ข่าวประชาสัมพันธ์

กระทรวงไอซีทีเกาหลีรายงานผู้ใช้บริการ IoT 5.95 ล้านคนแล้ว

กระทรวงวิทยาศาสตร์, ไอซีที, และการวางแผนอนาคต (Ministry of Science, ICT and Future Planning - MSIP) ของเกาหลีใต้รายงานว่าตัวเลขผู้ใช้บริการ IoT ของเกาหลีใต้ตอนนี้อยู่ที่ 5.95 ล้านคนแล้ว บริการที่จัดเป็น IoT ในการรายงานครั้งนี้ได้แก่ การควบคุมอุปกรณ์ระยะไกล, การควบคุมยานยนต์, แท็บเล็ตพีซี, อุปกรณ์สวมใส่ได้, และบริการรับจ่ายเงิน การจัดดูจะแปลกไปสักหน่อย แต่เมื่อแยกเฉพาะบริการควบคุมอุปกรณ์ระยะไกลก็ยังมีผู้ใช้ถึง 2.13 ล้านคน ขณะที่การสื่อสารกับยานยนต์มีผู้ใช้ 1.24 ล้านคน เกาหลีเป็นชาติที่ตอบรับกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในชีวิตประจำวันค่อนข้างดี เช่นประตูอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานกันโดยทั่วไป สมาคมสมาร์ตโฮมของเกาหลีใต้ระบุว่ามูลค่ารวมของสินค้าสมาร์ตโฮมปีที่แล้วสูงถึง 11.1 ล้านล้านวอน หรือกว่าสามแสนล้านบาท ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือกำลังพยายามพัฒนาแพลตฟอร์ม IoT ของตัวเองไปพร้อมกับการลงเครือข่าย KT และ LG Uplus เลือกใช้ NB-IoT สำหรับการวางเครือข่าย IoT ของตัวเอง ขณะที่ SK Telecom เลือก LoRA และติดตั้งเสร็จไปแล้ว โดยมีอุปกรณ์ 70 แบบตั้งแต่ล็อกประตูที่ควบคุมจากระยะไกล, วาล์วแก๊ส, และอุปกรณ์ในบ้านอื่นๆ เชื่อมเข้ากับลำโพงอัจฉริยะ Nugu ของตัวเอง ที่มา : https://www.blognone.com/node/93739?ampa

จำนวนผู้อ่าน: 814

13 กรกฎาคม 2017

“CIROC x G-Shock” เอาใจนักดื่ม! เปิดตัวนาฬิกาติดตั้งเครื่องวัดแอลกอฮอล์

G-Shock เปิดตัว "CIROC x G-Shock" นาฬิกาติดตั้งเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์แบบเป่า วันที่ 2 ก.ค.60–CIROC x G-Shock อยู่ที่ดีไซน์อันสวยงามดูสะอาดตาของตัวเรือน โดยหลัก ๆ แล้วตัวเรือนมีลักษณะใส ๆ คล้ายกับขวดวอดก้า แต่สายนาฬิกาบางส่วนใส่สีสันตามรสชาติของเครื่องดื่มทั้ง 3 รสชาติลงไป ไม่ว่าจะเป็นรสดั้งเดิม (สีฟ้า), รสพีช (สีส้ม) และรสเร้ด เบอร์รี (สีแดง) นอกจากนี้ฟีเจอร์ไฮไลท์สำคัญของเจ้า CIROC x G-Shock นั้นอยู่ตรงที่ทางคาสิโอติดตั้งเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์แบบเป่าเข้าไปด้วย ซึ่งตัวเป่าลมติดอยู่ด้านข้างตัวเรือน ซึ่งเมื่อเป่าแล้วที่หน้าจอจะแสดงผลของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้เป่าให้ทราบ ทั้งนี้ทั้งนั้น จุดประสงค์ในการติดตั้งคุณสมบัติพิเศษนี้ก็เพื่อต้องการให้นักดื่มได้ตระหนักถึงความสำคัญของพฤติกรรมเมาไม่ขับด้วยนั่นเอง    

