ข่าวประชาสัมพันธ์

สนามบิน Haneda ทดสอบ Whill วีลแชร์ไร้คนขับอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร

สนามบิน Haneda ทดสอบ Whill รถวีลแชร์ไร้คนขับเรียกใช้งานผ่านแอป มาช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจผู้โดยสารที่มาท่องเที่ยว Whill วีลแชร์ไร้คนขับนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Panasonic และ WHILL Inc. ผู้พัฒนารถเข็นหุ่นยนต์เพื่อนำมาช่วยอำนวยความสะดวกและปลอดภัยให้กับผู้โดยสารที่เคลื่อนไหว่างกายลำบากไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยหรือคนสูงอายุ สำหรับคนที่ต้องการใช้งานนั้นสามารถเรียกรถผ่านสมาร์ทโฟนได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเรียกพนักงานมาคอยดูแล ตอนนี้เค้านำมาเริ่มทดสอบใช้งานจริงในสนามบินฮาเนดะของประเทศญี่ปุ่นแล้ว เพื่อศึกษาข้อมูล 3 เรื่องหลัก คือ การหยุดอัตโนมัติ – ทดสอบการทำงานของเซนเซอร์เมื่อมีการตรวจจับสิ่งกีดขวางว่ามีโอกาสเกิดการชน มันจะหยุดได้อัตโนมัติรึไม่ ซึ่งฟังก์ชั่นนี้จะมีประโยชน์มากสำหรับป้องกันอุบัติเหตุสำหรับคนที่ยังไม่ถนัดการควบคุมรถ การเดินทางอัตโนมัติ อันนี้ใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกับหุ่นยต์ส่งของอัตโนมัติของ HOSPI โดยตัวรถสามารถรู้ตำแหน่งของตัวเอง เลือกเส้นทางและวางแผนการวิ่งที่ดีที่สุดให้ โดยผู้ใช้แค่เปิดแอปบนมือถือใส่ปลายทางเท่านั้นเอง รูปแบบฟังก์ชั่นการเคลื่อนที่ในสนามบินแบบเคลื่อนที่เป็นกลุ่มวิ่งตามกันไปเป็นแถว เมื่อส่งผู้โดยสารเสร็จแล้วก็จะวิ่งกลับไปที่เก็บอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยลดภาระของพนักงานในสนามบิน รวมถึงอำนวยความสะดวกและความประทับใจให้ผู้โดยสาร เพราะสนามบินถือเป็นประตูด่านแรกของประเทศ   ที่มา : dailygizmo.tv      

จำนวนผู้อ่าน: 594

21 สิงหาคม 2017

ของขวัญวันแม่ 6 อย่างที่เราทำเองได้

ใกล้วันแม่แบบนี้หลายคนคงกำลังมองหาของขวัญให้แม่ จริงๆ ของขวัญมีให้เลือกกันมากมาย แต่ลูก ๆ หลายคนก็อยากจะมอบของขวัญชิ้นพิเศษที่มาจากใจ ของขวัญที่ทำจากมือของเราเองเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง และของ 6 อย่างต่อไปนี้ เป็นของที่ทำง่าย เป็นของขวัญแนวสปาที่เชื่อว่าแม่ต้องชอบเพราะมันบ่งบอกถึงความรัก ความตั้งใจ แถมยังช่วยให้แม่ได้ผ่อนคลายอีกด้วย  1.ขี้ผึ้ง และเทียนน้ำมันหอมระเหย : แม่ย่อมจะต้องชอบของที่มีกลิ่นหอมอยู่แล้ว แต่หากเราไม่อยากให้กลิ่นหอม ที่มีส่วนผสมของสารเคมี หรือพวกน้ำหอมต่าง ๆ ก็เปลี่ยนเป็นเทียนหอมได้ โดยอาจจะใช้ขี้ผึ้งเป็นส่วนผสม กับน้ำมันหอมระเหย 100 เปอร์เซ็นต์ ใส่ภาชนะตกแต่งให้สวยงามก็พร้อมจะเป็นของขวัญให้แม่แล้ว 2.ครีมทามือกลิ่นลาเวนเดอร์ โรสแมรี่ มินท์ : ถ้าแม่ของคุณเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ชอบตกแต่งสวน ก็มีโอกาสที่มือของแม่นั้นจะแห้งกร้าน ครีมทามือก็น่าจะเป็นของขวัญที่ถูกใจ และหากทำเอง คุณก็จะได้เลือกส่วนผสมที่มีคุณค่า อย่างเช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันโอลิเวอร์ ขี้ผึ้ง น้ำมันหอมระเหยที่ช่วยลดอาการอักเสบ ส่วนผสมเหล่านี้ จะช่วยให้มือของแม่นุ่มนวลขึ้น 3.สเปรย์ปรับกลิ่นอโรม่า : ถ้าแม่ของคุณไม่ค่อยชอบเทียน การทำสเปรย์ปรับกลิ่น อโรม่าก็เป็นทางเลือกที่ดี การทำสเปรย์ด้วยตนเองนั้น ความสำคัญอยู่ที่การใช้ส่วนผสมคือน้ำ และวอดก้า ในสัดส่วนที่เท่ากัน จากนั้นก็เลือกกลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่ชอบ ผสมลงไป แอลกอฮอล์จะช่วยขจัดกลิ่นเหม็น และน้ำมันหอมระเหย ก็จะช่วยให้กลิ่นที่สดชื่น หากไม่ต้องการใช้แอลกอฮอล์ ก็สามารถจะเปลี่ยนเป็นน้ำกลั่น หรือสารสกัดวิชฮาเซลก็ได้ 4.ลิปมันน้ำมันมะพร้าว : ถ้าแม่ชอบอยู่นอกบ้าน หรือออกนอกบ้านบ่อย ๆ ก็มักจะมีปัญหาเรื่องผิวแห้ง โดยเฉพาะที่ริมฝีปาก เราสามารถทำลิปมัน เป็นของขวัญให้แม่ได้ โดยใช้น้ำมันมะพร้าว และสารสกัดเชียร์บัตเตอร์ด้วยส่วนผสมนี้จะให้ความชุ่มชื้นและรักษาความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปาก และหากใส่ส่วนผสมวิตามินอีเข้าไป ก็จะช่วยปกป้องริมฝีปากจากแสงแดดได้ด้วย 5.สบู่น้ำมันมะพร้าว : สบู่แฮนด์เมดนั้น นับว่าเป็นของขวัญที่ดูดี และมีคุณค่า แถมยังมีราคาไม่แพงอีกด้วย สบู่แฮนด์เมดนี้ เราสามารถเลือกส่วนผสมได้หลายอย่าง ทั้งกากกาแฟ ข้าวโอ๊ต น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันโอลิเวอร์ 6.เกลืออาบน้ำกลีบดอกไม้ : เราทราบกันดีว่า วิธีหนึ่งที่จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายก็คือการอาบน้ำ แม่ก็เช่นกัน แต่เราสามารถทำให้แม่ผ่อนคลายมากขึ้นด้วยการอาบน้ำ ด้วยเกลือกลีบดอกไม้หอม ๆ ส่วนผสมของเกลืออาบน้ำ ก็สามารถจะใช้ได้ทั้งน้ำมันหอมระเหย กลีบดอกลาเวนเดอร์ กลีบดอกกุหลาบ และเลือกขวดสวย ๆ ก็กลายเป็นของขวัญวันแม่ที่น่าประทับใจได้แล้ว   ขอบคุณบทความจาก : sanook.com

จำนวนผู้อ่าน: 549

11 สิงหาคม 2017

ช้างกินไก่! ไทยเบฟทุ่มกว่าหมื่นล้านซื้อกิจการ KFC

"กลุ่มไทยเบฟ" ประกาศซื้อสาขาล็อตสุดท้ายทั้งหมดของเคเอฟซีในไทย มูลค่าดีลกว่า 1.13 หมื่นล้าน กลุ่มไทยเบฟ ประกาศซื้อสาขาล็อตสุดท้ายทั้งหมดของ KFC ในไทย มูลค่าดีลกว่า 11,300 ล้านบาท บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ว่าบริษัทได้บรรลุข้อตกลงที่จะซื้อร้านสาขาของ KFC จาก Yum Restaurants (ประเทศไทย) ที่เหลืออยู่ทั้งหมด ประมาณ 240 สาขา รวมทั้งสาขาที่มีแผนจะเปิดในอนาคตด้วย   กลุ่มบริษัท Yum Restaurant ในไทยนั้นมีแผนขายร้านสาขาที่ดำเนินงานเองทั้งหมดออกไป โดยจะดำเนินงานเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และได้มีการประกาศขายสาขา KFC ทั้งหมดที่มีก่อนหน้านี้ ซึ่งก็เป็นไทยเบฟของตระกูลสิริวัฒนภักดี ที่มาซื้อ และได้ขาย Pizza Hut ให้กับกลุ่ม PH Capital ของ Thoresen Thai Agencies (TTA) ตระกูลมหากิจศิริ ปัจจุบัน KFC มีสาขาในประเทศไทยราว 600 สาขา โดยสาขาที่เหลือเป็นของกลุ่ม CRG ในเครือเซ็นทรัล ประมาณ 200 กว่าสาขา และกลุ่ม RD อีกกว่า 100 สาขา โดยเป็นการขายสิทธิในรูปแบบแฟรนไชส์ ผู้บริหารของไทยเบฟอธิบายเหตุผลของการเข้าซื้อ KFC นี้ว่านอกจากเป็นการขยายธุรกิจแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เข้าถึงเทรนด์ใหม่ผ่านเครือข่ายของ KFC ที่มีอยู่ทั่วประเทศด้วย   ที่มาข่าว : bangkokbiznews.com

