สาระน่ารู้

ธุรกิจและเทคโนโลยี

เอ็มเฟคลงสนามแมชชีนเลิร์นนิง

เปิดตัว "เอ็มดีเฟนซ์” ช่วยธุรกิจองค์กรวิเคราะห์ข้อมูล เฝ้าระวังความผิดปกติการทำงานแอพพลิเคชั่น-ภัยคุกคาม มุ่งเจาะองค์กรขนาดใหญ่ กลุ่มโทรคมนาคม การเงิน ค้าปลีก นายธนกร ชาลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ(ซีโอโอ) บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด(มหาชน) หรือ เอ็มเฟค กล่าวว่า ดึงเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิงเข้ามาช่วยเพิ่มจุดต่างบริการด้านไอที มองว่าฐานธุรกิจเดิมบริการให้คำปรึกษา พัฒนา และวางระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงเครือข่ายงานเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับบริษัทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่มีการแข่งขันที่รุนแรง โอกาสถดถอยลงได้ ดังนั้นไม่อาจพึ่งพาเพียงการซื้อมาขายไป และจำต้องสร้างธุรกิจที่มีมูลค่า เปลี่ยนแปลงพร้อมสร้างการเติบโตด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ล่าสุด พัฒนาโซลูชั่น “เอ็มดีเฟนซ์ เดอะ ฟิวเจอร์ ออฟ อินเทลลิเจนท์ โปรเทคชัน(mDefense - The Future of Intelligent Protection)" ที่ใช้เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิง(Machine Learning) ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในการทำนายและแจ้งเตือนล่วงหน้า สามารถป้องกันการเกิดผลกระทบต่อแอพพลิเคชั่นภายในองค์กรเป็นเจ้าแรกของไทย เอ็มดีเฟนซ์ พัฒนาต่อยอดจากซิสโก้ เททเทรชัน แพลตฟอร์ม(Cisco Tetration Platform) โดยบริษัท ซิสโก้ เปรียบเสมือนถังข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับเก็บบันทึกเหตุการณ์การใช้งานโครงข่ายและข้อมูลการใช้งาน ขณะเดียวกันเป็นกล้องวงจรปิดขององค์กรที่สามารถนำมาดูย้อนหลังเพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ที่ผิดปกติของการใช้งานในโครงข่ายภายใน “บริการนี้นับว่าเป็นโซลูชั่นที่มีความชาญฉลาดสามารถจดจำ เรียนรู้พฤติกรรม ทั้งกับสภาวะปกติอย่างการใช้งานทั่วไป และไม่ปกติ เช่น การโจมตีของภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไวรัสเรียกค่าไถ่ หรือแรนซัมแวร์ โดยจะวิเคราะห์พฤติกรรมที่อาจส่งผลในด้านลบเป็นภัยคุกคาม หรือเสี่ยงต่อการทำให้เกิดความเสียหายให้ระบบ” นอกจากนี้ สามารถต่อยอดไปทำเป็นพรีดิกชั่น(Prediction) หรือการคาดการณ์เพื่อป้องกันผลกระทบอื่นที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจ โดยผลการวิเคราะห์ที่ได้จะส่งไปยังผู้ดูแลระบบให้สามารถอ่านและดูรายละเอียดจากจอแดชบอร์ด(dashboard) ได้ชัดเจน เข้าใจง่ายต่อการแก้ไขและวางแผนป้องกันความเสียหายได้ทันท่วงที อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของภัยคุกคามใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ส่วนขั้นถัดไปอาจมีการพัฒนาไปถึงการให้คำแนะนำแก่ผู้ดูแลระบบว่าควรใช้วิธีใดในการแก้ปัญหา สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลัก มุ่งเจาะกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่อุตสาหกรรมโทรคมนาคม และที่กำลังเติบโตได้ดีเช่น การเงิน ประกันภัย พร้อมเพิ่มโฟกัสกลุ่มเอ็นเตอร์ไพรซ์ ค้าปลีก และเฮลธ์แคร์ซึ่งระยะหลังมานี้เห็นได้ว่าตื่นตัวอย่างมากกับการลงทุนไอทีเพื่อรองรับการมาของสังคมผู้สูงอายุ "เอ็มดีเฟนซ์เหมาะกับกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีแอพพลิเคชั่น ซอฟต์แวร์ เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหากระบบแอพเกิดความผิดปกติ ถูกโจมตี หรือมีข้อบกพร่องจะเกิดความเสียหายอย่างมากต่อธุรกิจ บริษัทตั้งเป้าไว้ว้า ภายในสิ้นปี 2562 โซลูชั่นดังกล่าวจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท" ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/807443

จำนวนผู้อ่าน: 1763

12 กรกฎาคม 2018

ธุรกิจและเทคโนโลยี

“GAME CHANGER” เปลี่ยนอนาคต 5 กูรูเศรษฐกิจ เผยเกมธุรกิจใหม่ ปรับตัวก่อนถูกดิสรัปชั่น !