จำนวนผู้อ่าน: 942

03 กรกฎาคม 2017

ลาวเตรียมสร้างทางรถไฟท่านาแล้ง-เวียงจันทน์ภายในสิ้นปีนี้

ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงงานโยธาธิการและคมนาคมแห่งสปป.ลาว เปิดเผยว่า การก่อสร้างทางรถไฟลาว-ไทยส่วนต่อขยายที่จะเชื่อมสถานีท่านาแล้งเข้าสู่สถานีกลางเมืองเวียงจันทน์ นครหลวงของสปป.ลาว ที่เคยถูกระงับโครงการไว้ตั้งแต่ปี 2554 คาดว่าจะเริ่มเดินหน้าการก่อสร้างได้ภายในสิ้นปี 2560 นี้หรือต้นปีหน้า นายโสนะสัก นันสะนะ รองอธิบดีกรมการรถไฟ กระทรวงงานโยธาธิการและคมนาคมแห่งสปป.ลาว เปิดเผยเมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า (27 มิ.ย.) ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวกำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมกระบวนการเปิดประมูลงาน ทั้งในส่วนของการคัดสรรบริษัทที่ปรึกษาโครงการและบริษัทผู้รับเหมาที่จะเข้ามาดำเนินการก่อสร้างภายในวันและเวลาที่กำหนด การก่อสร้างเส้นทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขั้นที่สอง หรือส่วนต่อขยายซึ่งจะมีความยาว 7.5 กิโลเมตร เชื่อมสถานีรถไฟท่านาแล้งในเมืองหาดทรายฟองไปยังหมู่บ้านคำสะหวัด (Khamsavat) แขวงไซเสดถา (Saysettha) ในนครหลวงเวียงจันทน์ ปัจจุบัน ลาวมีเส้นทางรถไฟรวมระยะทางเพียง 3.5 กิโลเมตรเชื่อมระหว่างสถานีท่านาแล้งกับจังหวัดหนองคายของประเทศไทยผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว หากส่วนต่อขยายเสร็จสมบูรณ์ ลาวก็จะมีเส้นทางรถไฟเพิ่มขึ้นเป็น 11 กิโลเมตร นายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีลาว ได้เดินทางเยี่ยมชมกิจการสถานีท่านาแล้งเมื่อเดือนธันวาคม 2559 และได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการก่อสร้างส่วนต่อขยายภายในปี 2560 นี้ รองอธิบดีกรมการรถไฟลาวระบุว่า แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการนี้เป็นเงินกู้จากประเทศไทยวงเงินกว่า 203,000 ล้านกีบ หรือประมาณ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวงเงินนี้ 30% เป็นเงินให้เปล่า และ 70% เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เมื่อการก่อสร้างส่วนต่อขยายเริ่มขึ้น คาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 2 ปีจึงจะแล้วเสร็จ หน่วยงานที่รับผิดชอบในโครงการนี้ต่างตกลงในเบื้องต้นว่า จะใช้สถานีที่ท่านาแล้งเป็นสถานีเชื่อมต่อของเส้นทางรถไฟลาว-จีน ที่จะวิ่งลงมาจากพรมแดนจีน-ลาวด้วย ซึ่งจุดนี้จะทำให้รถไฟทั้ง 2 เส้นทางเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และนครหลวงเวียงจันทน์จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางของสินค้าและนักเดินทางที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ปัจจุบัน สถานีรถไฟท่านาแล้งเป็นสถานีรถไฟเพียงแห่งเดียวในประเทศลาว รองรับผู้โดยสารจำนวนระหว่าง 2,500 – 3,000 คน/วัน ที่มาของข่าว : http://www.thansettakij.com/content/171215

