยวจีนแบบปัจจุบันทันด่วน (Real Time) รู้ว่าอยู่ตรงไหน ใช้จ่ายเท่าไหร่ และสินค้าอะไร “นักท่องเที่ยวใช้อาลีเพย์เพราะมีโปรโมชั่น ซื้อของได้ถูก แต่อาลีเพย์ก็มีข้อมูลว่านักท่องเที่ยวซื้อสินค้าและทำอะไรที่ไหน โดยที่เงินไม่ได้อยู่ในไทย ทั้งค่าธรรมเนียมและอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่ไปอยู่ในจีน ไทยได้ประโยชน์เล็กน้อย เราจึงต้องมีฐานข้อมูลของประเทศ เพื่อเก็บไว้สร้างมูลค่า ที่อาจจะไม่ต้องถึงระดับผู้บริโภค แต่ดูเรื่อง Supply และ Demand เพื่อบริหารจัดการข้อมูล”  ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของข้อมูล ประเด็นเหล่านี้ “พิมพ์ชนก” ระบุว่า ต้องยกขึ้นมาพูดคุยบนโต๊ะเจรจา จากรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป การเจรจาจึงต้องคิดเชื่อมโยงกระแสโลก เชื่อมโยงความคิด นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เข้ามาเชื่อมโยงทิศทางยุทธศาสตร์อนาคตประเทศไทย จะมุ่งไปสู่ ไทยแลนด์ 4.0  นอกจากนี้ การค้าในยุคหน้าภาครัฐจะมีบทบาทลดลงจากการเข้ามาของอินเตอร์เน็ท ที่เข้ามาอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ รวมถึงการค้าขาย ดังนั้นผู้มีอิทธิพลกำหนดทิศทางไม่ใช่ภาครัฐอีกต่อไป แต่เป็นผู้ที่มีความคิด เป็นเจ้าของนวัตกรรม เจ้าของเทคโนโลยี เงินทุน ลูกค้าและผู้บริโภค  เพราะโลกยุคใหม่นวัตกรรม คือตัวขับเคลื่อนสำคัญ ! นั่นจึงตามมาด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำทางช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนระหว่างประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี ที่มีแนวโน้มจะเป็นเจ้าของเทคโนโลยีมากขึ้น ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาก็จะใช้เวลานานในการสร้างสรรค์ คิดพัฒนาเทคโนโลยีกว่าจะได้นวัตกรรมใหม่ การให้ความสำคัญกับข้อมูลข่าวสารที่มีคุณค่า จะนำมาสู่โต๊ะเจรจาได้อย่างไร เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) จะกระทบต่อความต้องการสินค้า ภาคการผลิตสินค้าอย่างไร รวมไปถึงเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ซึ่งไทยมีจุดแข็งในภาคการเกษตรจะมาต่อยอดอย่างไร แต่เป็นความท้าทายเมื่อต้องเจรจา รวมถึงวิวัฒนาการโลกที่มีการคิดค้นนวัตกรรมปลูกข้าวในสภาพอากาศร้อนแล้ง อย่างแอฟริกา หรือการคิดค้นปาล์มน้ำมันผลผลิตเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพิงผู้ปลูกปาล์มระดับโลกอย่างไรไทย ไทยจะมีประเด็นการต่อรองอย่างไร เหล่านี้เป็นความท้าทายที่รัฐต้องงปรับ “กระบวนทัศน์” ในการเจรจา ! -------------------- เทคนิคพลิกเกม“เจรจา” 1.ปรับวิธีคิดการเจราจา หมดยุคคิดปิดหรือเปิดประตูค้าแบบสุดโต่ง เถียงหัวชนฝา (Zero Sum Game) เพื่อหวังผลแค่“แพ้-ชนะ”มีคนผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เพราะการค้ายุคใหม่ ต้องมองคู่ค้าเป็นพันธมิตร เพื่อนคู่คิดที่เติบโตไปด้วยกัน เพราะมีสิ่งที่ต้องยอมรับในจุดอ่อนของไทยคือ ไทยเป็นเพียงประเทศผู้รับเทคโนโลยีมาลอด (Taker) ไม่ใช่ผู้ผลิต หรือเจ้าของความคิดเทคโนโลยี (Maker) ดังนั้น หัวใจสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ คือ การเปิดรับ ไปสู่การสร้างความร่วมมือเพื่อเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี และปรับมาส่การสร้างความร่วมมือ (Collaboration) เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกัน และพาไปประเทศไทยไปสู่ ยุค 4.0 ที่ดึงให้กลุ่มประเทศที่มีความโดดเด่นในด้านที่ไทยยังขาดแคลน เข้ามาลงทุนในด้านนี้ เรียกว่า การมองแบบเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Strategic Partnership) “อย่างคิดเอาชนิดสินค้า ต้องมองความร่วมมือกับประเทศที่จะเจรจา เช่น อังกฤษ เยอรมัน มีความโดดเด่นอะไรและจะช่วยต่อยอดประเทศไทยได้อย่างไร” 2.มองทุกอย่างให้เชื่อมโยงกัน (Cluster) ในอดีตแยกขาดการเจรจาสินค้าออกจาก บริการและการลงทุน จึงขอเจรจาลดกำแพงภาษีก่อน ซึ่งในยุคปัจจุบันการค้าและบริการแทบจะเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น กลุ่มธุรกิจสุขภาพ ให้การดูแลรักษาที่เป็นการบริการและก็จำหน่ายผลิตภัณฑ์ ยารักษาโรคต่างๆ ดังนั้นการเจรจาจึงมองเป็นเป็นคลัสเตอร์ ตั้งแต่ สินค้า บริการ การลงทุน รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา ที่เป็นการคุ้มครองสินค้านวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมาเมืองไทยยังคิดแยกส่วน แต่ละหน่วยงานดูแลเพียงแต่ละกลุ่มธุรกิจ เช่น ค้าปลีก ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์  การเจรจาการค้าระหว่างประเทศจึงต้องครอบคลุมการทำธุรกิจยุคหน้าที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจมากขึ้น “ตอนเริ่มเจรจาการค้าหลังปี 2542 ภาคบริการไทยเพิ่งผ่านพ้นต้มยำกุ้ง ฝรั่งรุมเข้ามาเปิดธนาคารต่อสู้เพื่อให้ได้เปิดสาขา และมีตู้เอทีเอ็ม ไทยเปิดให้ซิตี้แบงก์ 1 ตู้ แต่ปัจจุบันการเข้ามาขยายสาขาไม่ได้มีความสำคัญอีกต่อไป เพราะมีระบบอินเตอร์เน็ทแบงก์กิ้ง” วิวัฒนาการเหล่านี้สะท้อนถึงวิธีคิดใหม่ที่จะปรับวิธีคิด (Re-mindset) 3.การคำนึงถึงการลดช่องว่าง และความเหลื่อมล้ำทางสังคม (Inclusive Negotiation) เพราะความแตกต่าง การเข้าถึงเทคโนโลยี และการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีของประเทศพัฒนาแล้ว ก็สามารถคิดค้นต่อยอดเข้าถึงได้รวดเร็วกว่าประเทศกำลังพัฒนาที่เพิ่งเริ่มต้น ทำให้ความเหลื่อมล้ำที่มีแนวโน้มยิ่งห่างออกไป จึงควรปรับกลยุทธ์วางท่าทีให้มองการเติบโตยั่งยืนไปพร้อมกัน “การเจรจาควรช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี และความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเพื่อทำงานอย่างบูรณาการ” นี่คือ ความเปลี่ยนแปลงที่นักเจรจาไทยที่ต้องมองหาแต้มต่อ และหลักชัยใหม่ให้กับประเทศในเศรษฐกิจยุคใหม่ เปิดกว้างเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี ยิ่งต่อไปไทยกำลังเผชิญกับยุคสังคมผู้สูงวัย (Aging Society) จึงต้องเปิดกว้างรับคนเก่งเข้ามาพัฒนาเรียนรู้ร่วมกัน แทนการมุ่งเพียงปกป้องและปิดตลาด “นักเจรจาการค้ารุ่นใหม่ต้องเข้าใจเทคโนโลยี สร้างพันธมิตร ไม่ใช่เพียงแค่รู้เทรนด์เทคโนโลยี แต่จะต้องเรียนรู้ว่าประเทศอื่นมีอะไรสำคัญ ปรับวิธีคิด หาวาระสำคัญจากความเปลี่ยนแปลงการค้าต่างๆ ที่เชื่อมโยงยกระดับไทย รวมถึงการคำนึงถึงประเด็นทางสังคมที่ให้โอกาสการเข้าถึงของคนกลุ่มเล็ก ทั้งผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี)  และประชาชนทั่วไป เพราะประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ สังคมขาดเสถียรภาพ เกิดการก่อการร้าย มีบ่อเกิดมาจากความไม่เท่าเทียมกัน” ----------------------------- เอกชนแนะแพ็คเกจเจรจา “ต้นน้ำ-ปลายน้ำ” พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย มองการเจรจาให้รู้เท่าทันโลก และคู่เจรจาเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกัน ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวางเงื่อนไขการเจรจในรูปแบบใหม่ เพราะความก้าวล้ำของเทคโนโลยี เข้ามาช่วยทำให้การผลิต การวิเคราะห์ การสื่อสาร และการพัฒนาก้าวไปอย่างรวดเร็ว การเจรจาที่ติดกับดักวิธีคิดและวังวนเดิมๆ ก็มีแต่ทางตัน การเจรจายุคใหม่จะต้องมีวิธีคิด ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี มาเป็นเครื่องมือ มาเสริมเพื่อวางบทการเจรจาให้ได้ประโยชน์จากโต๊ะเจรจา โดยเฉพาะข้อมูลจำนวนมาก (Big Data) เป็นหัวใจสำคัญต่อการเจรจาที่จะใช้ประกอบการวิเคราะห์ไปข้างหน้า ถึงผลกระทบ ผลดีผลเสีย จากสิ่งที่ประเทศไทยยังเป็นจุดอ่อน ที่สำคัญที่สุด คือ การไม่มองเพียงแค่การเจรจาลดกำแพงภาษีในสินค้าแต่ละตัว ที่ไม่ได้ประโยชน์ทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ “มีเทคโนโลยีและเครื่องมือหลายตัวมาเร่งให้เกิดธุรกิจเปลี่ยนเร็วขึ้น โลกเปลี่ยน ระบบเปลี่ยนไปหมด แต่เรายังต้องเข้าใจคู่เจรจา และเข้าใจผู้ประกอบการไทย เพื่อหาประโยชน์จากการเจรจา เดิมเรามองแค่ลดภาษีเปิดโควตา ซึ่งยุคนี้ต้องมองเชื่อมโยงสินค้ามาสู่ภาคบริการ เป็นแพ็คเกจ เปรียบเทียบศักยภาพไทยกับคู่แข่ง ส่วนไหนที่เราด้อยกว่าก็เปิดให้ร่วมมือลงทุน ส่วนไหนเป็นจุดแข็งก็เข้าไปรุกทำตลาด” หมากที่วางก่อนการเจรจา จึงควรลิสต์รายการโครงสร้างสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำว่ามีธุรกิจเกี่ยวข้องด้านใดบ้าง เพื่อที่จะหยิบไปเจรจาทั้งห่วงโซ่ “ยกตัวอย่างสินค้ารถยนต์ไฟฟ้า หากเราบอกว่าเอาเข้ามา เรามีศักยภาพในการผลิตหรือไม่ นอกจากผลิตอะไหล่รถยนต์ เช่น เครื่องชาร์จ แบตเตอรี่ ดูตัวเองว่าเก่งตรงไหน และต้องการส่วนไหนเข้ามาลงทุน หากไม่เก่งก็เจรจานำเข้า แต่หากเราเก่งก็นำไปแลก” ด้านกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า การเจรจาแต่ละยุคมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือการเจรจาบนพื้นฐานข้อมูล ซึ่งในยุคนี้นักเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ทำงานใกล้ชิดกับหอการค้าไทยมากขึ้น เพื่อเข้าใจบริบทธุรกิจ และความต้องการของภาคธุรกิจที่จะหยิบเอาไปใช้บนโต๊ะเจรจา บนพื้นฐานที่มาจากความต้องการของเอกชนที่เป็นผู้ทำธุรกิจโดยแท้จริง “การเจรจาการค้าเปลี่ยนไป ซึ่งกรมเจรจาการค้าฯก็เปลี่ยนบริบท เข้ามาถามความต้องการของเอกชนมากขึ้น เพื่อนำไปจัดปรับสู่โต๊ะเจรจา เพื่อให้เข้าใจรูปแบบการทำธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่เพียงวิเคราะห์และดูจากข้อมูลอย่างที่ผ่านมา การคุยกับเอกชนมาขึ้นยังช่วยทำให้รัฐและเอกชนใกล้ชิดกันมากขึ้น ผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขัน"    ขอบคุณที่มาข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 641

25 มกราคม 2018

'ไทยไลอ้อนแอร์'ผนึก5สายการบินชิงตลาดโลว์คอสต์เอเชีย

หลังจากเปิดตลาดในไทยมากว่า 4ปี "ไทย ไลอ้อน แอร์" โลว์คอสต์น้องใหม่ที่มี “ไลอ้อน กรุ๊ป” เบอร์ 1 จากอินโดนีเซียหนุนหลัง สร้างการเติบโตจนครองส่วนแบ่งตลาดเส้นทางในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ปีที่ผ่านมาได้เริ่มขยายเส้นทางต่างประเทศโดยมีสัดส่วน 40% ปีนี้ไทย ไลอ้อน แอร์ ประกาศใช้กลยุทธ์หลัก “การเชื่อมต่อ” กับ 4 สายการบินในเครือข่ายที่ต่างรุกหนักในอินโดนีเซีย,มาเลเซีย โดยวาดผังเส้นทางครอบคลุมเอเชียแปซิฟิก อัศวิน ยังกีรติวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ มั่นใจว่าวันนี้ส่วนแบ่งตลาดในทุกเส้นทางสูสีกับคู่แข่ง่โดยผลัดกันครองอันดับ 1 และ 2 ต่อเนื่อง โดยมี 5 เส้นทางในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือที่รั้งอันดับ 1 ได้เหนียวแน่น ปัจจุบันไลอ้อน กรุ๊ป มี 3 สายการบินในอินโดนีเซีย ได้แก่ ไลอ้อน แอร์ และวิงส์ แอร์ ที่ให้บริการแบบโลว์คอสต์, บาติก แอร์ อินโดนีเซีย ที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ส่วนในมาเลเซียมีมาลินโด้ แอร์ ที่ให้บริการเต็มรูปแบบและมีแผนจะรีแบรนด์เป็นบาติก แอร์ มาเลเซีย พร้อมกลยุทธ์รุกเส้นทางต่างประเทศทั้งระยะใกล้และไกลมากขึ้น เช่น ออสเตรเลีย  ทั้งนี้ไลอ้อน กรุ๊ป ได้สั่งซื้อเครื่องบิน700 ลำ สำหรับทุกสายการบินในเครือ โดยรับมอบแล้ว400 ลำ จึงยังมีเครื่องที่พร้อมรับการเติบโตในอนาคตได้อีก ทั้งนี้หากนำทุกเส้นทางของ 5 สายการบินในเครือมากาง ผู้โดยสารจะมีตัวเลือกที่สะดวกมาก เช่น หากผู้โดยสารจากไทยต้องการไปออสเตรเลียก็สามารถใช้ศูนย์กลางการบิน (ฮับ) ของมาลินโด้ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เป็นจุดเชื่อมต่อ และกลับกันก็จะช่วยส่งเสริมไทยไลอ้อนแอร์ที่ปัจจุบันเป็นสายการบินที่เปิดเส้นทางสู่จีนมากที่สุดในเครือกว่า 18 จุดบิน ทำให้สามารถใช้จุดแข็งของเครือข่ายนำเสนอทางเลือกการเดินทางเสริม โดยให้ดอนเมืองเป็นฮับเพื่อเดินทางต่อไปยังอีก 2 ประเทศในกลุ่ม “ไท่ซิ่งหม่า” ได้แก่ สิงคโปร์และมาเลเซียที่ชาวจีนนิยมไปเยือน รวมถึงการเตรียมเปิดเส้นทางไปญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งอาจทำให้ไทย ไลอ้อน แอร์ แข็งแกร่งในเส้นทางเอเชียเหนือมากที่สุดในกลุ่ม สามารถเป็นศูนย์กลางให้ผู้โดยสารจากมาเลเซียหรืออินโดนีเซียได้ “ปีนี้เราจะเน้นความเป็นเน็ตเวิร์คของไลอ้อน กรุ๊ป มากขึ้น เพื่อให้ผู้โดยสารเลือกใช้บริการในเครือไม่ว่าจะไปที่ไหนซึ่งการเติบโตนี้เป็นไปได้เพราะทุกสายการบินในเครือต่างเปิดเส้นทางของตัวเองอย่างหนักโดยเฉพาะไทยที่น่าจะเห็นเส้นทางใหม่ญี่ปุ่น 2 แห่งที่โตเกียวและฟุกุโอกะรวมถึงเกาหลีใต้ที่มองไว้ทั้งกรุงโซลและปูซานเมืองทางตอนใต้” ส่วนในจีนนั้นแม้ว่าจะปักธงไปแล้ว 18 จุดบินและเป็นตลาดที่สร้างรายได้มากที่สุดสัดส่วน 35-40% ก็ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีก เพราะการเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) แทนกรุ๊ป ทัวร์ มีมากขึ้นและไทย ไลอ้อน แอร์ เริ่มปรับตัวรองรับ ด้วยการจัดจำหน่ายเข้าถึงกลุ่มลูกค้านี้ได้ด้วยตัวเองไม่ได้พึ่งพากรุ๊ป ทัวร์อย่างเดียวอีกต่อไป ปริมาณตลาดจีนที่สูงดังกล่าวยังทำให้ตัดสินใจนำเครื่องบินแอร์บัสเอ 330-300 ลำใหม่ 3 ลำ ที่นำเข้ามาเมื่อปลายปีที่แล้วซึ่งมีขนาดถึง 392 ที่นั่ง เข้าไปบินเสริมทัพในตลาดดังกล่าว ได้แก่กรุงเทพฯ-เซี่ยงไฮ้,กรุงเทพฯ-หนานชาง,ภูเก็ต-หนานจิง และในเดือน ก.พ.นี้ จะเพิ่มเส้นทางกรุงเทพฯ-เทียนจิน และ ภูเก็ต-เทียนจิน อีก 2 เส้นทางด้วย “เราไม่มีข้อจำกัดเรื่องการเปิดเส้นทางใหม่เลย ในอนาคตเส้นทางไกลอย่างยุโรปก็อยากเข้าไปเพราะพร้อมมากอยู่แล้วในเรื่องเน็ตเวิร์คและฝูงบินจากการมีเครื่องบิน เอ 330-300 เข้ามาประจำการแล้วและปีนี้ยังรับเครื่องโบอิ้ง 737 แม็กซ์ อีก 4 ลำ ซึ่งรุ่นนี้มีความสามารถในการบินได้ถึง 6 ชม. เช่นกัน ในช่วงทำตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้แรกๆ อาจจะทดลองบินด้วยเครื่องนี้ก่อนก็ได้ขณะที่การขยายฝูงบินยังมีต่อเนื่องที่ 4 ลำต่อปีเป็นมาตรฐาน” อย่างไรก็ตามอัศวินยอมรับว่าท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นที่ต้องจับตามองการแข่งขันด้วยราคาที่ต่ำมากๆ อาจจะลดลง โดยจะพยายามประคองราคาให้เท่ากับปีที่ผ่านมาและหันมาควบคุมต้นทุนการใช้จ่ายของตัวเอง การใช้กลยุทธ์ราคาจะมีบ้างเฉพาะเส้นทางที่เข้าไป “เปิดตัวใหม่” ที่ต้องการสร้างการรับรู้ให้ลูกค้ามาทดลองใช้บริการเท่านั้น เนื่องจากปีนี้จะให้ความสำคัญกับการ “ทำกำไร” ให้ได้เป็นครั้งแรกหลังจากขาดทุนในปีก่อนจากการรับเครื่องขนาดใหญ่เข้ามาพร้อมกันถึง 3 ลำ และเป็นการขาดทุนที่มากกว่าปี 2559 ด้วย แม้ว่าในเชิงรายได้จะเติบโตถึง 40% จากปี 2559 “ราคาตั๋วที่ต่ำกว่าหลักพันบาทอาจจะมีให้เห็นไม่มากเท่าเดิมเพราะทุกคนต้องกลับมาสู่จุดที่ทำกำไรได้ ถึงการแข่งขันในเส้นทางในประเทศยังมีสูงแต่เราจะใช้จุดขายเรื่องบริการเสริมที่คู่แข่งไม่มีและเป็นจุดเด่นที่ทำให้ผู้โดยสารที่ผ่านมาตัดสินใจเลือก เช่น การให้น้ำหนักกระเป๋าฟรี 10 ก.ก. และ 20 ก.ก. สำหรับเส้นทางในและต่างประเทศและโหลดเครื่องกีฬาได้ 15 กก. ฟรีเช่นกันรวมถึงการติดระบบจอภาพความบันเทิงในเครื่องบินขนาดใหญ่เป็นต้น” เป้าหมายในปีนี้คือการบรรทุกผู้โดยสาร 13-15 ล้านคน ซึ่งเป็นการเติบโตตามอัตราที่นั่งที่จะเพิ่มขึ้นจากฝูงบินที่รวมเป็น 35 ลำขณะที่อัตราบรรทุกเฉลี่ยจะไม่ต่ำกว่า 89% ใกล้เคียงกับปีก่อน “เส้นทางในประเทศมีผลงานดีแตะ 90% โดยตลอด  ส่วนเส้นทางต่างประเทศที่เพิ่งเริ่มต้นก็มีอัตราบรรทุก 81-82% ค่อยๆ และการมีเน็ตเวิร์คจากไลอ้อน กรุ๊ปจะช่วยส่งเสริมให้แข็งแกร่งขึ้นอีก”   ขอบคุณที่มาข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 582

