Easy Maintenance
Report Application

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Smart Fix ได้ที่

Application Features

Application ที่ช่วยให้งานซ่อมของคุณง่ายขึ้น รองรับการให้บริการครบทุกหมวดงาน smartfix ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือช่วยแจ้งซ่อมเท่านั้น แต่เรายังมีทีมช่างและผู้รับเหมาของเราเอง ทั่วประเทศ และทีมเจ้าหน้าที่คอยรับแจ้งซ่อม วิเคราะห์ ตรวจสอบ และแจ้งดำเนินการ อย่างรวดเร็ว และเป็นระบบ

ให้บริการครอบคลุมทุกหมวดงาน

ตู้จ่ายน้ำมันและแก๊ส

แจ้งซ่อมปัญหาสำหรับอุปกรณ์ประเภท ตู้จ่ายน้ำมันและแก๊ส

โครงสร้าง

แจ้งปัญหาเกี่ยวกับงานประเภทโครงสร้าง อาคารคลุมปั้ม อาคารสำนักงาน และ อื่นๆ

ระบบไฟ

แจ้งปัญหาเกี่ยวกับ ไฟฟ้าเมนหลัก ไฟฟ้าอาคารคลุมปั๊ม ระบบไฟตู้จ่าย ระบบไฟป้าย และอื่นๆ

ป้าย

แจ้งปัญหาเกี่ยวกับ ป้ายบอกชนิดน้ำมัน ป้ายทางเข้า - ออก ป้ายโฆษณา และ อื่นๆ

ระบบน้ำ

แจ้งปัญหาเกี่ยวกับระบบน้ำ ระบบประปาอาคารสำนักงาน ระบบประปาห้องน้ำ และอื่นๆ

ท่อและถัง

แจ้งปัญหาเกี่ยวกับระบบท่อและถัง ระบบถัง LPG ระบบท่อแกีส LPG ระบบถังน้ำมัน

งานซ่อมอื่นๆ

แจ้งปัญหาในงานด้านอื่นๆ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยรับเรื่อง ตรวจสอบ และดำเนินการให้อย่างรวดเร็ว