จำนวนผู้อ่าน: 902

03 กรกฎาคม 2017

ฟอร์ดสร้าง"จีที ซุปเปอร์คาร์"พร้อมทดสอบเทคโนโลยีสำหรับรถแห่งอนาคต

ฟอร์ด จีที ประสิทธิภาพสูงรุ่นล่าสุดนั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เพียงแค่คว้าชัยชนะในสนามแข่งเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนสนามทดสอบเทคโนโลยีใหม่ๆ และแนวคิดสำหรับรถยนต์ในอนาคตของฟอร์ดอีกด้วย                                                      2017 Ford GT “ตอนที่ทีมของเราเริ่มต้นออกแบบฟอร์ด จีที ใหม่ ในปี 2556 เรามี 3 เป้าหมายหลัก” ราช แนร์ รองประธานบริหารฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคนิคของฟอร์ด กล่าว “เป้าหมายแรกคือการใช้ฟอร์ด จีที เป็นสนามทดลองสำหรับวิศวกรในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่ๆ สำหรับอนาคต และเพื่อทำความเข้าใจในหลักอากาศพลศาสตร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป้าหมายที่สองคือการขยายขอบเขตในการใช้วัสดุใหม่ๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา และเป้าหมายสุดท้ายคือการคว้าชัยชนะในการแข่งขันเลอม็องส์ 24 ชั่วโมง (Le Mans 24 Hours) ซึ่งเป็นที่กล่าวขานว่าเป็นบททดสอบประสิทธิภาพและความอึดที่ทรหดที่สุด”                                                    2017 Ford GT ฟอร์ด จีที คือ รถที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง และพิสูจน์ถึงความเป็นซุปเปอร์คาร์แห่งเทคโนโลยีสำหรับรถแห่งอนาคตของฟอร์ด ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2560 นี้ ฟอร์ดเตรียมส่ง 4 สุดยอดรถแข่ง ฟอร์ด ชิพ กานาสซี เรซซิ่ง ฟอร์ด จีที ลงสนามป้องกันแชมป์ การแข่งรถมาราธอน 24 ชั่วโมง ณ สนาม เลอ ม็องส์                                                  2017 Ford GT โดยในปี 2559 ฟอร์ด จีที ที่ลงแข่งในหมายเลข 68, 69, 66 และ 67 เข้าเส้นชัยคว้าชัยชนะเป็นอันดับ 1, 3, 4  และ 9 ตามลำดับ และยังนับเป็นปีที่ฟอร์ดเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ที่รถแข่ง ฟอร์ด จีที เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1, 2  และ 3  จากการแข่งขันเมื่อปี 1966 “การสร้างฟอร์ด จีที จะเป็นไปไม่ได้เลย หากปราศจากทีมงานต่างๆ และการร่วมมือทำงานอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่นนี้” เดฟ เพริแคค ผู้อำนวยการระดับโลก ฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ กล่าว “ความร่วมมือเช่นนี้คือหัวใจสำคัญในการปลุกชีวิตให้แก่ฟอร์ด จีที และการทดลองนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการสร้างสุดยอดซุปเปอร์คาร์”                                                   2017 Ford GT เพิ่มความหลากหลายแก่หลักอากาศพลศาสตร์ นอกจากรูปลักษณ์ของฟอร์ด จีที จะแสดงถึงความเร็วแม้จะจอดอยู่นิ่งๆ ทุกส่วนของรถยังได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากหลักอากาศพลศาสตร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดแรงต้านอากาศและเพิ่มแรงกด เพื่อที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการยึดเกาะถนนในขณะเร่งเครื่อง เข้าโค้ง และหยุดรถ รูปร่างตามหลักอากาศพลศาสตร์ของฟอร์ด จีที จะเปลี่ยนไปตามสภาวะการขับรถ โดยมีส่วนประกอบต่างๆ รอบคันรถที่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น ช่องดักอากาศด้านหน้า และปีกท้ายขนาดใหญ่ที่สามารถปรับขึ้นลงได้ โดยเมื่อปีกยกขึ้น ฝาช่องลมพิเศษจะปิดเพื่อเพิ่มแรงกด และจะเปิดเพื่อลดแรงกดเมื่อปีกถูกปรับลง ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ฟอร์ด