Easy Maintenance
Report Application

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Smart Fix ได้ที่

Application Features

Application ที่ช่วยให้งานซ่อมของคุณง่ายขึ้น รองรับการให้บริการครบทุกหมวดงาน smartfix ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือช่วยแจ้งซ่อมเท่านั้น แต่เรายังมีทีมช่างและผู้รับเหมาของเราเอง ทั่วประเทศ และทีมเจ้าหน้าที่คอยรับแจ้งซ่อม วิเคราะห์ ตรวจสอบ และแจ้งดำเนินการ อย่างรวดเร็ว และเป็นระบบ

ให้บริการครอบคลุมทุกหมวดงาน

ตู้จ่ายน้ำมันและแก๊ส

แจ้งซ่อมปัญหาสำหรับอุปกรณ์ประเภท ตู้จ่ายน้ำมันและแก๊ส

โครงสร้าง

แจ้งปัญหาเกี่ยวกับงานประเภทโครงสร้าง อาคารคลุมปั้ม อาคารสำนักงาน และ อื่นๆ

ระบบไฟ

แจ้งปัญหาเกี่ยวกับ ไฟฟ้าเมนหลัก ไฟฟ้าอาคารคลุมปั๊ม ระบบไฟตู้จ่าย ระบบไฟป้าย และอื่นๆ

ป้าย

แจ้งปัญหาเกี่ยวกับ ป้ายบอกชนิดน้ำมัน ป้ายทางเข้า - ออก ป้ายโฆษณา และ อื่นๆ

ระบบน้ำ

แจ้งปัญหาเกี่ยวกับระบบน้ำ ระบบประปาอาคารสำนักงาน ระบบประปาห้องน้ำ และอื่นๆ

ท่อและถัง

แจ้งปัญหาเกี่ยวกับระบบท่อและถัง ระบบถัง LPG ระบบท่อแกีส LPG ระบบถังน้ำมัน

งานซ่อมอื่นๆ

แจ้งปัญหาในงานด้านอื่นๆ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยรับเรื่อง ตรวจสอบ และดำเนินการให้อย่างรวดเร็ว