25 มกราคม 2018

2018 ปีแห่งรถยนต์ไฟฟ้า

ขณะที่ค่ายรถยนต์ทั่วโลกเริ่มหันหลังหนีจาก “น้ำมัน” ออกนโยบายให้สอดรับกับ “โลกร้อน” ด้วยการปรับแผนการผลิตรถยนต์ มุ่งสู่การผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (electric vehicles : EV) โดยปี 2018 น่าจะเรียกว่าเป็นการก้าวสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า เมื่อหลายค่ายเริ่มเดินหน้าเปิดตัวโมเดลรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ ขณะที่รัฐบาลในหลายประเทศก็เริ่มให้ความสนใจกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะการอัดงบประมาณสำหรับติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้า และการพัฒนาหลักสูตรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต มูฟเมนต์ค่ายรถชั้นนำ ที่ผ่านมาจะเห็นค่ายรถยนต์จำนวนมากเริ่มขับเคลื่อนเป้าหมายจับตลาดรถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ซึ่งประเทศเป้าหมายหลักในการลงทุนโรงงานผลิต คือ “ประเทศจีน” ซึ่ง “ฟอร์ด” เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ประกาศร่วมทุนกับค่ายรถของจีน โดยฟอร์ดระบุว่า ได้บรรลุข้อตกลงการร่วมลงทุนมูลค่า 750 ล้านดอลลาร์ กับบริษัท Anhui Zotye Automobile ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของจีน พร้อมตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 50 คันแรก เพื่อป้อนตลาดโลก ในปี 2025 ขณะที่ “เทสล่า” ผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติอเมริกันยืนยันว่า อยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลจีน ในการเปิดโรงงานในนครเซี่ยงไฮ้ โดยเป็นการลงทุนรายเดียว ไม่ใช่ joint venture ซึ่งจะเน้นที่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อป้อนตลาดโลก โรงงานแห่งนี้จะเป็นฐานการผลิตรถยนต์แห่งที่สองของเทสล่า โดยก่อนหน้านี้ฐานการผลิตของเทสล่าทั้งหมดอยู่ในสหรัฐอเมริกาโดยมีเป้าหมายการผลิตรถยนต์ของเทสล่าที่ต้องการผลิตเพิ่มเป็น 500,000 คันต่อปี หรือ 6 เท่าตัวจากปัจจุบัน เพื่อเจาะตลาดยุโรปและเอเชีย เป็นเหตุผลที่ทำให้เทสล่า จำเป็นต้องเปิดโรงงานในต่างแดนเพิ่ม นอกจากนี้ยังมี บริษัท “เดมเลอร์ เอจี” ผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนี ประกาศจับมือกับบริษัทร่วมทุนของจีน BAIC Motor Corporation ในการลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีน มูลค่าสูงถึง 735 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์จะเป็นผู้รับหน้าที่ศึกษาโอกาสของตลาดภายใต้แบรนด์ BBAC หรือ Beijing Benz Automotive Co. จีนเปิดหลักสูตรรับอุตฯ EV มุมมองที่ค่ายรถยนต์ชั้นนำมองว่า ประเทศจีนเหมาะสมที่จะเป็น “ฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า” เนื่องจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนถือว่าเติบโตมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก ติดต่อกันสองปีซ้อนหลังจากรัฐบาลจีนให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เกี่ยวกับนโยบายที่ช่วยลดภาวะมลพิษที่เกิดขึ้น จากปัจจุบันจีนมีรถอีวีวิ่งอยู่ในประเทศกว่า 402,000 คันและคาดว่าในปี 2030 จะเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านคัน กระแสการไหลบ่าของแบรนด์ข้ามชาติที่แห่มาเปิดโรงงานในจีน นักวิเคราะห์ของไชน่าเดลีระบุว่า เป็นความได้เปรียบของจีนในการสร้างงานให้กับแรงงานในประเทศ จากเดิมที่หลายอุตสาหกรรมหนีออกนอกประเทศ เนื่องด้วยค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน นอกจากนี้ รัฐบาลจีนเตรียมบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนเพิ่มความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตรถอีวี และอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ของหนุ่มสาวชาวจีน รับกระแสโลกที่กำลังเปลี่ยนไป โดยจะเป็นการนำร่องเปิดหลักสูตรในสถาบันอาชีวะด้านยานยนต์ในเมืองอุตสาหกรรม เช่น เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง โดยคาดว่าหากสำเร็จจะสามารถผลิตบุคลากรเฉพาะด้านได้มากขึ้น ทั้งยังสามารถชดเชยกลุ่มแรงงานมีทักษะที่ย้ายออกนอกประเทศได้ 4 โมเดลรถอีวีบุกตลาด นอกจากนี้ เว็บไซต์กรีน คาร์ รีพอร์ต ยังรายงานว่า ในปี 2018-2019 คาดว่าจะมีโมเดลรถอีวีใหม่ออกทำตลาดอย่างเป็นทางการอย่างน้อย 4 โมเดลประกอบด้วย “นิสสัน ลีฟ” รถยนต์ไฟฟ้า 200 ไมล์ ราคาไม่แพง ที่ตั้งเป้าจะเปิดตัวใน 50 ประเทศทั่วโลกในต้นปี 2018 หลังเปิดตัวนำร่องไปก่อนที่ประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว ต่อด้วยรถยนต์ไฟฟ้าอีกหนึ่งแบรนด์ที่ขยับฟังก์ชั่นสูงอีกนิด อย่าง “เทสล่า โมเดล 3” ที่วิ่งไกลระยะ 215 ไมล์ จากการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รองรับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ และซูเปอร์ชาร์จ เพื่อการชาร์จไฟฟ้าที่รวดเร็ว ด้วยระดับราคาเริ่มต้นที่ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดย “อีลอน มัสค์” ซีอีโอของเทสล่าระบุว่า รถอีวีของเทสล่าเริ่มบุกตลาดอเมริกาตั้งแต่ปี 2016 และจะครองส่วนแบ่งตลาดในหลายประเทศตามเป้าในช่วงปลายปี 2018 ขณะที่แบรนด์รถหรูสัญชาติเยอรมนี เตรียมเปิดตัว “ออดี้ อี-ตรอน” (Audi e-tron) ในปี 2019 ที่สามารถขับเคลื่อนระยะทางราว 311 ไมล์ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง จากแบตเตอรีลิเธียม-ไอออน มีความจุ 95 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ดร.ดีทมาร์ ว็อกเจนเรเทอร์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายขาย ออดี้ เอจี กล่าวว่า จีนถือเป็นตลาดรถอีวีที่น่าสนใจที่สุด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในอนาคตตลาดรถอีวีจะเติบโตและแพร่หลายมากเมื่อมีการขยายสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าอย่างทั่วถึง สำหรับ “บีเอ็มดับเบิลยู” อีกหนึ่งแบรนด์หรูจากเยอรมนีก็มีแผนจะเปิดตัวและวางจำหน่ายโมเดล “บีเอ็มดับเบิลยูไอ 5” ในปี 2019 ซึ่งเป็นการลดช่องว่างของรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก “บีเอ็มดับเบิลยู ไอ 3” ที่เปิดตัวไปแล้วก่อนหน้ากับ “บีเอ็มดับเบิลยู ไฮบริด ไอ 8” ที่เป็นรุ่นปลั๊ก-อิน ไฮบริด โดยคาดว่าระยะวิ่งจะอยู่ที่ 200-250 ไมล์ต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีอีกหลาย ๆ แบรนด์ที่ประกาศจะบุกตลาดอีวีในปี 2020-2030 โดยต้องการใช้เวลาศึกษาและทดลองรถยนต์ไฟฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตัวอย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ “โตโยต้า” เพิ่งจับมือทดสอบสมรรถนะของรถอีวีร่วมกับ “พานาโซนิค” ในระหว่างที่ร่วมกันพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ที่ชื่อว่า “Prismatic Cells” โดยตั้งเป้าว่าปี 2020 จะสร้างโมเดลมากกว่า 10 รุ่น และออกสู่ตลาดจริงในปี 2030 ซึ่งเดอะวอลล์สตรีต เจอร์นัลมองว่า หากโตโยต้าทำสำเร็จ จะทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทันที โดยวัดจากการผลิตรถยนต์ไฮบริด-ไฮโดรเจนที่ป้อนตลาดเป็นแบรนด์ท็อป ๆ ของโลก ส่วน “ฮุนได” ก็เพิ่งยืนยันเมื่อไม่นานว่าเตรียมจะเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกภายใต้แบรนด์หรู “เจเนซิส” โดยคาดว่าจะเปิดตัวในปี 2019 และรุ่นที่สองในปี 2021 โดยทั้งสองรุ่นจะมีระยะวิ่งประมาณ 200 ไมล์ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ขณะที่ “เชฟโรเลต” เตรียมเปิดตัว “เชฟโรเลต อีวี ครอสโอเวอร์” เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดโลกเช่นกัน มีการคาดการณ์ว่าจะเปิดตัวอยู่ที่ 2 รุ่น ภายในปี 2020-2021 และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานเดียวกับ “เชฟโรเลต โบลต์” รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่งเปิดตัวไปในปี 2560 ที่ผ่านมา และกำลังเป็นที่นิยม อัดงบฯสร้างสถานีชาร์จไฟ ทั่วโลกพยายามปรับเปลี่ยนเพื่อรับมือกับการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้า โดยจะเห็นว่ารัฐบาลในแต่ละประเทศทุ่มงบประมาณสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้า และกลายเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาแห่งชาติที่สำคัญ เช่น สำนักงานพลังงานแห่งชาติจีนระบุว่า ปัจจุบันทั่วประเทศจีนได้สร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า 171,000 แห่ง และกำลังเร่งสร้างสถานีชาร์จไฟประเภทชาร์จได้เร็วบนทางด่วนระหว่างเมือง รวมถึงการชาร์จไฟบนทางหลวง 14,500 ครั้ง โดยมีปริมาณการชาร์จไฟฟ้ามากถึง 123,100 กิโลวัตต์ เพิ่มขึ้น 315% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และภายในปี 2018 รัฐบาลจีนตั้งงบฯก่อสร้างสถานีประจุไฟเพิ่มอีก 100,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้น ขณะที่ “อินเดีย” รัฐบาลเปิดรับกว้างจากนโยบายปรับท้องถนนสู่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในปี 2030 ดังนั้นแผนการก่อสร้างสถานีประจุไฟจึงเปิดรับอย่างเต็มที่ ปัจจุบัน ABB ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้ารถอีวีชั้นนำของโลก และเป็นผู้ที่ได้รับสัมปทานให้ก่อสร้างจำนวนมากที่สุดในอินเดีย เปิดเผยถึงแผนการก่อสร้างสถานีชาร์จไฟ 4,500 แห่งภายในปี 2020 ด้วย ส่วนฝั่งยุโรป จะเห็นว่าก่อนหน้านี้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป 4 แห่ง ได้แก่ ฟอร์ด, เดมเลอร์, โฟล์คสวาเกน และบีเอ็มดับเบิลยู จับมือสร้างเครือข่าย ภาคี “Ionity” เตรียมติดตั้งสถานีชาร์จไฟ สำหรับรถอีวี ในอนาคตทั่วยุโรปตั้งเป้า 400 แห่งในปี 2020 ซึ่งปัจจุบันมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ติดตั้งไปแล้วทั้งหมด 20 แห่ง ในประเทศเยอรมนี ออสเตรีย และนอร์เวย์ โดยติดตั้งในทุก ๆ ระยะ 120 กิโลเมตร ขณะที่เทสล่าผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากอเมริกาที่เดินหน้าติดตั้งสถานีชาร์จไฟไปแล้วมากกว่า 7,000 แห่งทั่วโลก แม้แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ให้ความสำคัญกับการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าด้วย รัฐบาลดูไบมีแผนการก่อสร้างสถานีชาร์จไฟเพิ่มเติมใน “ดูไบ” ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจและมีจำนวนผู้ใช้รถยนต์มากที่สุด จำนวน 100 สถานี ภายในปี 2018 จากเดิมที่ปัจจุบันมีอยู่แล้ว 100 แห่ง   ขอบคุณข่าวจาก : prachachat.net

จำนวนผู้อ่าน: 601

20 มกราคม 2018

ประเทศไทยกำลังจะมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1,000 จุดในปีนี้!

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA (Energy Absolute) จับมือการไฟฟ้านครหลวง เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 แห่งภายในเดือนมกราคม พร้อมเดินหน้าสร้างให้ครบ 1,000 แห่งครอบคลุมพื้นที่ประเทศไทยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทุกๆ 5 กิโลเมตรภายในปี 2561 ด้านซีอีโอแย้ม มอเตอร์โชว์นี้เจอแน่ รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทย!   วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ได้จัดงานเปิดตัวโครงการ EA Anywhere อย่างเป็นทางการ ณ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศของรถยนต์พลังงานสะอาด-พลังงานทางเลือกที่สมบูรณ์ให้กับประเทศไทย ด้วยการประกาศสร้างสถานีชาร์จประจุแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ครบ 100 แห่งทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑลภายในเดือนมกราคมนี้   ขณะที่เป้าหมายในระยะยาวของบริษัทคือการเตรียมสร้างสถานีชาร์จประจุแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ครอบคลุมเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1,000 แห่งทุกๆ ระยะทาง 5 กิโลเมตรภายในสิ้นปีนี้ โดยได้รับความร่วมมือจากการไฟฟ้านครหลวง ในการเป็นบริษัทเอกชนรายแรกที่ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันเพื่อแบ่งปันความช่วยเหลือด้านข้อมูลและการพัฒนา-ขยายสถานีชาร์จประจุพลังงานไฟฟ้าไปพร้อมๆ กัน คาดการณ์เบื้องต้นงบประมาณที่ใช้พัฒนาโครงการนี้อยู่ที่ราวๆ 800 ล้านบาท   นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ภายในงานว่า บริษัทพลังงานบริสุทธิ์เกิดขึ้นเพื่อเป้าหมายของการดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทน ปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นเทรนด์ใหม่ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ และ EA ก็น่าจะทำอะไรเพื่อร่วมพัฒนาให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้   “เราต้องการให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตได้เร็วขึ้น และยังอยากให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต การมี EA Anywhere ในทุกๆ ระยะทาง 5 กิโลเมตรก็เหมือนการวางไข่ไปทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งทุกคนก็ถามเรื่อยๆ ว่าแม่ไก่อยู่ที่ไหน? (รถยนต์พลังงานไฟฟ้า)   “เรากำลังจะบอกว่าบริษัทได้มีการร่วมพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าสัญชาติไทย เริ่มการออกแบบจากศูนย์ด้วยคนไทย ฉะนั้นรถคันนี้จึงเกิดขึ้นโดยคนไทยอย่างแท้จริง ส่วนรายละเอียดคงต้องตามไปดูภายในงานมอเตอร์โชว์ที่จะถึงนี้ (เดือนมีนาคม 2561) อย่างน้อยเราก็มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโต และหวังว่าจะมีการลงทุนและความเชื่อมั่นจากค่ายรถยนต์ต่างประเทศมาที่ไทยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ไทยคงความสามารถด้านการแข่งขันในระดับโลกได้” ขอบคุณข่าวจาก : thestandard.co

จำนวนผู้อ่าน: 597

20 มกราคม 2018

จีนเล็งสกัดแพลทฟอร์ม-แอพฯซื้อขายเงินดิจิทัล

พีเพิล เดลี ระบุว่า ไม่ว่าจะประเมินจากราคาหรือมูลค่า บิทคอยน์ก็เต็มไปด้วยฟองสบู่ ส่วนข้อดีที่มีการกล่าวถึงทั้งในเรื่องความน่าเชื่อถือ สภาพคล่อง และความโปร่งใสนั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งบังหน้าเพื่อการเก็งกำไร และไม่สามารถรองรับกับความผันผวนของราคาได้ ทางการจีนวางแผนสกัดการเข้าถึงแพลทฟอร์มและแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งบ่งชี้ว่าจีนยังคงเดินหน้ากวาดล้างการซื้อขายสกุลเงินบิทคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลประเภทอื่นๆ โดยทางการจีนมองว่า สกุลเงินดิจิทัล เป็นต้นตอของความเสี่ยงในระบบการเงิน ความเคลื่อนไหวดังกล่าว มีขึ้นหลังจากรัฐบาลจีนได้รับรายงานเกี่ยวกับกิจกรรมการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นบนแพลทฟอร์มที่ตั้งขึ้นโดยชาวจีนและต่างชาติ นับตั้งแต่ที่รัฐบาลได้สั่งระงับการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลเมื่อปีที่แล้ว โดยทางการจีนได้ออกกฎห้ามการระดมทุนด้วยสกุลเงินดิจิทัล (ไอซีโอ) (Initial Coin Offering) รวมทั้งปิดการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในหลายตลาด และจำกัดการขุดเหมืองเพื่อหาบิทคอยน์ หนังสือพิมพ์พีเพิล เดลี ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้กล่าวโจมตี “บิทคอยน์” ในบทบรรณาธิการว่า เป็นเพียงฟองสบู่และกระแสคลั่งไคล้ชั่วขณะในยุคสมัยใหม่เท่านั้น ด้านสหรัฐและเกาหลีใต้ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลอย่างบิทคอยน์เช่นกัน โดยนายปัก ซาง-กี รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังดำเนินการเพื่อยุติการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลของตลาดหลายแห่ง โดยระบุว่าการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในขณะนี้มีความคล้ายคลึงการพนันและการเก็งกำไร ขณะที่คณะกรรมาธิการด้านการธนาคารแห่งวุฒิสภาสหรัฐ เตรียมจัดการประชุมในเดือนก.พ. เพื่อหารือเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล เช่น บิทคอยน์ โดยจะหารือร่วมกับนายคริสโตเฟอร์ จีอันคาร์โล ประธานคณะกรรมาธิการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐ (ซีเอฟทีซี) และนายเจย์ เคลย์ตัน ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (เซค) โดย ซีเอฟทีซี และเซคเตือนว่า บิทคอยน์มีความผันผวนอย่างมาก และทางหน่วยงานอาจจะไม่สามารถปกป้องนักลงทุนจากผู้ที่หลอกลวงในแวดวงสกุลเงินดิจิทัลได้   ขอบคุณข่าวจาก : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 596

16 มกราคม 2018

'เอ็มบีเค'เปิดกลยุทธ์ลุย 3 บิ๊กตลาดท่องเที่ยว

‘เอ็ม บี เค’สบช่องลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติ“ขาขึ้น” เร่งสานต่อนโยบายภาครัฐชูค้าปลีกดันยอดใช้จ่าย เปิดกลยุทธ์ปี 61 ลุยโกย 3 บิ๊กตลาดท่องเที่ยว“จีน-อินเดีย-รัสเซีย” พร้อมจีบเพื่อนบ้าน“ซีแอลเอ็มวี”เพิ่ม เล็งกลุ่มวัยรุ่น-เที่ยวเอง นางสาวศิรฐา สุขสว่าง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าปีนี้วางกลยุทธ์ขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) เพื่อรักษาการเติบโตต่อเนื่องจากปี 2560 ซึ่งมีชาวต่างชาติมาใช้บริการและชอปปิงในศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เพิ่มขึ้นกว่า 12.7% และมี 5 อันดับแรกมาจากเยอรมัน, อินเดีย, ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย  ดังนั้นปีนี้จะเพิ่มกลุ่มเป้าหมายไปยังตลาดใหญ่ที่เดินทางเข้าไทยจำนวนมาก ได้แก่ อินเดีย, จีน, รัสเซีย รวมถึงกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ทั้งนี้ ตลาดดังกล่าวเป็นฐานใหญ่ของชาวต่างชาติเดินทางมาไทย โดยเฉพาะจีนครองส่วนแบ่งกว่า 25% ขณะที่อินเดียและรัสเซีย เดินทางเข้ามาราว 1.4 ล้านคน และ 1.3 ล้านคนตามลำดับ (สถิติ ณ วันที่ 25 พ.ย.2560) ขณะที่กลุ่มซีแอลเอ็มวี ตลาดลาว เข้ามากว่า 1.6 ล้านคน ส่วนเวียดนาม และเมียนมา เป็นตลาดดาวรุ่งที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามีการเดินทางเข้ามาราว 9.6 แสนคน และ 4 แสนคนตามลำดับ ส่วนลูกค้าในศูนย์ฯ ปัจจุบันมีชาวจีนราว 8.1%, จีน ราว 5.2% และรัสเซียราว 0.5% เท่านั้น ซึ่งยังขยายตัวได้อีกมาก และมองว่าหากทำสำเร็จ จะตอกย้ำตลาดเหล่านี้ยังช่วยส่งเสริมนโยบายของภาครัฐ ในการกระตุ้นตลาดคุณภาพ เพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวด้วยการส่งเสริมการชอปปิงด้วย นอกจากตลาดเป้าหมายดังกล่าวยังมีศักยภาพด้านกำลังซื้อสูง เนื่องจากมีสภาพเศรษฐกิจที่ดีต่อเนื่อง ไม่ไกลจากประเทศไทยทำให้เดินทางมาด้วยความถี่มากกว่าหนึ่งครั้งต่อปี ทำให้เข้ามาใช้บริการซ้ำต่อเนื่อง ปัจจุบันศูนย์ฯ พัฒนาบริการพื้นฐานรองรับตลาดมุสลิมพร้อมแล้ว เช่น ร้านอาหารฮาลาล, ห้องละหมาด และทัวริสต์เลาจน์ ให้บริการนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ สำหรับ 3 กลยุทธ์ที่จะใช้กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวจับจ่ายมากขึ้นนั้น ได้แก่ การมุ่งสร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านสื่อออนไลน์, การประชาสัมพันธ์ไปยังจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมและจุดบริการนักท่องเที่ยวของหน่วยงานต่างๆ เช่น ระบบคมนาคมที่มีนักท่องเที่ยวใช้บริการมาก เป็นต้น, วางระบบสิ่งอำนวยความสะดวก และร้านค้าให้ครอบคลุมความต้องการของนักท่องเที่ยว อาทิ การบริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตฟรี การบริการรับฝากกระเป๋า การเพิ่มจุดชาร์จแบตเตอรี่ เพิ่มเติมจากจุดเด่นด้านความหลากหลายของร้านค้าที่มากกว่า 4,000 ร้านอยู่แล้ว จากสถิติของศูนย์การค้าฯพบว่ากลุ่มสินค้าและบริการในศูนย์การค้าเอ็มบีเคเซ็นเตอร์ที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงสุด3ลำดับแรกได้แก่เครื่องประดับแฟชั่น,การทำธุรกรรมการเงิน,โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เทคโนโลยี ขณะที่การสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่มาชอปปิงพบว่าจะใช้เวลาในกรุงเทพฯประมาณ 4-7วันและทำกิจกรรมยอดนิยม3เรื่องได้แก่ชอปปิง,ท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและใช้บริการสปา,นวดแผนไทย นางสาวศิรฐา กล่าวด้วยว่าประเมินเศรษฐกิจปี 2561น่าจะมีแนวโน้มสดใสและส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกเติบโตขึ้นโดยเฉพาะตลาดท่องเที่ยวที่น่าจะผลในทิศทางบวกต่อศูนย์ฯเนื่องจากมีสินค้าและบริการที่เน้นความหลากหลายทั้งแบรนด์ไทยและสากลจึงตอบโจทย์ครอบคลุมทุกกลุ่มที่มากรุงเทพฯ ขอบคุณข่าวจาก : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 573

16 มกราคม 2018

โตโยต้า เคาะราคา "ซี-เอชอาร์"

เริ่มต้น 9.79 แสนบาท      บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ประกาศเปิดราคาจำหน่าย "ซี-เอชอาร์" อย่างเป็นทางการ โดยมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน และไฮบริด รวม  4 รุ่นย่อย พร้อมจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั่วประเทศ โดยวันที่ 19 – 23 มกราคม จัดที่ เซ็นทรัล โคราช 7 – 11 กุมภาพันธ์ ที่ เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ วันที่ 15 – 19 กุมภาพันธ์ ที่ เซ็นทรัล ภูเก็ต วันที่ 23 – 27 กุมภาพันธ์ ที่ เซ็นทรัล ชลบุรี และ วันที่ 7 – 11 มีนาคม 2561 เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร        นอกจากนี้ยังจัดแคมเปญพิเศษ Custom Name Plate สำหรับลูกค้าที่ทำการจองรถตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ด้วยการขยายเวลารับประกันคุณภาพรถใหม่เป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. และรุ่นไฮบริด รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง ขอบคุณข่าวจาก : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 577

16 มกราคม 2018

Boeing โชว์โดรนขนาดยักษ์ ขนของได้หนัก 500 ปอนด์

Boeing ประกาศเปิดตัวโดรนขนาดยักษ์ที่สามารถขนน้ำหนักได้ถึง 500 ปอนด์ หรือ 226.8 กิโลกรัม เรียกว่าเป็นโปรโตไทป์ของ “unmanned electric vertical-takeoff-and-landing (eVTOL) cargo air vehicle (CAV)” Boeing บอกว่าโดรนลำนี้ วิศวกรของบริษัทใช้เวลาออกแบบและสร้างขึ้นมาภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือนเท่านั้น และได้ผ่านการทดสอบการบินครั้งแรกที่ Collaborative Autonomous Systems Laboratory ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยของ Boeing ใน Missouri แล้ว โดรนลำนี้ มีใบพัดทั้งหมด 8 ใบพัด สามารถบินขึ้นแบบตรงได้ มีขนาดกว้าง 18 ฟุต ยาว 15 ฟุต สูง 4 ฟุต น้ำหนัก 747 ปอนด์ ออกแบบมาให้บรรทุกน้ำหนักได้สูงสุดถึง 500 ปอนด์ ซึ่งจะเหมาะกับการใช้งานด้านการบรรทุกสินค้า ตัวโดรนขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ว่า Boeing ไม่ได้เผยข้อมูลอื่นอย่างเช่นระยะเวลาการบินทดสอบหรือความจุของแบตเตอรี่ของโดรน   ขอบคุณที่มาข่าวจาก: blognone.com

จำนวนผู้อ่าน: 716

11 มกราคม 2018

แผน 'ทอท.' ขยายสนามบิน 6 แห่ง ชี้จราจรทางอากาศเพิ่มขึ้น

กก.ผอ.ใหญ่ "ทอท." เผยแผนขยายสนามบิน 6 แห่ง ในระยะ 10 ปี เพื่อรองรับปริมาณจราจรทางอากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หรือ AOT กล่าวว่าตามที่เว็บไซต์บลูมเบิร์ก รายงานข่าวว่า ทอท. เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกในหุ้นกลุ่มท่าอากาศยาน โดยหุ้น AOT มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 75% จากการอ้างอิงข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 ปี ส่งผลให้หุ้น AOT มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) มากกว่า 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้โดยสารเดินทางมาใช้บริการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยาน แม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสนามบินแออัด อาจจะกระทบต่อกิจการในอนาคต เห็นควรขยายผล เพื่อสะท้อนถึงมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเมืองไทยมากขึ้นนั้น   ทอท.มีแผนขยายท่าอากาศยานภายใต้ความรับผิดชอบทั้ง 6 แห่งในระยะ 10 ปี นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 โดยจะเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสารจากเดิม 83.5 ล้านคนต่อปีเป็น 184 ล้านคนต่อปีในปีงบประมาณ 2568 คาดว่าใช้งบประมาณลงทุนรวม 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2561 หลังการปรับปรุงท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 แล้วเสร็จ และเมื่อรวมกับการปรับปรุงท่าอากาศยานดอนเมือง ในปี 2559 พบว่า ทอท.ได้ขยายศักยภาพการรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 42.5 ล้านคนต่อปี โดยในปี 2560 มีปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการท่าอากาศยานของ ทอท. เป็นจำนวน 133 ล้านคน โดยปัจจุบัน ทอท.อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ ตามโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554 – 2560) โดยได้เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจากเดิม 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี นายนิตินัย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการพัฒนาท่าอากาศยานแล้ว ทอท. ในฐานะหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคมได้ร่วมทำแผนบูรณาการยุทธศาสตร์การบริหารท่าอากาศยาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงข่ายระบบการขนส่งทางอากาศของประเทศในภาพรวม โดย ทอท.ได้วิเคราะห์บทบาทของ ทอท.ในการเพิ่มศักยภาพโครงข่ายระบบท่าอากาศยานของประเทศไทย ภายใต้กรอบแนวคิดแบบการบริหารจัดการทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน ต้องทำเป็นกลุ่ม (Cluster) เพื่อให้การบริหารจัดการน่านฟ้าของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ (Positioning) ของท่าอากาศยานแต่ละแห่ง อันจะเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ภาคพื้น ยังทำให้การทำการตลาดของแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละกลุ่ม Cluster เป็นไปในทิศทางเดียวกันและไม่เกิดการแข่งขันกันเอง ซึ่งจะนำมาซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของประเทศโดยรวม   ขอบคุณที่มาข่าวจาก : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 717