จีที คงความสมดุลตามหลักอากาศพลศาสตร์ทั่วทั้งคันรถไม่ว่าจะใช้ความเร็วเท่าใดก็ตาม ปีกของฟอร์ด จีที มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของฟอร์ดที่กำลังจดลิขสิทธิ์ นั่นคือ ดีไซน์แพนอากาศที่สามารถเปลี่ยนรูปทรงได้เพื่อเพิ่มสมรรถนะของรถให้สูงสุด การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์นี้ยังรวมถึงเจอร์นี แฟลบ (Gurney Flap) หรือปีกขนาดเล็กที่ด้านท้ายรถ ซึ่งเมื่อรวมกับรูปร่างที่ปรับเปลี่ยนได้แล้ว สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของรถได้มากถึง 14 เปอร์เซ็นต์ นอกจากดีไซน์แล้ว เครื่องยนต์ยังมีส่วนช่วยในการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์อีกด้วย โดยเครื่องยนต์ อีโค่บูสท์ 6 กระบอกสูบขนาดเล็กของฟอร์ด จีที ช่วยให้ทีมสามารถออกแบบลำตัวของรถให้ได้สัดส่วนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เครื่องยนต์ V8 จะให้ได้ นอกจากนี้ ตัวเทอร์โบชาร์จเจอร์ของเครื่องยนต์ที่วางอยู่ค่อนข้างต่ำและเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ที่วางอยู่ด้านนอกบริเวณหน้าล้อหลัง ยังช่วยให้สามารถดีไซน์ตัวรถให้เรียวลงตามรูปทรงของเครื่องยนต์อีกด้วย                                                     2017 Ford GT รูปร่างโฉบเฉี่ยวขึ้น คาร์บอนไฟเบอร์คือองค์ประกอบสำคัญใหม่ที่ช่วยให้ฟอร์ด จีที มีน้ำหนักเบาและรูปทรงโฉบเฉี่ยว ที่เหล็กหรืออลูมิเนียมไม่อาจให้ได้ ฟอร์ดทำงานร่วมกับหลากหลายพันธมิตร รวมถึง Multimatic และ DowAksa เพื่อพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ในการผลิตชิ้นส่วนจากคาร์บอนไฟเบอร์ปริมาณมากให้รวดเร็วขึ้นสำหรับการผลิตในอนาคต ตัวอย่างเช่น ครีบยันลอย (Flying buttresses) ที่เป็นจุดเด่นของฟอร์ด จีที ซึ่งเชื่อมจากหลังคามาจนถึงบังโคลนหลังนั้น ไม่สามารถผลิตจากเหล็กหรืออลูมิเนียมได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านการขึ้นรูปโลหะ แต่คาร์บอนไฟเบอร์นั้นสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างตามดีไซน์ที่ซับซ้อนได้ ด้วยการตัดเป็นรูปร่างของชิ้นส่วนต่างๆ แล้วนำมาประกอบกัน คล้ายวิธีการตัดเสื้อผ้า และเสริมความแข็งแกร่งด้วยการเชื่อมที่อุณหภูมิสูง เติมเชื้อเพลิงให้เครื่องยนต์และส่วนอื่นๆ เครื่องยนต์อีโค่บูสท์ 3.5 ลิตร ของฟอร์ด จีที คือเครื่องยนต์อีโค่บูสท์ที่ทรงพลังที่สุดของบริษัท และมอบพลังสูงถึง 647 แรงม้า โดยได้รับการพัฒนาควบคู่กับเครื่องยนต์จีทีสำหรับแข่งขัน และเครื่องยนต์อีโค่บูสท์ 3.5 ลิตร ที่ใช้ในรถกระบะออฟโรดรุ่น เอฟ-150 แรพเตอร์ ซึ่งมีส่วนประกอบเหมือนกับเครื่องยนต์จีทีเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ ในระหว่างแข่งขัน เพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องยนต์ทดสอบในรถตัวอย่างรุ่นเดย์โทน่า (Daytona Prototype) แตกเมื่อผ่านการใช้งานอย่างทรหด ด้วยระยะเวลาเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันเซบริง (Sebring) ในปีนั้นค่อนข้างสั้น ทีมจึงตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้เพลาข้อเหวี่ยงรุ่นทดสอบของเอฟ-150 แรพเตอร์ ซึ่งส่งผลให้รถตัวอย่างรุ่นเดย์โทน่าชนะการแข่งขันในปีนั้น “เราผลักดันขีดจำกัดของเครื่องยนต์ไปยิ่งกว่าที่เราจะทำในโครงการพัฒนาตามปกติ ซึ่งสำคัญมากสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีอีโค่บูสท์ในฐานะหัวใจของรถรุ่นต่างๆ ของฟอร์ดในระดับโลก” บ๊อบ ฟาสเซ็ตติ รองประธานบริหารฝ่ายวิศวกรรมระบบส่งกำลังของฟอร์ด กล่าว ทีมยังได้พัฒนาเทคโนโลยีลดการรอรอบเทอร์โบ (Anti-lag