ธุรกิจและเศรษฐกิจโลกยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง และมีเหตุการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาธุรกิจทั่วโลกได้พบกับความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งจากการลบล้างการดำเนินธุรกิจแบบเดิม ๆ (Disruption) การก่อกำเนิดธุรกิจในแนวทางใหม่ (Start Up) ส่งผลให้ “รูปแบบ-แลนด์สเคป” ของโลกธุรกิจเปลี่ยนไป แม้แต่ธุรกิจใหญ่ ๆ ไม่สามารถยืนอยู่บนฐานที่มั่นของตัวเองได้ เพราะมีคู่แข่งหน้าใหม่ที่คาดไม่ถึงเข้ามาแย่งลูกค้าแบบไม่ทันตั้งตัว     “หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ” จัดงานสัมมนาสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “GAME CHANGER…เกมใหม่ เปลี่ยนอนาคต” ในวาระครบรอบ 42 ปี ที่จัดขึ้นในวันนี้ (23 พ.ค.) ประเทศไทยเป็น rising star ของภูมิภาค นักลงทุนมาไม่ขาดสาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า 2 วันที่แล้วสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาตรา 1 เป็นตัวเลขที่ดีแน่นหนาน่าพอใจ จีดีพีเติบโตร้อยละ 4.8 ไม่ได้ดีแค่ดัชนีหรือสองดัชนี เครื่องยนต์ทุกตัวติด ตัวเลขที่ดี ตัวเลขภาคเกษตร 6.5 หมายความว่าจากที่เคยหดตัวมานาน ตอนนี้เริ่มโตขึ้นมา เงินที่หล่อเลี้ยงชนบทก็จะมีมากขึ้น ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนซึ่งแต่เดิมพยายามผลักดันตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เอกชนเริ่มมั่นใจที่จะลงทุน เพราะโตถึงร้อยละ 3.1 ในภาคอุตสาหกรรมนอกจากการผลิตโต 3.7 แต่ตัวอัตราการใช้กำลังการผลิตโตถึง 7.2 เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดจะเป็นจุดหมุนของเศรษฐกิจทุกภาคส่วน “ส่งออกคงไม่ต้องพูดถึง เดือนที่แล้วโตขึ้นมาร้อยละ 12 กว่า ตุนคะแนนไว้แล้ว ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศขอให้มั่นใจ เราจับมากับมือเรารู้ ประเทศไทยเป็น rising star ของภูมิภาค นักลงทุนมาไม่ขาดสายวานนี้กูเกิลมาเอง สัปดาห์ที่แล้วเกาหลีใต้มา เป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการลงทุนของต่างประเทศ ส่วนการใช้จ่ายในภาครัฐบาลแม้ที่ผ่านมายังไม่คล่องตัวเท่าที่ควร แต่ถ้ามีโอกาสได้ฟังคุยใน ครม. อาจมีกฎหมายทำให้ ข้าราชการไม่กล้าผลีผลามใช้จ่าย แต่ไม่นานจะเข้ารูปเข้ารอย การท่องเที่ยว รายได้โตถึงร้อยละ 20 นักท่องเที่ยวโตขึ้นมาร้อยละ 15 ท่องเที่ยวจะเป็น sector หลัก ด้วยตัวแปรดัชนีที่เป็นสาหลัก ตัวเลขประกาศออกมาถ้าไม่มีปัจจัยมาขัดขวาง ความเชื่อของคนจะมีมากขึ้นแน่นอน การจะจับจ่ายมาก ต่างประเทศก็ลงทุนมากขึ้น ทุกอย่างจะออกผล ตัวเลขจีดีพี 4.8 เป็นตัวเลขที่ดี ดีใจไหม ก็แน่นอนทุกคนก็ต้องดีใจ แต่ไม่แปลกใจ เพราะเป็นสิ่งที่พยายามมานานแล้ว เพียงแต่จะออกมาเมื่อไหร่” นายสมคิด กล่าว ซัดไม่มีรัฐบาลไหนที่ทำความรวยกระจายออกไป สมคิดกล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไปได้ดีพอสมควรขอให้เชื่อมั่น และอยากให้ทุกฝ่ายรักษาโมเมนตัมนี้ให้ดี จะทำให้เราโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสองปีที่ผ่านมาขนาดจีดีพีขยายขึ้นมา 2 ล้านล้าน ใช่ความว่ามั่งคั่งของประเทศหรือไม่ เมื่อความมั่นคั่งเกิด ทุกภาคส่วนต้องทำให้ความมั่งคั่งก่อตัวมากขึ้นและยั่งยืน เมื่อความมั่งคั่งลงไปถึงเกษตรกร คนยากคนจน คนที่ใช้แรงงาน ได้มีโอกาสสัมผัส เป็นหน้าที่ของรัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลนี้ คำว่ารวยกระจุก มันเป็นมานานแล้วไม่มีรัฐบาลไหนที่ทำโครงสร้างเศรษฐกิจให้รวยกระจายออกไป แต่ถ้าดูสิ่งที่เราทำมาตลอด ไม่ใช่ไม่พยายาม ที่มีคำพูดหลายอย่างว่าเราทำหลายอย่างเอื้อธุรกิจไม่เอื้อคนยากคนจนเกษตรกร จริงหรือว่าเท็จ ถ้าภาคเกษตรโตถึง 6.5 เกษตรกรไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยหรือ ถ้าหากว่าอัตราการผลิต การใช้กำลังการผลิตโตขึ้นมา 7.2 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีผลเลยเหรอการซื้อวัตถุดิบ การจ้างงานในโรงงาน การลงทุนจากต่างประเทศไม่มีผลจากการจ้างงานเลยหรือ ต่างประเทศที่มาลงในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อให้เป็นพื้นฐานต่อไปในคนรุ่นข้างหน้า ไม่ได้มีผลต่อประชาชนรากหญ้า เกษตรกร เลยหรือ การที่ลงสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ไทยนิยมยั่งยืน เพื่อใคร ไม่ได้ประโยชน์กับคนยากคนจนเลยหรือ “ถ้าเราทำใจให้เป็นธรรม ดูสิ่งที่ทำ รัฐบาลพยายามทำมาตลอด เมื่อมีโอกาสขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดิน การบริหารต้องเพื่อคนส่วนใหญ่ เพื่อคนที่ด้อยกว่าเรา ตัวเลขที่ขึ้นมานั้นดี แต่จะให้เป็น inclusive growth ครอบคลุมชนชั้นล่าง ชั้นกลาง ถ้าดัชนีตลาดหุ้นขึ้นมา 4.4 ล้านล้านต่อปี ถามว่าคนชั้นกลางไม่ได้ประโยชน์ตรงนี้เลยหรือ เราพยายามมากแล้วและจะพยายามต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเวลาจะหมด ยอมอดทน ยอมฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่จะมีสติของเราเองว่าถ้าผมบริหารเศรษฐกิจจะไม่บริหารตามใจคน ผมมองว่าอนาคตต้องเป็นอย่างไรและจะเปลี่ยนสิ่งนั้นเพื่ออนาคต ไม่ใช่เพื่อคนรุ่นนี้แต่เพื่ออนาคตคนรุ่นหน้า รัฐบาลถึงเวลาก็ไป ดังนั้น สิ่งที่เคยพูดเมื่อ 3ปีที่แล้วเข้ามาพร้อมกับทีมเศรษฐกิจ 1.เข้ามาไม่ให้มันทรุด จะทรุดอยู่แล้วชีพจรเต้นต่ำ ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป 2.ปฏิรูป อย่าให้พลาดโอกาสในครั้งนี้ เมื่อปี 2548 คล้ายๆ อย่างนี้ทุกอย่างดีหมด แต่พลาดโอกาสปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้เข้มแข็งเอื้อคนส่วนใหญ่ให้ได้แต่เราพลาด ครั้งนี้ไม่พลาดโอกาส ร่วมกันทุกคนให้ก้าวข้ามช่วงเวลาเหล่านี้ให้ได้” นายสมคิด กล่าว 5 ตัวแปร Game Changer สมคิดกล่าวต่อว่า เสาหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เป็นเสาหลักต่อไป มี 5 สิ่ง ตัวแปรแรก คือ Value driven ภาคการผลิตและบริการ โดยการสร้างคุณภาพ มาตรฐาน เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดนวัตกรรม ดีไซน์ ตัวแปรตัวที่สอง คือ เศรษฐกิจของผู้ประกอบการรายใหม่ (Entrepreneur Economy) คนหนุ่มสาว เพื่อให้เป็น Inclusive Growth อย่างยั่งยืน สร้างระบบ Ecosystem ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และทุกภาคส่วนไปดูว่าจะทำอย่างไรให้ไทยเป็นประเทศที่เรียกว่า Start Up Nation