08 มกราคม 2018

“เบนซ์” ลุยพัฒนาช่าง ป้อนตัวแทนจำหน่าย

มอบใบประกาศนักเรียนฝึกหัด โครงการ เยอรมัน-ไทยเพื่อความเป็นเลิศในการศึกษาทวิภาคี ก่อนบรรจุทำงานกับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ         อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยโมีทิศทางที่เติบโตมาโดยตลอด อาจจะมีบางช่วงที่สะดุด แต่ก็กลับมาพื้นตัวและเติบโตในเวลาไม่นาน นอกจากนี้อุตสาหกรรมยังเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็วโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี ทำให้ต้องปรับตัวให้ทัน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาพบปัญหาหนึ่งเกิดขึ้นคือ บุคลากรภาคบริการที่เติบโตไม่ทัน ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ พยายามหาทางแก้ไขหลากหลายวิธี รวมถึงการพัฒนาขึ้นมาเอง         อย่างเช่น บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เปิดโครงการ เยอรมัน-ไทยเพื่อความเป็นเลิศในการศึกษาทวิภาคี โดยให้ทุนนักนักเรียนช่างฝึกหัด ซึ่งล่าสุดเป็นรุ่นที่ 27 ในสาขาวิชาเมคคาทรอนิคส์ยานยนต์ ระดับบี (Level B) หลักสูตร 2 ปี ซึ่มีผู้จบการศึกษ 29 คน         ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นบริษัทแรกในไทยที่ทำการเรียนการสอนหลักสูตรอาชีวศึกษาระดับบี ซึ่งบริษัทได้จัดพิธีมอบประกาศนียบัตร โดยเป็นรุ่นแรกที่ได้ร้บใบประกาศที่ส่งตรงมาจากหอการค้าเยอรมัน-ไทย ประเทศเยอรมนีอีกด้วย         สำหรับหลักสูตรนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์, หอการค้าเยอรมัน-ไทย, วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ, วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก และวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก โดยมีการสอนในภาคปฏิบัติโดยผู้ฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงการเรียนรู้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น ระบบความปลอดภัย ระบบขไฮบริด ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ศูนย์ปฏิบัติการครบวงจร “เมอร์เซเดส-เบนซ์ คอมพีเทนซ์ เซ็นเตอร์"        "นักเรียนช่างฝึกหัดทุกคนจะได้บรรจุเข้าร่วมงานกับผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ 15 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะได้รับการบริการที่ดีที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุดจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้มาตรฐานเท่าเทียมกันทั่วโลก"   ขอบคุณที่มาข่าวจาก : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 652

08 มกราคม 2018

เปิด 5 ธุรกิจดาวรุ่งในปี 2560

เปิด 5 ธุรกิจดาวรุ่งในปี 2560 "อีคอมเมิร์ซ" บูม "รถยนต์" ฟื้น "ท่องเที่ยว-ส่งออก" ทุบสถิติ ในรอบปี 2560 หลายธุรกิจเผชิญอยู่ในอาการล้มลุกคลุกคลาน ทว่ายังมีหลากหลายธุรกิจเติบโตดี กองบรรณาธิการ “กรุงเทพธุรกิจ” สรุป 5 ธุรกิจดาวรุ่ง พบว่าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่โหนกระแสเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและเทรนด์เทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจ มีดังนี้ เศรษฐกิจโลกฟื้นดัน "ส่งออก" ทุบสถิติ     หลังส่งออกไทยดำดิ่งมาตั้งแต่ปี 2556-2559 โดยปี 2556 ติดลบ 0.26% ปี 2557 ติดลบ 0.45% ปี 2558 ติดลบหนักสุด 5.78% จนมากระเตื้องในปี 2559 กลับมายืนบวกที่ 0.50% มาถึงปี 2560 อานิสงส์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้การส่งออก “พลิกฟื้น”กลับมาเหนือความคาดหมาย ล่าสุดตัวส่งออกเดือนพ.ย.2560 เติบโต 13.4% ถือเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 58 เดือน ยังทำให้ตัวเลขส่งออกในช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.2560) ขยายตัวถึง 10% ทำให้กระทรวงพาณิชย์ มั่นใจว่าจะผลักดันการเติบโตการส่งออกทั้งปี2560 ขยายตัวสูงถึง 10% มูลค่า 235,000 ล้านดอลลาร์สูงสุดในรอบ 6 ปี ยังคงเป็นรายได้หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ส่งออกดีเกือบทุกรายการสินค้า ยังเป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวดี ส่วนใหญ่เป็นไปตาม “เทรนด์โลก” เริ่มขยับไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีชั้นสูง โดยเฉพาะกลุ่มคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนประกอบ มือถือ อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต (IoT-Internet of Things) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายรัฐบาลสนับสนุนให้เกิดการลงทุนการส่งออกไปสู่เทคโนโลยีอุตสาหกรรมชั้นสูง เพื่อยกระดับไทยไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 มุ่งไปที่อุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) "ธุรกิจสูงวัย" โตทุกเซ็กเมนท์ ธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เป็นอีกหนึ่งเซ็กเมนท์ที่เคลื่อนไหวมากในรอบปีที่ผ่านมา ผลพวงจากภาคธุรกิจตระหนักถึงการก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ที่จะมาถึงในปี 2564 ของประเทศไทย จึงปรับทิศทางการลงทุนเพื่อเตรียมรับฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ปี2560 ธุรกิจที่เคลื่อนไหวลงทุนชัดเจนมากสุดคือ อสังหาริมทรัพย์ ที่หลายค่ายต่างพัฒนาแบบโครงการโดยเสริมให้มีห้องนอนชั้นล่างสำหรับผู้สูงอายุ พร้อมด้วยฟังก์ชันพิเศษ เช่น การทำราวจับ พื้นไม่ลื่น ฝักบัวปรับเลื่อนระดับได้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการรูปแบบคอนโดมิเนียม ที่จัดเตรียมบริการทางการแพทย์ครบวงจร พร้อมบริการผู้ช่วยส่วนบุคคลตลอด 24 ชั่วโมง เช่นเดียวกับ ธุรกิจเนิร์สซิ่งโฮม หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ขยายตัวเป็นดอกเห็ด ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุในช่วงต้นปี-กลางปี 2560 มีผู้ประกอบการยื่นจดทะเบียนเพื่อประกอบกิจการเนิร์สเซอรี่ และบริษัทรับจัดหาพนักงานดูแลผู้สูงอายุ มากกว่า 50 ราย ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ นนทบุรี และปทุมธานี และเป็นที่น่าสังเกตว่าในต่างจังหวัดโดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ ก็มีเนิร์สเซอรี่ทยอยเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ยุคทอง "อีคอมเมิร์ซ" ปี 2560 นับเป็นปีที่อีคอมเมิร์ซประเทศไทยขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จากทั้งการโหมตลาดอย่างต่อเนื่องของ “อาลีบาบา” โดย “ลาซาด้า” ท้าชนด้วยยักษ์ใหญ่จากเกาหลีไต้ “อีเลฟเว่นสตรีท”การเข้ามาประกาศปักธงไทยอย่างเป็นทางการของ “เจดีดอทคอม” ขณะเดียวกันมีผู้เล่นอีกหลายรายหวังเข้ามาชิงเค้กไม่ว่าจะเป็นยักษ์อินเทอร์เน็ตไต้หวัน “ช้อปปี้” ในเครือการีนา (ซี) แบรนด์ดอทคอม รายย่อยหารายได้เสริมเป็นอาชีพที่ 2 รวมถึงการมาของโมเดลแบบออนไลน์ทูออฟไลน์(โอทูโอ) ไพรซ์ซ่าผู้ให้บริการเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นเปรียบเทียบราคาสินค้าออนไลน์ชั้นนำ ประเมินไว้ว่าอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซประเทศไทยมีศักยภาพเติบโตได้สูงมากต่อปี 20-30% ขณะเดียวกันสัดส่วนบนออนไลน์ยังน้อยมากแค่ 1% ของภาพรวมค้าปลีกดังนั้นโอกาสยังรออยู่อีกมหาศาล ปัจจุบันมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่เป็นประจำราว 38 ล้านคน นักช้อปออนไลน์ 12.1 ล้านคน หรือคิดเป็น 32% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต คาดว่าปี 2561 จำนวนนักช้อปจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปัจจัยบวกทั้งการสนับสนุนภาครัฐผ่านนโยบายไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาอีเพย์เมนท์ การมาของฟินเทค ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในแวดวงโลจิสติกส์ ท่องเที่ยวสร้างสถิติ "นิวไฮ" ในปี 2560 เป็นปีที่ไทยสร้างสถิตินักท่องเที่ยวสูงสุดได้อีกครั้งด้วยจำนวนเกิน 35 ล้านคน ตอกย้ำการเป็นจุดหมายยอดนิยมของตลาดต่างประเทศ ก่อนจะก้าวสู่เป้าหมายใหม่ปี 2561 ที่ตั้งรายได้ไว้สูงถึง 3.03 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10% ระหว่างที่ประกาศให้เป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” ซึ่งเปิดตัวไปตั้งแต่เดือน พ.ย.2560 ด้านธุรกิจโรงแรมตลอดปี 2560 สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) รายงานอัตราเข้าพักเฉลี่ยโรงแรมทั่วประเทศของไทย อยู่ที่ 75% เพิ่มขึ้น 5-7% เมื่อเทียบกับปี 2559 โดยจังหวัดที่เติบโตสดใส ได้แก่ ภูเก็ต มีอัตราเข้าพักเฉลี่ยสูงถึง 80-85% ตามด้วยกรุงเทพฯ 70-75% และเชียงใหม่ราว 75% ส่วนพัทยา ที่เคยได้รับผลกระทบจากทัวร์จีนและรัสเซียที่ลดลงในปี 2559 ก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้ว จนมีอัตราเข้าพักเฉลี่ยราว 68-70% ตามลำดับ โดยภาพรวมยกให้การขยายตัวของ “สายการบินต้นทุนต่ำ” มีบทบาทในการช่วยนำตลาดต่างประเทศมาไทยเพิ่ม ทั้งการขยายเส้นทางและเพิ่มความถี่ ระหว่างเมืองหลักกับเมืองหลัก, เมืองหลักถึงเมืองรอง และเมืองรองถึงเมือรองด้วยกัน "รถยนต์" โตครั้งแรกรอบ 5 ปี ตลาดรถยนต์ไทยเคยทำสถิติยอดขายสฺูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1.43 ล้านคัน ในปี 2555 และเป็นยอดขายที่เกิน 1 ล้านคัน เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการรถคันแรกของรัฐบาลในช่วงนั้นที่ส่งผลให้เกิดการเร่งซื้อของผู้บริโภคที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะในเดือน ธ.ค.ที่จะสิ้นสุดโครงการ มียอดขายถึง 1.4 แสนคัน แต่การเร่งซื้อก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง และมีผลทำให้หลังจากนั้นตลาดรถยนต์ติดลบมาโดยตลอด 4 ปี โดยในปี 2559 ม่ียอดขายรวม 7.68 แสนคัน เมื่อเข้าสู่ปี 2560 ตลาดเริ่มปรับตัวดีขึ้นยอดขายรายเดือนเทียบกับกับเดือนเดียวกันปีก่อนหน้าดีขึ้นตลอดตั้งแต่เดือน ม.ค. และเดือน พ.ย.2560 มียอดขาย 7.8 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 20.6% จากเดือน พ.ย.ปีก่อนหน้า และทำให้ยอดรวม 11 เดือนปีก่อนอยู่ที่ 7.67 แสนคัน เพิ่มขึ้น 12.5% เป็นผลมาจากหลายปัจจัยบวก ทั้งทิศทางของภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มพื้นตัว การกระตุ้นเศรษฐกิจและลงทุนภาครัฐ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น การที่ค่ายรถเปิดตัวรถรุ่นใหม่จำนวนมาก และได้รับการตอบรับจากตลาดด้วยดี และยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายของค่ายรถต่างๆ มากระตุ้นอีกทางหนึ่งด้วย ส่วนเดือน ธ.ค.2560 ประเมินว่า ยังคงได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวก และมียอดจองจากงานมหกรรมยานยนต์เข้ามาเสริม อีกทั้งตามสถิติแล้วพบว่า เป็นเดือนที่มียอดขายสูงสุดของปี จะทำให้ยอดขายยังเติบโตต่อไป คาดว่าจะทำให้ปี 2560 เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8.4-8.7 แสนคัน   ขอบคุณที่มาข่าวจาก : bangkokbiznews.com  

จำนวนผู้อ่าน: 651

04 มกราคม 2018

อิเล็กฯชี้แนวโน้มปีนี้สดใสต่อเนื่อง

สมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์ ชี้ส่งออกอิเล็กฯ ปี 2561 ส่งสัญญาณโตบวก คาดโอกาสขยายตัวได้ 6% รับปัจจัยบวกการเมืองสงบ นโยบายรัฐเอื้อการลงทุน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลหนุนการบริโภคโดยรวม นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยปี 2561 ตัวเลขยังคงเป็นบวก คาดว่าจะเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 3-6% ต่อเนื่องจากปี 2560 ที่เติบโตราว 8-9% ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากการที่เทคโนโลยีกลายเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ในทิศทางเดียวกันส่งผลให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการบริโภคชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไปได้ ทั้งแนวโน้มมีความเป็นไปได้ว่านักลงทุนจะย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ กลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องไปกับนโยบายส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ รวมถึงการลงทุนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี นอกจากนี้ บ้านเมืองที่สงบ การเมืองที่มีเสถียรภาพส่งผลให้บรรยากาศโดยรวมเหมาะแก่การทำธุรกิจ ไม่เกิดการตั้งคำถาม อีกด้านนับว่าไทยผ่านเหตุการณ์วิกฤติมาได้หลายครั้งและไม่ได้มีผลกระทบอะไรที่รุนแรง ดังนั้นจึงถูกมองว่าเป็นประเทศที่คาดเดาอนาคตได้ง่าย "ผมได้เห็นสัญญาณที่เป็นบวกมาตั้งแต่ครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว พอครึ่งปีหลังยิ่งเห็นว่าเติบโตได้ดีมากขึ้น ผมเชื่อด้วยว่าด้วยบรรยากาศที่เป็นอยู่ขณะนี้จะส่งผลให้ตลาดเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้โดยทั่วไปบรรยากาศการบริโภคฝั่งคอนซูเมอร์อาจไม่แน่นอน แต่ส่วนของอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่และตลาดหลักเป็นการส่งออกไปทั่วโลกจึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ" ส่วนความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก แต่แม้มีผลกระทบก็คงไม่นาน เนื่องจากโลกธุรกิจยังต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี จำเป็นต้องนำไปใช้เพื่อการพัฒนาสู่ยุค 4.0 ในมุมผู้ผลิต ต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลา คำนึงถึงประเด็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทุกวัน ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร คำนึงถึงความสุขของคนในองค์กร เพิ่มความเชี่ยวชาญ รวมถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีม และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ส่วนภาครัฐ ระยะหลังมานี้เห็นได้ชัดเจนว่ามีการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น นับเป็นช่วงเวลาที่ดี บรรยากาศน่าลงทุนอย่างมาก  “นโยบายรัฐบาลที่จะรักษาบรรยากาศให้เป็นบวกมีส่วนสำคัญอย่างมาก หากสามารถรักษาความสงบทางการเมือง การบริหารจัดการภาครัฐที่เร็วมากขึ้นได้ตลอด อุตสาหกรรมก็มีโอกาสเติบโตได้ดีต่อเนื่อง” นายสัมพันธ์ กล่าว เขากล่าวว่า ต่างชาติยังคงเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ปัจจุบันไทยยังคงเป็นฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์อันดับ 1 ของโลก ด้วยสัดส่วนมากกว่า 50% ทุกวันนี้ยังคงสามารถรักษามาตรฐาน คุณภาพกระบวนการผลิตได้ดีมาต่อเนื่อง 30 ปี สำหรับตัวแปรสำคัญที่จะตัดเชือกว่านักลงทุนจะตัดสินใจเข้ามาหรือไม่ หลักๆ ขึ้นอยู่กับนโยบายระหว่างประเทศซึ่งขณะนี้ชาติต่างๆ ต่างกำลังแข่งขันเพื่อดึงดูดนักลงทุนกันอยู่ ขณะที่ ตัวแปรด้านความเปลี่ยนแปลงของตลาด ย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้ผู้ผลิตไม่ได้กังวลมากนัก เนื่องจากภาพที่มองเห็นเป็นบวกดังกล่าว ที่ผ่านมาได้ผ่านเหตุการณ์วิกฤติมามาก จนทุกวันนี้มีแผนงานเพื่อรองรับความไม่แน่นอน พยายามระมัดระวัง รอบคอบ และยืดหยุ่นให้ได้ตามการเปลี่ยนแปลง ด้านการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ผู้ผลิตได้เริ่มปรับตัว เปลี่ยนแปลงตัวเองมาล่วงหน้าเป็นเวลากว่า 10 ปี เช่นการนำระบบอัตโนมัติมาปรับใช้ โดยค่อยๆ ทยอยเข้ามาเป็นระยะ ประเมินขณะนี้การปรับตัวเพื่อก้าวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของผู้ผลิตรายใหญ่นับว่าทำได้ดีไม่ต่างกับบริษัทในยุโรปหรืออเมริกา  ปัจจุบันการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีอยู่ 2 รูปแบบหลัก คือ การย้ายฐานการผลิต และด้านเทคโนโลยี 4.0 การลงทุนไอทีที่มองกันอยู่ หลักๆ ขณะนี้คือการนำเทคโนโลยีบิ๊กดาต้าและอนาไลติกส์มาปรับใช้ นอกจากนั้น มีการนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที) มาใช้มากขึ้น โดยรวมจะค่อยๆ ดำเนินการ ทำทันทีเลยไม่ได้ต้องคำนึงถึงคุณภาพและความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ด้านบุคลากร ต้องพัฒนาต่อเนื่องเช่นกัน บทบาทของสมาคมนายจ้างอิเล็กฯ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงจะต้องมีแผนงานรองรับไว้ชัดเจนเสมอ เช่น การสนับสนุนด้านการฝึกอบรม พัฒนาทักษะบุคลากร โดยปกติจะต้องวางแผนล่วงหน้าระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปีหรือ 1 ปีครึ่ง เน้นเรื่องการเพิ่มทักษะใหม่ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน เพิ่มสมรรถนะในงานสำคัญที่จะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ประเทศ   ขอบคุณที่มาข่าวจาก : bangkokbiznews.com    

จำนวนผู้อ่าน: 588

04 มกราคม 2018

‘ค้าปลีก’สู้ศึก‘ออนไลน์-ออฟไลน์’

การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการดำเนินธุรกิจค้าปลีกในยุคดิจิทัล ที่ต้องรับมือพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงรอบด้านสิ่งสำคัญในการทำการตลาดต้องยึด “ความต้องการของลูกค้า” เป็นหลัก  "ในยุคที่ลูกค้ามีทางเลือกหลากหลายภายใต้ผู้ประกอบการจำนวนมาก ทำให้ลูกค้าสมัยใหม่มีความภักดีต่อแบรนด์น้อยลง และเปลี่ยนใจจากแบรนด์ หรือเกิดการสวิชชิ่งแบรนด์สูง ดังนั้น การรู้จักลูกค้าและความต้องการของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขัน เหมือนเรามีโทรศัพท์แต่ใช้ไม่เป็นก็ไม่มีประโยชน์” ​ทั้งนี้ ผู้บริโภคยุคใหม่มีพลังของข้อมูลข่าวสาร รู้ลึก รู้จริง ด้วยทางเลือกมากมายมหาศาล ทำให้มีความต้องการที่เรียกว่า “ไร้รูปแบบ” เป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการทำตลาดที่ไม่สามารถคาดเดาได้ นักการตลาดจึงต้องพร้อมเชื่อมโยงเครื่องมือทุกส่วนทั้ง ออฟไลน์“ และ ”ออนไลน์"  เพื่อเข้าถึงลูกค้าทุกทิศทางที่มาแบบไร้รูปแบบ ชำนาญ ขยายความต่อว่า การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมลูกค้าขณะนี้ได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยี ดังนั้นการพัฒนาสินค้า บริการ และองค์ประกอบการต่างๆ ภายในร้านค้าปลีกต้องเชื่อมโยงกับลูกค้าเป็นตัวตั้ง ยกตัวอย่าง ลูกค้ายุคใหม่มีข้อมูลก่อนมาซื้อสินค้า จะต้องปรับบทบาทของพนักงานอย่างไรไม่ใช่แค่ขายสินค้าที่ลูกค้าอาจมีข้อมูลมากกว่า ทางด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการดำเนินธุรกิจค้าปลีกในยุคดิจิทัล  ปี 2561 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จะขยายตัว 20-25% มีมูลค่ารวม  2.56 แสนล้านบาท จูงใจให้ผู้ประกอบการค้าปลีกรวมถึงผู้ประกอบการที่อยู่นอกธุรกิจค้าปลีก (Non-Retail) มีการแตกไลน์และสนใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะ “ค้าปลีกออนไลน์” ยกตัวอย่าง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีการจัดตู้รับสินค้าไว้บริการลูกบ้านที่สั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หรือธุรกิจพลังงานที่หันมาลงทุนทำธุรกิจค้าปลีกทั้งในส่วนหน้าร้านและออนไลน์ หรือแม้แต่ผู้ผลิตสินค้าหรือเจ้าของแบรนด์ก็หันมาจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยตนเอง การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในระยะข้างหน้าจะไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่ในกลุ่มผู้เล่นที่เป็นผู้ประกอบการค้าปลีกอีกต่อไป แต่จะมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซและผู้ประกอบการนอกกลุ่มธุรกิจค้าปลีกเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในรูปแบบการเข้ามาสนับสนุนเชนธุรกิจออนไลน์ หรือการเข้ามาเป็นคู่แข่งหน้าใหม่ในธุรกิจค้าปลีกนี้ ส่งผลให้ผู้ค้าปลีก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่มีหน้าร้าน (Offline) เผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและแตกต่างกันไป ยิ่งมีการรุกเข้ามาของกลุ่มตลาดกลางออนไลน์ (E-Market Place) ต่างชาติรายใหญ่เช่น จีน เกาหลีใต้ ที่มีแผนบุกตลาดออนไลน์ของไทยรวมถึงอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ “เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว ผู้ค้าปลีกแต่ละกลุ่มต้องเร่งปรับตัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะการทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์หรือพฤติกรรมลูกค้าตนเองให้ได้มากที่สุด ผ่านการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า (Big Data) ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Data Analytics หรือแม้แต่เทคโนโลยี AI” แม้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้ค้าปลีกรายใหญ่จะมีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการหันมารุกช่องทางออนไลน์เพื่อเติมเต็มเชนธุรกิจให้ครบวงจร ในลักษณะของการลงทุนด้วยตนเองหรือจับมือร่วมกับพันธมิตรรายใหญ่ ขณะเดียวกันช่องทางหน้าร้าน ได้มีการปรับโครงสร้างของร้านให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น ด้วยขนาดพื้นที่ที่มาก จึงมีทางเลือกที่ยืดหยุ่นในการปรับตัวให้ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้ครอบคลุมทุกกลุ่ม "ทำอย่างไรที่จะสนับสนุนให้ร้านค้าที่เช่าพื้นที่อยู่ในศูนย์การค้ายังขายสินค้าได้ เพราะร้านค้านอกจากจะเผชิญการแข่งขันและแย่งชิงลูกค้ากันเองแล้ว ยังต้องเผชิญการแข่งขันกับร้านค้าปลีกออนไลน์ ที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น อีกทั้งประเภทของสินค้าที่จำหน่ายผ่านออนไลน์มีความหลากหลาย สั่งซื้อได้ง่ายและสะดวกขึ้น" ผู้ค้าปลีกยังปรับตัวด้วยการเลือกบริหารจัดการสินค้าและการทำกิจกรรมหรืออีเวนท์ต่างๆ เช่น การจัดพื้นที่โคเวิร์กกิ้งสเปซ สำหรับกลุ่มคนทำงาน การคัดเลือกสินค้าที่มีความหลากหลายและแตกต่าง หรือมีเอกลักษณ์เฉพาะ  แม้ผู้ประกอบการจะมีการ “ปรับตัว” มาโดยตลอด แต่อีกโจทย์ท้าทายที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการสินทรัพย์ (Fixed Asset) ที่ได้ลงทุนไปก่อนหน้านั้น หรือการลงทุนขยายสาขาใหม่และการบำรุงซ่อมแซมสาขาเก่าอย่างไร ให้สามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่ามากที่สุด   ขอบคุณที่มากข่าว : bangkokbiznews.com    