ข่าวประชาสัมพันธ์

ห้ามขายเหล้า-เบียร์ออนไลน์ งัดกฎหมายคุมเข้มรายย่อยระส่ำ

คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชงห้ามขายเหล้าเบียร์ออนไลน์ หลังผลพวงโควิด-19 หนุนเทรนด์ขายผ่านออนไลน์พุ่งกระฉูด วงการลุ้นระทึก คาดประชุมนัดแรก 22 มิถุนายนนี้ หวั่นผู้ประกอบการรายย่อย-ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์กระทบหนัก หาช่องทางแจ้งเกิดยาก ฝ่าฝืนโทษหนักทั้งปรับ-จำคุก นายแพทย์นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา จากการตรวจสอบพบว่ามีกลุ่มผู้ประกอบการเหล้าเบียร์จำนวนหนึ่งที่หันมาทำการตลาดโดยใช้วิธีการโฆษณาและขายสินค้าผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ลดลง บวกกับมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ช่องทางหรือร้านจำหน่ายเหล้าเบียร์ถูกปิดลง ซึ่งทำให้การบริโภคเหล้าเบียร์ลดลงโดยสภาพ ผู้ประกอบการจึงต้องดิ้นและพยายามหาช่องทางใหม่ ๆ มาช่วยเพื่อจะได้ขายสินค้าให้มากขึ้น โดยความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เรื่องการห้ามการโฆษณา ตามมาตรา 32 โดยผู้กระทำผิดหลัก ๆ จะเป็นผู้ผลิตและผู้นำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก รวมถึงเจ้าของเพจที่มีคนนำเข้าสินค้าไปฝากลงโฆษณา รีวิวเวอร์ ซึ่งการโฆษณามีอิทธิพลต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค่อนข้างมาก เพราะการโฆษณาเป็นการกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากดื่มและจะมีผลกระทบตามมาในหลาย ๆ เรื่อง กฎหมายจึงมีการควบคุมด้วยการห้ามโฆษณา เรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย สำหรับขั้นตอนก่อนที่เรื่องจะมาถึงสำนักงาน จะต้องมีผู้ร้องเรียนเข้ามาในระบบ จากนั้นสำนักงานก็จะมีการตรวจสอบข้อมูล หากพบว่าเข้าข่ายว่ามีความผิดเรื่องการโฆษณา สำนักงานก็จะทำหนังสือไปเชิญผู้ประกอบการรายนั้น ๆ มาชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง และดำเนินการตามขบวนการ จริง ๆ มีหลายเรื่องที่สำนักงานอยากจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล เพื่อจะได้มีคำพิพากษาออกมาเป็นบรรทัดฐาน เพราะหากไม่มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานก็มักจะมีการกล่าวอ้างกันได้ว่า เป็นการใช้ดุลพิจารณาของเจ้าหน้าที่ “โดยเฉพาะช่วง 2-3 เดือนหลังจากที่มีโควิด-19 มีเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามามากกว่า 100 เคส ตอนนี้สำนักงานเรียกมาชี้แจงทุกวัน หลายรายยอมจำนนและยอมเสียค่าปรับ อย่างไรก็ตาม หลัก ๆ เราจะดูจากเจตนารมณ์ของคนทำเป็นหลัก หรือหากกังวลว่าอะไรที่ทำได้หรือไม่ได้ โทร.เข้ามาสอบถามก่อนก็ได้” ชงห้ามขายเหล้าเบียร์ออนไลน์ ต่อคำถามที่ว่า นอกจากการโฆษณาผ่านสื่อที่ไม่สามารถทำได้ และผิด พ.ร.บ.ควบคุมฯ ดีลิเวอรี่ทำได้หรือไม่ นายแพทย์นิพนธ์กล่าวว่า เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายห้ามขายเหล้าเบียร์ออนไลน์ บริการดีลิเวอรี่จึงยังทำได้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้กำลังมีการหารือกันว่าจะออกกฎเพื่อห้ามการขายเหล้า-เบียร์ในช่องทางออนไลน์ โดยหลักการเบื้องต้นจะเป็นห้ามเฉพาะการขายจากผู้จำหน่ายถึงผู้บริโภค ไม่ห้ามระหว่างผู้จำหน่ายกับผู้จำหน่าย เมื่อมีข้อห้ามนี้ก็จะทำให้ไม่มีการโฆษณาออนไลน์ไปโดยปริยาย แต่ทั้งนี้ก็จะมีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น เข้าไปที่ร้าน แล้วทางร้านมีระบบการสั่งอาหารเครื่องดื่มแบบออนไลน์ ประกาศนี้ก็จะอนุโลม เพราะเป็นการขายออนไลน์ในสถานที่ขายที่มีใบอนุญาต อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง และต้องดูระดับนโยบายว่าจะเห็นชอบกับเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร แต่ในส่วนสำนักงานได้มีการเตรียมร่างประกาศนี้ไว้แล้ว โดยเป็นการปรับประยุกต์มาจากการห้ามขายบุหรี่ออนไลน์ที่มีการบังคับใช้มานานแล้ว โดยจะออกมาเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี รายเล็ก-คราฟต์เบียร์อ่วม แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์รายใหญ่แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า หากมีประกาศดังกล่าวออกมา ในทางปฏิบัติน่าจะส่งผลกระทบกับบริษัทผู้ผลิตเบียร์รายเล็กรายน้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ที่เกิดเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา สำหรับบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่คงไม่มีผลกระทบอะไร เนื่องจากบริษัทเหล่านี้จะมีช่องทางจำหน่ายหลัก ๆ ของตัวเองอยู่แล้ว ทั้งเอเย่นต์ และโมเดิร์นเทรด ส่วนการขายผ่านช่องทางออนไลน์ปัจจุบันก็มีตัวเลขเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แหล่งขาวระดับสูงจากวงการเหล้าเบียร์อีกรายหนึ่งกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว และเบื้องต้นจะร้องเรียนผ่านสื่อ แต่หากประกาศเป็นกฎหมายเมื่อไหร่ จะใช้ช่องทางทางกฎหมายในการเรียกร้องอีกครั้ง โดยจะอาศัยข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 77 วรรค 1 ระบุว่า “รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และสามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่ายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง” แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตคราฟต์เบียร์รายหนึ่งกล่าวว่า ได้รับทราบถึงร่างกฎหมายดังกล่าวมาสักระยะแล้ว และล่าสุดมีกระแสข่าวที่สำนักงานกำลังจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พิจารณา ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ หากมีมติเห็นชอบก็จะถูกเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติพิจารณาต่อไป และหากคณะกรรมการชุดนี้เห็นชอบก็จะมีผลบังคับใช้ หากเป็นไปตามร่างดังกล่าวก็จะบังคับใช้เมื่อครบ 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีบทลงโทษสำหรับการฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 40 เปิดสถานที่ต้องห้าม “ขาย-ดื่ม” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 27 ได้กำหนดสถานที่หรือบริเวณที่ “ห้ามขาย” อาทิ วัด หรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา, สถานบริหารสาธารณสุขของรัฐ สถานที่ราชการ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นร้านค้าหรือสโมสร, หอพัก, สถานศึกษา, ปั๊มน้ำมัน, สวนสาธารณะของราชการ หรือสถานที่อื่นที่รัฐมนตรีประกาศ และกำหนดสถานที่ที่ “ห้ามบริโภค” อาทิ วัด หรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา, สถานบริหารสาธารณสุขของรัฐ ยกเว้นบริเวณที่พักส่วนบุคคล, สถานที่ราชการ ยกเว้นที่พักส่วนบุคคล หรือสโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี, สถานศึกษา ยกเว้นที่พักส่วนบุคคลหรือสโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี, ปั๊มน้ำมัน. สวนสาธารณะของราชการ หรือสถานที่อื่นที่รัฐมนตรีประกาศ หลังจากนั้น ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ในปี 2555 ห้ามขายหรือห้ามบริโภคในพื้นที่ประกอบกิจการโรงงาน, ในรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ, ห้ามบริโภคขณะขับขี่ หรือโดยสารอยู่ในรถ ปี 2556 ห้ามขายหรือบริโภคในสวนสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ปี 2558 ห้ามขายหรือบริโภคในสถานีขนส่ง, บนทาง, บนทางรถไฟ, ท่าเรือโดยสารสาธารณะ และห้ามขายรอบสถานศึกษา ตลอดจนการกำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในวันมาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา ยกเว้นการขายในร้านค้าปลอดอากรในสนามบินนานาชาติ ไปจนถึงการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยให้ขายได้แค่เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น. และในปี 2561 ห้ามขายด้วยวิธีการใช้เครื่องจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านสะดวกซื้อ หลังจากมีเคสของการขายเบียร์สดในร้านสะดวกซื้อเกิดขึ้น ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-479409