จำนวนผู้อ่าน: 548

09 สิงหาคม 2017

Amazon แก้ปัญหาส่งสินค้าไม่มีคนรับ เปิดตัว Hub ล็อกเกอร์สำหรับอพาร์ทเมนต์

ปัญหาเรื่องการจัดส่งสินค้าแล้วไม่มีผู้รับเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของวงการ E-Commerce ซึ่งล่าสุดทาง Amazon ได้เปิดตัว “Hub” ล็อกเกอร์สำหรับ Pick-up สิ่งของเพื่อเป็นทางออกให้กับผู้พักอาศัยในอพาร์ทเมนต์แล้ว โดยผู้พักอาศัยในอาคารเพียงกดรหัสตามที่กำหนดไว้ก็สามารถรับของไปได้เลย   สำหรับ Amazon Hub เป็นบริการน้องใหม่ที่ออกมาตามหลังบริการก่อนหน้านี้อย่าง Amazon Locker ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2011 สำหรับให้ผู้ที่สั่งซื้อสินค้าจาก Amazon มารับสินค้าได้จากตู้ โดยล่าสุดพบว่ามี Amazon Locker ให้บริการแล้วกว่า 1,800 จุดใน 18 เมืองใหญ่ เช่น ลอนดอน, ซีแอทเทิล, นิวยอร์ก รูปแบบการให้บริการเป็นการจับมือกับร้านค้าปลีกเช่น 7-eleven เพื่อตั้งตู้ Kiosk ในพื้นที่ร้านค้า สำหรับพัสดุจะถูกเก็บไว้ในตู้นาน 3 วัน หากไม่มีใครมารับสินค้ามันจะถูกส่งกลับไปที่ Amazon เพื่อทำการรีฟันด์ ส่วน Hub นั้นเป็นล็อกเกอร์สำหรับตั้งภายในอาคารที่มีรูปแบบการทำงานคล้าย ๆ กัน โดยเหมาะสำหรับอพาร์ทเมนต์ หรือที่พักอาศัยที่อาจไม่อยากจ้างเมลรูมเซอร์วิส หรือไม่ต้องการให้พนักงานไปเคาะประตูห้องสร้างความรำคาญให้กับผู้พักอาศัยรายอื่น ๆ ก็ใช้วิธีนำรหัสที่ Amazon มาป้อนลงในจอทัชสกรีนที่หน้าตู้ ถ้าป้อนถูกต้อง ตู้ก็จะเปิดแล้วก็สามารถรับของไปได้เลย   ที่สำคัญ Amazon ยังเปิดให้ Hub ใช้ฝากของจากผู้ส่งรายอื่นที่ไม่ใช่ Amazon ด้วย ซึ่งเท่ากับว่าผู้ให้บริการอย่าง USPS, FedEx, UPS ก็สามารถนำของมาเก็บไว้ใน Hub ได้หมดเช่นกัน แต่ในจุดนี้ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของรหัสที่จะใช้ในการปลดล็อค เพราะตามธรรมเนียมน่าจะต้องเป็น Amazon เป็นคนกำหนดและส่งเมลให้กับผู้มารับของ  ไม่เฉพาะ Amazon ในซีกโลกตะวันออกก็มีไอเดียที่คล้าย ๆ กันนี้เช่นกัน โดยเป็นผลงานการพัฒนาของบริษัท Full Time System ของญี่ปุ่น กับการพัฒนาตู้ล็อกเกอร์เอนกประสงค์ จะใช้เก็บของก็ได้ จะเป็นจุดให้บริการเช่าจักรยานก็ได้ ซึ่งเหมาะแก่การตั้งไว้ในอพาร์ทเมนต์ต่าง ๆ เช่นกัน   ที่มา : http://thumbsup.in.th

จำนวนผู้อ่าน: 614

07 สิงหาคม 2017

สำรวจพบชาวไอทีสนใจใช้ VR เพื่อการช้อปปิ้ง

การสำรวจล่าสุดพบผู้ชื่นชอบเทคโนโลยีที่เปิดรับการใช้สินค้าไฮเทคก่อนคนทั่วไปสนใจใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงหรือ virtual reality (VR) เพื่อยกระดับการช้อปปิ้งของตัวเอง ผลการสำรวจนี้ตอกย้ำว่าผู้บริโภคบางส่วนไม่ได้รังเกียจหาก VR จะเข้ามามีอิทธิพลในวงการช้อปปิ้ง   ก่อนหน้านี้หลายคนถกเถียงว่า VR อาจจะมีบทบาทในวงการเกม หรือความบันเทิงมากกว่า แต่การสำรวจล่าสุดพบว่ากว่า 70-80% ของผู้ใช้กลุ่ม early tech adopter ระบุว่าสนใจใช้ VR ในการยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งของตัวเอง โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้ชี้ว่ารู้สึกอยากหรือกระตือรือร้นในการใช้เทคโนโลยีใหม่หากมีโครงการซ่อมหรือต่อเติมบ้าน รวมถึงการทดลองใส่เสื้อผ้าแบบเสมือนจริง การสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการ L.E.K. Consulting ยังชี้ว่า ชาวไอทียังสนใจใช้ VR ในการร่วมทริป “shopping trip” กับเพื่อนที่ไม่ได้มาปรากฏตัวร่วมทริปจริงๆ การสำรวจนี้ใช้คำว่า “v-commerce” ซึ่งเป็นคำที่ L.E.K. ใช้เรียก e-commerce พันธุ์ใหม่ที่จะมี VR เป็นจุดเชื่อมถึงอุตสาหกรรมค้าปลีกดั้งเดิม จุดนี้ L.E.K. ระบุว่าราว 70% ของกลุ่มตัวอย่างสนใจใช้ “v-commerce” เพื่อให้เห็นภาพตัวเองกำลังทดลองสินค้านั้น ซึ่งไม่เพียงเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ แต่ยังรวมถึงสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง และแว่นตากันแดด อย่างไรก็ตาม แม้ผลการสำรวจจะแสดงถึงความสนใจใน VR แต่การสำรวจยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงที่แบรนด์ค้าปลีกจะได้รับหากลงทุนในเทคโนโลยี VR ซึ่งมีทั้งประเด็นต้นทุนที่สูง และโอกาสที่ผู้บริโภคทั่วไปจะไม่สนใจใช้งาน และต้องการจับต้องสินค้าเองกับมือ   ที่มา : thumbsup.in.th

จำนวนผู้อ่าน: 585

07 สิงหาคม 2017

‘พีทีจี’ตั้งเป้ามีปั๊ม 4 พันแห่ง แซงทุกค่ายในปี 62-ซื้อ‘คอฟฟี่เวิลด์’เจาะตลาดบน

พีทีจีตั้งเป้าขยายสถานีบริการนํ้ามันเพิ่มเป็น 4 พันแห่ง ขึ้นแท่นมีจำนวนปั๊มนํ้ามันมากสุดอันดับ 1 ภายในปี 2562 พร้อมขยายร้านกาแฟพันธุ์ไทย เพิ่มเป็น 700-800 แห่ง ส่วนการเข้าซื้อคอฟฟี่เวิลด์เน้นการขายตลาดบน เพิ่มโอกาสการขยายนอกพื้นที่ปั๊ม การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกนํ้ามันนับว่ารุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อระดับราคานํ้ามันในตลาดโลกยังอยู่ในช่วงขาลง ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาใช้นํ้ามันเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ค่ายบรรดาผู้ค้านํ้ามันไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่ต่างขยับตัว ที่จะช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด ไม่เพียงแค่ธุรกิจนํ้ามันแต่ยังรวมถึงธุรกิจนอกเหนือนํ้ามัน(นอนออยล์) ล่าสุดเห็นได้จากบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือพีทีจี ประกาศแผนที่จะลงทุนขยายสถานีบริการนํ้ามันเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวหรือตั้งเป้าหมายให้ครบ 4 พันแห่ง ภายในปี 2562 ซึ่งจะส่งผลให้พีทีจีขึ้นเป็นผู้นำของผู้ค้านํ้ามันที่มีจำนวนปั๊มนํ้ามันมากที่สุดในประเทศ นอกจากนี้ ได้ประกาศเข้าซื้อหุ้นบริษัท จีเอฟเอ คอร์ปอ เรชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด หรือจีเอฟเอ ในสัดส่วน 99.99% ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่มหลากหลายแบรนด์ อาทิ ร้านกาแฟคอฟฟี่ เวิลด์, คอฟฟี่ เวิลด์ เรสเตอรองต์, ร้านไอศกรีม ครีม แอนด์ ฟัดจ์, ร้านแซนด์วิช นิวยอร์ก ฟิฟท์ อเวนิว เดลี่ และร้านอาหารไทย ไทย เชฟ เอ็กซ์เพรส ที่มีรวม 130 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยงบประมาณ 205 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งแบรนด์และสินทรัพย์ทั้งหมดของจีเอฟเอ ถือเป็นการหารายได้จากธุรกิจนอนออยล์อีกทางหนึ่งด้วย นายรังสรรค์ พวงปราง เลขานุการ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือพีทีจี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทมีแผนที่จะขยายสถานีบริการนํ้ามันพีทีเพิ่มขึ้นเป็น 4 พันแห่งภายในปี 2562 จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.56 พันแห่ง ส่วนใหญ่ยังเน้นพื้นที่บนถนนสายรอง ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันตกและภาคตะวันออก โดยในสิ้นปีนี้ตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 1.8 พันแห่ง และเพิ่มเป็น 2.2 พันแห่งภายในปี 2562 “บริษัทตั้งเป้าขยายสถานีบริการนํ้ามันพีทีเพิ่มขึ้น โดยครอบคลุมถนนสายรองทุกอำเภอ ซึ่งกลยุทธ์การขยายสถานีบริการจะใช้วิธีเช่าที่ดินจากสถานีบริการนํ้ามันที่หมดสัญญาแล้วไม่ดำเนินการต่อ ส่งผลให้จำนวนสถานีบริการพีทีเพิ่มขึ้นตามแผน ดังนั้นแผนขยายสถานีบริการนํ้ามันพีทีเพิ่มขึ้นเป็น 4 พันแห่งในอีก 3 ปีข้างหน้า จะส่งผลให้จำนวนสถานีบริการพีทีขึ้นแท่นอับดับ 1 มากกว่าค่ายนํ้ามันรายอื่น” นายรังสรรค์ กล่าว โดยในปีนี้บริษัทจะใช้เงินลงทุนประมาณ 5 พันล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในการขยายและปรับปรุงธุรกิจหลัก 3.5 พันล้านบาท, ธุรกิจนอนออยล์ 500 ล้านบาท และธุรกิจใหม่อีก 1 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้สามารถขยายสถานีบริการนํ้ามันพีทีแห่งใหม่ได้ 400 แห่งต่อปี ขณะที่การขยายร้านกาแฟพันธุ์ไทยจะเพิ่มเป็น 200 แห่ง ภายในปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 106 แห่ง และจะขยายเป็น 700-800 แห่ง ภายในปี 2562 ส่วนการเข้าซื้อหุ้นบริษัท จีเอฟเอ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด หรือจีเอฟเอ จะช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มศักยภาพของธุรกิจนอนออยล์ จะสามารถเพิ่มช่องทางการขยายธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มในพื้นที่ที่มีศักยภาพนอกสถานีบริการนํ้ามันพีที อาทิ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ คอมมิวนิตีมอลล์ และสนามบินในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างสินค้าและบริการที่หลากหลายให้กับลูกค้าปัจจุบัน และขยายฐานลูกค้าใหม่ให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการขยายไปสู่ธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มในอนาคต นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงของบริษัทในการพึ่งพาธุรกิจนํ้ามันเพียงอย่างเดียว   นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้อยู่ที่ 1 แสนล้านบาท จากปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 30-40% จากปีก่อนอยู่ที่ 2.9 พันล้านลิตร รวมถึงตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสมาชิก PT Max Card เป็น 7.4 ล้านสมาชิก จากปีก่อนอยู่ที่ 5.6 ล้านสมาชิก ทำให้ยอดขายในสถานีบริการนํ้ามันเดิมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ตั้งเป้าทำกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (อีบิตดา) ในปีนี้เติบโตที่ระดับ 50-60% จากปีก่อน จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,284 วันที่ 3 -5 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ที่มา : http://www.thansettakij.com