จำนวนผู้อ่าน: 561

04 มกราคม 2018

คอนโดกรุงเทพเปิดตัวสูงสุดรอบ 10ปี

บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด รายงานผลวิจัยตลาดคอนโดในกรุงเทพปี 2560 โดยพบว่ายูนิตเสนอขายสร้างสถิติใหม่ มากที่สุดในรอบ10 ปี พร้อมทั้งคาดการณ์แนวโน้มปีหน้าว่ายังเติบโตต่อเนื่อง และเข้าสู่ภาวะการปรับเปลี่ยนจากหลายปัจจัย ทั้งการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดซีแอลเอ็มวี  การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และเทคโนโลยีที่มีบทบาทในการพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้น นลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ตลาดแข่งขันกันดุเดือด เนื่องจากมีสินค้าเสนอขายถึง 6.27 หมื่นยูนิต จาก 128 โครงการ ส่งผลให้รวมทั้งตลาดมี  5.5 แสนหน่วย และเป็นการเปิดตัวที่สูงกว่าอัตราเฉลี่ยช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (5.36 หมื่นหน่วยต่อปี) 15% ทำเลที่มีอุปทานเพิ่มขึ้นมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ พระโขนง-สวนหลวง 1.44 หมื่นหน่วย หรือ 23% พญาไท-รัชดาภิเษก 1.32 หมื่นหน่วยหรือ 21% และธนบุรี-เพชรเกษม 8,900 หน่วยหรือ  14% โดยทั้งหมดคิดเป็น 58% ของคอนโดที่เปิดใหม่ทั้งหมด ด้านยอดขายใหม่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี 5.73 หมื่นหน่วย สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (5.04 หมื่นหน่วยต่อปี) 14%  อย่างไรก็ตาม อัตราการขายรวมของทั้งตลาดยังคงที่อยู่ที่ 90% โดยยอดขายรวมสะสมเพิ่มเป็น 4.96 แสนหน่วย ทำให้ปัจจุบันมีห้องชุดเหลือขาย 5.39 หมื่นหน่วย “ปีนี้คอนโดเปิดใหม่มียอดขายเฉลี่ย 62% ทำเลที่ขายสูงสุด 3 อันดับแรกคือ 1.พระโขนง-สวนหลวง 2.พญาไท-รัชดาภิเษก 3.ปทุมวัน-ราชเทวี” ด้านราคาเฉลี่ยปรับขึ้น 8% เป็น 1.36 แสนบาทต่อตร.ม.จาก 1.21แสนบาทในปีที่แล้ว ทำเลที่ปรับขึ้นสูงสุด คือเขตปทุมวัน และราชเทวี 16% หรือ 2.34 แสนบาทต่อตร.ม. ตลาดกลางเมืองปรับขึ้น 12% หรือ 2.1 แสนบาทต่อตร.ม. เขตยานนาวาและคลองสานที่มียอดขายดี ราคาก็ปรับขึ้น 12% เช่นเดียวกัน ขณะที่ ปีหน้าคาดการณ์ว่า อุปทานจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 5.5 หมื่นหน่วย หรือ 10% โดยกรุงเทพชั้นในและเขตรอบกรุงเทพชั้นใน จะเป็นทำเลที่มีอุปทานใหม่เกิดขึ้นมาก ส่วนกรุงเทพชั้นนอกจะมีโครงการเปิดใหม่ไม่มากนักแต่จำนวนหน่วยต่อโครงการค่อนข้างมาก  นลินรัตน์ กล่าวว่า ปีหน้ายังจะได้เห็นแนวโน้มการพัฒนาคอนโดทุกเซ็กเมนต์ในซอยเล็ก เป็นตึก 7-8 ชั้นมากขึ้น เนื่องจากที่ดินริมถนนใหญ่หายาก และราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนตลาดกลุ่มต่างๆ คาดว่าตลาดซูเปอร์ลักชัวรี่ และตลาดลักชัวรี่ ผู้ประกอบการรายใหญ่และรายใหม่ๆ ยังให้ความสนใจ และราคาจะปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มผู้ซื้อจะขยายวงออกไปยังตลาดต่างชาติทั้งซื้อไว้ลงทุนและเป็นที่บ้านหลังที่ 2  “การเข้ามาของต่างชาติ นอกจากในฐานะผู้ซื้อแล้ว ยังเข้ามาในภาพของผู้ร่วมทุนอีกด้วย ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ซื้อเกิดความเชื่อมั่นได้มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย” สำหรับตลาดไฮเอนด์ ผู้พัฒนาส่วนใหญ่ จะยังคงเป็นรายใหญ่ที่ซื้อที่ดินติดรถไฟฟ้ากลางเมืองได้ แต่จะมีผู้ซื้อในวงจำกัด ส่วนระดับกลาง ยังคงเป็นโครงการที่อยู่บริเวณรอบใจกลางเมือง อยู่ใกล้รถไฟฟ้า ผู้ซื้อมีรายได้ที่มั่นคง ต้องการอยู่อาศัยจริง ขณะที่ตลาดซิตี้คอนโด เงื่อนไขด้านราคายังคงเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจของผู้ซื้อ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรต้องบริหารต้นทุนให้ดี ด้านปัจจัยที่จะมีผลต่อตลาด มีทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ต้องมองถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศด้วย เช่น พัฒนาการทางเศรษฐกิจของเพื่อนบ้าน เนื่องจากภายใน 10 ปี ประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) อาจพัฒนาทันไทย และมีโอกาสที่จะเติบโต เงินลงทุนที่เคยเข้าไทย อาจกระจายออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ การที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว จะส่งผลให้ที่อยู่อาศัย ต้องปรับเปลี่ยนไป  รวมถึงทิศทางลงทุนที่ผู้ประกอบการจะหันมาพัฒนา โครงการสิทธิการเช่าระยะยาว (Leasehold) บนที่ดินขนาดใหญ่ครอบครองโดยหน่วยงานรัฐบาล  “นอกจากนี้จะเห็นการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสเพื่อกระจายความเสี่ยง  ลดการแข่งขันทางธุรกิจมากขึ้น และตลาดต่างประเทศ ก็ยังคงเข้ามาเพิ่มบทบาทความสำคัญ ทั้งในแง่การลงทุนขนาดใหญ่และรายย่อยบริษัทต่างชาติจะให้ความสนใจร่วมลงทุนกับผู้พัฒนาโครงการในไทยทั้ง ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง”   ขอบคุณข่าวจาก : bangkokbiznews.com/

จำนวนผู้อ่าน: 622

25 ธันวาคม 2017

'กรมอุตุฯ' ประกาศเตือน 'พายุเทมบิน' ฉบับที่ 1

"กรมอุตุนิยมวิทยา" ประกาศเตือน "พายุเทมบิน" ฉบับที่ 1 คาดเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวไทยและภาคใต้ของประเทศช่วง 26-28 ธ.ค.นี้ กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 1 เรื่อง “พายุ “เทมบิน” (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 26-28 ธันวาคม 2560)” ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น. (24 ธ.ค.) พายุไต้ฝุ่น "เทมบิน" (TEMBIN) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 8.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 112.5 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางใต้เล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 26 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนล่างและตอนใต้ของประเทศเวียดนามในช่วงวันที่ 24-26 ธันวาคม 2560 และมีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชันตามลำดับ     โดยในช่วงวันที่ 26-28 ธันวาคม 2560 พายุนี้จะเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวไทยและภาคใต้ของประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเกิดขึ้นได้ สำหรับภาคใต้มีฝนตกหนักหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากสภาวะฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ขอบคุณข่าวจาก : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 556

25 ธันวาคม 2017

มาสด้า สร้าง สถิติ ยอดขายรายเดือนรอบ 2 ปี

มาสด้า 2 มาแรง ครองอันดับ 1 กลุ่ม บีคาร์+อีโค คาร์             ชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เดือน พ.ย.ที่ผ่รนมา มาสด้าสร้างยอดขายสูงสุดในรอบ 2 ปี 5,017 คัน เพิ่มขึ้น 56% จากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว โดยในยจำนวนนี้มาสด้า2 มียอดขายที่โดดเด่น 3,235 คัน เติบโต 90% กลับขึ้นมาครองอันดับ 1 ตลาดรถยนต์นั่งบีคาร์รวมกับอีโคคาร์ได้สำเร็จอีกครั้ง หลังเคยสร้างประวัติศาสตร์ก้าวขึ้นครองเบอร์หนึ่งมาแล้วเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา             “นับตั้งแต่ต้นปีมาสด้าส่งรถยนต์รุ่นใหม่ลงตลาดมากถึง 6 รุ่น พร้อมทั้งชูจุดแข็งด้านเทคโนโลยีอันล้ำอนาคตที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ ด้วยความแรง แต่ประหยัดน้ำมัน ผนวกกับระบบความปลอดภัยเต็มคัน ทำให้รถยนต์มาสด้าทุกรุ่นต่างได้รับกระแสความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะรถเก๋งเล็กอย่างมาสด้า2”             ขณะที่ซีเอ็กซ์-5 ใหม่ มียอดส่งมอบแล้ว 581 คัน เติบโต 72% และมียอดจองกว่า 2,000 คัน ตามด้วย มาสด้า3 จำนวน 356 คัน เพิ่มขึ้น 4% มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 จำนวน 265 คัน เพิ่มขึ้น 25% และมาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 จำนวน 1 คัน ส่วนรถปิกอัพ บีที-50 โปร 579 คัน ลดลงเล็กน้อย 7%   ขอบคุณที่มาข่าว : bangkokbiznews.com/

จำนวนผู้อ่าน: 572

18 ธันวาคม 2017

สวทช.วิจัยเชิงรุก พลิกโฉมอุตสาหกรรม

รายได้จากการวิจัย 1,961 ล้านบาทจากเป้าหมาย 1,830 ล้านบาทในปี 2560 เป็นผลจากการทำงานของ สวทช. ที่เดินหน้าเต็มกำลังวิจัยพัฒนาตอบโจทย์ทุกภาคส่วน และเตรียมพร้อมที่จะก้าวสู่ปี 2561 มุ่ง 5 ด้านทั้งอาหารเพื่ออนาคต, ระบบขนส่งสมัยใหม่, การสร้างสุขภาพและคุณภาพ “ตลอด 1 ปีที่บริหารงานเป็นช่วงที่ สวทช. ได้รับโอกาสในการทำงานหลายๆ เรื่องจากรัฐบาล โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมผลักดันระบบวิจัยของประเทศอย่างเข้มข้น จนเกิดแผนยุทธศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ 20 ปี” ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวภายในการแถลงผลงานในรอบปี ปีแห่งนวัตกรรมเชิงรุก การศึกษาค้นคว้าที่ทำมาอย่างต่อเนื่องเกิดเป็นผลงานพร้อมใช้ ที่ตอบสนองความต้องการของภาคเกษตร บริการและอุตสาหกรรมได้เป็นที่น่าพอใจ ทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์ 255 โครงการให้กับ 311 หน่วยงาน สร้างผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม 27,546 ล้านบาท เกิดการลงทุนด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคการผลิตและบริการ 9,456 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งการรับจ้างวิจัย การร่วมวิจัย การขายสิทธิบัตรรวมทั้งการให้คำปรึกษาต่างๆ ด้วย ในปี 2560 สวทช.ยื่นจดสิทธิบัตร 301 รายการ และผลงานตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ 578 ฉบับ ซึ่งในจำนวนนี้มีผลงานตีพิมพ์ที่มี Impact Factor ระดับ 34 ที่ถือว่าสูงมาก 1 ฉบับ หากนับรวม 4 ปีที่ผ่านมา สวทช. มีบทความตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติแล้ว 2,035 ฉบับ โดยผลงาน 1 ใน 3 ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติชั้นนำของโลก รวมถึงได้รับการนำไปใช้อ้างอิงในทางวิชาการสูงกว่าค่าเฉลี่ยภาพรวมของประเทศ ด้านการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทยผ่านโปรเจคหลักๆ ประกอบด้วย โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP ส่งผู้เชี่ยวชาญทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ 1,551 โครงการ มูลค่าผลกระทบ 2,573 ล้านบาท มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประมาณการตัวเลขผลกระทบด้านการลงทุนปี 2559 ระบุว่า ทุก 1 บาทที่ภาคเอกชนลงทุนก่อให้เกิดผลกระทบประมาณ 7.64 บาท หรือ 7 เท่า ในระยะเวลา 1 ปี โครงการหิ้งสู่ห้าง 3 หมื่นบาททุกสิทธิบัตร มีผู้ขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีกว่า 306 รายการ ขณะที่โครงการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีนวัตกรรม หรือ Start-up Voucher 8 แสนบาทต่อโครงการ ได้สนับสนุนเงินด้านการตลาด 82 ราย มูลค่า 60 ล้านบาท สร้างรายได้ 80 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการภาษีวิจัย 300% ได้ให้การรับรอง 400 โครงการ ในส่วนของบัญชีนวัตกรรมก็มีผู้ยื่นขอ 326 รายการให้การรับรอง 136 รายการ “จากรายได้ที่เราขยายเป้าเพิ่มระหว่างปีนี้ เราเชื่อว่าในปี 2561 จะสร้างรายได้มากกว่า 2 พันล้านบาททั้งจากการรับจ้างวิจัย การร่วมวิจัยกับภาคเอกชน รวมถึงบริการทางเทคนิคต่างๆ ที่สำคัญ คือ การเพิ่มส่วนของการฝึกอบรมสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องขยับสู่เทคโนโลยีใหม่ (Retrain) รวมถึงภาคเกษตรกรรมที่ต้องเปลี่ยนสู่เกษตรสมัยใหม่” 5 กรอบวิจัยนำไทยสู่ 4.0 ทิศทางการวิจัยของ สวทช. จะมุ่งเน้นให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและตอบความต้องการของภาคเอกชน ผ่านนโยบายการขับเคลื่อนด้วยประเด็นมุ่งเน้น 5 ด้าน ตามแผนกลยุทธ์ฉบับที่ 6 (2560-2564) ได้แก่ อาหารเพื่ออนาคต ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรามซัพพลายเชน, ระบบขนส่งสมัยใหม่, การสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตคนไทย, เคมีชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพ และ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรยั่งยืน ขณะเดียวกันจะต่อยอดจากฐานความเชี่ยวชาญของ 4 ศูนย์แห่งชาติ ของ สวทช. ทั้งด้าน ไบโอเทคโนโลยี ดิจิทัลเทคโนโลยี เทคโนโลยีวัสดุ และนาโนเทคโนโลยี มีเป้าหมายเพื่อการส่งเสริมให้ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศ ได้ใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมของไทย อาทิ อีอีซีไอซึ่งมีจุดโฟกัสอยู่ที่ 6 อุตสาหกรรม “สวทช.ได้ลงนามร่วมกับหน่วยงานต่างๆ รวม 63 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันพัฒนาอีอีซีไอบนพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ประกอบด้วย พื้นที่สีเขียว 40% พื้นที่วิจัย 40% และส่วนสนับสนุนการวิจัย 20% ทั้งนี้มีแผนการพัฒนาโครงการอีอีซีไอในปี 2561 อาทิ การออกแบบอาคาร การใช้ศักยภาพของโปรแกรม ITAP ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับเอสเอ็มอีในพื้นที่ นอกจากนี้ยังนำงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเกษตรของหน่วยงาน สท. ลงพื้นที่ 50 ชุมชนทันที” ในปี 2561 สวทช.เตรียมจัดทำเมกะโปรเจคใหม่ อาทิ ธนาคารพันธุ์พืช ธนาคารข้อมูลจีโนมหรือดีเอ็นเอ เป็นสิ่งที่ไทยต้องลงทุนเพื่อผลในระยะกลางหรือระยะยาว   ขอบคุณที่มาข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 622

18 ธันวาคม 2017

นครชัยฯลุยทุ่ม40ล้าน แข่งธุรกิจ "เจ๊เกียว" เพิ่มรถทัวร์ป1 กรุเทพ-โคราช

นครชัยฯลุยทุ่ม40ล้าน แข่งธุรกิจ "เจ๊เกียว" เพิ่มรถทัวร์ป1 กรุเทพ-โคราช เผยจัดเที่ยวพิเศษโดยสารฟรี 8 เที่ยว รับบริการจากบัสโฮสเตสกิตติมศักดิ์ 8 สาวสวยทายาทของคหบดี ที่ชานชาลาที่ 15 สถานีขนส่งนครราชสีมาแห่งที่ 2 (บขส.ใหม่ โคราช) เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 ธันวาคม นางกุลธิรา วงศ์เบญจรัตน์ ชัยยุตต์ อายุ 29 ปี รองกรรมการผู้จัดการบริษัท นครชัย 21 จำกัด ทำพิธีเปิดเที่ยวรถพิเศษตอบแทนผู้ใช้บริการรถโดยสาร “ นครชัยทัวร์ 21 ” สายกรุงเทพฯ -นครราชสีมา โดยจัดโปรโมชั่นฉลองครบรอบ 1 ปี ให้ประชาชนใช้บริการเที่ยวขาล่องหรือขาเข้ากรุงเทพ ฯ ฟรี จำนวน 8 เที่ยว และรับของที่ระลึกจากบัสโฮสเตสกิตติมศักดิ์รวม 8 คน ทั้งหมดเป็นสาวสวยทายาทของคหบดีเมืองโคราช ซึ่งผลัดเปลี่ยนให้บริการตลอดการเดินทางรวมทั้งลดราคาค่าโดยสารในเที่ยวปกติ 20 % ทุกนั่ง เนื่องจากเปิดให้รับตั๋วโดยสารก่อน 1 ชั่วโมง ของเที่ยวบริการฟรี จึงมีผู้โดยสารแห่มาใช้สิทธิพร้อมขอถ่ายรูปเซลฟี่กับบัสโฮสเตสกันอย่างคึกคัก นางกุลธิรา ฯ รองกรรมการ ฯ เปิดเผยว่า ผลตอบรับหลัง นครชัย 21 ได้เปิดให้บริการเที่ยวแรกในวันที่ 19 ธันวาคม 2559 โดยใช้ทุนดำเนินการกว่า 100 ล้านบาท เพื่อจัดสิ่งอำนวยความสะดวกตอบสนองความต้องการ โดยมีเบาะนวดไฟฟ้า ที่นั่งเลดี้โซน สัญญาณไวไฟ อินเตอร์เน็ต ช่องเสียบยูเอสบี คุณภาพระดับวีไอพีในราคา 191 บาท ซึ่งเท่ากับผู้ให้บริการรายอื่น แต่จำนวนรถที่มีเพียง 26 คัน ไม่สามารถให้บริการช่วงกลางคืนได้ จึงได้เพิ่มทุนประมาณ 40 ล้านบาท ในการจัดซื้อสัมปทานหรือคิวและตัวรถเพิ่มอีก 11 คัน รวมทั้งสิ้น 37 คัน เพื่อให้บริการหลัง 19.00 น. เป็นการตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางในช่วงกลางคืน “ นครชัย 21 ” ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาคุณภาพให้ดีที่สุดให้สมกับสโลแกนที่ยึดมั่นมาตลอดว่า “ เดินทางกับนครชัยทัวร์ เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ( Treating you as our family ) ” หากย้อนรอยกว่า 20 ปี ที่ผ่านมาถือเป็นยุคทองของรถร่วมโดยสารปรับอากาศชั้น 1 หมวด 2 สาย 21 เส้นทางกรุงเทพฯนครราชสีมาโดยมีผลประกอบการที่ดีมากจากจำนวนผู้โดยสารมากเป็นอันดับต้นๆของประเทศช่วงกลางวันต้องปล่อยรถในระยะเวลาเฉลี่ย15 นาทีต่อคันรวมทั้งการซื้อขายรวมคิว และตัวรถสูงกว่า 11 ล้านบาท ซึ่งมีบริษัท ราชสีมาทัวร์ จำกัด ของเจ๊เกียว นางสุจินดา เชิดชัย เจ้าแม่รถทัวร์ประเทศไทย อดีตนายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารขนส่ง ซึ่งผูกขาดอยู่เพียงเจ้าเดียว ต่อมา ช่วงสมัยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม ปี 2538 ได้อนุมัติสัมปทานให้กับ บริษัท แอร์โคราชพัฒนา จำกัด และในวันที่ 14 มีนาคม 2550 ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งของ บริษัท ราชสีมาทัวร์ จำกัด ได้แยกออกมาตั้ง บริษัท สุรนารีแอร์ จำกัด รวมทั้งในปี 2556 บริษัท บ้านช้างเผือกทัวร์ จำกัด ของนายธงชัย ทองแสนสุข เจ้าของโรงงานไอศกรีมช้างเผือก ได้สัมปทานเป็นรายที่ 4 ล่าสุดทายาทของกลุ่มนครชัยขนส่ง ผู้ให้บริการรถโดยสารหลายเส้นทางในประเทศไทย ได้ซื้อคิวพร้อมตัวรถ มาจัดตั้งบริษัท นครชัย 21 จำกัด เป็นคู่แข่งรายที่ 5 ขณะนี้มีรถร่วมโดยสารปรับอากาศชั้น 1 หมวด 2 สาย 21 รวมทั้งสิ้น 248 คัน โดยเป็นมีสัมปทานของราชสีมาทัวร์มากที่สุด รองลงมาตามลำดับ แอร์โคราชพัฒนา นครชัย 21 สุรนารีทัวร์และบ้านช้างเผือกทัวร์ นอกจากนี้ยังมีรถยนต์โดยสารปรับอากาศชั้น 2 และรถตู้โดยสารสายกรุงเทพนครราชสีมา รวมกว่าร้อยคันรวมทั้งล่าสุด สายการบิน Newgen airways นิวเจนแอร์เวย์ส ได้เปิดให้บริการเส้นทางการบิน ดอนเมือง-โคราช เที่ยวปฐมฤกษ์ ในวันนี้ ( 17 ธค.) ในราคาเริ่มต้น 499 บาท ถือเป็นสถานการณ์ที่เข้มข้น ท่ามกลางจำนวนผู้โดยสารลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการต้องงัดกลยุทธ์มาช่วงชิง เพื่อสร้างแรงดึงดูดแต่ก็ไม่มีแรงบวกพอที่จะให้มีผลกำไรเฟื่องฟูเหมือนในอดีตที่ผ่านมา หลายรายต้องประคองตัวเองให้รอดพ้นอุปสรรคนานัปการ ส่งผลผู้ประกอบการบางรายได้ประกาศขายเฉพาะคิวรถคันละ 7 แสนบาท ขอบคุณข่าวจาก : bangkokbiznews.com          