จำนวนผู้อ่าน: 37

19 มิถุนายน 2020

2 นคราอสังหาฯ บิ๊กแบรนด์เมืองกรุง ปะทะ ทุนเจ้าถิ่นต่างจังหวัด

Photo by Mladen ANTONOV/AFP ดีเวลอปเปอร์แข่งขันกันเอง ผลประโยชน์ย่อมตกกับผู้ซื้อปฏิบัติการมาราธอนบนช่องทางออนไลน์ นำเสนอผลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 26 จังหวัดของ “REIC-ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ธนาคารอาคารสงเคราะห์” ลากยาว 4-11 มิถุนายน 2563 ปิดฉากลง รายละเอียดดีมานด์-ซัพพลาย ณ ครึ่งปีหลัง 2562 ไม่มีอะไรพลิกโผในเมื่อตลาดใหญ่คือเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 6 จังหวัดเป็นช่วงขาลง อีกตลาดที่มัดรวม 20 จังหวัดจำแนกได้เป็น 6 ภูมิภาคย่อมไม่อาจฝืนแรงโน้มถ่วงไปได้ ผลกระทบในปี 2562 นอกจากสารพัดปัจจัยลบจากเทรดวอร์ เงินบาทแข็งค่า กำลังซื้อตกต่ำแล้ว ยังมีมาตรการ LTV-loan to value แบงก์ชาติบังคับเงินดาวน์ 20% ในการขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เพราะต้องการตอนนักเก็งกำไร ปรากฏว่าเดี้ยงไปทั้งตลาด ทั้งนี้ “ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เจ้าของผลงาน “สองนคราประชาธิปไตย” วิเคราะห์แง่มุมทางรัฐศาสตร์การเมืองที่มีคนอยู่ 2 นครก็คือ กลุ่มนครเมืองหลวง กับกลุ่มนครจังหวัดในภูมิภาค บทสรุปสุดท้ายบอกว่า คนต่างจังหวัดเลือกตั้งรัฐบาล คนกรุงโค่นรัฐบาล วันนี้หยิบโมเดลความเป็น “สองนคราฯ” ในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มานำเสนอ เพื่อร่วมกันค้นหาคำตอบว่าใครกันแน่ที่ควบคุมตลาดในหัวเมืองภูมิภาค ระหว่างทุนเมืองกรุงกับเจ้าถิ่นประจำจังหวัด บิ๊กดาต้าเมืองกรุง+6 ภูมิภาค “ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์” ผู้ตรวจการ ธอส. และรักษาการผู้อำนวยการ REIC เปิดเวทีด้วยบิ๊กดาต้าก้อนใหญ่ ภาพรวมซัพพลายบ้านจัดสรรและอาคารชุด ณ ครึ่งปีหลัง 2562 มีซัพพลายสะสมรวมกัน 355,145 หน่วย อันดับ 1 ของประเทศคือ 6 จังหวัดของกรุงเทพฯ-ปริมณฑล (นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร) ครองส่วนแบ่งตลาด 59.1% จำนวน 209,868 หน่วย อันดับ 2 เป็นสถิติของพื้นที่ภาคตะวันออก 3 จังหวัดที่เรียกว่าโซน EEC (ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) สัดส่วน 22.2% ซัพพลายรวม 78,780 หน่วย อันดับ 3-4 ส่วนแบ่งตลาดเท่ากันคือ 5% ต่างกันที่ซัพพลาย โดยอันดับ 3 ภาคใต้ 4 จังหวัด (ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช) มีซัพพลาย 17,928 หน่วย อันดับ 4 ภาคเหนือ 4 จังหวัด (เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก ตาก) ซัพพลายรวมกัน 17,843 หน่วย อันดับ 5 ภาคอีสาน 5 จังหวัด (นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี มหาสารคาม) ครองส่วนแบ่งตลาด 4.2% ซัพพลายรวม 14,853 หน่วย อันดับ 6 ภาคกลาง 2 จังหวัด (พระนครศรีอยุธยา สระบุรี) สัดส่วน 2.6% ซัพพลายรวม 9,078 หน่วย อันดับ 7 ภาคตะวันตก มีส่วนแบ่งตลาด 1.9% ซัพพลายรวม 6,795 หน่วย ทั้งนี้ จับสถิติมาเรียงใหม่พบว่า ส่วนแบ่งตลาด 20 จังหวัดอยู่ในมือของผู้ประกอบการท้องถิ่นสัดส่วน 73-100% ในขณะที่เป็นการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่จากกรุงเทพฯสัดส่วน 0-27% (ดูตารางประกอบ) ส่งออกหดทุบชลบุรีเดี้ยงหนัก บิ๊กดาต้ารัว ๆ โฟกัสโซน EEC “ชลบุรี” มีบ้านและคอนโดมิเนียมอยู่ระหว่างขาย 675 โครงการ รวม 50,655 หน่วย มูลค่า 176,116 ล้านบาท เทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2562 เพิ่มขึ้น 1.8% มีโครงการเปิดขายใหม่เพียง 6,593 หน่วย มียอดขายใหม่ 6,270 หน่วย ลดลงจากครึ่งปีแรก -27.5% มีหน่วยเหลือขาย 44,385 หน่วย เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก 8% มูลค่ารวม 155,838 ล้านบาท ในด้านอัตราดูดซับหรืออัตราขายได้ลดต่ำลงอยู่ที่ 2.1% คาดว่าปี 2563 จะสาละวันเตี้ยลงเหลือ 1.1-1.3% “ภาพรวมอสังหาฯชลบุรีได้รับผลกระทบมากกว่ากรุงเทพฯ เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจพึ่งพิงอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโควิดค่อนข้างรุนแรง ความมั่นใจและกำลังซื้อของผู้บริโภคในชลบุรีลดลง เช่น มีการปิดโรงงานอุตสาหกรรม หรือลดโอทีพนักงาน” ภูเก็ตอัตราขายเหลือ 1.1-1.8% “ภูเก็ต” มีซัพพลาย 133 โครงการ รวม 9,291 หน่วย ลดลง -13.5% จากครึ่งปีแรก 2562 อัตราดูดซับลดเหลือ 2.8% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่มีอัตราดูดซับเฉลี่ย 4.4% รวมทั้งต่ำกว่าสถิติครึ่งปีแรก 2562 ที่มีอัตราดูดซับ 3.5% แนวโน้มปี 2563 คาดว่ามีที่อยู่อาศัยเหลือขาย 8,966 หน่วย มีโครงการเปิดขายใหม่ 2,700 หน่วย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปีที่มีการเปิดขายปีละ 4,800 หน่วย ทำให้คาดว่าปีนี้อัตราดูดซับจะลดทุกกลุ่มสินค้าเหลือ 1.1-1.8% 3 จังหวัดใต้ทาวน์เฮาส์รอดตัว “สงขลา” มีซัพพลาย 127 โครงการ รวม 3,822 หน่วย มีหน่วยขายได้ใหม่ 768 หน่วย เหลือขาย 3,054 หน่วย มูลค่า 11,739 ล้านบาท หน่วยสร้างเสร็จเหลือขาย 599 หน่วย มูลค่า 2,262 ล้านบาท อัตราดูดซับเพิ่มขึ้น 3.3% เทียบกับครึ่งปีแรก 2562 แนวโน้มปี 2563 คาดว่าอัตราดูดซับจะลดต่ำลงทั้งคอนโดฯและบ้านจัดสรร แต่สถานการณ์ไม่น่ากังวลเพราะ inventory มีไม่มากนัก “สุราษฎร์ธานี” มีซัพพลาย 89 โครงการ รวม 3,188 หน่วย มีหน่วยขายได้ใหม่ 237 หน่วย หน่วยเหลือขายมี 2,951 หน่วย มูลค่า 9,334 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 2,767 หน่วย มูลค่า 8,743 ล้านบาท อาคารชุด 