จำนวนผู้อ่าน: 906

04 สิงหาคม 2017

แจกใช้งานฟรี! 6 หน่วยงานจับมือพัฒนาโปรแกรมบัญชีเพื่อ SME

กรมพัฒน์เตรียมแจกโปรแกรมบัญชี! รองรับการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ รองรับ e-Tax, e-Payment ภายใต้โครงการ National e-Payment กรมพัฒน์เตรียมแจกโปรแกรมบัญชี! รองรับการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ รองรับ e-Tax, e-Payment ภายใต้โครงการ National e-Payment กรมพัฒน์ จับมือ 5 หน่วยงาน พัฒนาโปรแกรมบัญชีสำหรับเอสเอ็มอี รองรับการดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจร เตรียมแจกฟรี คาดใช้งานจริงทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้   ด้าน สสว. ชี้เป็นตัวช่วยเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงิน นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “การจัดทำโปรแกรมบัญชีสำหรับ SMEs” กับสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท คริสตอลซอฟท์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้  โปรแกรมบัญชีสำหรับ SMEs จัดทำขึ้นสำหรับการทำงานที่ครบถ้วน รองรับการประกอบธุรกิจของ SME ได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำแบบครบวงจร ทั้งการเก็บข้อมูลการขายและการจ่ายเงิน (Point of Sale : POS) การจัดทำบัญชีและจัดเก็บเอกสารประกอบการลงบัญชี รวมไปถึงการจัดทำงบการเงินและการนำส่งงบการเงินผ่านระบบการรับงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งจะอำนวยความสะดวกแก่ธุรกิจ SMEs ในการจัดเก็บข้อมูล ประมวลผล และการใช้ข้อมูลทางการเงินในการตัดสินใจทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น โดยโปรแกรมดังกล่าวสามารถทำงานได้ทั้งบน PC Smart Phone และ Tablet ด้วย INET Cloud Technology ที่ได้มาตรฐานระดับโลกแบบ Hybrid สามารถทำงานได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์รองรับระบบ e-Tax ของกรมสรรพากร และระบบ e-Payment ของธนาคาร ภายใต้โครงการ National e-Payment โดยเป็นการให้บริการแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนธุรกิจ SME อีกทางหนึ่งด้วย นางสาวบรรจงจิตต์ เผยด้วยว่า โปรแกรมบัญชีสำหรับ SMEs ที่พัฒนาโดยพันธมิตรในครั้งนี้ เหมาะสำหรับธุรกิจ SMEs ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล สามารถรองรับประเภทธุรกิจซื้อมาขายไปและธุรกิจบริการ   โดยเป็นการให้บริการแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงทดสอบการใช้งานจริง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถติดต่อกองกำกับบัญชีธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมทดสอบการใช้งานได้ โดยคาดว่าจะสามารถใช้งานจริงทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ (2560) สำหรับปัจจุบันมีจำนวนธุรกิจที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ารวมทั้งสิ้น 1,577,779 ราย แบ่งเป็นนิติบุคคล 661,998 ราย และทะเบียนพาณิชย์ (บุคคลธรรมดา) 915,781 ราย ที่มา : www.bangkokbanksme.com

จำนวนผู้อ่าน: 1197

31 กรกฎาคม 2017

ปั๊ม PT ซื้อเหมากาแฟ Coffee World

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) “PTG” ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการสถานีบริการน้ำมันภายใต้แบรนด์ พีที (PT) ส่งหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวาน (19 กรกฎาคม 2560) ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ PUN ทำสัญญาเข้าลงทุนในบริษัท GFA โดย พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (พีทีจี-PTG) เปิดเผยว่า พีทีจี ให้บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด หรือ PUN ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่พีทีจีถือหุ้น 99.99% เข้าซื้อหุ้นสามัญของ บริษัท จี เอฟ เอ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด (GFA) จำนวน จำนวน 29,350 หุ้น ในราคาหุ้นละ 6,984.19 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 205 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 99.99% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GFA พูดชื่อ GFA ผู้บริโภคทั่วไป อาจจะไม่คุ้น แต่ถ้าบอกว่า GFA  คือผู้ให้บริการและเจ้าของแบรนด์ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ Coffee World, Coffee World Restaurant , Thai Chef Express,   Cream & Fudgeและ New York 5th Avenue Deli  หลายคนคงร้องอ๋อ คอฟฟี่ เวิล์ด (Coffee World) ถือเป็นแบรนด์ไทย ถือกำเนิดในประเทศไทย โดย Fred Mouawad ผู้ถือหุ้นหลักเดิมของ GFA ซึ่งเขาและภรรยา (Sukanya Mouawad) คือผู้ขายหุ้นในสัดส่วนรวม 99.99% ให้กับ PUN บริษัทย่อยของ พีทีจี GFA เพิ่งฉลองครบรอบ 20 ปี ของแบรนด์คอฟฟี่ เวิลด์ ในปีนี้ และมีร้านสาขาภายใต้แบรนด์ต่างๆ เหล่านี้ รวม 130 สาขาทั้งในและต่างประเทศ 40% เป็นร้านแฟรนไชส์ และอีก 60% เป็นร้านที่บริษัทบริหารเอง เป็นสาขาในประเทศไทยประมาณ 100 สาขา อีก 30 สาขา กระจายอยู่ใน 8 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน บังกลาเทศ จีน อินโดนีเซีย อินเดีย มาเลเซีย และสปป.ลาว โดยจัดเป็นแบรนด์ร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยม ที่มีทั้งเมนูเครื่องดื่มกาแฟร้อน เย็น ปั่น และอื่นๆ  เช่น อาหารที่ถือเป็นที่รู้จักกันดีคือ วอฟเฟิล (Waffle) ซึ่งคอฟฟี่ เวิลด์ เป็นแบรนด์แรกที่นำมาเสิร์ฟคู่กับกาแฟในในตลาดไทย เป็นแบรนด์ที่มีกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่วัย 18-35 ปี โดยสินทรัพย์ของจีเอฟเอ ที่พีทีจีซื้อไปคำนวณจากงบการเงินรวมของบริษัทรวม 3 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2560 มีรายละเอียดดังนี้ งบการเงินรวม ณ วันที่ 31 มีนาคม 2560 (ล้านบาท ) สินทรัพย์รวม 13,315.48 สินทรัพย์ไม่มีตัวตน 100.44 หนี้สินรวม 8,564.36 ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย 13.91 สินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิ (NTA) 4,636.77 กำไรสุทธิไตรมาส 1 (ปรับเป็นเต็มปี-Annualized) 724.55   พีทีจีซื้อ คอฟฟี่ เวิล์ด คิดแล้วใช้งบไม่ถึงครึ่งที่ตั้งไว้สำหรับขยายธุรกิจ Non-oil ช่วงสิ้นสุดไตรมาส 1/2560 พีทีจี เผยแผนดำเนินงานของปี 2560 ไว้ว่า จะเน้นขยายสาขาสถานีบริการน้ำมันและขยายพันธมิตรทางการค้า เพื่อตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการให้มากขึ้น โดยตั้งงบลงทุนรวมไว้ที่แบ่ง 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็น                 งบสำหรับขยายธุรกิจปัจจุบัน 3,500 ล้านบาท                 งบสำหรับธุรกิจ non-oil 500 ล้านบาท                 งบสำหรับโครงการใหม่ 1,000 ล้านบาท แหล่งเงินทุนในการลงทุนจะมาจากกระแสเงินสดภายในและการใช้เครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ที่เหมาะสม ดังนั้น การลงทุนซื้อกิจการของ GFA ในครั้งนี้ ซึ่งคิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 205 บาท ซึ่งเป็นเงินทุนจากกระแสเงินสดที่ได้จากการประกอบกิจการของพีทีจี จึงเท่ากับเป็นงบประมาณที่ใช้ไปเพียง 2 ใน 5 ของงบสำหรับธุรกิจ non-oil ที่พีทีจีทั้งไว้ ที่สำคัญ ทำให้บริษัทมีสาขาร้านกาแฟและแบรนด์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นทันที่130 กว่าสาขา ซึ่งยืนยันให้เห็นว่า สูตรการเข้าซื้อกิจการ ยังเป็นทางลัดสำหรับการเติบโตได้ดีของบริษัทที่มีงบประมาณในการลงทุน ประโยชน์ที่พีทีจีคาดหวังจากการซื้อคอฟฟี่ เวิลด์ เพิ่มโอกาส และขีดความสามารถในการขยายธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มในพื้นที่ที่มีศักยภาพนอกสถานีบริการพีที เช่น ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ คอมมูนิตี้มอลล์ สนามบินทั้งในและต่างประเทศ ช่วงสร้างสินค้าและบริการที่หลากหลายให้กับลูกค้าปัจจุบันและขยายฐานะลูกค้าใหม่ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพิ่มศักยภาพและโอกาสการขยายธุรกิจในอนาคต กระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากธุรกิจหลัก และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้กับบริษัทในระระยาว สถานการณ์ธุรกิจของพีทีจี (ณ 31 มีนาคม 2560) ปัจจุบันมีสถานบริการน้ำมัน PT หรือ ปั๊มพีที รวม 1,436 แห่ง ตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 1,800 แห่งในปี 2560 นี้ มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 821 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาส 4/2559 เพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาส1/2559 มีสัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 92% จากกลยุทธ์ที่หันมาเน้นธุรกิจค้าปลีก คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทั้งปีเพิ่มขึ้น 30% มีสมาชิกบัตร PT Max Card ลอยัลตี้การ์ดของบริษัทอยู่ที่ 6.1 ล้านสมาชิกทั่วประเทศ มีรายได้จากการขายและบริการทั้งหมด (สถานีบริการน้ำมัน แก๊สแอลพีจี ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ร้านสะดวกซื้อ PT Max Mart และพันธมิตรอื่น ๆ) รวม 20,896 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาส4/2559 และเพิ่มขึ้น 53% จากไตรมาส 1/2560 มีกำไรสุทธิ 181 ล้านบาท ลดลง 41% จากไตรมาส 4/2559 และลดลง 39% จากไตรมาส 1/2560 สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน มีแผนขยายร้านกาแฟพันธุ์ไทยเพิ่มเป็น 200 สาขาภายในสิ้นปี 2560 จากปัจจุบันที่มีอยู่ทั้งหมด 60 สาขา กลยุทธ์การเติบโตของพีทีจี จากสถานการร์ค้าปลีกน้ำมันไตรมาสแรกของปีนี้ ที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นประกอบการใช้น้ำมันเติบโตมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทำให้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศเติบโตเพียงเล็กน้อย บวกกับผู้ค้าปลีกน้ำมันสำเร็จรูปแบรนด์หลักและแบรนด์อิสระยังคงขยายสถานีบริการน้ำมันต่อเนื่อง บริษัทจึงมุ่งเน้นใช้กลยุทธ์ด้านการตลาด ในการเพิ่มจำนวนสมาชิก เน้นเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ถือบัตร เพื่อสร้างสัมพันธ์กับผู้ใช้บริการแลกระตุ้นการใช้บริการเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นพีทีจี จึงต้องหาทางลัดสำหรับการเสริมความครบถ้วนสำหรับบริการเสริมด้านอื่นที่จะไปกันได้กับธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน ดังที่สถานีน้ำมันแบรนด์หลักพัฒนาจนเห็นผลมาแล้วมากมายด้วยรายได้จากธุรกิจค้าปลีกที่เติบโตไม่แพ้ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน สัญญาณลงทุนรอบนี้จากพีทีจี น่าจะทำให้การแข่งขันของธุรกิจสถานีบริการน้ำมันบ้านเรา สนุกและมีสีสันขึ้นอีกแน่นอน   ที่มาของข่าว : http://www.smmagonline.com/    