Turbo) ที่จะช่วยเพิ่มสมรรถนะให้จีทีสามารถออกจากโค้งได้อย่างรวดเร็วขึ้น โดยเทคโนโลยีนี้ทำงานด้วยการเปิดวาล์วปีกผีเสื้อไว้ขณะที่คนขับไม่ได้เหยียบคันเร่ง ตัวฉีดน้ำมันจะไม่ทำงาน แต่ยังคงความเร็วและการเร่งของรอบเทอร์โบไว้เพื่อให้เครื่องยนต์ตอบสนองไวขึ้น และเร่งเครื่องได้เร็วยิ่งขึ้นเมื่อเหยียบคันเร่ง เพื่อเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น ฟอร์ด จีที ยังมาพร้อมท่อไอดีใหม่และหัวฉีดเชื้อเพลิง Dual Fuel-injection แบบตรงเพื่อเร่งการตอบสนองของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมชุดเพลาส่งกำลังคลัทช์คู่ (Dual-clutch) 7 สปีด ที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์ที่ได้คือการเปลี่ยนเกียร์ที่ลื่นไหลไม่สะดุดและความสามารถในการควบคุมรถที่เหนือชั้น ลดความสูงลง “จุดประสงค์เดียวของการลดน้ำหนักและการพัฒนาเครื่องยนต์คือการสร้างฟอร์ด จีที ที่เร็วที่สุด และเปี่ยมประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เคยมีมา” แพริแคค กล่าว “เมื่อบรรลุจุดประสงค์แล้ว เราจึงแทนที่น้ำหนักที่หายไปด้วยสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทำฟอร์ด จีที เร็วขึ้น และขับสนุกยิ่งขึ้นไปอีก” นั่นรวมไปถึงระบบกันสะเทือนแบบไฮดรอลิค ที่จะช่วยปรับระดับความสูงของรถได้ง่ายเพียงกดปุ่มเพื่อปรับโหมดการขับขี่ ในโหมดขับขี่แบบแข่งขัน (Track Mode) ระบบกันสะเทือนจะลดระดับความสูงของรถลง 50 มิลลิเมตร หรือเกือบ 2 นิ้ว โดยโหมดนี้จะยกปีกและปิดช่องลมด้านหน้าเพื่อสร้างแรงกดที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขันที่ผู้ขับสามารถสัมผัสได้ เมื่อระดับความสูงของรถลดลง ค่าคงที่ของสปริง การตั้งค่าวาล์วลมที่เหมาะสม และระบบอากาศพลศาสตร์ที่พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา จะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างรถที่เป็นทั้งรถแข่งและรถยนต์โดยสารในคันเดียว อีกหนึ่งคุณสมบัติของระบบกันสะเทือนไฮดรอลิค คือ โหมดฟรอนท์ลิฟท์ ซึ่งจะช่วยให้ฟอร์ด จีที ขับผ่านเนินชะลอความเร็วและทางขรุขระได้สะดวกขึ้น ผู้ขับสามารถเพิ่มความสูงด้านหน้าของรถได้ตามต้องการที่ความเร็วต่ำกว่า 25 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบจะกลับสู่โหมดปกติโดยอัตโนมัติเมื่อความเร็วขึ้นถึง 25 ไมล์ต่อชั่วโมง เทคโนโลยีสำหรับทุกคน บทบาทของฟอร์ด จีที ในฐานะสนามทดสอบเทคโนโลยีนั้นเด่นชัดในทุกส่วนของรถ ด้วยนวัตกรรมต่างๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาผลิตชิ้นส่วนอื่นๆ ได้ในอนาคต ในขณะที่นวัตกรรมบางอย่างถูกนำไปใช้ในรถรุ่นที่กำลังจะออกวางจำหน่ายในเร็วๆ นี้ เช่น เทคโนโลยีแผงหน้ารถดิจิตอล ซึ่งคล้ายกับที่ใช้ในฟอร์ด จีที จะอยู่ในฟอร์ด มัสแตง ปี 2008 และรถรุ่นใหม่อื่นๆ นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งขยาย  โหมดขับขี่ตามความต้องการ (Customized Driving Mode) เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับสมรรถนะของรถให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ โหมดขับขี่แบบแข่งขัน (Track Mode) ของฟอร์ด จีที จะอยู่ในฟอร์ด มัสแตง และรถเพอร์ฟอร์มานซ์รุ่นอื่นๆ เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะการแข่งขัน ในขณะที่ฟอร์ด เอฟ-150 แรพเตอร์ รุ่นใหม่ จะมาพร้อมโหมดบาจาออฟโรด (Baja off-road) ในขณะที่ฟอร์ด จีที ใหม่ กำลังทยอยออกไปสู่มือลูกค้า ลูกค้าฟอร์ดสามารถคาดหวังว่าจะได้พบกับจิตวิญญาณของฟอร์ด จีที ในรถรุ่นใหม่ๆ อย่างแน่นอน ที่มาของข่าว :  ฟอร์ด จีที  http://www.thansettakij.com/content/169755