184 หน่วย มูลค่า 591 ล้านบาท แนวโน้มปี 2563 คาดว่าอัตราดูดซับจะทรงตัว หน่วยเหลือขาย 3,421 หน่วย เพิ่มขึ้นจากครึ่งแรกของปี 2562 ซึ่งมีจำนวน 3,259 หน่วย โดยทาวน์เฮาส์-บ้านแฝดทำยอดขายได้ดีกว่าบ้านเดี่ยว “นครศรีธรรมราช” มีซัพพลาย 35 โครงการ รวม 1,627 หน่วย ขายได้ใหม่ 86 หน่วย เหลือขาย 1,541 หน่วย มูลค่า 6,164 ล้านบาท แนวโน้มปี 2563 คาดว่าอัตราดูดซับทรงตัวที่ 1,620 หน่วย เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมี 1,601 หน่วย เทรนด์ตลาดจะสอดคล้องกับจังหวัดสุราษฎร์ธานีกล่าวคือ สินค้าทาวน์เฮาส์กับบ้านแฝดขายดีกว่าบ้านเดี่ยว โคราช-ขอนแก่นซัพพลายท่วม “นครราชสีมา” มีซัพพลาย 129 โครงการ รวม 6,876 หน่วย มูลค่า 24,805 ล้านบาท ลดลงจากช่วงครึ่งปีแรก -0.9% โดยมีโครงการเปิดขายใหม่เพียง 1,291 หน่วย แบ่งเป็นอาคารชุด 104 หน่วย บ้านจัดสรร 1,187 หน่วย มีซัพพลายสร้างเสร็จพร้อมโอน 1,442 หน่วย มูลค่า 5,552 ล้านบาท แนวโน้มปี 2563 คาดว่ามีการเปิดขายใหม่ 1,100 หน่วย ส่วนใหญ่เป็นบ้านจัดสรร และคาดว่าเหลือขาย 6,755 หน่วย คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงมาอยู่ที่ 5,942 หน่วย มูลค่า 11,293 ล้านบาท หน่วยลดลง -7.5% มูลค่าเพิ่มขึ้น 2.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งมีมูลค่า 10,152 ล้านบาท “ขอนแก่น” มีซัพพลาย 79 โครงการ รวม 4,031 หน่วย ขายได้ใหม่ 435 หน่วย มูลค่า 1,268 ล้านบาท ลดลง -41.1% เทียบกับครึ่งปีแรก 2562 แต่เพิ่มขึ้น 10.4% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 ในด้านอัตราดูดซับ 1.8% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปี และต่ำลงต่อเนื่องเทียบกับครึ่งปีแรก 2562 ที่มีอัตราดูดซับ 3.1% แนวโน้มปี 2563 คาดว่าเหลือไม่เกิน 1.0 % โครงการเปิดใหม่ไม่เกิน 600 หน่วย แต่มีซัพพลายคงค้างทำให้ตลาดรวมชะลอตัว อุดร-อุบล-สารคามประคองตัว “อุดรธานี” มีซัพพลาย 44 โครงการ รวม 1,727 หน่วย ขายได้ใหม่ 177 หน่วย เหลือขาย 1,550 หน่วย มูลค่า 6,092 ล้านบาท เป็นบ้านจัดสรร 1,410 หน่วย มูลค่า 5,792 ล้านบาท, อาคารชุด 140 หน่วย มูลค่า 300 ล้านบาท แนวโน้มปี 2563 ภาพรวมทรงตัวโดยมีอาคารพาณิชย์ประเภทเดียวที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี อยู่ที่ 2.3% ในขณะที่หน่วยเหลือขายทุกประเภทจะมีจำนวน 1,587 หน่วย “อุบลราชธานี” มีซัพพลาย 42 โครงการ รวม 1,464 หน่วย ขายได้ใหม่ 201 หน่วย เหลือขาย 1,263 หน่วย มูลค่า 3,727 ล้านบาท อัตราดูดซับลดเหลือ 2.3% เทียบกับช่วงครึ่งปีแรก 2562 ที่มีอัตราดูดซับ 3.3% แนวโน้มปี 2563 คาดว่าเหลือขาย 1,343 หน่วย คาดว่าโอน 1,992 หน่วย มูลค่า 3,303 ล้านบาท “มหาสารคาม” มีซัพพลาย 21 โครงการ รวม 755 หน่วย