จำนวนผู้อ่าน: 1769

27 กรกฎาคม 2017

ทช.เปิดใช้อุโมงค์ลอดจุดตัดทางรถไฟขอนแก่นปลอดภัยแก้ปัญหาจราจร

กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการก่อสร้างอุโมงค์ลอดทางรถไฟ จุดตัดทางรถไฟกับถนนสาย ขก.1027 แยกทางหลวงหมายเลข 2–บ้านโคกท่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดถนนกับทางรถไฟได้อย่างสมบูรณ์ สนับสนุนนโยบายของกระทรวงคมนาคมในการรองรับโครงการพัฒนาการขนส่งระบบราง (รถไฟรางคู่) ทำให้เกิดความสะดวกสบาย รวดเร็ว และปลอดภัย ต่อทั้งประชาชนผู้ใช้เส้นทางของกรมทางหลวงชนบทและผู้โดยสาร โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 411 ล้านบาท     นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เผยว่า โครงการฯดังกล่าวมีความยาวทั้งหมดประมาณ 2.125 กิโลเมตร แบ่งเป็น ความยาวอุโมงค์ทางลอดรวม 810 เมตร และถนนเชื่อมกับถนนเดิม อุโมงค์มีความกว้าง 11 เมตร รองรับการจราจร 2 ช่องจราจร ไป–กลับ มีแผงกั้นคอนกรีตตรงกลาง (Concrete Median) สำหรับเบี่ยงทิศทางการจราจร รวมทั้งมีแผงกั้นเหล็กมีล้อเลื่อน จำนวน 1 แห่ง สำหรับเบี่ยงการจราจรในกรณีฉุกเฉิน โครงสร้างของอุโมงค์เป็นแบบ Diaphragm Wall มีหลังคาช่วงลอดทางรถไฟยาว 160 เมตร ภายในอุโมงค์มีระบบไฟฟ้าแสงสว่างที่สามารถปรับความสว่างได้ตามสภาพแสงระหว่างวัน เพื่อทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ มีระบบระบายและเครื่องสูบน้ำจำนวน 4 เครื่องที่สามารถทำงานร่วมกันและสลับกันได้อย่างอัตโนมัติ เพื่อป้องกันน้ำท่วมภายในอุโมงค์ รวมทั้งมีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้หรือเหตุฉุกเฉินที่สามารถส่งสัญญาณเตือนไปยังป้ายไฟบริเวณก่อนถึงอุโมงค์ และแจ้งเตือนผ่านระบบควบคุมระยะไกล (SCADA) เพื่อเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงชนบทขอนแก่นได้รับทราบและดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งติดตั้งกล้อง CCTV ในอุโมงค์และอาคารควบคุม     นอกจากนี้ ทช. ได้นำนวัตกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของการก่อสร้างอุโมงค์นี้ คือ การก่อสร้างอุโมงค์ ช่วงลอดทางรถไฟโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินรถไฟ ด้วยการติดตั้งโครงสร้างเหล็กชั่วคราวเพื่อรองรับทางรถไฟในระหว่างก่อสร้าง แทนการเบี่ยงทางรถไฟซึ่งเป็นวิธีการก่อสร้างรูปแบบเดิม ทำให้ไม่ต้องก่อสร้างโครงสร้างทางรถไฟและระบบอาณัติสัญญาณใหม่ รวมทั้งยังสามารถป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบที่อาจส่งผลต่อกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทยและความปลอดภัยในการเดินรถไฟอีกด้วย   ที่มา : thansettakij.com

จำนวนผู้อ่าน: 882

20 กรกฎาคม 2017

เส้นทางรถไฟโคราช-มาบตาพุดแก่งคอย-บางซื่อขนาดทางมาตรฐานเพิ่มศักยภาพการขนส่ง

นับเป็นมิติใหม่ของการเพิ่มศักยภาพของการขนส่งสำหรับการเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ขนาดทางมาตรฐาน (1.435 เมตร) โดยใช้ระบบไฟฟ้าเข้าไปให้บริการเพื่อยกระดับการให้บริการเดินทางและการขนส่งสินค้าทางรถไฟ โดยโครงการนี้เริ่มมีการศึกษาและออกแบบรายละเอียด (Definitive Design) มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 โครงข่ายการพัฒนาระบบรางขนาดมาตรฐานเส้นทางนี้สามารถเชื่อมต่อ 3 ประเทศด้วยระบบรถไฟความเร็วปานกลางที่สามารถพัฒนาเป็นรถไฟความเร็วสูงในอนาคตรองรับไว้ด้วย โดยรถไฟโดยสารที่ให้บริการความเร็ว 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนรถไฟขนสินค้าให้บริการความเร็ว 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง แบ่งออกเป็น 4 ช่วง ได้แก่ หนองคาย-นครราชสีมา, นครราชสีมา-แก่งคอย,แก่งคอย-บางซื่อ, แก่งคอย-มาบตาพุด     โดยในการออกแบบมีขอบเขตการศึกษาครอบคลุมเส้นทาง 3 ช่วง คือช่วงนครราชสีมา-แก่งคอย, ช่วงแก่งคอย-บางซื่อ และช่วงแก่งคอย-แหลมฉบัง-มาบ ตาพุด และแบ่งออกเป็น 4 ช่วงย่อย คือช่วงบางซื่อ-แก่งคอย ระยะทาง 133 กิโล เมตร ช่วงฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง-มาบตาพุด 141 กิโลเมตร ช่วงแก่งคอย-นครราชสีมา ระยะทาง 138 กิโลเมตร และช่วงแก่งรอย-ฉะเชิงเทรา ระยะทาง 105 กิโลเมตร มีทั้งโครงสร้างทางวิ่งระดับพื้น โครงสร้างยกระดับช่วงสั้นๆ และโครงสร้างอุโมงค์ ทั้งนี้รถไฟโดยสารจะเดิน รถคู่ขนานไปกับรถไฟขนาด 1 เมตรจากหนองคาย ไปยังสถานีนครราชสีมา เข้ากรุงเทพมหานครผ่านสถานีปากช่อง สระบุรี อยุธยา ดอนเมือง ไปสิ้นสุดที่สถานีบางซื่อ ส่วนผู้โดยสารที่จะเดินทางไปยังภาคตะวันออกสามารถเดินรถแยกออกมาจากสถานีแก่งคอยไปยังสถานีฉะเชิงเทราไปใช้เส้นทางเดียวกับรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยองเดินทางไปชลบุรีและระยองต่อไป เส้นทางรถไฟโคราช-มาบตาพุดแก่งคอย-บางซื่อขนาดทางมาตรฐานเพิ่มศักยภาพการขนส่ง   ส่วนรถไฟขนสินค้าจะเดินทางจากหนองคายไปนครราชสีมา แก่งคอย ฉะเชิงเทราไปยังท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด โดยจะมีลานกองเก็บตู้สินค้าหรือคอนเทนเนอร์ยาร์ดอยู่ที่อำเภอองครักษ์เพื่อใช้กระจายสินค้าไปสู่พื้นที่โดยรอบ และยังจะมีการสร้างทางหลีกเป็นช่วงๆจำนวน 8 จุด มีตำแหน่งศูนย์ซ่อมบำรุงอยู่ 4 จุดคือโคกกรวด มวกเหล็ก และองครักษ์จะเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงทาง และที่จุดเชียงรากน้อย จะเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงหนัก ส่วนสถานีเชื่อมต่อจะอยู่ที่สถานีฉะเชิงเทรานั่นเอง ส่วนจะได้สร้างให้เกิดขึ้นจริงหรือไม่นั้นยังมีลุ้นช่วงเส้นทางทับซ้อนโครงการรถไฟไทย-จีนจะสำเร็จหรือไม่เมื่อไหร่ เท่านั้น จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,279 วันที่ 16 - 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560        