จำนวนผู้อ่าน: 913

27 มิถุนายน 2017

จับตา! ก.ค.60 ‘จีน’ เปิดเส้นทางขนส่งสินค้า ‘ฉงชิ่ง-กรุงเทพฯ’

วันที่ 26 มิ.ย.60– สำนักข่าวจีนรายงานว่า ในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ การขนส่งสินค้าทางถนนระหว่างนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกับกรุงเทพฯจะเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ซึ่งเส้นทางดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งในแผนการเชื่อมต่อถนน 3 เส้นทางของนครฉงชิ่งกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และก่อนหน้านี้เส้นทางตะวันออกจากฉงชิ่งไปกรุงฮานอยในเวียดนามนั้นเปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับเส้นทางระหว่างที่จะเปิดให้บริการในเดือนหน้านั้น คือ เส้นทางจากนครฉงชิ่ง ผ่านกรุงเวียงจันทน์ในสปป.ลาวมายังกรุงเทพฯในไทย โดยมีความยาว 2,800 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 96 ชั่วโมง สำหรับเส้นทางที่ 3 ในแผนนั้นจะเชื่อมต่อระหว่างนครฉงชิ่งกับเมืองย่างกุ้งในเมียนมาร์ คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปีนี้ หรือต้นปีหน้า ทั้งนี้ สินค้าที่จะขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภท ผลไม้ ธัญพืช และสินค้าการเกษตรอื่นๆ จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังนครฉงชิ่ง ที่มาของข่าว : ฉงชิ่ง เส้นทางขนส่งสินค้า http://www.thansettakij.com/content/169858

จำนวนผู้อ่าน: 823

27 มิถุนายน 2017

ตลาดผู้สูงอายุ’ความเป็นไปได้การลงทุน‘ไทย-ญี่ปุ่น’