ขายได้ใหม่ 88 หน่วย เหลือขาย 667 หน่วย มูลค่า 1,786 ล้านบาท อัตราดูดซับแม้เพิ่มสูงจากปี 2561 อยู่ที่ 1.9% แต่ภาพรวมยังทรงตัว แนวโน้มปี 2563 คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเหลือขาย 688 หน่วย เชียงใหม่สต๊อก 3.5 หมื่นล้าน “เชียงใหม่” มีซัพพลาย 11,465 หน่วย เพิ่มขึ้น 7% จากครึ่งปีแรก 2562 และลดลง -0.6% จากช่วงเดียวกันของปี 2561 แบ่งเป็นอาคารชุด 2,582 หน่วย สัดส่วน 22.5% บ้านจัดสรร 8,883 หน่วย สัดส่วน 78.5% เป็นซัพพลายใหม่ 1,554 หน่วย เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก 22.7% แต่ลดลง -43.5% จากครึ่งปีหลัง 2561 มีหน่วยขายได้ใหม่ 2,316 หน่วย มูลค่า 7,394 ล้านบาท หน่วยเหลือขายสะสมมี 9,149 หน่วย มูลค่า 35,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากครึ่งปีแรก 2562 และเพิ่ม 2.7% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 เป็นอาคารชุด 1,935 หน่วย มูลค่า 6,468 ล้านบาท บ้านจัดสรร 7,214 หน่วย มูลค่า 28,958 ล้านบาท เชียงรายอัตราดูดซับเหลือ 0.4% “เชียงราย” มีซัพพลาย 3,009 หน่วย เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ 56.1% และเพิ่มขึ้น 115.7% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 หน่วยสร้างเสร็จเหลือขายมีจำนวน 2,710 หน่วย อัตราดูดซับปี 2563 เทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2561-2562 อาคารชุดแนวโน้มลดเหลือ 0.4% จากค่าเฉลี่ย 1%, ทาวน์เฮาส์ลดเหลือ 0.8% จากค่าเฉลี่ย 1.7%, บ้านเดี่ยวลดเหลือ 0.5% จากค่าเฉลี่ย 0.7%, บ้านแฝดลดเหลือ 0.5% จากค่าเฉลี่ย 0.9% พิษณุโลก-ตากกำลังซื้อวูบ “พิษณุโลก” มีซัพพลาย 2,595 หน่วย ลดลงจากครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ -0.8% และเพิ่มขึ้น 17.6% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 หน่วยสร้างเสร็จเหลือขายมี 2,461 หน่วย เป็นบ้านจัดสรร 2,093 หน่วย มูลค่า 6,084 ล้านบาท อาคารชุด 368 หน่วย มูลค่า 551.1 ล้านบาท “ตาก” มีซัพพลาย 774 หน่วย เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ 62.6% และเพิ่มขึ้น 81.3% เทียบกับครึ่งปีหลัง 2561 ในด้านหน่วยสร้างเสร็จเหลือขายมีจำนวน 736 หน่วย แนวโน้มการโอนปี 2563 คาดว่ามี 751 หน่วย หดตัว -11.6% จากปี 2562 มูลค่าการโอน 1,275 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% จากปี 2562 “ภาพรวม 4 จังหวัดภาคเหนือเศรษฐกิจหลักอิงกับธุรกิจท่องเที่ยวและการค้าชายแดน ทำให้รับผลกระทบจากโควิดชัดเจน มีหน่วยเหลือขายค่อนข้างมาก ขณะที่ยอดขายไม่เข้าเป้าแรงกระตุ้นจากคนนอกพื้นที่ และลูกค้าต่างชาติก็หายไป” ดร.วิชัยกล่าวสรุป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-479118