จำนวนผู้อ่าน: 806

20 กรกฎาคม 2017

ปิกอัพ“เบนซ์ เอ็กซ์-คลาส” ขาย 1.44 ล้านบาท

เมอร์เซเดส - เบนซ์ เลือกเมืองแคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ จัดงานเปิดตัวปิกอัพรุ่นใหม่ “เอ็กซ์-คลาส” ที่ใช้พื้นฐานการพัฒนาเดียวกับนิสสัน นาวารา หลังจากเปิดเผยตัวต่อสาธารณะในคราบต้นแบบที่งานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2017 เดือนมีนาคมที่ผ่านมา     แน่นอนว่า “เมอร์เซเดส - เบนซ์” จัดการปรับรูปลักษณ์ภายนอก-ภายในและออปชันให้ดูหรูหรา วางเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.3 ลิตรของตัวเอง และมีกำหนดขายในประเทศเยอรมนีเดือนพฤศจิกายนนี้ และแอฟริกาใต้ ออสเตรเลียในปีหน้า ส่วนอเมริกาใต้ต้องรอถึงปี 2562 สำหรับ “เอ็กซ์ - คลาส” มีมิติตัวถังยาว 5,340 มิลลิเมตร กว้าง 1,920 มิลลิเมตร (ไม่รวมกระจกข้าง) สูง 1,819 มิลลิเมตร บรรทุกน้ำหนักได้ถึง 1.1 ตัน พร้อมความสามารถในการลากจูงน้ำหนักได้ 3.5 ตัน (เมอร์เซเดส-เบนซ์บอกว่า สามารถลากเรือยอชต์ขนาด8เมตรได้สบาย) ด้านเครื่องยนต์มีให้เลือกทั้งดีเซล 4 สูบ 2.3 ลิตร เทอร์โบ รุ่น X220d ให้กำลัง 163 แรงม้า แต่รุ่น X250d ใช้เทอร์โบคู่จะขยับกำลังขึ้นไปเป็น 190 แรงม้า รวมถึงเครื่องยนต์เบนซิน X200 165 แรงม้า ขึ้นอยู่กับการทำตลาดในแต่ละประเทศ ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และอัตโนมัติ 7 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC     จากนั้นในปีหน้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซล วี6 ให้กำลังสูงสุด 258 แรงม้า แรงบิด 550 นิวตัน-เมตร เข้ามาทำตลาดอีกหนึ่งรุ่น ในประเทศบ้านเกิด “เอ็กซ์-คลาส” ตั้งราคาขายเริ่มต้นไว้ 37,294 ยูโร หรือ ประมาณ 1.44 ล้านบาท ส่วนเมืองไทยยังไม่มีแผนการนำเข้าหรือผลิตปิกอัพตราดาวรุ่นนี้   ที่มา : thansettakij.com      

จำนวนผู้อ่าน: 1408

20 กรกฎาคม 2017

ตั้งเมืองใหม่ 3 พื้นที่ ‘อ.เมือง-บ้านโพธิ์-พนมสารคาม’

เริ่มเห็นภาพพัฒนาเมืองใหม่ในอีอีซีกรมโยธาฯเผย 3 พื้นที่ อ.เมืองอ.บ้านโพธิ์และอ.พนมสารคามจ.ฉะเชิงเทรามีความเหมาะสมสูงเตรียมชงรายละเอียดให้ “คณิศ”พิจารณา จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซีครั้งที่ 2/2560 ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้รายงานถึงความคืบหน้าในการพัฒนาเมืองใหม่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ที่ประชุมรับทราบ โดยได้เปิดเผยถึงผลการศึกษาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาเมืองใหม่ แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ที่มีความเหมาะสมสูง จะอยู่ในอำเภอเมือง อำเภอบ้านโพธิ์ และอำเภอพนมสารคามส่วนพื้นที่ความเหมาะสมปานกลางจะอยู่ในอำเภอบางนํ้าเปรี้ยวและพื้นที่ที่มีความเหมาะสมตํ่าจะอยู่ในอำเภอสนามชัยเขตอำเภอท่าตะเกียบ ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทางคณะอนุกรรมการพัฒนาเมืองใหม่ อีอีซี ได้มีการประชุมหารือถึงพื้นที่ตั้งเมืองใหม่ทั้ง3ส่วนดังกล่าวแต่ยังไม่เป็นที่ยุติความจะเลือกพื้นที่ใด เนื่องจากต้องนำข้อหารือเสนอนายคณิศ แสงสุพรรณเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ในฐานะประธานอนุกรรมการพัฒนาเมืองใหม่เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ได้ศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาเป็นเมืองใหม่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในจำนวน 6 พื้นที่ พบว่าพื้นที่ที่เหมาะสมสูงมี 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอบ้านโพธิ์และอำเภอพนมสารคาม แต่อำเภอเมืองจะมีความพร้อมมากที่สุด เนื่องจากมีแนวรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเข้าถึงพื้นที่ ในขณะที่อีก 2 พื้นที่จะต้องสร้างระบบเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนเพิ่ม ตั้งเมืองใหม่3พื้นที่ ‘อ.เมือง-บ้านโพธิ์-พนมสารคาม’ โดยเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการเมืองใหม่อีอีซี ได้มีการพิจารณา คัดเลือกพื้นที่ตั้งเมืองใหม่แล้ว ซึ่งจะต้องอยู่ใกล้แหล่งงาน ระบบขนส่งมวลชน ใช้เวลาเดินทางไม่เกินครึ่งชั่วโมงมองว่าที่ดินที่เหมาะสมควรมีเอกสารสิทธิและเป็นที่ดินเอกชนเพราะผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยต้องการกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ส่วนขนาดพื้นที่เมืองใหม่ คำนวณจาประชากร 10-20 คนต่อไร่ ต้องมีสวนสาธารณะสิ่งอำนวยความสะดวก ศูนย์การค้า พาณิชยกรรมโรงพยาบาล โรงเรียน รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ “แน่นอนว่าพื้นที่ที่เหมาะสม จะต้องอยู่ในแนวรถไฟความเร็วสูงแต่กรมไม่ต้องการให้เกิดการปั่นราคาที่ดินหรือซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรเพราะหากไม่ใช่พื้นที่ที่รัฐเลือก ก็จะเกิดความผิดหวังและเดือดร้อนตามมาที่สำคัญ เมื่อทราบว่าพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณไหน ราคาที่ดินจะขยับขึ้นสูงจนกระทั่งโครงการเกิดไม่ได้” ส่วนที่ดินที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ที่อำเภอบางนํ้าเปรี้ยว จำนวน 3,000-4,000 ไร่ ขณะนี้เรื่องที่ดินยังไม่ส่งมายังบอร์ดอนุฯเมืองใหม่ แต่ทราบว่า ที่ดินติดผู้บุกรุก ซึ่งกรมธนารักษ์ ต้องแก้ปัญหาให้จบก่อนและอาจนำไปพัฒนา ด้านสาธารณูปโภครองรับในพื้นที่ เช่น โรงพยาบาล ศูนย์ราชการเป็นต้นโดยหลังจากนี้ไปได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปศึกษารายละเอียดของพื้นที่เพิ่มเติมก่อนที่จะเสนอคณะกรรมการอีอีซี พิจารณาความเหมาะสม แหล่งข่าวจากกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยว่าขณะนี้กรมอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารสิทธิของพื้นที่ เนื่องจากการพัฒนาเมืองใหม่มีความเป็นไปได้ว่าจะใช้รูปแบบเอกชนร่วมลงทุนกับรัฐหรือพีพีพี ซึ่งการได้มาของที่ดินที่เปิดใหม่กำหนด 2 รูปแบบ คือกรณีที่ดินรัฐจะเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอและบิสิเนสโมเดล ประมูลพื้นที่พัฒนาและกรณีที่ดินเอกชนต้องศึกษาพื้นที่พร้อมขอสิทธิประโยชน์ โดยออกแบบเมืองในลักษณะสมาร์ทซิตีซึ่งผู้ลงทุนและพัฒนาเมืองจะอยู่ภายใต้ การบริหารโดยบริษัทพัฒนาเมือง ซึ่งถือหุ้นโดยหน่วยงานของรัฐ ท้องถิ่น และเอกชน เป็นต้น จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,279 วันที่ 16 - 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560      

จำนวนผู้อ่าน: 887

20 กรกฎาคม 2017

กระทรวงไอซีทีเกาหลีรายงานผู้ใช้บริการ IoT 5.95 ล้านคนแล้ว

กระทรวงวิทยาศาสตร์, ไอซีที, และการวางแผนอนาคต (Ministry of Science, ICT and Future Planning - MSIP) ของเกาหลีใต้รายงานว่าตัวเลขผู้ใช้บริการ IoT ของเกาหลีใต้ตอนนี้อยู่ที่ 5.95 ล้านคนแล้ว บริการที่จัดเป็น IoT ในการรายงานครั้งนี้ได้แก่ การควบคุมอุปกรณ์ระยะไกล, การควบคุมยานยนต์, แท็บเล็ตพีซี, อุปกรณ์สวมใส่ได้, และบริการรับจ่ายเงิน การจัดดูจะแปลกไปสักหน่อย แต่เมื่อแยกเฉพาะบริการควบคุมอุปกรณ์ระยะไกลก็ยังมีผู้ใช้ถึง 2.13 ล้านคน ขณะที่การสื่อสารกับยานยนต์มีผู้ใช้ 1.24 ล้านคน เกาหลีเป็นชาติที่ตอบรับกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในชีวิตประจำวันค่อนข้างดี เช่นประตูอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานกันโดยทั่วไป สมาคมสมาร์ตโฮมของเกาหลีใต้ระบุว่ามูลค่ารวมของสินค้าสมาร์ตโฮมปีที่แล้วสูงถึง 11.1 ล้านล้านวอน หรือกว่าสามแสนล้านบาท ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือกำลังพยายามพัฒนาแพลตฟอร์ม IoT ของตัวเองไปพร้อมกับการลงเครือข่าย KT และ LG Uplus เลือกใช้ NB-IoT สำหรับการวางเครือข่าย IoT ของตัวเอง ขณะที่ SK Telecom เลือก LoRA และติดตั้งเสร็จไปแล้ว โดยมีอุปกรณ์ 70 แบบตั้งแต่ล็อกประตูที่ควบคุมจากระยะไกล, วาล์วแก๊ส, และอุปกรณ์ในบ้านอื่นๆ เชื่อมเข้ากับลำโพงอัจฉริยะ Nugu ของตัวเอง ที่มา : https://www.blognone.com/node/93739?ampa

