Easy Maintenance
Report Application

Download Smart Fix Application on

Application Features

Applications that help make your repair work easier. Smartfix is not just a notification tool But we also have a team of technicians and contractors around the country, and the team is ready to be analyzed and examined and executed quickly and systematically

Provide services covering all categories

Oil and gas dispensers

Report repair problems for type equipment Oil and gas dispensers

Structure

Report problems with structural work types Pump building Office buildings and others

electric system

Report the problem of main electrical power, electricity, pump cover Lighting systems, dispensing systems, lighting systems, signage and more

Sign

Report problems with Oil type signboard, entrance-exit sign, advertising board, etc.

water system

Report problems with water systems Office building water supply system Water supply systems, bathrooms and others

Pipe and Tank

Report problems with piping systems and tanks, LPG tank systems, LPG gas piping systems, fuel tank systems.

Other repair work

Report other work problems With the staff waiting to receive the inspection and proceed quickly

News

โฆษกพลังงาน ยัน ไม่ล้มโปรเจ็กต์ “โรงไฟฟ้าชุมชน”

กระทรวงพลังงานชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวการยกเลิกนโยบายเกี่ยวกับ ‘พลังงานชุมชน’ ว่าไม่เป็นความจริง เพราะปัจจุบันนโยบายกระทรวงพลังงานยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนพลังงานชุมชนอย่างต่อเนื่อง และเดินหน้าโรงไฟฟ้าชุมชนในรูปเบบที่เกิดประโยชน์กับเกษตรกรและชุมชนสูงสุด ​ นายสมภพ พัฒนอริยางกูล โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับประเด็นที่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่จะมายกเลิกพลังงานชุมชน (และอาจหมายรวมถึงโรงไฟฟ้าชุมชน) ทั้งที่เป็นการกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น เกษตรกรสามารถมีส่วนร่วมในการผลิตไบโอแก๊ส นั้น ขอเรียนชี้แจงว่า “กระทรวงพลังงานไม่ได้มีนโยบายยกเลิกโครงการพลังงานชุมชนและโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนแต่อย่างใด จะเห็นได้จากตามแผนปฏิบัติราชการราย 5 ปี (พ.ศ. 2563 – พ.ศ.2565) ของกระทรวงพลังงานมีเรื่องการสร้างความยั่งยืนและเข้าถึงประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนงานที่สำคัญ” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีสัดส่วนการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนในประเทศเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับทิศทางการส่งเสริมการนำแหล่งพลังงานในประเทศมาใช้ และส่งเสริมพลังงานสะอาด เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม รวมถึงยกระดับรายได้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีแนวทางการพัฒนาที่สนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดการสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยเทคโนโลยีพลังงานที่เหมาะสม ผ่านการส่งเสริมการใช้ การลงทุนด้านพลังงานทดแทน ซึ่งก็รวมถึงโครงการผลิตก๊าซชีวภาพ (ไบโอแก๊ส) และชีวมวลรวมอยู่ด้วย และการอนุรักษ์พลังงานในชุมชน พร้อมเสริมสร้างศักยภาพและเตรียมความพร้อมให้กับส่วนท้องถิ่น ชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชน นอกจากนี้ ในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนก็จะมีการเดินหน้าโครงการนำร่อง โดยมีการทบทวนหลักเกณ์ของโครงการเพื่อให้ประโยชน์เกิดขึ้นกับเกษตรกรและชุมชนอย่างแท้จริงและมีความยั่งยืน ทั้งนี้ โดยมีแผนงานโครงการสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนด้านการส่งเสริมชุมชนที่ชัดเจน เช่น แผนงานโรงไฟฟ้าชุมชนนำร่อง สถานีพลังงานชุมชน โครงการเสริมสมรรถนะโครงการเตาชีวมวล โครงการโซลาร์สูบน้ำ โครงการโซลาร์อบแห้ง และกรอบทิศทางของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจะเน้นโครงการพลังงานชุมชน เพื่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างอาชีพด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในชุมชน เป็นต้น ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-521672