ข่าวประชาสัมพันธ์

“ท่าเรือ” ลดภาระผู้ประกอบการลดค่าขน-ค่าเช่าพื้นที่หลังท่า 3 เดือน รวม 400 ล้าน

การท่าเรือสนับสนุนเงิน 400 ล้าน บรรเทาความเดือดร้อน แก่ผู้ประกอบการและประชาชนสู้ COVID-19 ลดค่าภาระตู้ 3 เดือน แก้ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ท่าเรือกรุงเทพ ลดค่าเช่าพื้นที่หลังท่าแหลมฉบัง 20% 3 เดือนพ่วงจ่ายคืนค่าขน 1,000 บาท/ทีอียู เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า กทท.ดำเนินมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในช่วงเวลาการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) คิดเป็นมูลค่าเกือบ 400 ล้านบาท ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการและชุมชนโดยรอบทั้งที่ท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) และท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) สู้โควิด โดยได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ได้แก่ ปรับลดค่าภาระตู้สินค้าเปล่าขาเข้าผ่านท่าเรือกรุงเทพในอัตรา 1,000 บาท ต่อทีอียู. เป็นระยะเวลา 3 เดือน (มกราคม-มีนาคม 2564) เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในธุรกิจการขนส่งสินค้าทางทะเลของท่าเรือกรุงเทพ เป็นจำนวนเงินประมาณ 5,280,000 บาท เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ซึ่งในส่วนของท่าเรือแหลมฉบัง มีการชดเชยค่ายกขนตู้สินค้าให้แก่เอกชนผู้ประกอบการ โดยจ่ายส่วนลดคืนในอัตรา 1,000 บาทต่อทีอียู. เป็นระยะเวลา 3 เดือน เป็นจำนวนเงินประมาณ 384,000,000 บาท พร้อมทั้งปรับลดค่าเช่าให้กับผู้เช่าพื้นที่หลังท่า ทลฉ. ยกเว้นหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ กลุ่มผู้เช่าพื้นที่สำหรับติดตั้งเสาโทรคมนาคม ผู้เช่าพื้นที่ใต้ดินสำหรับวางท่อส่งก๊าซ และบริษัทมหาชน จำกัด ซึ่งมีลักษณะของธุรกิจหรือลักษณะของการทำงานที่ไม่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ โดยปรับลดค่าเช่าลงร้อยละ 20 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 เป็นระยะเวลา 3 เดือน และขยายระยะเวลาการชำระค่าเช่าหรือค่าตอบแทน โดยไม่คิดค่าปรับกรณีล่าช้าตลอดระยะเวลาการผ่อนผันไม่เกิน 1 เดือน ของแต่ละรอบการชำระค่าเช่าหรือค่าตอบแทนตามสัญญาสำหรับผู้เช่าพื้นที่หลังท่าทุกกลุ่ม สำหรับการช่วยเหลือประชาชน กทท. ได้ดำเนินโครงการ “ท่าเรือสู้ COVID-19 ไปด้วยกัน” โดยมอบเงินจำนวน 1.06 ล้านบาท ให้กับชุมชนโดยรอบท่าเรือกรุงเทพ จำนวน 25 ชุมชน นำไปจัดซื้อหน้ากากอนามัยแบบผ้า (ซักได้) ซึ่งตัดเย็บโดยคนในชุมชนคลองเตย เพื่อสนับสนุนให้คนในชุมชนมีรายได้ และจัดซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกาย (2 in 1) พร้อมเครื่องจ่ายแอลกอฮอล์แบบเจลระบบอินฟาเรด และแบบเติม รวมทั้งสนับสนุนเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาด เพื่อร่วมแบ่งปันและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในชุมชน นอกจากนี้ได้มอบเงินจำนวน 100,000.- บาท สนับสนุนผู้นำชุมชนร่วมกับมูลนิธิดวงประทีป มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาบุคคล (ศูนย์เมอร์ซี่) เพื่อนำไปจัดซื้อน้ำยาฉีดพ่นฆ่าเชื้อไวรัสภายในชุมชน รวมทั้งจัดโครงการ “The Local Market ตลาดรอบการท่าเรือเพื่อคนคลองเตย” ด้วยการเปิดพื้นที่ขายของบริเวณอาคารที่ทำการ กทท. เป็นประจำทุกเดือน เพื่อช่วยให้ชาวชุมชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินงานมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ กทท. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในการก้าวไปด้วยกัน ก้าวไปได้ไกล ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-611875

จำนวนผู้อ่าน: 37

11 กุมภาพันธ์ 2021

น้ำมันปาล์มราคาสูง ส่งผลดีเกษตรกร จุรินทร์ ยันไม่เป็นสินค้าควบคุม

“จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” ยืนยันไม่ประกาศ “น้ำมันปาล์ม” เป็นสินค้าควบคุม ชี้ราคาสูงส่งผลต่อดีต่อเกษตรกร วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ราคาผลปาล์มน้ำมันมีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทรงตัวอยู่ที่ระดับสูงถึงกิโลกรัมละ 7.50 บาท ทำให้ต้นทุนผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดสูงขึ้นตามไปด้วย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น พาณิชย์สั่งตรวจสอบการจำหน่าย “น้ำมันปาล์มขวด” ล่าสุด นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงราคาปาล์มน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้ว่า กระทรวงพาณิชย์พยายามหารือกับผู้ประกอบการหากเป็นสต๊อกเดิมก็ต้องจำหน่ายในราคาเดิม ห้ามขายเกินราคา หากเป็นสต๊อกใหม่ ขอให้ขายพยายามคุมราคาขายไว้เท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน นายจุรินทร์ ระบุว่า ตนได้กำชับให้กรมการค้าภายใน (คน.) หารือกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ต้องให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ พร้อมยอมรับว่า หากไปกดราคาปาล์มที่เกษตรกรควรได้รับลง เพื่อจะได้ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดในราคาที่ต่ำลง จะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ ส่วนจะประกาศให้น้ำมันปาล์มกลับมาเป็นเป็นสินค้าควบคุมราคาสูงสุดหรือไม่นั้น เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็น เพราะยังสามารถบริหารจัดการได้ ด้วยการทำตารางผลผลิต ราคา ต้นทุน เพื่อกำหนดราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดร่วมกับทุกฝ่าย ซึ่งเป็นที่ยอมรับ “แม้ว่าจากราคาผลปาล์มที่สูงขึ้นก็ต้องยอมรับว่า ราคาน้ำมันปาล์มอาจสูงขึ้นไปมากกว่า 42 บาทต่อขวด แต่ภายใต้การประสานงานของกรมการค้าภายในกับผู้ผลิต ยังสามารถกดราคาลงได้แม้ว่าจะสูงกว่าราคาก่อนหน้านี้บ้าง ซึ่งต้องเข้าใจเพราะราคาผลปาล์มต่างกันมาก” “เราต้องมอง 2 ด้าน คือในช่วงนี้ผลปาล์มราคาดีเพราะผลผลิตออกมาน้อย ส่งผลดีต่อเกษตรกร ซึ่งตรงนี้ต้องเข้าใจ แต่ในเดือนมีนาคม ที่จะถึงนี้ ผลผลิตจะทยอยออกมามากขึ้นตามฤดูกาล กระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามสถานการณ์ปริมาณและราคาอย่างใกล้ชิด เพราะราคาตอนนั้นอาจตกลงมาได้” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น้ำมันปาล์มเคยเป็นสินค้าควบคุมที่กำหนดราคาสูงสุด แนะนำให้จำหน่ายที่ราคา 42 บาท แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ได้มีการยกเลิกให้ราคาแนะนำ เพื่อให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-611862