จำนวนผู้อ่าน: 572

13 กรกฎาคม 2017

“CIROC x G-Shock” เอาใจนักดื่ม! เปิดตัวนาฬิกาติดตั้งเครื่องวัดแอลกอฮอล์

G-Shock เปิดตัว "CIROC x G-Shock" นาฬิกาติดตั้งเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์แบบเป่า วันที่ 2 ก.ค.60–CIROC x G-Shock อยู่ที่ดีไซน์อันสวยงามดูสะอาดตาของตัวเรือน โดยหลัก ๆ แล้วตัวเรือนมีลักษณะใส ๆ คล้ายกับขวดวอดก้า แต่สายนาฬิกาบางส่วนใส่สีสันตามรสชาติของเครื่องดื่มทั้ง 3 รสชาติลงไป ไม่ว่าจะเป็นรสดั้งเดิม (สีฟ้า), รสพีช (สีส้ม) และรสเร้ด เบอร์รี (สีแดง) นอกจากนี้ฟีเจอร์ไฮไลท์สำคัญของเจ้า CIROC x G-Shock นั้นอยู่ตรงที่ทางคาสิโอติดตั้งเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์แบบเป่าเข้าไปด้วย ซึ่งตัวเป่าลมติดอยู่ด้านข้างตัวเรือน ซึ่งเมื่อเป่าแล้วที่หน้าจอจะแสดงผลของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้เป่าให้ทราบ ทั้งนี้ทั้งนั้น จุดประสงค์ในการติดตั้งคุณสมบัติพิเศษนี้ก็เพื่อต้องการให้นักดื่มได้ตระหนักถึงความสำคัญของพฤติกรรมเมาไม่ขับด้วยนั่นเอง    

จำนวนผู้อ่าน: 618

03 กรกฎาคม 2017

ลาวเตรียมสร้างทางรถไฟท่านาแล้ง-เวียงจันทน์ภายในสิ้นปีนี้

ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงงานโยธาธิการและคมนาคมแห่งสปป.ลาว เปิดเผยว่า การก่อสร้างทางรถไฟลาว-ไทยส่วนต่อขยายที่จะเชื่อมสถานีท่านาแล้งเข้าสู่สถานีกลางเมืองเวียงจันทน์ นครหลวงของสปป.ลาว ที่เคยถูกระงับโครงการไว้ตั้งแต่ปี 2554 คาดว่าจะเริ่มเดินหน้าการก่อสร้างได้ภายในสิ้นปี 2560 นี้หรือต้นปีหน้า นายโสนะสัก นันสะนะ รองอธิบดีกรมการรถไฟ กระทรวงงานโยธาธิการและคมนาคมแห่งสปป.ลาว เปิดเผยเมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า (27 มิ.ย.) ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวกำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมกระบวนการเปิดประมูลงาน ทั้งในส่วนของการคัดสรรบริษัทที่ปรึกษาโครงการและบริษัทผู้รับเหมาที่จะเข้ามาดำเนินการก่อสร้างภายในวันและเวลาที่กำหนด การก่อสร้างเส้นทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขั้นที่สอง หรือส่วนต่อขยายซึ่งจะมีความยาว 7.5 กิโลเมตร เชื่อมสถานีรถไฟท่านาแล้งในเมืองหาดทรายฟองไปยังหมู่บ้านคำสะหวัด (Khamsavat) แขวงไซเสดถา (Saysettha) ในนครหลวงเวียงจันทน์ ปัจจุบัน ลาวมีเส้นทางรถไฟรวมระยะทางเพียง 3.5 กิโลเมตรเชื่อมระหว่างสถานีท่านาแล้งกับจังหวัดหนองคายของประเทศไทยผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว หากส่วนต่อขยายเสร็จสมบูรณ์ ลาวก็จะมีเส้นทางรถไฟเพิ่มขึ้นเป็น 11 กิโลเมตร นายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีลาว ได้เดินทางเยี่ยมชมกิจการสถานีท่านาแล้งเมื่อเดือนธันวาคม 2559 และได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการก่อสร้างส่วนต่อขยายภายในปี 2560 นี้ รองอธิบดีกรมการรถไฟลาวระบุว่า แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการนี้เป็นเงินกู้จากประเทศไทยวงเงินกว่า 203,000 ล้านกีบ หรือประมาณ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวงเงินนี้ 30% เป็นเงินให้เปล่า และ 70% เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เมื่อการก่อสร้างส่วนต่อขยายเริ่มขึ้น คาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 2 ปีจึงจะแล้วเสร็จ หน่วยงานที่รับผิดชอบในโครงการนี้ต่างตกลงในเบื้องต้นว่า จะใช้สถานีที่ท่านาแล้งเป็นสถานีเชื่อมต่อของเส้นทางรถไฟลาว-จีน ที่จะวิ่งลงมาจากพรมแดนจีน-ลาวด้วย ซึ่งจุดนี้จะทำให้รถไฟทั้ง 2 เส้นทางเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และนครหลวงเวียงจันทน์จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางของสินค้าและนักเดินทางที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ปัจจุบัน สถานีรถไฟท่านาแล้งเป็นสถานีรถไฟเพียงแห่งเดียวในประเทศลาว รองรับผู้โดยสารจำนวนระหว่าง 2,500 – 3,000 คน/วัน ที่มาของข่าว : http://www.thansettakij.com/content/171215