จำนวนผู้อ่าน: 1525

18 ธันวาคม 2017

เพาเวอร์มอลล์ลุยแพลตฟอร์มใหม่ขยายฐานลูกค้า

โจทย์ธุรกิจยุคใหม่มุ่งจับมือ “พันธมิตร” เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดอย่างชัดเจน เป็นแต้มต่อทางการแข่งขันเหนือคู่แข่ง ยิ่งทวีความสำคัญสำหรับการช่วงชิงลูกค้าท่ามกลางทางเลือกที่มีเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา จักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส บริหารสินค้า บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า  ธุรกิจ เพาเวอร์มอลล์ (Power Mall)  ร้านค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้คอนเซปต์ “อิเล็กทรอนิกส์ ไลฟ์สไตล์”  มีการผนึกกำลังพันธมิตรธุรกิจ “เอสบี ดีไซน์ สแควร์” ในการขยายพัฒนาธุรกิจและขยายตลาดร่วมกัน โดยสร้างคอนเซปต์การให้บริการรูปแบบใหม่ของ เพาเวอร์มอลล์ ที่ตอบโจทย์ความครบของการแต่งบ้าน ประเดิม เอสบี ดีไซน์ สแควร์ สาขา เดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ “ทั้งเพาเวอร์ มอลล์ และ เอสบี ดีไซน์ สแควร์ ต่างมีเป้าหมายร่วมกันในการมุ่งพัฒนา โฮม ลิฟวิ่ง ไลฟ์สไตล์ ที่จะผสานจุดแข็งของทั้ง 2 ธุรกิจสร้างประสบการณ์และความแปลกใหม่ให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์"  เอสบี ดีไซน์ สแควร์ สาขาเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์  ศูนย์รวมการแต่งบ้านใหญ่สุดบน ถ.ราชพฤกษ์ มีสินค้าบริการทั้งเฟอร์นิเจอร์ สินค้าแต่งบ้าน และบริการออกแบบตกแต่งครบวงจร ให้บริการแบบ วันสต็อปเซอร์วิส โดยมี “จุดขาย” ที่จะกลายเป็นจุดแข็งร่วมกันระหว่าง เพาเวอร์มอลล์ และ เอสบี ดีไซน์ สแควร์ คือ การนำเสนอไอเดียการแต่งบ้านที่สามารถเพิ่ม “เครื่องใช้ไฟฟ้า” เข้าไปด้วยเทคโนโลยี Digital Mapping 3D รวมถึงการให้บริการส่งสินค้าแบบ ส่งตรงถึงบ้าน หรือ ดีลิเวอรี (Delivery) ส่งทุกวันภายใน 24 ชั่วโมง รวมถึงบริการพิเศษจากเพาเวอร์มอลล์ อาทิ บริการให้คำปรึกษา และคำแนะนำจากแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ การสาธิตวิธีใช้งานอย่างมืออาชีพ การติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญการ การรับประกันราคา และเป็นศูนย์บริการที่รับส่งซ่อมสินค้าไปยังแบรนด์ชั้นนำ เพาเวอร์มอลล์ ยังให้บริการความนำสมัยของสินค้าเครื่องไฟฟ้า ทีวีเครื่องเสียง โดยเฉพาะสินค้าในส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (Home Appliances) และเครื่องครัว (Kitchen Appliances) ที่โดดเด่นจากแบรนด์หลัก อาทิ ซัมซุง โซนี่ แอลจี อีเล็กโทรลักซ์ ฮิตาชิ ฯลฯ โดยระหว่างวันที่ 8 ธ.ค.2560-15 ม.ค.2561 ได้จัดโปรโมชั่นใหญ่เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการใช้จ่าย โดยสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์ชั้นนำลดราคาสูงสุด 50 % เมื่อช้อปตั้งแต่ 1.2 หมื่นบาทขึ้นไปรับคูปองส่วนลดเงินสดสูงสุด 3 หมื่นบาท สมาชิก เอ็มการ์ด และเอสบี แฟมิลี่ ลดเพิ่มสูงสุด 15% พร้อมคะแนนสะสม  สาขาใหม่ของเพาเวอร์ มอลล์ ครั้งนี้ นับเป็นการขยายธุรกิจนอกเครือห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าเดอะมอลล์เป็นครั้งแรก โดยใช้งบประมาณ 45 ล้านบาท คาดว่าภายใน 1-2 ปี แรก จะมียอดขายเฉลี่ย 300 ล้านบาทต่อปี ด้าน ธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับเพาเวอร์มอลล์เสริมศักยภาพให้ เอสบี ดีไซน์ สแควร์ มุ่งสู่ความเป็น “โฮม ดีไซน์ โซลูชั่นส์” ของคนรักการแต่งบ้าน ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความสะดวก ครบวงจร ในการใช้บริการ “ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าเฟอร์นิเจอร์และเครื่องไฟฟ้าต่อเนื่องไปกับการเซ็ตแบบ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ก็สามารถซื้อ ทีวีจากเพาเวอร์มอลล์ ไปตกแต่งเพิ่มเติมได้ทันที รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอื่นๆ จะมาเติมเต็มความครบถ้วนของสินค้าที่เกี่ยวกับบ้านให้กับ เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขาเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ มากขึ้น” เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขาเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ มีพื้นที่กว่า 2.3 หมื่นตร.ม. รัสมีให้บริการครอบคลุมพื้นที่ปิ่นเกล้า พุทธมณฑล บางใหญ่ ราชพฤกษ์ รัตนาธิเบศร์ เพชรเกษม ซึ่งมีโครงการหมู่บ้านและคอนโดมิเนียมนับร้อยโครงการ ถือเป็นเป็นโซนที่อยู่อาศัยที่มีการเติบโตสูงของกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ทำให้มีลูกค้าใช้บริการมากกว่า 6 หมื่นคนต่อเดือน  โดยมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง การจับจ่ายของลูกค้าต่อครั้งเฉลี่ย 4.5 หมื่นบาท หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง เกิน 1 แสนบาทต่อใบเสร็จ พบว่ามีปริมาณมากกว่าสาขาอื่น 10-20% เลยทีเดียว จากการเก็บข้อมูล พบว่าลูกค้าที่มาซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่สาขานี้  “สนใจและต้องการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติมค่อนข้างมาก” เพราะส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยที่อยู่ในโครงการหมู่บ้านใหม่ เชื่อว่าเพาเวอร์มอลล์เล็งเห็นโอกาสและกำลังซื้อของลูกค้าในโซนนี้เช่นเดียวกัน จึงเป็นที่มาของกลยุทธ์ความร่วมมือขยายฐานลูกค้าใหม่ร่วมกัน  ขณะที่แพลตฟอร์มใหม่ของ เพาเวอร์มอลล์ ในการสร้างจุดขายร่วมกับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ คาดว่าจะผลักดันธุรกิจเพาเวอร์มอลล์ มียอดขายเติบโตไม่ต่ำกว่า 7% สวนทางตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในภาพรวมที่ค่อนข้างซบเซา   ขอบคุณข่าวจาก : bangkokbiznews.com/  

จำนวนผู้อ่าน: 662

12 ธันวาคม 2017

ฟิลิปปินส์แอร์ไลน์รุกบินตรง‘อเมริกา’โกยลูกค้าเอเชีย

ฟิลิปปินส์ แอร์ไลน์ ตั้งเป้าขึ้นแท่นเป็นสายการบิน 5 ดาวภายในปี 2563 รุกหนักเส้นทางอเมริกาเหนือ ชูจุดแข็งเหนือคู่แข่ง ระยะบินถึงใน 12 ชั่วโมงจากมะนิลา หวังโกยลูกค้าตลาดเอเชียใช้บริการเพิ่ม เผยแผนสั่งเครื่องบิน 15 ลำประจำการ เสริมแกร่งบินไกล นางสาวดีน่า เมย์ ฟลอเรส รองประธานด้านบริหารรายได้ สายการบินฟิลิปปินส์ แอร์ไลน์  กล่าวว่าวางเป้าหมายเป็นสายการบินระดับ 5 ดาวภายในปี 2563 โดยระหว่างนี้เริ่มดำเนินการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับผู้โดยสาร เช่น ปรับปรุงให้ที่นั่งในเที่ยวบินระยะใกล้ มีจอภาพสำหรับความบันเทิงระหว่างโดยสาร เพิ่มระยะพื้นที่วางขาระหว่างเบาะโดยสารเพิ่มขึ้น และให้บริการเต็มรูปแบบด้วยอาหารร้อนภายในเที่ยวบินทั้งหมด เป็นต้น ซึ่งจะทำคู่ขนานไปพร้อมกับการขยายเส้นทางภายในเอเชีย และเพิ่มฝูงบินใหม่ๆ ให้สอดรับกับเส้นทางที่เติบโตขึ้น  ในปี 2561 มีแผนนำเครื่องบินประจำการเพิ่มอีก 15 ลำ จากที่มีอยู่แล้ว 88 ลำ ในจำนวนดังกล่าวมี ได้แก่ แอร์บัส เอ350 อยู่ 5 ลำ เป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง (Wide Body) ใช้รองรับการขยายเส้นทางระยะไกลสู่ภูมิภาคอเมริกา โดยเป็นสายการบินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายแรกที่บินตรงสู่ นิวยอร์ก เมืองในฝั่งตะวันตกของอเมริกา ด้วยการใช้กรุงมะนิลาเป็นศูนย์กลางการบิน (ฮับ) ระยะเวลาเดินทางราว 16 ชั่วโมง  สำหรับเส้นทางอเมริกาฝั่งตะวันออกนั้น มีจุดเด่นที่การใช้ระยะเวลาที่ใกล้กว่าเพียง 12 ชั่วโมงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ปัจจุบันมีเส้นทางที่ให้บริการอยู่แล้ว ได้แก่ ซานฟรานซิสโก, ลอสแองเจลิส และอีก 2 เมืองในแคนาดา ได้แก่ โตรอนโต และแวนคูเวอร์ อีกทั้งมีเส้นทาง ฮอนโนลูลู ในฮาวาย มลรัฐหนึ่งของสหรัฐที่อยู่ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกด้วย “ฟิลิปปินส์ แอร์ไลน์ ถือเป็นสายการบินแห่งแรกของเอเชีย มีอายุกว่า 77 ปี การเติบโตครั้งนี้วางวิสัยทัศน์ก้าวขึ้นเป็นสายการบินระดับ 5 ดาว ที่พร้อมให้บริการเชื่อมต่อเส้นทางระยะไกลที่สะดวก ดังนั้นจึงไม่เพียงแต่ขยายเส้นทางจากมะนิลาไปยังอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเตรียมขยายเส้นทางจากมะนิลาให้ครอบคลุมทั้งเอเชีย เพื่อให้ลูกค้าเดินทางเชื่อมต่อสะดวกมากขึ้น” การขยายเส้นทางระยะใกล้ จะทยอยทดแทนฝูงบินเดิมคือ แอร์บัส เอ321 และ เอ320 ด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่ เอ321 นีโอ ที่จะทยอยเข้ามาในปีหน้าก่อน 6 ลำ ซึ่งเส้นทางใหม่ล่าสุดคือ กรุงเทพฯ-เซบู เมืองใหญ่อันดับ 2 ของฟิลิปปินส์ ที่มีจุดเด่นเรื่องการเป็นเมืองเศรษฐกิจและมีแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลในจุดหมายเดียวกัน มีกลุ่มเป้าหมายที่ตลาดประชุมสัมมนา และนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ เริ่มเที่ยวบินแรกแล้วตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยเครื่องแอร์บัส เอ321 ขนาด 199 ที่นั่ง เริ่มต้นให้บริการด้วยความถี่ 3 เที่ยว/สัปดาห์ ทั้งนี้ เส้นทางเชื่อมอาเซียนที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ เส้นทางจากมะนิลาไปยัง กรุงเทพฯ, สิงคโปร์, โฮจิมินห์, กัวลาลัมเปอร์, จาการ์ต้า, เดนปาซาร์ (บาหลี) ส่วนการใช้เซบูเป็นฮับนั้น นอกจากกรุงเทพฯ ที่เป็นเส้นทางล่าสุดแล้ว ยังมีเส้นทางเซบู-สิงคโปร์ ด้วย ขณะเดียวกันมีการขยายเส้นทางไปยังเอเชียเหนือแล้วได้แก่ โอซาก้า, นาโกย่า, โตเกียว ในญี่ปุ่น รวมถึงกรุงโซล ในเกาหลีใต้ด้วย ซึ่งสามารถเป็นจุดขายเส้นทางเชื่อมต่อให้ตลาดอาเซียนมาแวะต่อเครื่องที่มะนิลา เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายที่นิยมดังกล่าวด้วย นายเออร์วิน เอฟ บาลาเน่ หัวหน้าแผนกพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ กล่าวว่าปีที่ผ่านมาฟิลิปปินส์มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5.8 ล้านคน แต่ในปี 2563 ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 12 ล้านคน ขณะที่ตลาดคนไทยไปฟิลิปปินส์ยังมีเพียง 4.4 หมื่นคนต่อปี แต่เชื่อว่าแนวโน้มการเดินทางของต่างชาติมายังฟิลิปปินส์จะเติบโตต่อเนื่อง เมื่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศในกลุ่มอาเซียนเชื่อมโยงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความต้องการเดินทางเพิ่มขึ้น สำหรับตลาดใหม่ๆ ที่จะรุกหนักมากขึ้น คือ กลุ่มคนที่ต้องการท่องเที่ยวไปด้วยและเรียนภาษาอังกฤษไปด้วย โดยมีเป้าหมายในตลาดที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ไทย และประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง เพราะฟิลิปปินส์มีจุดเด่นที่ประชากรกว่า 98% สื่อสารภาษาอังกฤษเป็นหลักและมีโรงเรียนสอนภาษาจำนวนมาก   ขอบคุณข่าวจาก: bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 646

12 ธันวาคม 2017

‘เอ็มจี’เปิดสายผลิตโรงงาน‘หมื่นล้าน’เล็งเสริมไลน์‘อีวี’

เอ็มจี เปิดสายผลิตโรงงานแห่งใหม่ ดันไทยฐานส่งออกรถพวงมาลัยขวาปีหน้า เดินหน้าขยายตลาดเสริมสินค้าใหม่ ทั้งปิกอัพ พีพีวี รถพลังงานไฟฟ้า ส่ง “อาร์เอ็กซ์ 5อีวี” ทดสอบการใช้งานแบตเตอรี พร้อมเอ็มโอยู สวทช.ร่วมมือศึกษา ก่อนตัดสินใจยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด จัดพิธีเปิดสายการผลิตโรงงานแห่งใหม่ภายในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์น ซีบอร์ด 2 จังหวัดชลบุรี โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี อัครราชทูตที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูต สาธารรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ผู้บริหารเอสเอไอซี มอเตอร์ ประเทศจีน ผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี เข้าร่วมงาน นายสือ กั๋ว หย่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด กล่าวว่าโรงงานแห่งใหม่ใช้เงินลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 437 ไร่ มีกำลังการผลิตสูงสุด 1 แสนคันต่อปี โดยเริ่มต้นผลิตรถเอสยูวี แซดเอส ซึ่งเป็นโกลบอล โมเดล ของเอ็มจี เป็นรุ่นแรก ทั้งนี้ โรงงานแห่งใหม่ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตแห่งที่ 2 ของเอ็มจี ต่อจากจีน บริษัทแม่วางแผนให้เป็นฐานการผลิตรถพวงมาลัยขวาเพื่อส่งออกไปยังตลาดที่ใช้พวงมาลัยขวาทั่วโลก ควบคู่ไปกับบริษัทแม่ที่จะผลิตรุ่นพวงมาลัยซ้าย คาดส่งออกครึ่งหลังปีหน้า นายธนากร เสรีบุรี รองประธานกรรมการ กลุ่ม ซีพี และประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่าการส่งออกของโรงงานแห่งใหม่คาดว่าจะเริ่มต้นได้ในช่วงครึ่งหลังปี 2561 หลังจากดำเนินการผลิตต่างๆ ในโรงงานแห่งนี้เสร็จสมบูรณ์ ทั้งนี้ เอ็มจี เริ่มเข้ามาไทยในปี 2556 แต่เป็นการเช่าโรงงานสำเร็จรูปที่ชลบุรี รูปแบบการดำเนินการเป็นเพียงแค่การประกอบรถเท่านั้น แต่โรงแห่งใหม่ จะมีขอบข่ายที่มากกว่า โดยมีการผลิตชิ้นส่วนตัวถังปั๊มขึ้นรูป (stamping parts) และห้องสี “ซีพีรู้จักกับเอสเอไอซี มากว่า 30 ปี เราทำธุรกิจร่วมกัน ซึ่งการร่วมทุนก่อนหน้านี้ เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการร่วมมือทางเศรษฐกิจไทยจีน และจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต” เสริมไลน์สินค้า นายสือ กล่าววว่า เอ็มจี ให้ความสำคัญกับตลาดเมืองไทยอย่างมาก นับตั้งแต่การเข้ามาทำธุรกิจในไทยเมื่อปี 2556 ถึงปัจจุบัน เห็นได้ว่ามีการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว มีรถจำหน่ายถึง 5 รุ่นหลักด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเอ็มจี 3 เอ็มจี 5 เอ็มจี 6 เอ็มจี จีเอส และล่าสุดคือ เอ็มจี แซดเอส ซึ่งเป็นอินเทอร์เน็ต คาร์ คันแรกในไทย เป็นการสานต่อแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทแม่ เอสเอไอซี กำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจไว้ 4 เรื่องหลักคือ 1.พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานไฟฟ้า 2.อินเทอร์เน็ต คาร์ 3.คาร์ แชริ่ง และ 4.ออโตโนมัส หรือระบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ซึ่งแผนการนี้จะส่งมาถึงไทยเช่นกัน โดยขณะนี้ได้เริ่มต้นแล้วกับ อินแทอร์เน็ต คาร์ การมุ่งมั่นทางด้านการส่งเสริมเทคโนโลยี สอดคล้องกับแนวนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลและที่ผ่านมา เอสเอไอซี ก็ได้รับการชักชวนจากรัฐบาลให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ หรือ อีอีซี รวมถึงการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี ในอีอีซี ไอ “เอสเอไอซี มองว่าการเข้ามาลงทุนในไทย ไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่จะเป็นการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี” นำเข้าอีวีศึกษาใช้งานก่อนเจรจารัฐ นายเฉิน หง ประธานกรรมการ เอสเอไอซี มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศจีน กล่าวว่าบริษัทสนใจที่จะทำตลาดรถพลังงานไฟฟ้า(อีวี) ในไทย ล่าสุดวานนี้ (8 ธ.ค.) ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ด้านการวิจัยและพัฒนารถยนต์สมัยใหม่ กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เพื่อศึกษารายละเอียดต่างๆ รวมถึงช่องทางการทำตลาดในอนาคต นายธนากร กล่าวว่าขณะนี้บริษัทได้นำเข้ารถยนต์พลังงานไฟฟ้า ยี่ห้อโรวี รุ่น อาร์เอ็กซ์ 5 ซึ่งเป็นอีกยี่ห้อในกลุ่มเอสเอไอซี เข้ามาทดสอบการใช้งานไนไทย เพื่อดูความสามารถในการใช้งานด้านต่างๆ โดยเฉพาะคุณสมบัติของแบตเตอรี่ กับสภาพอากาศและการใช้งานของไทย ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับ สวทช. หากพบว่าได้ผลที่น่าพอใจ จะนำรายละเอียดทั้งหมดไปหารือกับภาครัฐอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจว่าจะยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) หรือไม่ นายธนากร กล่าวว่ารถพลังงานไฟฟ้าเป็นทิศทางของอนาคต ที่โลกกำลังก้าวไป ขณะที่จีน ถือว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้อย่างมาก มีการใช้งานรถประเภทนี้อย่างแพร่หลาย โดยล่าสุดพบว่า รถพลังงานไฟฟ้าของโลกนั้น สัดส่วน 35% เป็นการใช้งานในประเทศจีน จึงทำให้มั่นใจว่าความแข็งแกร่งดังกล่าวของบริษัทแม่ จะทำให้การผลิตและจำหน่ายในไทย จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ทั้งนี้ เงื่อนไขของบีโอไอ ระบุว่าให้ผู้ที่สนใจลงทุนผลิตรถพลังงานไฟฟ้า และปลั๊กอิน ไฮบริด ต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในปี 2561 ส่วนการลงทุนรถไฮบริด ต้องยื่นภายในวันที่ 31 ธ.ค.ปีนี้ “สมคิด”ย้ำไทยต้องเป็นศูนย์กลางอีวี นายสมคิด กล่าวว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามไทยจะต้องเตรียมความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต โดยเฉพาะกระแสของรถพลังงานไฟฟ้าที่จะมีบทบาทมากขึ้นแน่นอน  ดังนั้นรัฐจึงต้องการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก โดยมีแนวทางส่งเสริมอย่างชัดเจน รวมถึง การตั้ง อีอีซี ไอ ก็เป็นหนึ่งในแผนการส่งเสริมเช่นกัน นายสมคิด กล่าวถึงการลงทุนครั้งใหม่ของเอสเอไอซีว่า เป็นการบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญต่อประเทศไทย และสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างไทย จีน “ก่อนหน้านี้ผมเข้าไปเชื้อเชิญให้เขามาลงทุนในไทย และวันนี้เป็นโอกาสดีอีกครั้งที่เขาลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งเรายืนยันว่าคิดถูก เพราะอนาคตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไทยจะเติบโตอีกมาก” เสริมตลาดปิกอัพ-พีพีวี นายเฉิน หง กล่าวว่า นอกจากรถพลังงานไฟฟ้า บริษัทยังมีแผนที่จะเสริมตลาดอื่นๆ ในอนาคต รวมถึงกลุ่มรถปิกอัพ ที่เป็นตลาดใหญ่ของไทยและรถเอ็มพีวี ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งแผนการขยายตลาดเป็นเพราะบริษัทมองว่าการทำธุรกิจในไทยประสบความสำเร็จอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการมีรถทำตลาดจำนวนมาก มีเครือข่ายการจำหน่ายและศูนย์บริการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 87 แห่งในปัจจุบัน และยอดขายที่เติบโตต่อเนื่องเช่นกัน  ปีนี้จะทำได้มากกว่า 1 หมื่นคัน   ขอบคุณข่าวจาก : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 602

12 ธันวาคม 2017

กรมท่องเที่ยวชู’เอไอ’สร้างระบบฐานข้อมูล-เรทติ้ง

กรมการท่องเที่ยว วางแผนใช้เทคโนโลยี “เอไอ”  ดึงข้อมูลโซเชียลมีเดียจัดระบบ “บิ๊กดาต้า-ดัชนีความพึงพอใจสินค้าและบริการด้านท่องเที่ยว ป้อนหน่วยงานเกี่ยวข้องใช้ต่อยอด พัฒนา-เพิ่มขีดแข่งขัน นายอนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า จากแนวคิดจัดทำดัชนีความพึงพอใจในสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นกลไกสร้างการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการกำหนดคุณภาพสินค้าและบริการเตรียมหารือผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในเชิงการใช้เทคโนโลยี จัดทำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจจับข้อมูลและเก็บสะสมความเห็นของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว, ธุรกิจบริการของไทย ในทุกหมวดหมู่ที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดีย เพื่อนำมาประมวลผลความพึงพอใจในรูปแบบการให้คะแนน (เรทติ้ง) สะท้อนคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวและบริการนั้นๆ ที่มาจากความเห็นของนักท่องเที่ยวเอง ช่วง 6 เดือนจากนี้วางแผนศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ คาดใช้งบประมาณ 3-5 ล้านบาท ทดสอบระบบ เริ่มจากหมวดหมู่แหล่งท่องเที่ยวก่อน เพื่อให้ได้ผลในรูปแบบกราฟเรดาร์ (กราฟใยแมงมุม) ชี้จุดอ่อนและจุดแข็งชัดเจน แบบเดียวกับที่เวิลด์ อีโคโมมิก ฟอรัม (WEF) ใช้แสดงผล เมื่อระบบมีเสถียรภาพและตรวจทานแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือจึงเพิ่มการประมวลผลในหมวดอื่น  วิธีนี้นอกจากจะได้ข้อมูลที่หลากหลายเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้ดี ยังช่วยประหยัดงบประมาณจากเดิมใช้วิธีเดินสำรวจความเห็นชาวต่างชาติ ใช้งบปีละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท และใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ขณะที่การใช้เทคโนโลยีจะมีประโยชน์ในด้านจัดเก็บเพราะเป็นแบบเรียลไทม์และสม่ำเสมอ จากการสำรวจความนิยมของโซเชียลเน็ตเวิร์คทั่วโลกพบสิ่งที่น่าสนใจคือ แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ยูทูบ  มีถึง 7 ราย ติดใน 10 อันดับแรกที่มีประชากรใช้งานมากที่สุดในโลก ไม่น้อยหน้าจีนหรืออินเดีย การดึงคอมเมนท์เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ จะสะท้อนความคิดเห็นและคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวหรือบริการได้ตรงที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ผลลัพธ์จะทำให้เห็นข้อบกพร่องหรือปัญหาของแหล่งท่องเที่ยวที่ชัดเจน ต่างจากเดิมที่กรมฯ อาจรู้ปัญหาแต่ไม่มีข้อมูลอ้างอิงเพื่อชักจูงให้เกิดการแก้ปัญหา หรือช่วยเหลือในการยกระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว ยกตัวอย่าง หากพบว่าคุณภาพการประเมินแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกแห่งหนึ่งต่ำมาก ก็จะนำผลดังกล่าวไปนำเสนอในงานสัมมนา และหาทางแก้ไขด้วยการเชิญทั้งเจ้าของพื้นที่ที่ได้รับการประเมินต่ำ และเจ้าของพื้นที่น้ำตกในลักษณะเดียวกันมารับฟังพร้อมกันเพื่อเป็นกรณีศึกษา “ปัญหาที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยวเอง แต่อยู่ภายใต้หน่วยงานต่างๆ อาจมีความเชี่ยวชาญด้านอื่น แต่ไม่รู้ว่าจะจัดระบบรองรับการท่องเที่ยวอย่างไร เช่น ถ้าเป็นบ่อน้ำพุร้อนควรมีจุดพักให้ร่มเงา การจัดห้องสุขาในแหล่งท่องเที่ยวควรเตรียมสำหรับผู้หญิงไว้มากกว่าผู้ชาย ฯลฯ นอกจากดัชนีจะทำให้ตื่นตัวแล้ว จะชี้ให้เห็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นประโยชน์ ตอบสนองความต้องการนักท่องเที่ยวให้เกิดความพึงพอใจได้จริงด้วย” สำหรับเป้าหมายการใช้เทคโนโลยีในขั้นต่อไปต้องการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่มีระบบจดจำหน้าตาของแหล่งท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ สินค้าท่องเที่ยว เพื่อดึงข้อมูลสิ่งที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาทันที เช่น เมื่อเปิดแอพพลิเคชั่นยกโทรศัพท์ถ่ายรูปเสาชิงช้า จะมีประวัติขึ้นมาพร้อมคะแนนรีวิว ปัจจุบันเริ่มมีผู้ให้บริการในหมวดหมู่สินค้าอื่นๆ    ที่มาของข่าว : bangkokbiznews.com/