จากข้อมูลเชิงสถิติของ นีลเส็น ประเทศไทย เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลกที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไประบุว่าในปี ค.ศ. 2030 ผู้สูงอายุทั่วโลกจะขยับเพิ่มเป็น 1 พันล้านคน และในปี ค.ศ. 2050 จะเพิ่มเป็น 1.5 พันล้านคน โดยทวีปที่มีผู้สูงอายุมากที่สุด คือ เอเชีย อยู่ที่ 61% และ 3 ประเทศหลักที่มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรกลุ่มนี้ ได้แก่ ญี่ปุ่น สัดส่วนผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป 30% จากประชากรทั้งประเทศ 120 ล้านคน ตามมาด้วย สิงคโปร์ ที่เพิ่มขึ้น 23% และประเทศไทย ที่ขยับขึ้นเป็น 19% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ การที่จำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ท่ามกลางตัวเลขประชากรกลุ่มวัยทำงานที่มีจำนวนคงที่หรือลดน้อยลง จึงทำให้ สถานพยาบาลผู้สูงอายุ หรือ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (The Senior Health care)ในหลายประเทศมีการขยายตัวสูงขึ้น และถูกพัฒนาเป็นธุรกิจแนวใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลด้านสุขอนามัยอย่างทั่วถึงทั้งทาง กายภาพและสภาพจิตใจ ตลอดจนการสร้างสภาวะแวด ล้อมที่เหมาะสมกับสังคม สำหรับประเทศไทย ได้มีการพัฒนากิจการสถานพยาบาลผู้สูงอายุมากว่า 10 ปี เห็นได้ชัดในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย มีลักษณะของโครงการโฮมสเตย์ ทั้งยังสอดคล้องกับตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) ที่เป็นเป้าหมายในการพำนักระยะยาวร่วมกับการรับบริการทางการแพทย์ไปด้วย ซึ่งมักได้รับความนิยมจากทั้งผู้สูงอายุในกลุ่มยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุจากประเทศญี่ปุ่นที่นิยมพำนักในประเทศไทยเนื่องจากมีความใกล้ชิดและสามารถปรับตัวได้ง่ายทั้งเรื่องสภาพอากาศและวัฒนธรรม แนวโน้มดังกล่าวกำลังกลายเป็นความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่างไทยและญี่ปุ่น ในการจัดสรรโครงการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มคนดังกล่าว                                        ล่าสุด รัฐบาลไทยได้เปิดรับความร่วมมือจากเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ ในการเดินหน้าโครงการ “ศูนย์บริบาลผู้สูงอายุ” (Retirement Home) เข้าประมูลก่อสร้างโครงการและเข้ามาพัฒนาพื้นที่นำร่องของราชพัสดุ ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และสงขลา รวมถึงโครงการการสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) โดยกระทรวงการคลัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย มีอุปกรณ์ใช้สอยที่เหมาะสม และอยู่ในความดูแลของแพทย์และพยาบาล สอดคล้องกับแนวทางรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น ที่พยายามจัดสรรที่พักอาศัยและการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งการจัดสวัสดิการ พัฒนาระบบประกันสุขภาพ ตลอดจนการเปิดรับบุคลากรทางการแพทย์พยาบาลจากต่างประเทศเข้ามาดูแลมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากยังขาดแคลนกลุ่มบุคลากรดังกล่าวอยู่พอสมควร ทั้งนี้ภายใต้ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่นหรือ Japan-Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA น่าจะเป็นอีกช่อง ทางหนึ่งของผู้ประกอบการเอกชน ที่จะสามารถสานต่อแนวทางการดูแลผู้สูงอายุของรัฐบาลญี่ปุ่นในเชิงพาณิชย์ ร่วมกับยุทธศาสตร์การให้บริการกลุ่ม Niche Market จัดตั้งสถานพยาบาลหรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่น รองรับการเคลื่อนย้ายหรือปรับ-ขยายโครง สร้างในอนาคตได้ ปัจจุบันการเริ่มต้นลงทุนในญี่ปุ่น เช่น การจดทะเบียนจัดตั้ง subsidiary company และ LLP หรือการลงทุนทั่วไป นอกจากจะไม่มีข้อจำกัดสัดส่วนหุ้นต่างชาติในการลงทุนแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีเกณฑ์อนุญาตให้บริษัทผู้ประกอบกิจการศูนย์พยาบาล ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรืออบรมวิชาชีพเฉพาะทางนั้น ได้รับการลดหย่อนภาษี 25% ของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น หรือ 10% ของภาษีนิติบุคคลด้วย ส่วนกรณีการร่วมลงทุนและได้รับ visa ประเภท Investor/Business Manager มีการกำหนดการลงทุนขั้นตํ่าที่ประมาณ 5 ล้านเยน (ประมาณ 2 ล้านบาท) ซึ่งภาพรวมนับว่าสามารถเริ่มต้นกิจการได้ไม่ยาก และด้วยทุนเริ่มต้นที่ไม่สูงมากนัก จึงนับว่าเอื้อต่อการเปิดกิจการให้บริการผู้สูงอายุในญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ประสงค์เดินทางออกนอกประเทศ แต่ต้องการรับบริการที่มีคุณภาพและใช้สินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้รับการจัดสรรในสถานพยาบาลหรือสถานดูแลผู้สูงอายุภายในประเทศ เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม หรือแม้แต่กลุ่มแฟชั่นและสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์ที่คนญี่ปุ่นมีกำลังซื้อ เป็นต้น จากข้อมูลดังกล่าวและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราผู้สูงอายุของแต่ละประเทศ ทำให้ “ธุรกิจการให้บริการ” แก่ผู้สูงอายุ กำลังมีบทบาทและสามารถตอบโจทย์แก่สังคมได้ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ บนพื้นฐาน “การบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข” ซึ่งเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต โดยศักยภาพของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลากร วิทยาการทางการแพทย์ หรือการให้บริการ ถือเป็นจุดเด่นสำคัญที่สามารถสร้างชื่อและความประทับใจให้กับตลาดผู้สูงอายุได้ไม่ยาก พบกับอัพเดตความเคลื่อนไหวและโอกาสในตลาดต่างประเทศที่สถานทูตไทยทั่วโลกตั้งใจติดตามมาให้ภาคเอกชนไทยได้ที่เว็บไซต์ www.globthailand.com หากมีข้อ คิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม สามารถเขียนมาคุยกันได้ที่ info@globthailand.com ที่มาของข่าว : [email protected]ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,273 วันที่ 25 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560 http://www.thansettakij.com/content/168558