จำนวนผู้อ่าน: 621

03 กรกฎาคม 2017

ฟอร์ดสร้าง"จีที ซุปเปอร์คาร์"พร้อมทดสอบเทคโนโลยีสำหรับรถแห่งอนาคต

ฟอร์ด จีที ประสิทธิภาพสูงรุ่นล่าสุดนั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เพียงแค่คว้าชัยชนะในสนามแข่งเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนสนามทดสอบเทคโนโลยีใหม่ๆ และแนวคิดสำหรับรถยนต์ในอนาคตของฟอร์ดอีกด้วย                                                      2017 Ford GT “ตอนที่ทีมของเราเริ่มต้นออกแบบฟอร์ด จีที ใหม่ ในปี 2556 เรามี 3 เป้าหมายหลัก” ราช แนร์ รองประธานบริหารฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคนิคของฟอร์ด กล่าว “เป้าหมายแรกคือการใช้ฟอร์ด จีที เป็นสนามทดลองสำหรับวิศวกรในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่ๆ สำหรับอนาคต และเพื่อทำความเข้าใจในหลักอากาศพลศาสตร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป้าหมายที่สองคือการขยายขอบเขตในการใช้วัสดุใหม่ๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา และเป้าหมายสุดท้ายคือการคว้าชัยชนะในการแข่งขันเลอม็องส์ 24 ชั่วโมง (Le Mans 24 Hours) ซึ่งเป็นที่กล่าวขานว่าเป็นบททดสอบประสิทธิภาพและความอึดที่ทรหดที่สุด”                                                    2017 Ford GT ฟอร์ด จีที คือ รถที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง และพิสูจน์ถึงความเป็นซุปเปอร์คาร์แห่งเทคโนโลยีสำหรับรถแห่งอนาคตของฟอร์ด ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2560 นี้ ฟอร์ดเตรียมส่ง 4 สุดยอดรถแข่ง ฟอร์ด ชิพ กานาสซี เรซซิ่ง ฟอร์ด จีที ลงสนามป้องกันแชมป์ การแข่งรถมาราธอน 24 ชั่วโมง ณ สนาม เลอ ม็องส์                                                  2017 Ford GT โดยในปี 2559 ฟอร์ด จีที ที่ลงแข่งในหมายเลข 68, 69, 66 และ 67 เข้าเส้นชัยคว้าชัยชนะเป็นอันดับ 1, 3, 4  และ 9 ตามลำดับ และยังนับเป็นปีที่ฟอร์ดเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ที่รถแข่ง ฟอร์ด จีที เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1, 2  และ 3  จากการแข่งขันเมื่อปี 1966 “การสร้างฟอร์ด จีที จะเป็นไปไม่ได้เลย หากปราศจากทีมงานต่างๆ และการร่วมมือทำงานอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่นนี้” เดฟ เพริแคค ผู้อำนวยการระดับโลก ฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ กล่าว “ความร่วมมือเช่นนี้คือหัวใจสำคัญในการปลุกชีวิตให้แก่ฟอร์ด จีที และการทดลองนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการสร้างสุดยอดซุปเปอร์คาร์”                                                   2017 Ford GT เพิ่มความหลากหลายแก่หลักอากาศพลศาสตร์ นอกจากรูปลักษณ์ของฟอร์ด จีที จะแสดงถึงความเร็วแม้จะจอดอยู่นิ่งๆ ทุกส่วนของรถยังได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากหลักอากาศพลศาสตร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดแรงต้านอากาศและเพิ่มแรงกด เพื่อที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการยึดเกาะถนนในขณะเร่งเครื่อง เข้าโค้ง และหยุดรถ รูปร่างตามหลักอากาศพลศาสตร์ของฟอร์ด จีที จะเปลี่ยนไปตามสภาวะการขับรถ โดยมีส่วนประกอบต่างๆ รอบคันรถที่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น ช่องดักอากาศด้านหน้า และปีกท้ายขนาดใหญ่ที่สามารถปรับขึ้นลงได้ โดยเมื่อปีกยกขึ้น ฝาช่องลมพิเศษจะปิดเพื่อเพิ่มแรงกด และจะเปิดเพื่อลดแรงกดเมื่อปีกถูกปรับลง ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ฟอร์ด จีที คงความสมดุลตามหลักอากาศพลศาสตร์ทั่วทั้งคันรถไม่ว่าจะใช้ความเร็วเท่าใดก็ตาม ปีกของฟอร์ด จีที มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของฟอร์ดที่กำลังจดลิขสิทธิ์ นั่นคือ ดีไซน์แพนอากาศที่สามารถเปลี่ยนรูปทรงได้เพื่อเพิ่มสมรรถนะของรถให้สูงสุด การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์นี้ยังรวมถึงเจอร์นี แฟลบ (Gurney Flap) หรือปีกขนาดเล็กที่ด้านท้ายรถ ซึ่งเมื่อรวมกับรูปร่างที่ปรับเปลี่ยนได้แล้ว สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของรถได้มากถึง 14 เปอร์เซ็นต์ นอกจากดีไซน์แล้ว เครื่องยนต์ยังมีส่วนช่วยในการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์อีกด้วย โดยเครื่องยนต์ อีโค่บูสท์ 6 กระบอกสูบขนาดเล็กของฟอร์ด จีที ช่วยให้ทีมสามารถออกแบบลำตัวของรถให้ได้สัดส่วนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เครื่องยนต์ V8 จะให้ได้ นอกจากนี้ ตัวเทอร์โบชาร์จเจอร์ของเครื่องยนต์ที่วางอยู่ค่อนข้างต่ำและเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ที่วางอยู่ด้านนอกบริเวณหน้าล้อหลัง ยังช่วยให้สามารถดีไซน์ตัวรถให้เรียวลงตามรูปทรงของเครื่องยนต์อีกด้วย                                                     2017 Ford GT รูปร่างโฉบเฉี่ยวขึ้น คาร์บอนไฟเบอร์คือองค์ประกอบสำคัญใหม่ที่ช่วยให้ฟอร์ด จีที มีน้ำหนักเบาและรูปทรงโฉบเฉี่ยว ที่เหล็กหรืออลูมิเนียมไม่อาจให้ได้ ฟอร์ดทำงานร่วมกับหลากหลายพันธมิตร รวมถึง Multimatic และ DowAksa เพื่อพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ในการผลิตชิ้นส่วนจากคาร์บอนไฟเบอร์ปริมาณมากให้รวดเร็วขึ้นสำหรับการผลิตในอนาคต ตัวอย่างเช่น ครีบยันลอย (Flying buttresses) ที่เป็นจุดเด่นของฟอร์ด จีที ซึ่งเชื่อมจากหลังคามาจนถึงบังโคลนหลังนั้น ไม่สามารถผลิตจากเหล็กหรืออลูมิเนียมได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านการขึ้นรูปโลหะ แต่คาร์บอนไฟเบอร์นั้นสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างตามดีไซน์ที่ซับซ้อนได้ ด้วยการตัดเป็นรูปร่างของชิ้นส่วนต่างๆ แล้วนำมาประกอบกัน คล้ายวิธีการตัดเสื้อผ้า และเสริมความแข็งแกร่งด้วยการเชื่อมที่อุณหภูมิสูง เติมเชื้อเพลิงให้เครื่องยนต์และส่วนอื่นๆ เครื่องยนต์อีโค่บูสท์ 3.5 ลิตร ของฟอร์ด จีที คือเครื่องยนต์อีโค่บูสท์ที่ทรงพลังที่สุดของบริษัท และมอบพลังสูงถึง 647 แรงม้า โดยได้รับการพัฒนาควบคู่กับเครื่องยนต์จีทีสำหรับแข่งขัน และเครื่องยนต์อีโค่บูสท์ 3.5 ลิตร ที่ใช้ในรถกระบะออฟโรดรุ่น เอฟ-150 แรพเตอร์ ซึ่งมีส่วนประกอบเหมือนกับเครื่องยนต์จีทีเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ ในระหว่างแข่งขัน เพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องยนต์ทดสอบในรถตัวอย่างรุ่นเดย์โทน่า (Daytona Prototype) แตกเมื่อผ่านการใช้งานอย่างทรหด ด้วยระยะเวลาเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันเซบริง (Sebring) ในปีนั้นค่อนข้างสั้น ทีมจึงตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้เพลาข้อเหวี่ยงรุ่นทดสอบของเอฟ-150 แรพเตอร์ ซึ่งส่งผลให้รถตัวอย่างรุ่นเดย์โทน่าชนะการแข่งขันในปีนั้น “เราผลักดันขีดจำกัดของเครื่องยนต์ไปยิ่งกว่าที่เราจะทำในโครงการพัฒนาตามปกติ ซึ่งสำคัญมากสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีอีโค่บูสท์ในฐานะหัวใจของรถรุ่นต่างๆ ของฟอร์ดในระดับโลก” บ๊อบ ฟาสเซ็ตติ รองประธานบริหารฝ่ายวิศวกรรมระบบส่งกำลังของฟอร์ด กล่าว ทีมยังได้พัฒนาเทคโนโลยีลดการรอรอบเทอร์โบ (Anti-lag Turbo) ที่จะช่วยเพิ่มสมรรถนะให้จีทีสามารถออกจากโค้งได้อย่างรวดเร็วขึ้น โดยเทคโนโลยีนี้ทำงานด้วยการเปิดวาล์วปีกผีเสื้อไว้ขณะที่คนขับไม่ได้เหยียบคันเร่ง ตัวฉีดน้ำมันจะไม่ทำงาน แต่ยังคงความเร็วและการเร่งของรอบเทอร์โบไว้เพื่อให้เครื่องยนต์ตอบสนองไวขึ้น และเร่งเครื่องได้เร็วยิ่งขึ้นเมื่อเหยียบคันเร่ง เพื่อเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น ฟอร์ด จีที ยังมาพร้อมท่อไอดีใหม่และหัวฉีดเชื้อเพลิง Dual Fuel-injection แบบตรงเพื่อเร่งการตอบสนองของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมชุดเพลาส่งกำลังคลัทช์คู่ (Dual-clutch) 7 สปีด ที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์ที่ได้คือการเปลี่ยนเกียร์ที่ลื่นไหลไม่สะดุดและความสามารถในการควบคุมรถที่เหนือชั้น ลดความสูงลง “จุดประสงค์เดียวของการลดน้ำหนักและการพัฒนาเครื่องยนต์คือการสร้างฟอร์ด จีที ที่เร็วที่สุด และเปี่ยมประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เคยมีมา” แพริแคค กล่าว “เมื่อบรรลุจุดประสงค์แล้ว เราจึงแทนที่น้ำหนักที่หายไปด้วยสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทำฟอร์ด จีที เร็วขึ้น และขับสนุกยิ่งขึ้นไปอีก” นั่นรวมไปถึงระบบกันสะเทือนแบบไฮดรอลิค ที่จะช่วยปรับระดับความสูงของรถได้ง่ายเพียงกดปุ่มเพื่อปรับโหมดการขับขี่ ในโหมดขับขี่แบบแข่งขัน (Track Mode) ระบบกันสะเทือนจะลดระดับความสูงของรถลง 50 มิลลิเมตร หรือเกือบ 2 นิ้ว โดยโหมดนี้จะยกปีกและปิดช่องลมด้านหน้าเพื่อสร้างแรงกดที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขันที่ผู้ขับสามารถสัมผัสได้ เมื่อระดับความสูงของรถลดลง ค่าคงที่ของสปริง การตั้งค่าวาล์วลมที่เหมาะสม และระบบอากาศพลศาสตร์ที่พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา จะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างรถที่เป็นทั้งรถแข่งและรถยนต์โดยสารในคันเดียว อีกหนึ่งคุณสมบัติของระบบกันสะเทือนไฮดรอลิค คือ โหมดฟรอนท์ลิฟท์ ซึ่งจะช่วยให้ฟอร์ด จีที ขับผ่านเนินชะลอความเร็วและทางขรุขระได้สะดวกขึ้น ผู้ขับสามารถเพิ่มความสูงด้านหน้าของรถได้ตามต้องการที่ความเร็วต่ำกว่า 25 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบจะกลับสู่โหมดปกติโดยอัตโนมัติเมื่อความเร็วขึ้นถึง 25 ไมล์ต่อชั่วโมง เทคโนโลยีสำหรับทุกคน บทบาทของฟอร์ด จีที ในฐานะสนามทดสอบเทคโนโลยีนั้นเด่นชัดในทุกส่วนของรถ ด้วยนวัตกรรมต่างๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาผลิตชิ้นส่วนอื่นๆ ได้ในอนาคต ในขณะที่นวัตกรรมบางอย่างถูกนำไปใช้ในรถรุ่นที่กำลังจะออกวางจำหน่ายในเร็วๆ นี้ เช่น เทคโนโลยีแผงหน้ารถดิจิตอล ซึ่งคล้ายกับที่ใช้ในฟอร์ด จีที จะอยู่ในฟอร์ด มัสแตง ปี 2008 และรถรุ่นใหม่อื่นๆ นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งขยาย  โหมดขับขี่ตามความต้องการ (Customized Driving Mode) เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับสมรรถนะของรถให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ โหมดขับขี่แบบแข่งขัน (Track Mode) ของฟอร์ด จีที จะอยู่ในฟอร์ด มัสแตง และรถเพอร์ฟอร์มานซ์รุ่นอื่นๆ เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะการแข่งขัน ในขณะที่ฟอร์ด เอฟ-150 แรพเตอร์ รุ่นใหม่ จะมาพร้อมโหมดบาจาออฟโรด (Baja off-road) ในขณะที่ฟอร์ด จีที ใหม่ กำลังทยอยออกไปสู่มือลูกค้า ลูกค้าฟอร์ดสามารถคาดหวังว่าจะได้พบกับจิตวิญญาณของฟอร์ด จีที ในรถรุ่นใหม่ๆ อย่างแน่นอน ที่มาของข่าว :  ฟอร์ด จีที  http://www.thansettakij.com/content/169755

จำนวนผู้อ่าน: 644

27 มิถุนายน 2017

จับตา! ก.ค.60 ‘จีน’ เปิดเส้นทางขนส่งสินค้า ‘ฉงชิ่ง-กรุงเทพฯ’

วันที่ 26 มิ.ย.60– สำนักข่าวจีนรายงานว่า ในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ การขนส่งสินค้าทางถนนระหว่างนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกับกรุงเทพฯจะเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ซึ่งเส้นทางดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งในแผนการเชื่อมต่อถนน 3 เส้นทางของนครฉงชิ่งกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และก่อนหน้านี้เส้นทางตะวันออกจากฉงชิ่งไปกรุงฮานอยในเวียดนามนั้นเปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับเส้นทางระหว่างที่จะเปิดให้บริการในเดือนหน้านั้น คือ เส้นทางจากนครฉงชิ่ง ผ่านกรุงเวียงจันทน์ในสปป.ลาวมายังกรุงเทพฯในไทย โดยมีความยาว 2,800 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 96 ชั่วโมง สำหรับเส้นทางที่ 3 ในแผนนั้นจะเชื่อมต่อระหว่างนครฉงชิ่งกับเมืองย่างกุ้งในเมียนมาร์ คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปีนี้ หรือต้นปีหน้า ทั้งนี้ สินค้าที่จะขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภท ผลไม้ ธัญพืช และสินค้าการเกษตรอื่นๆ จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังนครฉงชิ่ง ที่มาของข่าว : ฉงชิ่ง เส้นทางขนส่งสินค้า http://www.thansettakij.com/content/169858