ที่แท้จริง ตัวแปรตัวที่สาม สำคัญอย่างยิ่ง คือ ดิจิทัล โดยการสร้าง Partner ทั้งจีน ญี่ปุ่นและยุโรป อเมริกา ฉะนั้นนโยบายหลักของกระทรวงอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้เป็นดิจิทัลให้ได้ เพื่อไม่ให้ตกโลก เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพบผู้บริหารบริษัท Google รับผิดชอบภาคพื้นแปซิฟิกจะร่วมกับบริษัทไทยทำโครงการ Google for Thailand เพื่ออบรมคนให้สามารถใช้อินเตอร์เน็ต เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กมีความรู้ในการสร้างธุรกิจขึ้นมาผ่านแพลตฟอร์มก้าวขึ้นเป็น Start Up ตัวแปรตัวที่สี่ คือ Service Sector การสร้าง New Frontier ขึ้นมา เพื่อสร้างธุรกิจเล็ก ๆ ใน Value Chain ของภาคการท่องเที่ยวได้ เมื่อก่อนภาคบริการภาคเล็ก การท่องเที่ยวเป็นตัวแถม ปัจจุบันภาคการผลิตเล็กกว่าภาคบริการ ภาคเอกชนต้องเข้ามาร่วมกันสนับสนุน ถ้าไม่ทำจะประสบกับปัญหาการจ้างงานเพราะในอนาคตจะเข้าสู่การใช้เครื่องจักรและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น   ตัวแปรที่ห้า คือ City State ประเทศไทยที่รวยกระจุกเพราะไม่มีเมืองใหญ่ในหลายจังหวัด จึงเป็นเหตุผลของการจัดสรรงบประมาณงบประมาณกลุ่มจังหวัด การท่องเที่ยวเมืองรอง การตัดถนน การสร้างรถไฟเพื่อสร้างกิจกรรมจากการท่องเที่ยว ทั้งหมดเป็น Real Game Changer ทุกอย่างตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานข้อเดียว คือ ประเทศไทยต้องโดดเด่น โดยการเป็น Game Changer สร้างเกมด้วยตัวเอง เป็นศูนย์กลางของ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์และเวียดนาม) ภายใน 5 ปีต้องเป็น Growth Area ประเทศไทยต้อง Set Game ด้วยตัวเอง “แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อตัวเราเอง เรากำลังกลายเป็นสังคมที่ขาดความเชื่อถือซึ่งกันและกัน เวลาเราอ่านเฟซบุ๊กน่ากลัวมาก กลุ่มหนึ่งก็จะเกลียดชังอีกกลุ่มหนึ่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา เป็นสังคมที่แตกแยก นี่คือสังคมทอนกำลังที่ครั้งหนึ่งนักวิชาการเคยกล่าวคำนี้ออกมาว่า สังคมไทยอย่าเป็นสังคมทอนกำลัง การปฏิรูปต้องใช้พลังมวลชนทั้งหมดที่มุ่งไปสู่ทางเดียวกัน เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณ มีคนเสียประโยชน์ มีคนไม่เข้าใจ มันต้อง move ไปข้างหน้าด้วยพลังมหาศาล ถ้าขาดความมั่นใจ ขาดความเชื่อมั่นต่อกัน คิดเพียงอย่างเดียวคือการเมืองคือการได้มาซึ่งอำนาจ ไม่ใช่อำนาจคือการบริหารเพื่อประชาชน ลักษณะเช่นนี้เป็นการทอนกำลังของประเทศ ต้องเตือนว่าอย่าให้เกิดลักษณะเช่นนี้” นายสมคิด กล่าว “อุตตม” ตั้งธงภายใน 5 ปี ไทยต้องเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ให้ทั่วโลก ด้าน อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Game Changer ประเทศไทย” ว่า เป้าหมายของประเทศไทยตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 คือการไปสู่ Thailand 4.0 นั่นคือการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ขึ้นมาให้เป็นตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในประเทศ ดึงการลงทุนที่ไม่เน้นเม็ดเงิน แต่ให้เกิดความร่วมมือเพื่อพัฒนาร่วมกันอย่างบุคลากร โดย 3 อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลชัดเจนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คือ 1.อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่กำลังก้าวไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยไทยเป็นฐานการผลิตให้กับทั่วโลก ดังนั้นเป้าหมายไม่ใช่เพียงการประกอบตัวรถ แต่ไทยจะเป็นผู้พัฒนาผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ ระบบควบคุมสำหรับ EV มั่นใจว่าภายใน 5 ปี EV ต้องเกิดในการเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ให้ได้และป้อนให้กับทั่วโลก ดังนั้นภายใต้เงื่อนไขการลงทุนต่างๆ กากติดอุปสรรคด้านใด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งบีโอไอ กระทรวงการคลัง พร้อมที่จะนำมาตรการสนับสนุนมาใช้ 2.อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ด้วยไทยขาดแคลนแรงงานและพึ่งพาแรงงานจากเพื่อนบ้านมาตลอด บวกกับการแข่งขันในหลายธุรกิจ การนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาทดแทนแรงงานจึงสำคัญ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่เริ่มปรับตัวลงทุนใช้หุ่นยนต์ในภาคการผลิตแล้ว รัฐจึงออกมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงการเร่งสร้าง ผู้สร้างระบบรวมด้านอัตโนมัติ System Integrator (SI) จากปัจจุบันมีอยู่ 400 ราย ให้เพิ่มเป็น 1,000 ราย เพื่อสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และใช้ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (Industry Transformation Center: ITC) ที่มีอยู่ 11 แห่งทั่วประเทศมาช่วยรองรับเพื่อสร้างอุตสาหกรรมต่างๆ ดันอุตสาหกรรมไบโอชีวภาพ เข้าครม.ภายในเดือนนี้ 3.อุตสาหกรรมไบโอชีวภาพ ที่จะเข้า ครม. ภายในเดือนนี้ เป้าหมายคือการนำวัตถุดิบของประเทศ อ้อย ปาล์ม ข้าว มัน เพิ่มมูลค่าไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ต่อยอดจากเกษตร ขยายพื้นที่ลงทุนจากที่ภาคตะวันออกไปยังภาคอีสาน ส่งผลให้รายได้ครัวเรือนของชาวไร่ชาวสวนเพิ่มขึ้นจาก 66,000 บาท/ครอบครัว เป็น 85,000 บาท/ครอบครัว เปิดTOR รถไฟเชื่อม 3 สนามบินพรุ่งนี้ สำหรับภาพรวมการลงทุนในขณะนี้ ต้องยอมรับว่าโครงการ EEC คือสิ่งที่รัฐบาลนำมาปัดฝุ่นต่อยอดจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเดิมเพื่อให้มีการลงทุนชุดใหม่เกิดขึ้น ดังนั้นเกมที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทยคือสิ่งนี้ การปรับตัวสู่ยุคใหม่จำเป็น ต้องมีเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อเป็นเครื่องมือปรับอุตสาหกรรม รวมถึงคนจำเป็นต้องสร้างมาเพื่อรองรับ อย่างไรก็ตามในวันที่ 24 พ.ค. 2561 เตรียมขายซองเพื่อให้นักลงทุนที่สนใจในโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา ซึ่งจะทำให้รู้กรอบของ TOR ชัดเจนขึ้น โดยสัดส่วนการถือหุ้นจะยึดตามกฎหมายไทย และพิจารณาตามรายโครงการ เมื่อโลกเปลี่ยน ผู้ใช้เปลี่ยน! ปตท.