Person read: 42

15 September 2020

ปล่อยตัว “หมอเหวง-วีระกานต์” แกนนำ นปช. ติดกำไลอีเอ็ม

ภาพ: ข่าวสด ปล่อยตัว นพ.เหวง โตจิราการ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ และนายพงศ์พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง แกนนำ นปช. ออกจากเรือนจำ พร้อมติดกำไลอีเอ็ม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ (15 ก.ย.) แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้แก่ นพ.เหวง โตจิราการ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ และนายพงศ์พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง ได้รับการปล่อยตัวที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังเข้าเกณฑ์พักโทษ โดยติดกำไลอีเอ็ม ตามนโยบายของกระทรวงยุติธรรม นพ.เหวง อายุ 69 ปี นายวิระกานต์ อายุ 72 ปี และนายพงศ์พิเชษฐ์ อายุ 69 ปี ถูกศาลฎีกาสั่งลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ในฐานความผิดมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จากกรณีนำขบวนผู้ชุมนมหลายพันคนบุกบ้านสี่เสาเทเวศน์เมื่อปี 2550 และติดคุกมาแล้วเกือบ 3 เดือน แกนนำทั้งสาม ถือเป็นผู้สูงอายุและมีอาการป่วยต้องเข้ารับการรักษาสุขภาพ ขณะที่ นพ.เหวง มีปัญหาด้านสุขภาพเช่น อาการบ้านหมุนและปัญหาปวดฟัน รวมถึงอาการเกี่ยวกับต่อมลูกหมากและไส้เลื่อน ทั้งสามคนได้รับพระราชทานอภัยโทษ 1 ครั้ง และจะเข้าโครงการพักโทษผู้ต้องขังสูงอายุ พร้อมติดกำไลอีเอ็ม เพื่อปล่อยออกจากเรือนจำ นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์ อดีตประธานนปช. ได้รับการปล่อยตัวเพราะได้รับพักโทษ จากกรณีชุมนุมหน้าบ้านป๋าเปรม pic.twitter.com/f7xla7VDBI — ข่าวสด (@KhaosodOnline) September 15, 2020   ก่อนหน้านี้ นายปลอดประสพ สุรัสวดี และ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ สองอดีตนักการเมืองได้รับการพักโทษ โดยต้องติดกำไลอีเอ็มนาน 1 ปี นอกจากนี้ ในช่วงสิ้นเดือนกันยายน มีรายงานว่า ผู้ต้องขังคนสำคัญ 3 คน ได้แก่ ร.ต.ท.เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นายพายัพ ปั้นเกตุ จะได้รับการอภัยโทษและเข้ารับการอบรมก่อนปล่อยตัวเช่นเดียวกัน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-521643