จำนวนผู้อ่าน: 568

27 มิถุนายน 2017

ตลาดผู้สูงอายุ’ความเป็นไปได้การลงทุน‘ไทย-ญี่ปุ่น’

จากข้อมูลเชิงสถิติของ นีลเส็น ประเทศไทย เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลกที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไประบุว่าในปี ค.ศ. 2030 ผู้สูงอายุทั่วโลกจะขยับเพิ่มเป็น 1 พันล้านคน และในปี ค.ศ. 2050 จะเพิ่มเป็น 1.5 พันล้านคน โดยทวีปที่มีผู้สูงอายุมากที่สุด คือ เอเชีย อยู่ที่ 61% และ 3 ประเทศหลักที่มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรกลุ่มนี้ ได้แก่ ญี่ปุ่น สัดส่วนผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป 30% จากประชากรทั้งประเทศ 120 ล้านคน ตามมาด้วย สิงคโปร์ ที่เพิ่มขึ้น 23% และประเทศไทย ที่ขยับขึ้นเป็น 19% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ การที่จำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ท่ามกลางตัวเลขประชากรกลุ่มวัยทำงานที่มีจำนวนคงที่หรือลดน้อยลง จึงทำให้ สถานพยาบาลผู้สูงอายุ หรือ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (The Senior Health care)ในหลายประเทศมีการขยายตัวสูงขึ้น และถูกพัฒนาเป็นธุรกิจแนวใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลด้านสุขอนามัยอย่างทั่วถึงทั้งทาง กายภาพและสภาพจิตใจ ตลอดจนการสร้างสภาวะแวด ล้อมที่เหมาะสมกับสังคม สำหรับประเทศไทย ได้มีการพัฒนากิจการสถานพยาบาลผู้สูงอายุมากว่า 10 ปี เห็นได้ชัดในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย มีลักษณะของโครงการโฮมสเตย์ ทั้งยังสอดคล้องกับตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) ที่เป็นเป้าหมายในการพำนักระยะยาวร่วมกับการรับบริการทางการแพทย์ไปด้วย ซึ่งมักได้รับความนิยมจากทั้งผู้สูงอายุในกลุ่มยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุจากประเทศญี่ปุ่นที่นิยมพำนักในประเทศไทยเนื่องจากมีความใกล้ชิดและสามารถปรับตัวได้ง่ายทั้งเรื่องสภาพอากาศและวัฒนธรรม แนวโน้มดังกล่าวกำลังกลายเป็นความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่างไทยและญี่ปุ่น ในการจัดสรรโครงการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มคนดังกล่าว                                        ล่าสุด รัฐบาลไทยได้เปิดรับความร่วมมือจากเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ ในการเดินหน้าโครงการ “ศูนย์บริบาลผู้สูงอายุ” (Retirement Home) เข้าประมูลก่อสร้างโครงการและเข้ามาพัฒนาพื้นที่นำร่องของราชพัสดุ ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และสงขลา รวมถึงโครงการการสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) โดยกระทรวงการคลัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย มีอุปกรณ์ใช้สอยที่เหมาะสม และอยู่ในความดูแลของแพทย์และพยาบาล สอดคล้องกับแนวทางรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น ที่พยายามจัดสรรที่พักอาศัยและการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งการจัดสวัสดิการ พัฒนาระบบประกันสุขภาพ ตลอดจนการเปิดรับบุคลากรทางการแพทย์พยาบาลจากต่างประเทศเข้ามาดูแลมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากยังขาดแคลนกลุ่มบุคลากรดังกล่าวอยู่พอสมควร ทั้งนี้ภายใต้ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่นหรือ Japan-Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA น่าจะเป็นอีกช่อง ทางหนึ่งของผู้ประกอบการเอกชน ที่จะสามารถสานต่อแนวทางการดูแลผู้สูงอายุของรัฐบาลญี่ปุ่นในเชิงพาณิชย์ ร่วมกับยุทธศาสตร์การให้บริการกลุ่ม Niche Market จัดตั้งสถานพยาบาลหรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่น รองรับการเคลื่อนย้ายหรือปรับ-ขยายโครง สร้างในอนาคตได้ ปัจจุบันการเริ่มต้นลงทุนในญี่ปุ่น เช่น การจดทะเบียนจัดตั้ง subsidiary company และ LLP หรือการลงทุนทั่วไป นอกจากจะไม่มีข้อจำกัดสัดส่วนหุ้นต่างชาติในการลงทุนแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีเกณฑ์อนุญาตให้บริษัทผู้ประกอบกิจการศูนย์พยาบาล ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรืออบรมวิชาชีพเฉพาะทางนั้น ได้รับการลดหย่อนภาษี 25% ของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น หรือ 10% ของภาษีนิติบุคคลด้วย ส่วนกรณีการร่วมลงทุนและได้รับ visa ประเภท Investor/Business Manager มีการกำหนดการลงทุนขั้นตํ่าที่ประมาณ 5 ล้านเยน (ประมาณ 2 ล้านบาท) ซึ่งภาพรวมนับว่าสามารถเริ่มต้นกิจการได้ไม่ยาก และด้วยทุนเริ่มต้นที่ไม่สูงมากนัก จึงนับว่าเอื้อต่อการเปิดกิจการให้บริการผู้สูงอายุในญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ประสงค์เดินทางออกนอกประเทศ แต่ต้องการรับบริการที่มีคุณภาพและใช้สินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้รับการจัดสรรในสถานพยาบาลหรือสถานดูแลผู้สูงอายุภายในประเทศ เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม หรือแม้แต่กลุ่มแฟชั่นและสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์ที่คนญี่ปุ่นมีกำลังซื้อ เป็นต้น จากข้อมูลดังกล่าวและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราผู้สูงอายุของแต่ละประเทศ ทำให้ “ธุรกิจการให้บริการ” แก่ผู้สูงอายุ กำลังมีบทบาทและสามารถตอบโจทย์แก่สังคมได้ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ บนพื้นฐาน “การบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข” ซึ่งเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต โดยศักยภาพของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลากร วิทยาการทางการแพทย์ หรือการให้บริการ ถือเป็นจุดเด่นสำคัญที่สามารถสร้างชื่อและความประทับใจให้กับตลาดผู้สูงอายุได้ไม่ยาก พบกับอัพเดตความเคลื่อนไหวและโอกาสในตลาดต่างประเทศที่สถานทูตไทยทั่วโลกตั้งใจติดตามมาให้ภาคเอกชนไทยได้ที่เว็บไซต์ www.globthailand.com หากมีข้อ คิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม สามารถเขียนมาคุยกันได้ที่ info@globthailand.com ที่มาของข่าว : [email protected]ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,273 วันที่ 25 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560 http://www.thansettakij.com/content/168558

จำนวนผู้อ่าน: 587

27 มิถุนายน 2017

โลกขานรับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า จีนครองแชมป์ มาร์เก็ตแชร์ 40%

ผลศึกษาขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) หรือ ไออีเอ ชี้ว่า ปัจจุบันมีรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จำนวนมากกว่า 2 ล้านคันวิ่งอยู่บนท้องถนนทั่วโลก ความนิยมในรถประเภทนี้เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยในปี 2559 ยอดจำหน่ายรถอีวีทั่วโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหตุผลหลักมาจากราคาจำหน่ายซึ่งถูกลง และผู้คนก็หันมาหายานยนต์ทางเลือกใหม่ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ดังนั้นในปีที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นยอดขายรถอีวีโดยรวมทั่วโลกสูงถึง 750,000 คัน เรียกว่าเป็นการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด เพราะถ้าย้อนไปในปี 2558 โลกเพิ่งมีการใช้รถอีวีราวๆ 1 ล้านคันเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีกว่า 2 ล้านคันแล้ว ตลาดหลักๆ ที่รถอีวีมียอดขายสูงโดดเด่นนั้น คือ ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และประเทศแถบยุโรป มียอดขายรวมๆกันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของยอดขายรถอีวีทั้งหมด แชมป์อันดับ 1 คือตลาดจีน ที่ครองส่วนแบ่งยอดขายตลาดรถอีวีโลกในขณะนี้ที่ประมาณ 40% นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว จีนยังมีรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและรถบัสไฟฟ้าวิ่งอยู่บนท้องถนนจำนวนกว่า 200 ล้านคัน และกว่า 3 แสนคัน ตามลำดับ เนื่องจากรัฐบาลจีนพยายามส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาอากาศเป็นพิษทั้งการปล่อยควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมและการปล่อยไอเสียของยานยนต์บนท้องถนน ปัจจุบัน มี 10 ประเทศ ที่แสดงเจตนารมณ์ (แต่ไม่ผูกพันเป็นพันธะสัญญา) ที่จะส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 30% ของตลาดรถยนต์ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 หรือในอีก 13 ปีข้างหน้า หลายประเทศทำได้รุดหน้าจนแทบจะแตะเป้าแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา (2559) เช่น นอร์เวย์ ที่ยอดขายรถยนต์อีวี ครองส่วนแบ่งถึง 29% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในประเทศ ส่วนประเทศยุโรปอื่นๆ อาทิ เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน มีสัดส่วนยอดขายรถอีวีที่ 6.4% และ 3.4% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การจะเดินไปสู่เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรถอีวีถึง 30% จำเป็นต้องอาศัยแรงหนุนอย่างเต็มที่และต่อเนื่องจากภาครัฐ สหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามานั้น ตั้งเป้าเพิ่มการใช้รถอีวีบนท้องถนนสหรัฐฯ ถึง 1 ล้านคันภายในปี 2015 หรือพ.ศ. 2558 แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ยังทำไม่ได้ตามนั้นเพราะปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2.8 แสนคันเท่านั้น ส่วนเยอรมนีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็ก อันเกลา แมร์เคิล ตั้งเป้ามีการใช้รถอีวีในประเทศเยอรมนี 1 ล้านคันภายในปี 2020 นักวิเคราะห์กล่าวว่า การที่โลกจะบรรลุเป้าหมายให้มีการใช้รถอีวี 9-20 ล้านคันภายในปี 2020 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นตัวเพิ่มอุณหภูมิโลกนั้น เอาเข้าจริงก็คงต้องใช้เวลาอีกนานนับสิบปีเลยทีเดียว ไม่ใช่ในอีก 3-4 ปีอย่างที่ตั้งเป้าหมายกันไว้ ที่มาของข่าว: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560 http://www.thansettakij.com/content/165154  

จำนวนผู้อ่าน: 614

27 มิถุนายน 2017