จำนวนผู้อ่าน: 537

07 ธันวาคม 2017

“นิวเจน”ดันโคราช“ฮับ”เดินทางท่องเที่ยว-ธุรกิจ

“นิวเจน”เทคออฟ “โคราช-เชียงใหม่-ภูเก็ต” เปิดแผนดันโคราช “ฮับการบิน”สู่-ดอนเมือง-กระบี่-หาดใหญ่-จีนและเกาหลี รับดีมานด์นักท่องเที่ยวจีนเดินทางท่องเที่ยว โซนเขาใหญ่ วังน้ำเขียว และปากช่อง เจาะตลาเคนโคราช-จังหวัดใกล้เคียงบินตรงเกาหลี นายเจริญพงษ์ ศรประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิวเจน แอร์เวย์ส จำกัด เปิดเผยว่าวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา สายการบินนิวเจน แอร์เวย์สได้เปิดเที่ยวบินไป-กลับ นครราชสีมา-เชียงใหม่ และเที่ยวบินไป-กลับ นครราชสีมา-ภูเก็ต โดยเที่ยวบินนครราชสีมา-เชียงใหม่ จะทำการบินในเวลา 08.00 - 09.25 น. เที่ยวบินขากลับเชียงใหม่-นครราชสีมา ทำการบินในเวลา 10.30-11.55 น.  ส่วนเที่ยวบินนครราชสีมา-ภูเก็ต ทำการบินในเวลา 13.00-14.45 น. และเที่ยวบินกลับ ภูเก็ต-นครราชสีมา ทำการบินในเวลา 15.45-17.30 น. ซึ่งในการเปิดบินวันแรกนี้มีผู้โดยสารสนใจจองจำนวนมาก โดยการเปิดจำหน่ายตั๋วเครื่องบินในวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมามียอดการตอบรับดีเกินคาดมากกว่า 1,000 ที่นั่ง สาเหตุที่ได้รับการตอบรับดีน่าจะเป็นเพราะการเปิดบินเส้นทางใหม่ที่บินตรงทำให้ช่วยลดเวลาการเดินทางจากเดิมที่ต้องเดินทางมาขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง หลังจากที่พบว่ามีความต้องการของชาวนครราชสีมาในการเดินทางด้วยเครื่องบินค่อนข้างมาก ทางสายการบินนิวเจนแอร์เวย์ส จึงได้มีแผนที่จะขยายเส้นทางการบินเพิ่มในอนาคต โดยมีแผนที่จะขยายทั้งในเส้นทางในประเทศและต่างประเทศ สำหรับเส้นทางในประเทศคาดว่าจะขยายสู่เส้นทาง นครราชสีมา-หาดใหญ่ นครราชสีมา-กระบี่ และนครราชสีมา-กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) ซึ่งเส้นทางดอนเมืองนั้นแม้จะเป็นระยะทางสั้นๆ แต่ด้วยสภาพการจราจรในปัจจุบันติดขัดจากการขยายถนน “ช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางออกต่างจังหวัดภาคอีสานต้องผ่านนครราชสีมา ทำให้มีการเรียกร้องให้เปิดเส้นทางบินเพื่อรองรับความต้องการจากปัญหาสภาพการจราจรที่ไม่เอื้ออำนวยนี้” นอกจากนี้สายการบินนิวเจน ยังได้หารือกับท่าอากาศยานนครราชสีมาขยายรันเวย์ให้ยาวขึ้น เพื่อรองรับเที่ยวบินต่างประเทศ โดยคาดว่าจะขยายเส้นทางการบิน นครราชสีมา-จีน และนครราชสีมา-เกาหลีใต้ (โซล) ซึ่งการขยายไปจีนนั้นนิวเจน แอร์เวย์สถือว่ามีประสบการณ์จากการให้บริการเที่ยวบินไปสู่ประเทศจีนถึง 37 เส้นทาง และยังเป็นสายการบินที่นักท่องเที่ยวจีนโหวตให้เป็นที่ชื่นชอบอันดับ 1 จึงมีข้อมูลความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนมายังนครราชสีมา เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวในโซนเขาใหญ่ วังน้ำเขียว และปากช่อง เป็นต้น  ส่วนเส้นทาง นครราชสีมา-เกาหลีใต้ นั้นเพื่อรองรับความต้องการทั้งของชาวนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียงที่ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวยังเกาหลีใต้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากทุกๆ ภาคส่วน คาดเป็นสายการบิน ประจำจังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันนิวเจนแอร์เวย์ส ถือเป็นสายการบินเดียวที่ให้บริการเครื่องบินโดยสารที่สนามบินนครราชสีมา ขณะที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดขนาดใหญ่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับที่ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือได้ว่าเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากกรุงเทพมหานครเท่านั้น  "ความต้องการเดินทางทั้งของภาคธุรกิจและภาคการท่องเที่ยวด้วยเครื่องบินจึงมีอยู่มาก เราจึงมองเห็นศักยภาพและวางแผนที่จะใช้สนามบินนครราชสีมาเป็นฮับ ทางการบินในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือและขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ในอนาคต”   ที่มาของข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 578

07 ธันวาคม 2017

สงครามชิงส่วนแบ่งสื่อโฆษณาปี61

กรุ๊ปเอ็ม (GroupM) บริษัทบริหารจัดการการลงทุนด้านสื่อระดับโลก คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาทั่วโลกปี 2561 มีมูลค่า 557,986 ล้านดอลลาร์ เติบโต 4.3% เมื่อพิจารณาทั่วโลก เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์จะโตขึ้น 0.4% ในปี 2560 และ 2.2% ในปี 2561 อย่างไรก็ดี ทีวีจะเสียส่วนแบ่งตลาด 1% ต่อปีทั้งในปีนี้และปีหน้า  แต่สำหรับจีนกลับไม่เป็นเช่นนั้น โดยเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อทีวีของจีนจะขยายตัว 3% ในปีนี้ และ 4% ในปี 2561  และมีส่วนแบ่งตลาดแข็งแกร่งที่ 41% ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวคำนวณจากการโฆษณาผ่านเครื่องรับทีวีแบบดั้งเดิมเท่านั้น  “เรารู้กันดีว่าผู้ชมยังคงใช้เวลามากมายดูทีวี แต่การทำเงินจากโฆษณากลับยากขึ้น เนื่องจากผู้ชมดูทีวีผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ สลับไปมาอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถหาวิธีวัดผลได้ทัน”  อดัม สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายฟิวเจอร์ส กรุ๊ปเอ็ม กล่าว สำหรับเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล คาดว่าจะเติบโต 11.5% ในปี 2560 และ 11.3% ในปี 2561 ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดจะเพิ่มขึ้นจาก 34.1% ในปีนี้ เป็น 36.4% ในปีหน้า แต่หากไม่นับรวมประเทศจีน เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลทั่วโลกจะขยายตัวที่ 10.6% ในปีนี้ และ 10.5% ในปีหน้า  ทั้งนี้ กรุ๊ปเอ็มเชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลจะแซงหน้าเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อทีวีใน 17 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา เดนมาร์ก จีน ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส ฮ่องกง ไอร์แลนด์ ฮังการี เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร  จากการวิเคราะห์แนวโน้มการลงทุนที่แท้จริงในสหรัฐ กรุ๊ปเอ็มไม่เห็นด้วยกับแหล่งข้อมูลรายอื่นๆ ที่ระบุว่า เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลได้แซงหน้าสื่อทีวีไปแล้วในสหรัฐ โดยเชื่อว่าเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลในสหรัฐจะแซงหน้าสื่อทีวีได้ในปี 2563 เมื่อสิ้นสุดไตรมาส 3 ของปีนี้ “กูเกิล” เปิดเผยว่าบริษัทมีรายได้จากโฆษณา 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วน เฟซบุ๊ค มีรายได้จากโฆษณา 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และเมื่อพิจารณาจากผลการศึกษาเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลทั่วโลกของกรุ๊ปเอ็ม รวมถึงข้อมูลที่ทั้งสองบริษัทเปิดเผยก่อนหน้านี้ ทำให้เชื่อว่า ทั้งสองบริษัทจะครองสัดส่วน 84% ของเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลทั้งหมดในปี 2560 (ไม่นับประเทศจีน)  นอกจากนี้ กรุ๊ปเอ็มยังเชื่อว่า ทั้งสองบริษัทจะครองสัดส่วน 186% ของเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดในปี 2560 ซึ่งถือเป็นข่าวร้ายสำหรับระบบนิเวศสื่อดิจิทัล  ขณะเดียวกัน อเมซอน ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดที่มีผู้เล่นรายหลักเพียงไม่กี่ราย โดย กรุ๊ปเอ็ม เชื่อว่า รายได้จากโฆษณาที่ถูกค้นหาและปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มของ อเมซอน เมื่อรวมกับรายได้จากโฆษณานอกแพลตฟอร์มจะอยู่ที่หลักพันล้านต้นๆ ในขณะที่สื่อดิจิทัลเติบโตอย่างต่อเนื่อง การซื้อโฆษณาแบบ programmatic buying ก็มีแนวโน้มเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะในสหรัฐ พบว่างบโฆษณาผ่านโปรแกรมเมติค คิดเป็นสัดส่วนเพียง 20% ของเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล (ไม่นับรวมโซเชียลมีเดียต่างๆ) และไม่ได้ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วตามที่คาดหวัง ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลมาจากความกังวลเกี่ยวกับการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานและความปลอดภัยของแบรนด์  ขณะที่ กรุ๊ปเอ็มยืนยันว่าผู้ให้บริการบุคคลที่สามต้องสามารถทำให้ผู้ชมเห็นโฆษณาและรักษาความปลอดภัยของแบรนด์ พาร์ทเนอร์โปรแกรมเมติคบางรายกลับไม่สนับสนุนการป้องกันผู้ชมจากโฆษณาที่มีความรุนแรง เรื่องเพศ หรือการเมืองแบบสุดโต่ง รวมถึงข่าวลวงต่างๆ  รายงานของ กรุ๊ปเอ็ม เปิดเผยว่าลูกค้าจำนวนมากจึงหันไปใช้ช่องทางโฆษณาที่มีความปลอดภัยเท่านั้น แต่พบว่าเข้าถึงผู้ชมในวงจำกัดและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า บรรดานักโฆษณาจึงกังวลเกี่ยวกับอุปทานการโฆษณาผ่าน โปรแกรมเมติคที่ซบเซา  ทั้งนี้ กรุ๊ปเอ็มสนับสนุนให้นำ “Ads.txt” มาใช้ในตลาด ซึ่งผู้เผยแพร่โฆษณาสามารถใช้ Ads.txt เพื่อประกาศรายชื่อบริษัทต่างๆ ที่ได้รับอนุญาตให้ขายพื้นที่โฆษณาของตน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ซื้อโฆษณาและเอเยนซี่ต่างๆ สามารถซื้อโฆษณาได้โดยตรง ทำให้ไม่ต้องอาศัยคนกลางและไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอื่นๆ ภาวะที่ความสนใจของผู้บริโภคกระจัดกระจายไปตามแพลตฟอร์มต่างๆ นักโฆษณาจำนวนมากยังคงมองเห็นประโยชน์จากช่องทางดั้งเดิมอย่างสื่อนอกบ้าน ที่มีการให้ข้อมูลสินค้ามากขึ้น มีความเป็นดิจิทัล และมีประโยชน์หลายด้าน การผสานข้อมูลสถานที่เข้ากับพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย โซเชียลมีเดีย และพฤติกรรมการรับชม ส่งผลให้สื่อนอกบ้านครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 6.1% ในปี 2559 เป็น 6.2% ในปี 2560 และ 6.3% ในปี 2561 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2536  นอกจากสื่อดิจิทัลแล้ว “สื่อนอกบ้าน”เป็นเพียงสื่อเดียวที่มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น  ส่วนทางด้านสื่อวิทยุยังครองส่วนแบ่งตลาดไม่ต่างจากเดิม คือ 4.4% ในปีนี้ และ 4.3%ในปีหน้า เนื่องจากมีความยุ่งยากน้อยกว่า ทั้งยังมีการพัฒนาเนื้อหาและโซเชียลมีเดียด้วย ปี 2560 ถือเป็นปีที่ท้าทาย หลายแบรนด์ต่างต้องดิ้นรนในตลาดที่มีการแข่งขันสูงแต่อัตราการเติบโตต่ำ โดยถูกท้าทายให้ต้องนำเสนอแบรนด์ในระยะเวลาสั้นๆ  ขณะที่ สื่อดั้งเดิมถูกท้าทายจากการที่ผู้ชมกระจายไปรับสื่ออื่นๆ และจากการแข่งขันกับสื่อดิจิทัลที่ครองตลาด บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างพยายามที่จะประสบความสำเร็จ   ที่มาของข่าว  : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 611

07 ธันวาคม 2017

‘อยุธยาสร้างบ้าน’ชี้รัฐ-เอกชน”เร่งลงทุนดันรายได้ปีหน้าโต

อยุธยาสร้างบ้าน เชื่อทิศทางเศรษฐกิจ นโยบายกระตุ้น การลงทุนรัฐ-เอกชนเพิ่ม ดันตลาดรับสร้างบ้านปีหน้าขยายตัว ตั้งเป้ารายได้โต 10% หลังปีนี้ซึม ลูกค้าชะลอการตัดสินใจดูภาวะเศรษฐกิจใน-นอกประเทศ  นายธีร์ บุญวาสนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท อยุธยา สร้างบ้าน จำกัด ธุรกิจรับสร้างบ้านในสไตล์ รีสอร์ท “เอวายบี รีสอร์ท เฮาส์" เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดรับสร้างบ้านปีหน้าจะเติบโต จากปัจจัยบวกต่างๆ ทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีแรงส่งถึงปีหน้า การลงทุนของภาครัฐที่ยังคงต้องเร่งลงทุนตามแผน ภาคเอกชนมีความมั่นใจที่จะลงทุนมากขึ้น การบริโภคในประเทศเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อจิตวิทยาผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มตลาดบ้านระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีที่ดินและมีงบประมาณอยู่แล้ว เหลือเพียงตัดสินใจสร้าง หากมีแบบบ้านที่เหมาะสม และมีความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจ ก็จะพร้อมที่จะสร้าง นอกจากนี้ พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป จะสนใจการสร้างบ้านโดยเน้นไลฟ์สไตล์ การอยู่อาศัยที่เหมาะสมกับตนเองเป็นหลักมากขึ้น มากกว่าขนาดพื้นที่ หรือความสวยงามภายนอก ดังนั้นจึงเชื่อมั่นและเลือกใช้บริการแบรนด์ที่ชื่นชอบและน่าเชื่อถือ รวมทั้งมีพฤติกรรมในการค้นหาข้อมูลการสร้างบ้านด้วยตัวเอง หรือผ่านทางคนใกล้ชิดที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน ซึ่งบริษัทพบว่ากลุ่มคนใกล้ชิด เช่นเพื่อนในกลุ่มนี้ จะส่งผลและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจค่อนข้างสูง รองจากสมาชิกครอบครัว สำหรับแผนธุรกิจของบริษัทปีหน้า จะเน้นการเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างพื้นที่แห่งการพักผ่อน เพื่อการอยู่อาศัย โดยมี 3 แนวทางทำงานคือ  1.การสร้างเอกลักษณ์ของการออกแบบให้มีบรรยากาศพักผ่อน ทุกพื้นที่ใช้สอยเชื่อมโยงกับธรรมชาติ มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยร่วมสมัย 2.การพัฒนาและถ่ายทอดงานฝีมือช่าง และ 3. การสร้างระบบการทำงานที่มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยตั้งเป้ารายได้ 176 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีนี้ที่คาดมีรายได้ 160 ล้านบาท “ปี 2560 แม้ว่าเน้นการทำตลาดเชิงรุก และเร่งการสร้างแบรนด์ให้เป็นรู้จัก ส่งผลให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่น สอบถามข้อมูลและใช้บริการมากขึ้น แต่ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ส่งผลให้ลูกค้าหลายรายชะลอการตัดสินใจสร้างบ้านไปเป็นปีหน้าแทน ทำให้ยอดรายได้ในปีนี้ไม่เติบโตอย่างที่คาดไว้” อย่างไรก็ตามพบว่ามีลูกค้าแสดงความสนใจในแบบบ้าน โดยขอเข้าชมผ่านทางช่องทางกิจกรรมของบริษัท เข้ารับคำปรึกษาโดยตรง ขอข้อมูลแบบและราคาทางเว็บไซต์ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยยอดผู้ติดตามหน้าเพจทางเฟซบุ๊คกว่า 1.2 แสนราย   ที่มาข่าว :bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 1250

25 พฤศจิกายน 2017

'นิสสัน ลีฟ' กับความหวังตลาดรรถไฟฟ้า

"นิสสัน ลีฟ" กับความหวังตลาดรรถไฟฟ้า จุดชี้วัดนวัตกรรมและความเป็นไปได้ นิสสัน มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่นเปิดตัว ’นิสสัน ลีฟ’ ใหม่ ที่งานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2017 ประเทศญี่ปุ่น ชูจุดขายรถยนต์ไฟฟ้า100เปอร์เซ็นต์ จอดรถอัตโนมัติ วิ่งได้ไกลขึ้นถึง400กิโลเมตร และระบบเซ็นเซอร์รอบตัวเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคนเมือง คาดว่าจะทำตลาดในไทยปีหน้า  พร้อมเปิดตัว’นิสสัน ไอเอ็มเอ็กซ์’รถครอสโอเวอร์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้า ในงาน มุ่งเป้าตลาดรถขับเคลื่อนอัตโนมัติในอีก5ปี หลังจากที่หลายประเทศประกาศโรดแมปรยกเลิกใช้รถเครื่องยนต์สันดาปภายในหรือรถใช้น้ำมันและมุ่งสู่รถพลังงานไฟฟ้าเพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ประเด็นเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า(Electric Vehicle)ถูกยกระดับขึ้นมาเป็น'เรื่องจริงจัง'ในเวทีโลก กระทั่งแนวคิดของประเทศไทย4.0ก็ยังสนับสนุนธุรกิจแห่งอนาคตในพื้นที่ของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ซึ่งจะมองข้ามเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้าไปมิได้ และล่าสุดเมื่อ’นิสสัน’ประกาศลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว ด้วยการส่ง’นิสสัน ลีฟ’ตัวใหม่ที่เตรียมทำตลาดปี2018นี้ จึงเป็นสัญญาณที่สำคัญว่า นิสสันเอาจริงกับตลาดในประเทศไทย ท่ามกลางข้อสงสัยของบรรดาผู้เชี่ยวชาญว่า การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นจริงได้แค่ไหน บนท้องถนนที่แสนจะเป็นเอกลักษณ์ของเมืองไทย     เปิดตัวนิสสัน ลีฟ วิ่งไกล400กิโลเมตรพร้อมระบบจอดรถอัจฉริยะ ในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2017 รถยนต์ไฟฟ้า’นิสสัน ลีฟ(Nissan Leaf)’ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก หลังจากที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นความหวังครั้งสำคัญของนิสสัน ที่ปรับเกมธุรกิจ เพิ่มสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่กระแสแรงและคาดหวังว่าจะเป็นยานาพาหนะแห่งอนาคต โดยพัฒนาจากนิสสัน ลีฟปี2016เดิมทั้งด้านการออกแบบและสมรรถนะ รถขับเคลื่อนสองล้อคันนี้สามารถวิ่งได้ระยะทางถึง400กิโลเมตรภายในการชาร์จไฟฟ้าครั้งเดียว ซึ่งได้รับการพัฒนาแบตเตอรี่ให้แน่นขึ้นโดยไม่กระทบกับพื้นที่ของรถ ขณะที่พัฒนาระบบการชาร์จแบบเร่งด่วน(Quick Charging)ทำให้รถสามารถวิ่งระยะทาง100กิโลเมตร หลังจากที่ชาร์จแบบเร่งด่วนในเวลาไม่ถึง10นาที มาพร้อมกับเซนเซอร์9ตัวและกล้อง12ตัวรอบคัน เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวของสิ่งกีดขวางและใช้สำหรับประสบการณ์การขัขี่ที่ปลอดภัย นอกจากนี้ นิสสัน ลีฟยังพัฒนา’ระบบคันเร่งอัจฉริยะ(e-Pedal)’ที่ควบคุมความเร็วของรถ โดยไม่ต้องเหยียบเบรค เพียงถอนเท้าจากคันเร่ง รถจะชะลอและหยุดสนิทในที่สุด ป้องกันรถไหลเมื่อขึ้นเนินสูงในอาคารจอดรถหรือเมื่อขับขี่บนพื้นที่ค่อนข้างลื่นได้ ‘ระบบโปรไพล็อต(ProPILOT Mode)’สำหรับการขับขี่บนทางด่วนหรือเส้นทางที่ใช้ความเร็วต่อเนื่อง ระบบนี้จะควบคุมรถให้อยู่ในเลนและรักษาระยะห่างกับรถคันหน้าซึ่งสามารถปรับระดับที่ต้องการโดยที่ไม่ต้องเหยียบคันเร่งแต่อย่างใด เพียงใช้มือประคองพวงมาลัยเอาไว้เท่านั้น  อีกไฮไลต์สำคัญคือระบบจอดรถโปรไพล็อต(ProPILOT Parking)ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถจอดรถได้ง่ายดาย เพียงกดปุ่มโปรไพล็อตค้างไว้และรถจะเคลื่อนที่เข้าที่จอดรถได้เอง โดยมีเซนเซอร์และกล้องรอบคันตรวจจับความเคลื่อนไหวและสิ่งกีดขวางระหว่างจอดรถ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับและชีวิตอื่นบนท้องถนน   สิ่งที่เป็นลูกเล่นของรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้คือ การเชื่อมต่อ(Connected Service)ซึ่งผู้ใช้งานสามารถสั่งการและตรวจสอบรถของตนได้จากแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ซึ่งถือว่าตอบรับกับวิถีชิตคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยในแอพจะบอกปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่แบบเรียลไทม์ ประวัติการขับขี่ซึ่งสามารถแชร์การใช้งานมากกว่า1คนขับได้ในกรณีรถขององค์กรหรือกรณีที่ต้องการแยกการตรวจสอบการเดินทางรายบุคคล ระบบยังเชื่อมต่อกับแผนที่ที่สามารถระบุพิกัดของสถานีชาร์จไฟที่ใกล้ที่สุด และ ช่วยวางแผนการเดินทางได้อีกด้วย มองตลาดรถไทยท้าทาย ยังอุบราคาขาย ผู้บริหารยันกรณีนิสสันญี่ปุ่นไม่กระทบไทย สำหรับความคาดหวังต่อนิสสัน ลีฟ มร. อันตวน บาร์เตส ประธานบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า”ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าถือว่าใหม่มากสำหรับประเทศไทย นิสสัน ลีฟ คือรุ่นแรกที่จะทำตลาดในประเทศไทย และเราจะพยายามอย่างหนักที่จะผลักดันธุรกิจของเราให้ตรงกับความคาดหวังขอลูกค้า ซึ่งน่าจะเหมาะกับลูกค้าที่ใช้ชีวิตบนท้องถนนนานๆในสภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ หรือเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งความเป็นจริงระยะทางที่ไม่ไกลนักรวมถึงผู้ที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า แม้ว่ายอดขายในช่วงแรกอาจจะยังไม่มาก แต่เชื่อว่าด้วยจุดขายของรถทีไร้มลพิษ(Zero Emission) ไม่มีเสียงดังรบกวน รวมถึงพลังของแรงบิดที่เต็มที่ตั้งแต่วินาทีแรกที่ใช้งาน น่าจะทำให้ผู้คนสนใจนิสสันลีฟมากขึ้น” ผู้บริหารของนิสสัน ยังไม่บอกช่วงเวลาที่จะทำตลาดในไทยรวมถึงราคาขายอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะแถลงแผนการรุกธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยโดยเร็วที่สุดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม    ส่วนแผนธุรกิจในประเทศไทย มร.อันตวนกล่าวว่า”นิสสันมีความตั้งใจและเห็นศักยภาพของตลาดนี้ ยังมีรถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ที่จะเปิดตัว นอกจากนี้ ยังจะทำงานใกล้ชิดมากขึ้นกับเครือข่ายทั้งหมดที่มี นั่นคือพาร์ทเนอร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนถึงดีลเลอร์ และส่วนงานบริการ ซึ่งจะต้องทำงานให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ส่วนศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของนิสสันในไทยก็ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อพัฒนาสินค้าที่เฉพาะเจาะจงความความต้องการของลูกค้า(Tailor Made)ให้มากขึ้นเพื่อตอบรับกับตลาดของประเทศไทยโดยเฉพาะด้วย” และกรณีประเด็นข่าวที่เกิดขึ้นกับแบรนด์นิสสันต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงล่าสุดกรณีปัญหาเอกสารรับรองของเจ้าหน้าที่ที่ประกอบรถยนต์ในการผลิต มร.อันตวนชี้แจงว่า”สำหรับลูกค้าของนิสสันไม่ต้องกังวลกับประเด็นข่าวที่เกิดขึ้นขณะนี้ ผมขออภัยต่อกรณีที่เกิดขึ้นทั้งกับลูกค้าของนิสสันและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ประเด็นที่เกิดขึ้นจำกัดเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น ไม่มีผลกระทบใดกับธุรกิจของนิสสันในประเทศไทยอย่างแน่นอน ปี2017ยังเป็นปีที่ดีของนิสสันและยอดขายก็ยังเติบโตน่าพอใจในประเทศไทยซึ่งคาดว่าจะแตะ7เปอร์เซ็นต์ในสิ้นปีนี้” นำร่อง’นิสสัน ไอเอ็มเอ็กซ์’ตั้งเป้าดันตลาดรถอัตโนมัติ และเป็นปกติของงานมอเตอร์โชว์ ที่ค่ายรถต้องเปิดตัวรถต้นแบบที่ทำให้ตลาดรถฮือฮา ในครั้งนี้นิสสันเปิดตัว รถนิสสัน ไอเอ็มเอ็กซ์ รถต้นแบบที่สะท้อนแนวคิดการขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสัน(Nissan Intelligence Mobility) ที่ออกแบบเพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างรถยนต์และผู้ใช้งานเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการใช้งาน โดยที่พัฒนาระบบโปรไพล็อต(ProPILOT)ไปอีกขั้นสู่การขับขี่อัตโนมัติ(Autonomous Driving)เต็มรูปแบบ เมื่อผู้โดยสารเลือกใช้งานโหมดนี้ พวงมาลัยจะถูกเก็บลงไปในแดชบอร์ดและปรับเอนเบาะทุกที่นั่งในรถ เพื่อให้ทุกคนบนรถได้ทำกิจกรรมร่วมกันโดยที่รถขับเคลื่อนไปได้เอง เมื่อปิดการใช้งาน พวงมาลัยก็จะกลับมา และเป็นโหมดผู้ขับขี่ควบคุม(Manual)ตามเดิม โดยออกแบบในลักษณะรถครอสโอเวอร์ หรือรถยันต์นั่งอเนกประสงค์เต็มรูปแบบ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสองตัวด้านหน้าและด้านหลังของรถ ขับเคลื่อนสี่ล้อ แรงบิดสูงถึง700นิวตันเมตรและกำลัง 320 กิโลวัตต์ ซึ่งสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลถึง600กิโลเมตรต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 1 ครั้ง การออกแบบภายนอกล้ำสมัย ปราดเปรียว ขณะที่ภายในห้องโดยสารโปร่งโล่ง นั่งสบาย ออกแบบเรียบแต่หรูล้ำสมัย ซึ่งนิสสันผนวกเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence)มาใช้ควบคุมการทำงานของรถ ซึ่งระบบสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของตาและการขยับมือของผู้ขับสำหรับการสั่งการได้ มร. แดเนียลเล สคิลลาชี รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและการขายโกลเบิล ธุรกิจยานยนต์ปราศจากมลพิษของนิสสันกล่าวว่า”นีจะไม่ใช่แค่รถต้นแบบ นิสสันจะพัฒนาโอเดลไอเอ็มเอ็กซ์เพื่อทำตลาดอย่างแน่นอน และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารของคนขับกับรถยนต์ รวมถึงปฏิสัมพันธ์ต่อสังคมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวด้วย”  ดูเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นความหวังสำคัญของนิสสัน ซึ่งตั้งเป้าว่าภายในปี2022 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าทำตลาดทั้งโลกไม่ต่ำกว่า 12 รุ่น และ รถจะวิ่งได้ไกลถึง600กิโลเมตรซึ่งจะช่วยลดความกังวลสำคัญที่บรรดาผู้ใช้งานมีต่อรถประเภทนี้มาโดยตลอด นอกจากนี้ยังจะพัฒนาระบบการชารจไร้สาย(Wireless Charging)ซึ่งผู้ขับเพียงแต่จอดในจุดที่กำหนดในพื้นที่จอดรถ ก็สามารถชาร์จไฟได้ แม้ว่าจะใช้เวลานานกว่าที่8ชั่วโมงก็ตาม แต่ก็ถือว่าสะดวกสบายขึ้น แผนการพัฒนาระบบชาร์จนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและนิสสันต้องดูศักภาพของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้ชัดเจนก่อนที่จะเดินหน้าต่อไป โดยยังไม่มีกำหนดในการทำตลาดส่วนนี้   โครงสร้างพื้นฐานและต้นทุน โจทย์ใหญ่ของรถอีวี อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาหนทางของรถยนต์ไฟฟ้าจากนี้ยังไม่ถือว่าราบรื่นนัก เพราะข้อจำกัดเรื่องของระยะทางที่ใช้เดินทางซึ่งในสภาวะการณ์จริงจะแตกต่างออกไปจากกระบวนการทดลองของผู้ผลิตรถยนต์  ประเด็นเรื่องของแบตเตอรี่ทั้งด้านขนาดและราคา ยังเป็นหัวข้อเร่งด่วนยังต้องอุดช่องโหว่ให้ได้ เพราะปัจจุบันยังมีต้นทุนที่สูง และขนาดให่ขึ้นตามความจุบองแบตเตอรี่ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของรถ ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายของการซ่อมบำรุง ค่าอะไหล่ และค่าบริการ ยังเป็นเรื่องที่ต้องตอบคำถามลูกค้าให้ได้ ในประเทศไทยยังไม่เคยมีการทำการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในลักษณะนี้มาก่อน จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ของนิสสันในการสร้างความมั่นใจและไว้วางใจ เพราะปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยยังแตกต่างจากญี่ปุ่นมาก รวมถึงพฤติกรรมการขับขี่บนท้องถนนของคนไทยที่สลับซับซ้อน รถยนต์ไฟฟ้าอาจทำตลาดได้ไม่ง่ายนัก จุดชี้วัดสำคัญหนีไม่พ้นราคาขายที่จะดึงดูดใจให้บรรดาผู้ชอบของใหม่ที่มีกำลังซื้อ(Early Adopter)ทั้งหลายจับจองเป็นเจ้าของเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เพราะต้นทุนของรถยนต์ไฟฟ้ายังสูง ราคาสุดท้ายที่เคาะออกมา หลายฝ่ายจึงเชื่อว่าราคาจะมากกว่า1.5ล้านบาท ซึ่งราคานี้ถือเป็น’รถหรู’ได้เลย เป็นการบ้านที่ไม่เพียงแต่นิสสัน หากแต่ค่ายรถต่างๆที่ต้องการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า จะต้องคิดให้หนักว่าจะ’เดินหน้า’หรือจะ’รอดู’ เหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมาของอุตสาหกรรมยานยนต์   ที่มาข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 608