จำนวนผู้อ่าน: 39

11 กุมภาพันธ์ 2021

ไบเดนประกาศ “คว่ำบาตร” กองทัพเมียนมา และผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐประหาร

Photo by SAUL LOEB / AFP ไบเดนเตรียมมาตรการคว่ำบาตรต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารเมียนมา มุ่งโจมตีผลประโยชน์ทางธุรกิจของผู้บัญชาการทหารที่เกี่ยวข้อง และสมาชิกภายในครอบครัว วันที่ 11 ก.พ. 2564 สำนักข่าวเอ็นบีซีรายงานว่า “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงการณ์ว่า จะมีมาตรการคว่ำบาตรต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารเมียนมา และเรียกร้องให้กองทัพโอนคืนอำนาจไปยังรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งผ่านระบอบประชาธิปไตย การคว่ำบาตรครั้งนี้มุ่งโจมตี ประโยชน์ทางธุรกิจของผู้บัญชาการทหารและสมาชิกครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร โดยไบเดนจะเปิดเผยรายชื่อกลุ่มแรกที่จะโดนมาตรการคว่ำบาตร ตั้งแต่อาทิตย์นี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ รัฐบาลไบเดนได้เตรียมจำกัดควบคุมการส่งออกไปยังเมียนมา และระงับการดำเนินการทางทรัพย์สินที่รัฐบาลทหารเมียนมาได้ผลประโยชน์ (freeze asset) แต่จะยังคอยสนับสนุนบริการทางการแพทย์ และกิจการอื่น ๆ ที่ช่วยเหลือประชากรเมียนมาโดยตรง ไบเดนระบุว่า ต้องการให้ทหารเมียนมาปล่อยตัวนักการเมืองและนักกิจกรรมการเมืองที่ถูกคุมขัง โดยกองทัพต้องสละอำนาจที่ได้ยึดครองมา และแสดงความนับถือต่อเสียงของประชาชนที่ไปเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ย. เมื่อปีที่แล้ว ก่อนหน้านี้ “พล.อ.มิน อ่อง ลาย” ผู้บัญชาการกองทัพเมียนมา กล่าวว่าต้องรัฐประหารประเทศ เนื่องจากทางคณะกรรมการตรวจสอบการเลือกตั้งล้มเหลวในการตรวจสอบความผิดปกติในผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง และทางพรรคการเมืองไม่ได้หาเสียงอย่าง “ยุติธรรม” ซึ่งผลการเลือกตั้งจากครั้งนั้น “อองซาน ซูจี” ที่ปรึกษาแห่งรัฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และประธานพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) รวมทั้งสมาชิกพรรคชนะขาดลอย โดย ผู้ประท้วงหลายหมื่นคนทั่วประเทศได้ออกมาประท้วง แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารของกองทัพเมียนมา และการเข้าไปคุมตัว “อองซาน ซูจี” สมาชิกภายในพรรคเอ็น แอล ดี รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-611878

จำนวนผู้อ่าน: 40

11 กุมภาพันธ์ 2021

สาระน่ารู้