Person read: 42

15 September 2020

โควิดฉุดจีทูจีขายข้าวจีนไม่คืบ “พาณิชย์” เร่งสปีดขยายตลาดแอฟริกา

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP การเจรจาจีทูจีข้าวไทยกับจีน ล่าช้าจากหลายปัจจัย สต๊อกข้าวจีน ราคาข้าวไทย ขณะที่การส่งออกข้าวไทยเดือนกรกฎาคม 2563 เพิ่มขึ้นจากแอฟริกาหันมานำเข้าข้าวไทย ส่งผลให้เดือนสิงหาคมการส่งออกข้าวยังขยายตัว นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การเดินหน้าเจรจาสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับรัฐวิสาหกิจจีน คอฟโก้ เพื่อนำเข้าข้าวไทย 300,000 ตัน ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือจากสัญญาที่รัฐบาลลงนามไว้ 1 ล้านตัน โดยปัจจุบันได้ส่งมอบไปแล้ว 700,000 ตัน กรมฯ เดินหน้าเจรจาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องยอมรับเรื่องสถานการณ์การแพร่ระบาดของของโวิด-19 สถานการณ์สต๊อกข้าวของจีน รวมไปถึงราคาซื้อ-ขายข้าวไทย ที่ราคาข้าวไทยตอนนี้ยังสูง ส่งผลให้การเจรจาอาจจะล่าช้าอยู่บ้าง ซึ่งกรมฯ ก็พร้อมเดินหน้าเจรจาอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันการส่งออกข้าวไทยต่อไป ปัจจุบันจากรายงานข้อมูลของกรมศุลกากร ระบุว่า การส่งออกข้าวในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม-กรกฎาคม) มีปริมาณ 3,295,046 ตัน โดยปริมาณส่งออกลดลง 32.9% และมีมูลค่า 69,470 ล้านบาท หรือ 2,222.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มูลค่าลดลง 15.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่มีการส่งออกปริมาณ 4,907,467 ตัน มูลค่า 81,847 ล้านบาท หรือ 2,596.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่การส่งออกข้าวในเดือนกรกฎาคม 2563 มีปริมาณ 409,451 ตัน ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น 31.6% มีมูลค่า 7,988 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.3% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2563 ที่ส่งออกได้เพียง 311,166 ตัน มูลค่า 7,310 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากการส่งออก ข้าวขาวและข้าวนึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากผู้นำเข้าโดยเฉพาะในแถบแอฟริกาได้หันมานำเข้าข้าวจากไทยมากขึ้น เนื่องจากประเทศอินเดียกำลังเผชิญกับการระบาดของเชื้อ COVID-19 อย่างหนัก ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานและอุปสรรคด้านลอจิสติกส์ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่ต้องชะลอลง ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2563 มีการส่งออกข้าวขาว ปริมาณ 164,041 ตัน เพิ่มขึ้น 34.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน โดยส่วนใหญ่ส่งไปยังประเทศแองโกล่า แคเมอรูน ญี่ปุ่น โมซัมบิก เบนิน เป็นต้น ส่วนการส่งออกข้าวนึ่งมีปริมาณ 118,673 ตัน เพิ่มขึ้น 134.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ส่วนใหญ่ส่งไปตลาดประจำ ในแถบแอฟริกา เช่น แอฟริกาใต้ เบนิน แคเมอรูน เยเมน เป็นต้น สำหรับการส่งออกข้าวหอมมะลิ (ต้นข้าว) มีปริมาณ 58,464 ตัน ลดลง 23.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนซึ่งส่วนใหญ่ยังคงส่งไปยังตลาดประจำ เช่น สหรัฐฯ ฮ่องกง จีน แคนาดา สิงคโปร์ เป็นต้น รายงานจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า การส่งออกข้าวไทยในเดือนสิงหาคม 2563 คาดว่าจะมีปริมาณส่งออกข้าวจะอยู่ที่ประมาณ 400,000-450,000 ตัน เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าในแถบแอฟริกายังคงมีความต้องการนำเข้าข้าวจากไทยทั้งข้าวขาวและข้าวนึ่ง เพราะทั้งอินเดีย และปากีสถานต่างประสบปัญหาด้านลอจิสติกส์ ซึ่งทำให้การส่งมอบล่าช้า ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับอานิสงส์แต่ก็เป็นปริมาณที่ไม่มากนัก ในส่วนของการส่งออกข้าวหอมมะลิมีแนวโน้มชะลอลงเนื่องจากประเทศผู้นำเข้าได้นำเข้าไปเป็นจำนวนมากแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้มีสต็อกข้าวเพียงพอแล้ว ส่วนภาวะราคาข้าวของไทยในช่วงนี้ยังคงสูงกว่าประเทศคู่แข่งที่สำคัญ แม้ว่าค่าเงินบาทจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลง แต่เนื่องจากอุปทานข้าวในประเทศมีจำกัด และมีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยทำให้ราคาข้าวภายในประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง จึงส่งผลให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นและห่างจากประเทศคู่แข่งประมาณ 40-150 เหรียญสหรัฐฯ โดยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 สมาคมฯประกาศราคาข้าวขาว 5% ที่ 525 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ขณะที่เว็บไซต์ Oryza.com รายงานราคาข้าวขาว 5% ของเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน ที่ 485-489, 368-372 และ 393-397 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ตามลำดับ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-521665

Person read: 44

15 September 2020

Article