จำนวนผู้อ่าน: 849

27 มิถุนายน 2017

โลกขานรับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า จีนครองแชมป์ มาร์เก็ตแชร์ 40%

ผลศึกษาขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) หรือ ไออีเอ ชี้ว่า ปัจจุบันมีรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จำนวนมากกว่า 2 ล้านคันวิ่งอยู่บนท้องถนนทั่วโลก ความนิยมในรถประเภทนี้เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยในปี 2559 ยอดจำหน่ายรถอีวีทั่วโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหตุผลหลักมาจากราคาจำหน่ายซึ่งถูกลง และผู้คนก็หันมาหายานยนต์ทางเลือกใหม่ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ดังนั้นในปีที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นยอดขายรถอีวีโดยรวมทั่วโลกสูงถึง 750,000 คัน เรียกว่าเป็นการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด เพราะถ้าย้อนไปในปี 2558 โลกเพิ่งมีการใช้รถอีวีราวๆ 1 ล้านคันเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีกว่า 2 ล้านคันแล้ว ตลาดหลักๆ ที่รถอีวีมียอดขายสูงโดดเด่นนั้น คือ ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และประเทศแถบยุโรป มียอดขายรวมๆกันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของยอดขายรถอีวีทั้งหมด แชมป์อันดับ 1 คือตลาดจีน ที่ครองส่วนแบ่งยอดขายตลาดรถอีวีโลกในขณะนี้ที่ประมาณ 40% นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว จีนยังมีรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและรถบัสไฟฟ้าวิ่งอยู่บนท้องถนนจำนวนกว่า 200 ล้านคัน และกว่า 3 แสนคัน ตามลำดับ เนื่องจากรัฐบาลจีนพยายามส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาอากาศเป็นพิษทั้งการปล่อยควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมและการปล่อยไอเสียของยานยนต์บนท้องถนน ปัจจุบัน มี 10 ประเทศ ที่แสดงเจตนารมณ์ (แต่ไม่ผูกพันเป็นพันธะสัญญา) ที่จะส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 30% ของตลาดรถยนต์ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 หรือในอีก 13 ปีข้างหน้า หลายประเทศทำได้รุดหน้าจนแทบจะแตะเป้าแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา (2559) เช่น นอร์เวย์ ที่ยอดขายรถยนต์อีวี ครองส่วนแบ่งถึง 29% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในประเทศ ส่วนประเทศยุโรปอื่นๆ อาทิ เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน มีสัดส่วนยอดขายรถอีวีที่ 6.4% และ 3.4% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การจะเดินไปสู่เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรถอีวีถึง 30% จำเป็นต้องอาศัยแรงหนุนอย่างเต็มที่และต่อเนื่องจากภาครัฐ สหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามานั้น ตั้งเป้าเพิ่มการใช้รถอีวีบนท้องถนนสหรัฐฯ ถึง 1 ล้านคันภายในปี 2015 หรือพ.ศ. 2558 แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ยังทำไม่ได้ตามนั้นเพราะปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2.8 แสนคันเท่านั้น ส่วนเยอรมนีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็ก อันเกลา แมร์เคิล ตั้งเป้ามีการใช้รถอีวีในประเทศเยอรมนี 1 ล้านคันภายในปี 2020 นักวิเคราะห์กล่าวว่า การที่โลกจะบรรลุเป้าหมายให้มีการใช้รถอีวี 9-20 ล้านคันภายในปี 2020 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นตัวเพิ่มอุณหภูมิโลกนั้น เอาเข้าจริงก็คงต้องใช้เวลาอีกนานนับสิบปีเลยทีเดียว ไม่ใช่ในอีก 3-4 ปีอย่างที่ตั้งเป้าหมายกันไว้ ที่มาของข่าว: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560 http://www.thansettakij.com/content/165154  

จำนวนผู้อ่าน: 881

27 มิถุนายน 2017