จำนวนผู้อ่าน: 35

19 มิถุนายน 2020

ไฟเขียว…ลูกค้า “นั่งดริงก์” ร้านอาหารคึกคักรับขาขึ้น

คอลัมน์ จับกระแสตลาด จะเรียกว่าคึกคักขึ้นทันตาเห็นเลยทันทีก็คงไม่ผิดนัก สำหรับบรรดาผู้ประกอบการร้านอาหารที่เริ่มมีลูกค้าทยอยเข้าไปใช้บริการอย่างหนาตาตั้งแต่ช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 มิถุนายน) และยังต่อเนื่องมาถึงช่วงเย็นย่ำค่ำวันเสาร์-อาทิตย์ หลังจากที่ นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ารแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ว่า ศบค. การอนุญาตให้กิจกรรมเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต ให้ภัตตาคาร สวนอาหาร โรงแรม และร้านอาหาร สามารถจำหน่ายสุราและนั่งดื่มในร้านได้ ส่วนสถานบริการ ผับ บาร์ และคาราโอเกะ ยังไม่อนุญาตเปิดบริการ ถัดมาเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร เพื่อวางมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 รองรับการผ่อนปรนในระยะที่ 4 ซึ่งจะมีผลในวันที่ 15 มิ.ย.เป็นต้นไป โดยในส่วนของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภัตตาคาร สวนอาหาร ศูนย์อาหาร โรงแรม ร้านอาหารทั่วไป สามารถทำได้ แต่ต้องไม่เกินเวลา 24.00 น. และไม่อนุญาตให้แสดงดนตรีสด ขณะที่สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ยังไม่อนุญาตเปิดดำเนินการ ด้าน แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ย้ำว่า ทั้งนี้ ร้านอาหารก็ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 โดยเฉพาะเรื่องของการสวมหน้ากาก จัดจุดล้างมือ ทำความสะอาดบ่อย ๆ การเว้นระยะห่าง และการไม่ให้แออัด โดยจำกัดจำนวนบุคคลภายในร้าน โดยพิจารณาว่าร้านสามารถรองรับคนได้เท่าไร และผู้เข้ารับบริการต้องไม่เกินตามจำนวนที่กำหนดไว้ และต้องลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์มไทยชนะ อย่างไรก็ตาม ศบค.ยังให้งดกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกรูปแบบ เช่น โปรโมชั่นลดราคา ขายพ่วง พนักงานเชียร์เบียร์โฆษณา และให้งดการจำหน่ายและบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เช่น ชายหาด สวนสาธารณะของทางราชการ ฯลฯ ปลดล็อก…”ตัวช่วย” ร้านอาหาร” ธนิวรรณ กุลมงคล” นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปลดล็อกเฟส 4 ที่อนุญาตให้ลูกค้านั่งดื่มกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร้านอาหารน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น แม้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า-เบียร์ จะเป็นสัดส่วนรายได้เพียง 15-20% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับผับบาร์ นอกจากนี้ ยกเลิกเคอร์ฟิว ที่เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนนี้ ยังจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ร้านอาหารต่าง ๆ สามารถจะขยายเวลาบริการได้นานขึ้น ลูกค้านั่งทานในร้านได้นานขึ้น นอกจากร้านจะมีรายได้เพิ่มแล้ว ขณะเดียวกันก็จะทำให้ซัพพลายเชน หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับร้านอาหารค่อย ๆ ฟื้นตัวดีขึ้น สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากผู้ประกอบการร้านอาหารรายใหญ่รายหนึ่ง ที่แสดงความเห็นหลังจากทราบข่าวว่า ทางการอนุญาตให้ลูกค้าสามารถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านได้ว่า จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยดึงให้คนออกมาใช้จ่ายเพิ่มได้บ้าง และเบื้องต้นรายได้หรือยอดขายของร้านจะมีเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง และคงไม่เท่ากับหรือไม่เหมือนเดิมกับก่อนหน้านี้ เนื่องจากยังมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องของความกังวลกับโควิด-19 เวลาการให้บริการ รวมถึงการระมัดระวังการจับจ่ายจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัว และกำลังซื้อที่ไม่ดีนัก “การปลดล็อกดังกล่าวจะส่งผลในแง่ของการทำให้ซัพพลายเชนของธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเริ่มมีการขยับตัว เริ่มมีความเคลื่อนไหว และจะช่วยให้วงจรเศรษฐกิจเริ่มค่อย ๆ กลับมาหมุนได้อีก และคาดว่าแนวโน้มจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ” เหล้า-เบียร์ ค่อย ๆ ฟื้นตัว แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ แสดงความเห็นว่า การอนุญาตให้ร้านอาหารที่มีใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับมาขายเหล้าเบียร์ได้ และอนุญาตให้ลูกค้านั่งดื่มกินในร้านได้ สำหรับบริษัทเหล้า-เบียร์ ในแง่ของยอดขายคงเป็นอะไรที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด ประกอบกับยอดขายจากช่องทางดังกล่าวยังถือเป็นสัดส่วนรายได้ที่ไม่มากนัก หรือประมาณ 10-15% เท่านั้น จึงเชื่อว่าทุกคนคงจะยังไม่นำตัวเลขนี้มาใช้ประกอบแผนการผลิต แผนการตลาด ในภาพรวม และจะต้องรอดูสถานการณ์ไปอีกสักระยะจนกว่าจะมั่นใจ “มาตรการนี้จะช่วยให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยโดยรวม ๆ ดูดีขึ้น มีความคึกคักมากขึ้น ที่สำคัญคือ จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ซัพพลายเชนของธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับร้านอาหารมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ซัพพลายเชนสะดุดไปและหลาย ๆ ธุรกิจได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก” ด้านผู้บริหารระดับสูงบริษัทผู้นำเข้าและจำหน่ายสุราต่างประเทศรายใหญ่ กล่าวในเรื่องนี้ว่า การที่ภาครัฐยังไม่ปลดล็อก สถานบันเทิง ผับบาร์ ย่อมมีผลกระทบกับตลาดเหล้านอกเป็นธรรมดา เนื่องจากช่องทางนี้ถือเป็นช่องทางหลักของสุราต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หวังว่าหลังจากนี้ไปทางการคงจะพิจารณาปลดล็อกกิจการที่มีความเสี่ยง หรือกิจการที่อยู่ในโซนแดง “การปลดล็อกในเฟส 4 ดังกล่าวจะเป็นผลในเชิงจิตวิทยาที่กระตุ้นให้คนออกมาใช้จ่ายดื่มกินมากขึ้น ร้านอาหารจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เหล้าเบียร์จะมีตัวเลขที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ก็คงไม่เหมือนกับช่วงก่อนหน้าที่จะมีโควิด-19” การปลดล็อกเฟส 4 ที่เกิดขึ้น ในทางปฏิบัติอาจจะไม่ทำให้รายได้หรือยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนัก แต่อีกด้านหนึ่งก็ช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดีขึ้น จากนี้ไป ซัพพลายเชนที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ จะค่อย ๆ ฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น และคาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไม่ช้านี้ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-479326

จำนวนผู้อ่าน: 39

19 มิถุนายน 2020

สาระน่ารู้