25 พฤศจิกายน 2017

สอนหุ่นยนต์ให้ฉลาดสุดๆ ด้วย Vertual Reality

ดร.อดิสร พาไปทำความรู้จักสุดยอดเทคโนโลยีสำหรับสอนให้หุ่นยนต์ฉลาดขึ้นและเรียนรู้ได้เอง ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่คอยรับคำสั่งตามที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้อย่างเดียว โรบอตหรือหุ่นยนต์ หนึ่งในเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ประเทศไทยกำลังผลักดันให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ หรือ Robot and Automation Industry ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engine of Growth) ซึ่งเป็นมาตรการระยะยาวที่จะมีการปรับโครงสร้างด้านการผลิต ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมรวมถึงภาคบริการของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เกิดการสร้างตำแหน่งงานใหม่ที่มีคุณภาพ และสนับสนุนเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างยั่งยืน ดังนั้น รัฐบาลวางแผนจัดตั้งเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) ที่ครอบคลุมจังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง     สำหรับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ มีการวางเป้าหมายให้ใช้ในสายการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น และส่งเสริมการวิจัยด้านหุ่นยนต์ให้เข้มข้นมากขึ้นด้วย ปัจจุบันทั่วโลกก็มีแนวโน้มการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีขนาดเล็กลง เรียกว่า desktop robot ที่อาจจะมีแต่แขนแต่ทำงานได้หลากหลาย ที่สำคัญสามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างเข้าขากัน เรียกว่า Cobot ดังนั้น แนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การสอนให้หุ่นยนต์ฉลาดขึ้นและเรียนรู้ได้เอง ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่คอยรับคำสั่งตามที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้อย่างเดียว หรือเคลื่อนไหวกระตุก ไม่ราบรื่นเหมือนที่เรามักนำมาล้อเลียนกัน ล่าสุด มีบริษัทเกิดใหม่แห่งหนึ่งชื่อว่า Embodied Intelligence ก่อตั้งโดย Pieter Abbeel ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิง ได้คิดค้นวิจัยเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) มาใส่ในหุ่นยนต์ได้อย่างไร เพื่อทำให้หุ่นยนต์ฉลาดมากขึ้น สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่เสียเวลาในการป้อนคำสั่ง โดยทางบริษัทได้ใช้เทคนิคใหม่ๆ ด้านแมชชีนเลิร์นนิง ตัวอย่างเช่น Deep Reinforcement Learning Deep Imitation Learning และ Few-shot Learning ทั้งสามเทคนิคจะสามารถทำให้หุ่นยนต์เรียนรู้และร่วมงานกับมนุษย์ได้อย่างราบรื่น โดยวิธีการสอนของมนุษย์สามารถทำได้โดยอาศัยการควบคุมจากระยะไกล (Tele-operation) หรือแว่นตา Virtual Reality (VR) เหมือนที่สวมใส่ตอนเล่นเกมส์ เมื่อเราใส่แว่นตาวีอาร์ก็จะเสมือนเป็นหุ่นยนต์ตัวนั้น แขนของเราก็จะเสมือนแขนหุ่นยนต์ตัวนั้น ดังนั้น เราจะสอนมันโดยการทำงานให้เป็นตัวอย่าง เช่น สอนให้หยิบจับเครื่องมือ สอนให้เลือกหรือจัดเรียงสิ่งของ สอนให้ประกอบอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น เมื่อเราสอนเสร็จ หุ่นยนต์จะจดจำและสามารถทำงานตามที่ถูกสอนและดีขึ้นเรื่อยๆ จากการเรียนรู้ด้วยตัวมันเองโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ อีกทั้งสามารถปรับเปลี่ยนไปทำงานอื่นๆ ได้ง่ายโดยการสอนใหม่อีกครั้ง ดังนั้น ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เราได้หลอมรวมมนุษย์กับจักรกลเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ผมเห็นว่า ประเทศไทยจะรุ่งในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ได้ เราต้องมุ่งวิจัยในเรื่องเหล่านี้ให้เร็วที่สุดครับ บทความโดย *ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการหน่วยวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ   ที่มาข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 623

24 พฤศจิกายน 2017

สยามฯชู‘ดิสคัฟเวอรี่’ต้นแบบค้าปลีกอนาคต

สยามดิสคัฟเวอรี่-ดิ เอ็กซ์พลอราทอเรียม  ถือเป็นการพลิกเกมครั้งสำคัญในวงการค้าปลีกประเทศไทยและระดับโลกของ “สยามพิวรรธน์”  หลังสร้างปรากฏการณ์ปิดปรับปรุงศูนย์การค้าเดิมที่เปิดบริการมากว่า 18 ปี เปิดบริการคอนเซปต์ใหม่เมื่อปี 2559 นำเสนอการค้าปลีกรูปแบบ “ไฮบริดรีเทล” ที่ผสมผสานทั้งด้านสินค้าบริการ นวัตกรรม กิจกรรมต่างๆ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนรุ่นใหม่ยุคมิลเลนเนียลส์ที่มุ่งการค้นหาจุดยืนที่แตกต่างของตนเอง แต่ก็ต้องการร่วมมีประสบการณ์ที่แปลกใหม่กับผู้อื่น นับเป็น “ไลฟ์สไตล์สเปเชียลตี้สโตร์” แห่งแรก  ทุกพื้นที่ถูกออกแบบให้เปลี่ยนแปลงสินค้า บริการ และประสบการณ์ต่างๆ ที่ล้ำเทรนด์ได้ตลอดเวลา ชฎาทิพ จูตระกูล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เจ้าของและผู้บริหารโครงการสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และหนึ่งในพันธมิตรเจ้าของ “ไอคอนสยาม”  กล่าวว่า  สยามพิวรรธน์มุ่งปฏิวัติวงการด้วยการนำเสนอคอนเซปต์แปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในไทยหรือเป็นครั้งแรกในโลก คือจุดยืนทางการตลาดที่เป็น “จุดขาย” สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน และการพัฒนาโครงการต่างๆ เน้นสร้างคุณค่าและความสำเร็จผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจและผู้ประกอบการร้านค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน  บทพิสูจน์กลยุทธ์ที่มาถูกทางของสยามพิวรรธน์สะท้อนผ่าน 3 รางวัลระดับโลกของ “สยามดิสคัฟเวอรี่-ดิ เอ็กซ์พลอราทอเรียม” ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศจากสมาคมศูนย์การค้าโลก (International Council of Shopping Centers) Gold Award สาขา Design and Development Excellence Renovations/Expansions  สำหรับโครงการที่ได้รับคัดเลือกว่าออกแบบดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก และรางวัลชนะเลิศ Gold Award สาขา Marketing Positioning & Brand Awareness สำหรับโครงการที่ได้รับการคัดเลือกว่ามีการวางกลยุทธ์ทางการตลาดรวมถึงสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ให้กับโครงการได้ยอดเยี่ยมที่สุดในเอเชียแปซิฟิก และ รางวัล World Retail Awards part of the World Retail Congress Global Series สาขา Store Design of the Year2017 ชนะเลิศสำหรับโครงการที่ได้รับการคัดเลือกว่าออกแบบดีที่สุดในโลก "ปรากฏการณ์กวาด 3 รางวัลชนะเลิศภายในปีเดียวกันจากการแข่งขันที่มีหลายร้อยโครงการทั่วโลกของสยามดิสคัฟเวอรี่ เป็นการยอมรับจากทั่วโลกว่าผู้ประกอบการไทยไม่เป็นรองใคร เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการค้าปลีกไทยมีพลังใจนำเสนอประสบการณ์อันยอดเยี่ยมแก่คนไทยและผู้มาเยือนจากทั่วโลก" ชฎาทิพ กล่าวต่อว่า สยามดิสคัฟเวอรี่ ถูกพัฒนาตาม 4 กลยุทธ์หลักของสยามพิวรรธน์ กล่าวคือ สร้างสรรค์สิ่งใหม่และก้าวล้ำอยู่เสมอด้วยการสร้างต้นแบบการค้าปลีกแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิดไม่เคยมีมาก่อนหรือเป็นครั้งแรกในโลกที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของการค้าปลีกและศูนย์การค้า ตัวอย่างจากสยามดิสคัฟเวอรี่ คือ การสร้างต้นแบบไฮบริดรีเทลสโตร์ที่บริหารอารมณ์มากกว่าบริหารสินค้า พลิกวิธีการค้าปลีกในรูปแบบเดิมที่เคยจัดวางสินค้าตามประเภทและตามแบรนด์ นำเสนอด้วยการผสมผสานหลายกลุ่มสินค้าตามเรื่องราวและความสนใจของผู้คน  ผนึกพันธมิตรต่อยอดธุรกิจ เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างสยามพิวรรธน์และผู้ประกอบการร้านค้ากว่า 5,000 แบรนด์ สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ กล้าฉีกกฎร่วมกัน!! เพื่อนำเสนอ “Open space” ที่ไม่ได้ดิสเพลย์สินค้าตามแบรนด์แต่นำเสนอตามความสนใจของลูกค้า มีการเปลี่ยนแปลงสินค้าใหม่ 30% ทุก 6-8 สัปดาห์ ทำให้ลูกค้ามีความเข้าใจ ตื่นเต้น สนุกสนานทุกครั้งที่มาเยือน ถือเป็นการปฏิวัติได้สำเร็จเพราะแบรนด์สินค้าให้ความร่วมมือจากความเชื่อมั่นในคอนเซปต์ที่สร้างขึ้นมา ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างเข้าใจและเข้าถึง สยามพิวรรธน์ก้าวข้ามการบริหารสินค้าไปสู่การบริหารจัดการอารมณ์และความต้องการของลูกค้า มุ่งสื่อสารกับลูกค้าเหมือนเพื่อนที่รู้ใจ นำทุกสิ่งที่ลูกค้าอยากทำ อยากเป็น และอยากได้ มาปรับเปลี่ยนให้ตรงตามความต้องการอย่างรวดเร็ว นำนวัตกรรมล้ำสมัยมาผสานในการค้าปลีก  สร้างประสบการณ์แตกต่างที่ตรงใจ เช่น การพัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่น ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล Connected Mobile Experiences (CMX) พร้อมด้วย Hyperlocation สื่อสารกับลูกค้าเสมือน “The Best Shopping Companion” ซึ่งลูกค้าจะได้รับ customized message ข้อมูลแนะนำสินค้าและโปรโมชั่นเฉพาะตน  องค์ประกอบเหล่านี้ส่งผลผู้มาเยี่ยมเยือนและทำกิจกรรมต่างๆ ในสยามดิสคัฟเวอรี่เพิ่มขึ้นจากก่อนปรับโฉมถึง 50%   ที่มาข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 622

24 พฤศจิกายน 2017

ส่องเทรนด์ 'อีคอมเมิร์ซ' จับตาทุนต่างชาติบุกไทย

อุตสาหกรรมค้าปลีกได้เปลี่ยนไปแล้ว ขณะนี้เป็นยุคของ ดิจิทัล เฟิร์ส รวมถึงมีการผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ หรือ ออมนิแชนแนล “พอล ศรีวรกุล” ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท เอคอมเมิร์ซ กล่าว พร้อมกับชี้ว่า ทุกวันนี้ หลายแบรนด์กำลังก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจแบบหลากหลายช่องทาง (Multi-Channel) พร้อมมีความต้องการโมเดลธุรกิจในแบบ “Business-to-All” (บีทูเอ) เขากล่าวว่า โมเดลธุรกิจแบบ บีทูซี เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งตลาดและอุตสาหกรรมการค้าปลีกในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้แบรนด์ต่างๆ กำลังมองหา วิธีการทำธุรกิจแบบหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นแบบออนไลน์ หรือออฟไลน์ เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มธุรกิจ (บีทูบี) เช่น ร้านขายค้าเฉพาะอย่าง ร้านค้าที่ขายของต่อรัฐบาล (บีทูจี) และลูกจ้างบริษัท (บีทูอี) ดังนั้น การมีแค่เว็บไซต์อาจไม่เพียงพอ แบรนด์จึงเริ่มตระหนักถึงการให้บริการที่เชื่อมต่อจากหลากหลายช่องทางและความสำคัญของข้อมูลเพื่อที่จะอยู่รอดในอุตสาหกรรม อีกทางหนึ่ง ด้วยลูกค้าต้องการเข้าถึงแบรนด์โปรดของพวกเขาได้ทุกเวลา จากทุกๆ แพลตฟอร์ม ดังนั้นต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านอีคอมเมิร์ซ ข้อมูลและความชำนาญในตลาดท้องถิ่น เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าและก้าวสู่การเป็นธุรกิจแบบบิซิเนสทูออลล์ อาเซียนสุดตื่นตัว “ทอม ศรีวรกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม เอคอมเมิร์ซ กล่าวว่า ผู้ประกอบการต่างกำลังจับตามองกลุ่มผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากผู้บริโภคในภูมิภาคนี้แสดงถึงความสนใจต่อการช้อปปิ้งออนไลน์อย่างมาก ข้อมูลของกูเกิล และ เทมาเส็ก เผยว่า ภูมิภาคนี้จะมีอัตราการเติบโตของการช้อปปิ้งออนไลน์ที่สูงถึง 32% ปีต่อปี ในอีก 10 ปีข้างหน้า ด้วยอัตราการเติบโตดังกล่าวเป็นแรงจูงใจสำคัญทำให้ผู้เล่นรายยักษ์ใหญ่อย่างเจดีดอทคอม อเมซอน และอาลีบาบา เข้ามาขยายตลาด ดังนั้น คาดว่า ปี 2561 ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะยิ่งมีความน่าตื่นเต้นจากการมาของทั้ง “เจดีดอทคอม” และ “อเมซอน” ซึ่งส่งผลดีทำให้ผู้บริโภคไทยได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์เหมือนกับอเมริกา หรือ ยุโรป และเป็นไปได้ที่จะได้เห็นค่าบริการเช่น โลจิสติกส์ราคาถูกลงกว่าเดิม “ตลาดจะเติบโตได้เร็วขึ้นสำคัญภาครัฐจะต้องเข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะมาตรการด้านภาษีสำหรับการทำการค้าข้ามแดน หากถูกลงได้จะยิ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่าย” ด้านรูปแบบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทยยังคงเป็นซีทูซี รองลงมาคือ บีทูซี และบีทูบีตามลำดับ ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการ นอกเหนือจากการค้าปลีกบนช่องทางปกติแล้ว แค่ปี 2560 เพียงปีเดียว ได้เห็นแบรนด์ชื่อดังอย่าง มาร์ส เนสท์เล่ และยูนิลีเวอร์ก็ได้จัดตั้งการบริการทางอีคอมเมิร์ซอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อรุกหนักตลาดระดับภูมิภาค ส่วนของเอคอมเมิร์ซ มุ่งให้บริการแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภคออนไลน์ ตั้งแต่การจัดส่งสินค้าทดลอง รวบรวมข้อมูลของผู้บริโภคเพื่อขับเคลื่อนและแจกจ่ายการใช้จ่ายบนทุกๆ ช่องทาง รวมถึงเว็บไซต์ของแบรนด์เอง หรือมาร์เก็ตเพลสชั้นนำ   ที่มาข่าวสาร : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 589