เผยกลยุทธ์ 3D Now ขณะที่ด้านอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธาน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Game Changer เกมใหม่เปลี่ยนอนาคต” ว่า ธุรกิจด้านพลังงานปัจจุบันมีการ เปลี่ยนแปลงไปพร้อมความต้องการและเทคโนโลยีที่เดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องประกอบกับความต้องการใช้พลังงานสะอาดเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อลดในเรื่องของปัญหามลพิษ โดยในหลายประเทศทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญ ขณะที่ ปตท. ต้องปรับธุรกิจให้สอดรับไปกับสิ่งที่เปลี่ยนไปโดยนำกลยุทธ์ 3D NOW เข้ามาปรับใช้ สำหรับ 3D NOW นั้น 1. Do Now เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน คือการลดต้นทุน เพื่อให้สามารถทำกำไรให้กับบริษัท เหมือนเป็นการ “รีดไขมัน” ส่วนเกินออกไปและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจเพื่อการแข่งขัน 2.Decide Now การขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่ง ปตท. มองว่าควรจะดำเนินการในทันทีโดยเฉพาะ ธุรกิจแก๊ซ พลังงานสะอาด ซึ่งปัจจุบันนอกจากความต้องการใช้มีมากขึ้น การขนส่งก็ง่ายและสะดวก สามารถส่งข้ามประเทศด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ และ3.Design Now แสวงหาธุรกิจใหม่ ซึ่ง ปตท. มีโครงการ กิจกรรมที่จะสร้างการลงทุนในเรื่องนี้เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ให้กับสายงาน อย่างไรก็ดี ทั้ง 3D Now นั้นจะต้องเดินหน้าไปพร้อมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมไปถึงการปรับธุรกิจในองค์กรเพื่อรอบรับการให้บริการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องของการใช้รถไฟฟ้าที่อนาคตที่จะต้องเข้ามาแน่นอน และการสร้างบริการแบบครบวงจรในปั้มน้ำมัน ที่ไม่ใช่เพียงการให้บริการเติมน้ำมันเพียงอย่างเดียว ซึ่งอนาคตต้องปรับเปลี่ยนทั้งแนวคิด วิธีคิดในการธุรกิจ รวมไปถึงการ ลงทุนในธุรกิจใหม่ในอนาคตต่อไปด้วย กล้าคิดต่างเพื่ออนาคต ฉบับ “มาสด้า” ส่วนชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหารบริษัท มาสด้า เซลล์(ประเทศไทย) จำกัด บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Game Changer อุตฯยานยนต์ไทย”  ว่า “Game Changer ของมาสด้าเริ่มต้นจากสิ่งที่เราคิดไม่เหมือนคนอื่น กล้าที่จะแตกต่าง ใส่ใจทุกรายละเอียด โดยมีแผนการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคตแบบเป็นขั้นเป็นตอนอย่าง “Mazda Building Block Strategy” มี 3 องค์ประกอบที่สำคัญคือ พัฒนาและนำเทคโนโลยีในอนาคตมาใช้ในกรอบเวลาที่เหมาะสม, คำนึงถึงโมเดลทางธุรกิจที่เหมาะสมทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค และ Industry Transformation การเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีที่เหมาสมแบบเป็นขั้นตอน จากเทคโนโลยีปัจจุบันสู่อนาคต กุญแจแห่งความสำเร็จ คือการคิดออกนอกกรอบ กล้าคิดต่าง ในการพัฒนาเครื่องยนต์ ทุกคนกำลังมุ่งไปพัฒนาพลังงานทางเลือกใหม่ พลังงานไฟฟ้า แต่กลับลืมไปว่า เรายังมีช่องว่างที่จะพัฒนาเครื่องยนต์เบนซินไปสู่ความสมบูรณ์แบบ คุณสมบัติเชิงความร้อน ที่จะเกิดการพัฒนาทางวิศวกรรม จนมาเป็นเทคโนโลยีสกายแอคทีฟโดยสกายแอคทีฟ คือเทคโนโลยีของรถทั่งคัน ความสมบูรณ์แบบในอุดมคติ ธีมการออกแบบยนตรกรรม