23 พฤศจิกายน 2017

กรีนเอ็นเนอร์ยี่ออฟติงส์ เปิดบ้านซื้อขายไฟฟ้า

“เอ็นเนอร์ยี่ติงส์” สตาร์ทอัพในเครือเอ็นเซิร์ฟ กรุ๊ป สร้างมิติใหม่การบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าสมัยใหม่ ทั้งภายในบ้านและอาคารสำนักงาน ขานรับกระแสความแรงของอุตสาหกรรมโซลาร์รูฟท็อป ครั้งแรกในไทยกับการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าทดแทนระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเองโดยตรงผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชนและการชำระเงินโดยอัตโนมัติด้วยสกุลเงินบนโลกดิจิทัลอย่างบิตคอยน์ “เอ็นเนอร์ยี่ติงส์” สตาร์ทอัพในเครือเอ็นเซิร์ฟ กรุ๊ป สร้างมิติใหม่การบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าสมัยใหม่ ทั้งภายในบ้านและอาคารสำนักงาน ขานรับกระแสความแรงของอุตสาหกรรมโซลาร์รูฟท็อป หวังสร้างเครือข่ายพลังงานโซลาร์เซลล์ นำร่องประเทศไทยก่อนไปออสเตรเลีย เกาหลีและยุโรป     ธุรกิจพลังงานสะอาด โมเดลธุรกิจของเอ็นเนอร์ยี่ติงส์ คือ การแลกเปลี่ยนพลังงานสะอาดที่ผลิตได้อย่างอิสระ ไม่ผ่านตัวกลาง หรือสามารถขายให้กับเพื่อนบ้านหรือสมาชิกในระบบได้โดยตรง ขณะที่เป้าหมายหลักของบริษัท คือ การสร้างโครงข่ายผู้ใช้พลังงานสะอาดโดยมีทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตกระจายอยู่ทั่วประเทศ "สภาพภูมิอากาศของไทยเหมาะลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ ถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะช่วยลดค่าไฟฟ้า ทั้งยังทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำรองได้อย่างดีในกรณีฉุกเฉินสายไฟเกิดขาดและไม่สามารถรับไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า นอกจากนี้หากมีการผลิตมากเกินที่จะใช้ก็ยังสามารถขายให้การไฟฟ้าในราคาที่ดีอีกด้วย” ฉันทกร จำศิลป์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ติงส์ จำกัด กล่าว ทีมงานยังพัฒนาแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ทำหน้าที่บันทึกและแสดงข้อมูลสถานการณ์หน่วยไฟฟ้าในเครือข่ายแบบ Near real-time รวมถึงปริมาณการแลกเปลี่ยนพลังงานสะอาดจากเพื่อนสมาชิก ข้อมูลจะถูกอัพเดทอัตโนมัติภายในระยะเวลาอันสั้น ผู้ใช้สามารถใช้แอพพลิเคชันควบคุมระบบทุกอย่าง รวมทั้งเลือกจำนวนหน่วยไฟฟ้าและเวลาในการซื้อขายได้ตามใจชอบ ฉันทกร อธิบายเพิ่มว่า ระบบนี้ผู้บริโภคจะสามารถขายไฟฟ้าให้กันเองได้ โดยจะมีอุปกรณ์ที่เป็น Power Control เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ ณ เวลาขณะนั้น ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใดขายราคาต่ำสุด ทำให้สามารถเลือกได้ว่าจะซื้อไฟจากรายใด เป็นการซื้อขายไฟฟ้าสองทาง จากเดิมผู้บริโภคต้องซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตทางเดียว ในอนาคตบริษัทจะขยายไปทำตลาดออสเตรเลีย เกาหลีและยุโรปด้วย อีกหนึ่งกลไกสำคัญของธุรกิจซื้อขายพลังงานไฟฟ้าระดับครัวเรือน คือ หน่วยกักเก็บพลังงานสำรองหรือแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นฝีมือการคิดค้นพัฒนาและออกแบบโดยวิศวกรและนักออกแบบผลิตภัณฑ์คนไทย แบตเตอรี่ระบบระบบ BMS (Battery Management System) สามารถควบคุมการอัดประจุแบบ CC/Cv ในแต่ละเซลล์ของแบตเตอรี่ เพื่อปรับเซลล์ที่มีความต่างศักย์เท่ากัน ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น และมีอายุการในงานนานขึ้น บริษัทได้พัฒนาแบตเตอรี่ขนาดเล็กสำหรับกักเก็บพลังงานไฟฟ้าภายในบ้าน 2 สองรุ่น 3.2 และ 4.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้มีรูปทรงสวยงามและฟังก์ชันการใช้งานที่สามารถแสดงผลสถานะของอุปกรณ์แบบที่เข้าใจได้ง่าย สร้างเครือข่ายพลังมด ที่ผ่านมา การบริหารจัดการจะส่งไฟฟ้ามาจากหน่วยงานด้านการไฟฟ้า ส่งผ่านสายส่งไปยังผู้บริโภค ขณะที่เครือข่ายเอ็นเนอร์ยี่ติงส์นั้น ผู้บริโภคสามารถเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าทดแทนได้เองในรูปแบบใดก็ได้ทั้ง แสงแดด ลมหรืออื่นๆ เอ็นเนอร์ยี่ติงส์ เปรียบเสมือนกรีนเอ็นเนอร์ยี่ออฟติงส์ (Green Energy of Things) เชื่อมโยงระบบไมโครกริดย่อยๆ ภายในบ้านเข้าสู่โครงข่ายพลังงานของเครือข่ายสมาชิก ซึ่งจะได้รับการติดต่อนัดหมายจากวิศวกรเพื่อเข้าตรวจสอบ ออกแบบและติดตั้งระบบที่เหมาะกับลักษณะของอาคาร รวมถึงให้ความช่วยเหลือในการนำระบบขึ้นใช้งาน ทั้งนี้ บริษัทจะสนับสนุนการลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมด ส่วนผลตอบแทนจากการซื้อขายพลังงานสะอาดที่เกิดขึ้น จะแบ่งรายได้ระหว่างเจ้าของบ้านกับบริษัท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดถึงสัดส่วนในแต่ละราย ซึ่งมีองค์ประกอบหลายอย่างแตกต่างกัน สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วมโครงการกรีนเอ็นเนอร์ยี่ออฟติงส์ ในกรณีบ้านพักอาศัยควรจะมีค่าไฟอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน บริษัทจะลงทุน 1 ล้านบาทติดตั้งอุปกรณ์ ส่วนออฟฟิศควรจะมีค่าไฟอย่างน้อย 1 แสนบาทต่อเดือน บริษัทจะลงทุน 2-3 ล้านบาทติดตั้งอุปกรณ์ คาดว่าเบื้องต้นใช้งบ 5-10 ล้านบาทจากงบรวม 100 ล้านบาท ใช้เวลา 5-10 ปีคืนทุน โดยจะเปิดรับสมาชิกเข้าร่วมเครือข่ายได้อย่างเป็นทางการในปี 2561   ที่มาข่าวสาร : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 554

23 พฤศจิกายน 2017

บาร์บีคิวฯผนึกแอนิเทคเปิดตัวเครื่องใช้ไฟฟ้า

บาร์บีคิวพลาซ่า ต่อยอดสร้างแบรนด์นอกร้านอาหาร ให้ไลเซ่นส์มาสคอตบาร์บีกอน “แอนิเทค” ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าลิมิเต็ดเอดิชั่นชิมลาง 1 หมื่นชิ้น รับเทศกาลส่งมอบของขวัญปีใหม่   นางสาวบุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์ “บาร์บีคิวพลาซ่า” บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เปิดเผยว่า บาร์บีคิวพลาซ่าและแบรนด์สินค้าไอที “แอนิเทค” ได้มีความร่วมมือในลักษณะของการคอลลาบอเรชั่น (Collaboration) เป็นการจับมือข้ามธุรกิจครั้งแรก เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์กลยุทธ์การตลาดแนวใหม่ในธุรกิจร้านอาหารของเมืองไทย โดยผสานจุดแข็งของ 2 แบรนด์ ทั้งด้านความแข็งแกร่งของแบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่าและคาแรคเตอร์บาร์บีกอน ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าของแอนิเทค จัดทำผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้ าน คอลเล็คชั่น ลิมิเต็ด เอดิชั่น โดยบาร์บีคิวพลาซ่าเป็นผู้ให้ลิขสิทธิ์ (ไลเซนส์) ในการนำบาร์บีกอนไปใช้เป็นลวดลายบนเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นพิเศษที่มีแอนิเทคเป็นผู้ดูแลเรื่องการผลิตและบริการหลังการขายต่างๆ “ความสำเร็จของการสร้างการรับรู้ของแบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่าผ่าน คาแรคเตอร์ มาร์เก็ตติ้ง อย่างบาร์บีกอน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้บาร์บีกอนเป็นสินทรัพย์ หรือ asset ของแบรนด์ที่เข้ามาช่วยสื่อสารและเชื่อมโยงแบรนด์ให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างดี" คาแรคเตอร์บาร์บีกอน ได้รับความนิยมสูง ด้วยความมีชีวิต เป็นมิตรเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนส่งความสุขให้ผู้คนและส่งต่อจิตวิญญาณของแบรนด์ไปสู่ลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นปีนี้บริษัทจึงมุ่งต่อยอดคาแรคเตอร์บาร์บีกอนได้ออกไปสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่าในวงกว้างขึ้น เป็นที่มาของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าลายบาร์บีกอนสำหรับเป็นของขวัญในเทศกาลปีใหม่นี้ นายพิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป ผู้บริหารแบรนด์แอนิเทค กล่าวว่า การจับมือกับบาร์บีคิวพลาซ่าถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์แอนิเทคในการเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเดิมแอนิเทคเน้นการทำตลาดสินค้าประเภทอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์และไอทีเป็นหลัก ประเดิมด้วยผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้ายอดนิยม ภายใต้ธีม “Anitech X Bar B Gon” ได้แก่ กาต้มน้ำไฟฟ้า เครื่องปิ้งขนมปัง เครื่องปั่นสมูทตี้ และเตาอบ 2 ชั้นขนาดเล็ก ผลิตจำนวนจำกัด 1 หมื่นชิ้น  “นอกจากสร้างสีสันให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปลายปีและเพิ่มทางเลือกในการจับจ่าย ยังถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ ไลฟ์สไตล์ อิเล็คทรอนิกส์ของแบรนด์แอนิเทค ผสานเข้ากับแนวคิดของแบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่าเรื่องการสร้างความสุขผ่านมื้ออาหาร" การเปิดตัวครั้งนี้เตรียมงบการตลาด 30% ของยอดขายจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและสื่อสารการตลาด นอกจากนี้ได้วางกลยุทธ์จุดจำหน่ายครอบคลุมทุกพื้นที่ผ่านเครือข่ายของบาร์บีคิวพลาซ่าและแอนิเทค ได้แก่ หน้าแฟนเพจบาร์บีคิวพลาซ่า และการจำหน่ายผ่านหน้าร้านบาร์บีคิวพลาซ่า 19 สาขาหลักในกรุงเทพฯ วันที่ 2 ธ.ค.2560-15 ม.ค.2561 รวมถึงการจำหน่ายผ่านทางออนไลน์แบบเอ็กคลูซีฟบนเว็บไซต์และโมบายแอพพลิเคชั่น 11street อีคอมเมิร์ชแพลตฟอร์ม พรีออเดอร์วันที่ 21- 30 พ.ย.นี้ จำหน่ายเต็มรูปแบบวันที่ 1 ธ.ค. ส่วนจุดจำหน่ายเครือข่ายของแอนิเทค ครอบคลุมโมเดิร์นเทรดต่างๆ อาทิ บิ๊กซี พาวเวอร์บาย และบานาน่าไอที   ที่มาข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 672

22 พฤศจิกายน 2017

อูเบอร์เผยลูกค้า57ล้านคนถูกแฮ็กข้อมูลส่วนตัว

ด้านนายดารา โคสโรว์ชาฮิ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)ของอูเบอร์ แถลงว่า เพิ่งรับรู้เรื่องการถูกแฮกข้อมูลเมื่อไม่นานมานี้   เบอร์ บริษัทให้บริการแอพพลิเคชันเรียกรถรับจ้าง เปิดเผยเมื่อวันอังคาร(21พ.ย.)ตามเวลาท้องถิ่นว่า บริษัทถูกจารกรรมข้อมูลโดยฝีมือแฮกเกอร์ 2 คนในช่วงปลายปี 2559 ส่งผลให้ลูกค้าจำนวน 57 ล้านคน ถูกขโมยข้อมูลส่วนตัว รวมถึง ชื่อ แอดเดรสอีเมล และหมายเลขโทรศัพท์ แฮกเกอร์กลุ่มนี้ ยังเข้าถึงข้อมูลใบขับขี่ของผู้ขับขี่ประมาณ 6 แสนคนในสหรัฐ และเมื่อบริษัทเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้สาธารณชนรับรู้ บริษัทไม่ได้แจ้งเตือนให้เหยื่อ หรือผู้คุมกฏรับรู้ว่าบริษัทถูกแฮกข้อมูล   ที่มาข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 586

22 พฤศจิกายน 2017

แอร์เอเชียเตรียมทุ่มงบ 3,500 ล้านบาท อาเซียนยกระดับสู่สายการบินดิจิทัล

แอร์เอเชียเตรียมทุ่มงบ 3,500 ล้านบาท อาเซียนยกระดับสู่สายการบินดิจิทัล ประเดิมอาคารผู้โดยสาร 4 สนามบินชางงี สิงคโปร์ เป็นท่าอากาศยานต้นแบบสายการบินราคาประหยัด นายโทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย เปิดเผยว่าแอร์เอเชียวางแผนใช้งบลงทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3,500 ล้านบาทเพื่อพัฒนาให้เป็นสายการบินดิจิทัลราคาประหยัดในภูมิภาคอาเซียน อาทิไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย โดยประเดิมแห่งแรกที่สนามบินชางฮี ประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้การที่สายการบินแอร์เอเชียย้ายการให้บริการจากเทอร์มินอล 1 มาอยู่ที่เทอมินอล 4 สนามบินชางฮีถือเป็นก้าวสำคัญของแอร์เอเชียในการยกระดับสู่การเป็นสายการบินดิจิทัล โดยแอร์เอเชียได้เริ่มดำเนินการเข้าสู่กะบวนการดังกล่าวตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการบิน ระหว่างการบิน และหลังการบิน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ดีให้กับผู้โดยสารทุกท่าน ตัวอย่างเช่น บริการ “ROKKI” หรือ บริการ Wifi บนเครื่อง การซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน ‘Amazon of the Skies’ นิตยสารบนเครื่องบิน Travel 3Sixty รวมไปถึงบริการด้านการเงิน เช่น Big Pay และโปรแกรมสะสมแต้มการบิน เป็นต้น นอกจากนี้ แอร์เอเชียยังวางแผนที่จะทำงานร่วมกับบริษัท Palantir ในการพัฒนาระบบการเข้าถึงความปลอดภัยสำหรับนักเดินทางในการผ่านขั้นตอนศุลกากรให้รวดเร็ว ที่ท่าอากาศยานต่างๆ ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือของอาเซียนในการประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานดูแลท่าอากาศยานและหน่วยงานภาครัฐ อีกทั้งจะพัฒนากระบวนการปฏิบัติการ ความปลอดภัย และการพาณิชย์ ของกลุ่มแอร์เอเชียเข้าด้วยกัน โดยใช้การบูรณาการข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม Skywise ที่พัฒนาขึ้นโดยแอร์บัส เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการดำเนินการธุรกิจ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง “ปัจจุบัน แอร์เอเชียทำงานอย่างใกล้ชิดกับท่าอากาศยานชางงี ในการก้าวเข้าสู่ท่าอากศยานที่ให้บริการผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวสอดคล้องไปด้วยดีกับโครงสร้างของสายการบินราคาประหยัดที่มุ่งเน้นความประหยัด และความมีประสิทธิภาพในการให้บริการผู้โดยสารรวมถึงยังเป็นการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารให้กับท่าอากาศยานชางงีได้อีกด้วย และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการที่ท่าอากาศยานชางงีเข้าใจการทำงานของสายการบินราคาประหยัด” นายโทนี่ กล่าว สำหรับสายการบินแอร์เอเชีย ได้ย้ายการให้บริการจากอาคารผู้โดยสาร 1 (เทอมินอล 1) ไปยังอาคารผู้โดยสาร 4 (เทอมินอล 4) ตั้งแต่ 7 พ.ย. 2560 ซึ่งการให้บริการในรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ โดยได้นำเครื่องคิออสเช็คอิน ที่จะช่วยเช็คอิน และพิมพ์ตั๋วโดยสาร พิมพ์ป้ายติดกระป๋า สัมภาระ เครื่องโหลดสัมภาระอัตโนมัติ ช่องทางศุลกากร และการเข้าสู่ประตูขึ้นเครื่องบิน ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีในการจดจำใบหน้าของผู้โดยสาร มาให้บริการ ทั้งนี้การเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้แอร์เอเชียได้รับประโยชน์จากการเติบโตของผู้โดยสาร รวมถึงการที่ท่าอากาศยานได้เตรียมความพร้อมในการเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง ทำให้จะมีผู้โดยสารมาใช้บริการเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นโอกาสให้แอร์เอเชียสามารถที่จะขยายเส้นทางการบิน เพิ่มเส้นทางใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศสิงคโปร์ได้มากขึ้นอีกด้วย สำหรับข้อมูลจากปีที่แล้ว 49% ของผู้โดยสาร ที่เดินทางเข้า-ออกในประเทศสิงคโปร์ เป็นผู้โดยสารที่เดินทางโดยสายการบินราคาประหยัด และกลุ่มสายการบินแอร์เอเชียถือเป็นสายการบินต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ ขนส่งผู้โดยสารจำนวนมากกว่า 1 ใน 8 ของจำนวนผู้โดยสารทั้งหมด และเป็นสายการบินราคาประหยัดที่ใหญ่ที่สุดในเทอมินอล 4 ด้านแอร์เอเชีย สิงคโปร์เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2547 ในรูปแบบของการเป็นฐานปฎิบัติการบิน โดยเริ่มให้บริการในเส้นทางแรกคือ สิงคโปร์-กรุงเทพ วันละ 2 เที่ยวบิน ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นฐานปฏิบัติการบินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ให้บริการ 40 เที่ยวบินต่อวัน 280 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยเที่ยวบินที่บินเข้า-ออก ประเทศสิงคโปร์ เป็นเส้นทางที่ให้บริการมาจากแอร์เอเชีย 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ เชื่อมโยง 15 จุดหมายปลายทางทั่วอาเซียน     ที่มาข่าว : posttoday.com

จำนวนผู้อ่าน: 589

22 พฤศจิกายน 2017

‘โรบินสัน’จัดทัพบุกต่างจังหวัดรับดีมานด์ท้องถิ่น

ท่ามกลางธุรกิจดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ หรือ “ห้างสรรพสินค้า” ในหลายประเทศทั่วโลกทยอยปิดกิจการ สืบเนื่องจากผลกระทบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจับจ่ายใช้สอยมุ่งสู่โลกการค้าออนไลน์มากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยกลับสวนกระแส  ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ “โรบินสัน” ที่มีเครือข่ายมากสุดด้วยจำนวน 44 แห่งทั่วประเทศ ยังคงเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การกุมบังเหียนของแม่ทัพใหม่ “วุฒิเกียรติ เตชะมงคลาวัฒน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) มั่นใจว่า “ไทย” ยังเป็นตลาดศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนธุรกิจเติบโต  วุฒิเกียรติ กล่าวว่า ตลาดประเทศไทยเป็นโอกาสธุรกิจที่ดีสำหรับโรบินสันที่มุ่งลงทุนระยะยาวต่อเนื่อง โดยมีทำเลยุทธศาสตร์ที่มีศักภาพสูงทั้งพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) แนวตะเข็บชายแดน และเมืองท่องเที่ยว   “ธุรกิจห้างสรรพสินค้าไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งของระบบซัพพลายเชน  อีกทั้งสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที สะท้อนจากอัตราการเติบโตและการขยายตัวทางธุรกิจสวนทางกระแสปิดตัวของห้างสรรพสินค้าในสหรัฐหรือประเทศอื่น” ทั้งนี้ ภายใต้ “วิชั่น 2020” โรบินสันวางเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มอย่างน้อย 9 แห่ง จากนี้  โดยจะมีสาขาให้บริการรวม 55 แห่ง ในสิ้นปี 2563 หรือเปิดเพิ่ม 3-4 สาขาต่อปี  วางยุทธศาสตร์มุ่งตลาดต่างจังหวัดเป็นหลัก เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่สุดของประเทศไทย การมุ่งหน้าตลาดจังหวัดมองว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดี เพราะเป็นตลาดที่ “ไร้คู่แข่งทางตรง” มีระดับใกล้เคียงกัน คือ ไฮเปอร์มาร์เก็ต เช่น บิ๊กซี หรือ เทสโก้ โลตัส  แต่มีความแตกต่างกันทางด้านสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ดังนั้นการเจาะตลาดที่แข่งขันต่ำ มีโอกาสของผลตอบแทนและการเติบโตที่ดีกว่า สอดรับนโยบายสำคัญของโรบินสันที่มุ่งลงทุนให้เกิดความมั่นคงและผลกำไร สนับสนุนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะคู่ค้า   พร้อมกันนี้ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาภาพรวมตลาดค้าปลีกค่อนข้างซบเซา ทำให้โรบินสันชะลอการขยายสาขาจากอัตราเปิดใหม่สูง 5 สาขาต่อปีเหลือ 2-3 สาขาต่อปี  แบะใช้จังหวะนี้ในการเรียนรู้ ศึกษาตลาดและลูกค้า ปรับระบบบริหารจัดการภายใน สร้างและทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เรียกว่า เตรียมความพร้อมธุรกิจ “วันนี้ โรบินสันมีความยืดหยุ่นสูงในการขยายสาขาต่อก้าวรุกเจาะกลุ่มกลาง-บนของแต่ละจังหวัดซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดของประเทศ” ปัจจุบันโรบินสันสาขาให้บริการ 44 แห่ง ภายใต้ธุรกิจ 4 รูปแบบ ประกอบด้วย โรบินสัน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ 44 สาขา  ในจำนวนนี้ เป็น โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ (ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์)  19 สาขา นอกจากนี้มีธุรกิจแบรนด์แมเนจเม้นท์ รวม 6 แบรนด์ และห้างสรรพสินค้าโรบินส์ เวียดนาม 2 สาขา ทั้งนี้ “โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ มอลล์” ถูกวางเป็นหัวหอกในการขยายอาณาจักรโรบินสัน รองรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการสินค้าและบริการในวิถีคนเมือง สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้า เป็นการปรับตัวจาก “Digital Disuption” ที่ร้านค้าปลีกแบบเดิมๆ ต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์และพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป  สำหรับโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ มี 3 ขนาด เพื่อจับวางตามทำเลและตลาดได้อย่างเหมาะสม  ได้แก่ ไซส์เอส “คอมแพ็ค” พื้นที่เฉลี่ย 3 หมื่นตร.ม.เจาะจังหวัดขนาดเล็ก อาทิ กำแพงเพชร ที่เตรียมเปิดบริการเดือน ธ.ค.นี้ ขณะที่จังหวัดขนาดใหญ่ขึ้นมา หรือระดับเมืองรอง ใช้ “ไซส์เอ็ม” พื้นที่เฉลี่ย 3.5 หมื่นตร.ม. อาทิ สกลนคร ร้อยเอ็ด มุกดาหาร แม่สอด จ.ตาก และ “ไซส์แอล” เจาะเมืองขนาดใหญ่ ด้วยพื้นที่บริการ 3.7 หมื่นตร.ม. เช่น สระบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ  วุฒิเกียรติ กล่าวย้ำว่า ขนาดคอมแพ็คไซส์มีแนวโน้มขยายตัวสูงสามารถเปิดตลาดได้ทั้งจังหวัดขนาดเล็ก เมืองรอง รวมทั้ง “เปิดเพิ่ม” ในจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีโรบินสันเปิดบริการอยู่แล้ว เช่น ชลบุรี ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงกระจายตัวในหลายพื้นที่ ในปีหน้าเตรียมเปิดโรบินสันอีก 1 แห่งย่านนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร  โดยเป้าหมายสาขาให้บริการ 55 แห่งในสิ้นปี 2563 จำนวนนี้ กว่าครึ่งจะเป็น “โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ มอลล์” ประมาณ 25 สาขา จากสิ้นปีนี้จะมีสาขารวม 20 แห่ง   ภายในสิ้นปีนี้ โรบินสัน จะเปิด 2 สาขาใหม่ โรบินสัน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ “มหาชัย”  และศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ กำแพงเพชร ส่งผลให้สิ้นปี โรบินสัน มีสาขารวม 46 แห่ง นับเป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีสาขามากที่สุดครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีพื้นที่การให้บริการรวมมากกว่า 1.2 ล้านตร.ม.   ที่มาข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 558

21 พฤศจิกายน 2017

ESET ชี้ SME ไทยเสี่ยงโดนโจมตีไซเบอร์ เกิดข้อมูลรั่วไหลมากที่สุดในภูมิภาค

ESET ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ เผยผลสำรวจภัยคุกคามทางไซเบอร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็ก หรือ ESET 2017 SMBs survey พบว่ากลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็กในประเทศไทยเสี่ยงต่อการเกิดข้อมูลรั่วไหลจากการโจมตีทางไซเบอร์ในรูปแบบการเข้ารหัสมากที่สุดในภูมิภาค ESET ส่งแบบสำรวจไปยังบริษัท 1,500 แห่ง ในจำนวนนี้มีบริษัทขนาดเล็กและกลางตอบกลับจำนวน 300 ราย กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ คือ สิงคโปร์, ฮ่องกง, อินเดีย, ไทยและญี่ปุ่น และจากการสำรวจพบว่า ธุรกิจขนาดกลางและเล็กในประเทศไทยประสบปัญหาข้อมูลรั่วไหลสู่ระบบไซเบอร์เป็นสัดส่วนสูง 92% เผยว่าปัญหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเข้ารหัส ส่วนญี่ปุ่นที่มีอัตราส่วนอยู่ที่ 72% อินเดีย 61% ฮ่องกง 57% และสิงคโปร์ 43% ปัจจุบันธุรกิจขนาดกลางและเล็กนำเอาวิธีการเข้ารหัสข้อมูลมาใช้เป็นมาตรการทางการป้องกันทางไซเบอร์ โดย 80% ได้ประยุกต์ใช้การเข้ารหัสข้อมูลส่วนบุคคล และอีก 73% เลือกที่จะเข้ารหัสข้อมูลที่ถูกส่งต่อออกไป แม้จะมีมาตรการด้านความปลอดภัยไซเบอร์อยู่แล้ว แต่จากความนิยมในการนำเอาแนวคิด Bring-Your-Own-Device (BYOD) หรือการนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้กับการทำงาน ทำให้กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็กควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้แก่พนักงานของตัวเองในเรื่องของการป้องกันภัยทางไซเบอร์ที่สามารถโจมตีผ่านทางอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการทำงาน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการโจมตีได้ ESET ระบุว่า อัตราการปรับใช้เทคโนโลยีด้านดิจิทัลทั้งในกลุ่มของผู้ใช้ตามบ้านและองค์กรธุรกิจ ทำให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคกลายเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจในการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ ธุรกิจขนาดเล็กอาจเป็นเป้าหมายกลุ่มใหม่สำหรับอาชญากรไซเบอร์ซึ่งอาจใช้เป็นทางผ่านไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่กว่า ที่มาข่าว : blognone.com

จำนวนผู้อ่าน: 551

20 พฤศจิกายน 2017