เน้นความสวยงาม เคลื่อนไหวแล้วสง่างาม รูปทรงที่ดูเคลื่อนไหว แม้ดูสงบนิ่ง สำหรับอีกหนึ่งในกลยุทธ์ Game Changer ของมาสด้าคือให้ความสำคัญกับ “Customer Centric”ทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างละเอียดเเละผลิตสินค้าคุณภาพ โดยการผลิตที่พัฒนาจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ปรับจากการผลิตเพื่อเน้นปริมาณ เเละการบริหารต้นทุนสู่การผลิตเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าอย่างเเท้จริง อีกทั้งยังต้องพัฒนาการทำงานที่เชื่อมโยงทั้งระบบ Integrated Supply-Demand System พฤติกรรมเปลี่ยน! “คน” ทำให้เกิดการถูกดิสรัป ปิดท้ายด้วยนายธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Marketing Offcer ธนาคารไทยพาณิชย์ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Game Changer in Digital ERA” ว่า หากจะพูดถึงการถูกทำลาย (disruption) หลายคนคิดว่า เกิดจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยน จึงทำให้เกิดการทำลายไปสู่การเปลี่ยนแปลงในหลายอุตสาหกรรม แต่ตนมองว่า ความเป็นจริงแล้ว การถูกดิสรัปที่แท้จริงมาจาก “คน” ที่มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ทำให้หลายอุตสาหกรรมต้องปรับตัว เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดยพฤติกรรมของคนในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล หากเทียบกับช่วง 10 ปีก่อน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัล สู่มือถือมากขึ้น อย่างสถิติการดูมือถือของคนไทย พบว่า ปัจจุบันคนไทยดูมือถือมากสุดในโลก คือกว่า 400 ครั้งต่อวัน เทียบกับคนสหรัฐ ที่มีสถิติดูมือถือเพียง 150 วันต่อครั้ง ดูทำให้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน ต้องผ่านมือถือทั้งหมด ทั้งซื้อ เที่ยว จ่าย ฯลฯ Age of Now ทุกอย่างรอไม่ได้ ดังนั้นจึงทำให้เกิดพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงมาก จึงทำให้เกิด Age of Now ทุกอย่างรอไม่ได้ ต้องเรียลไทม์ทั้งหมด ทำให้เกิดผู้เล่นใหม่ ๆ มากมายเข้ามาในตลาด ทั้งอาลีบาบา หรือ แกร็บ ที่เข้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยมักจะเริ่มต้นด้วยการให้บริการฟรี เช่น ส่งสินค้าฟรี ฟังเพลงฟรี ดูหนังฟรี เป็นต้น เพราะต้องการข้อมูล (data) เพื่อต่อยอดไปสู่การให้บริการอื่น ๆ เช่น การปล่อยกู้จากดาต้า เป็นต้น นั่นจึงเป็นจุดเริ่มให้ทำไมธนาคารต้องกลับหัวตีลังกา โดยการประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) บนธุรกรรมดิจิทัล เพราะหากแบงก์ไม่ปรับตัว แบงก์ก็จะถูกดิสรัปจากคนที่เห็นช่องว่าง เห็นโอกาสตรงนี้ และผู้บริโภคก็ยังคงมองแบงก์ว่า “งก ช้า ห่วย” ต่อไป ทั้งนี้ การยกเลิกค่าฟี ก็เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม ทำให้ธนาคารมีดาต้า เอาลูกค้ามาอยู่บนดิจิทัล เพื่อทำให้ธนาคารมีข้อมูลนำไปต่อยอดและใช้นำไปปล่อยกู้ได้ เพราะอนาคตมีคำกล่าวที่ว่า มีแบงก์จะอยู่ทุกที่ ยกเว้นที่แบงก์ เปลี่ยนภาพแบงก์ “งก ช้า ห่วย” “หลายที่บอกแบงก์จะถูกดิสรัปเป็นอันดับแรก แต่แบงก์อยู่อันดับ 3 กลุ่มแรกที่โดนคือ มีเดีย เทเลคอม แล้วถึงมาแบงก์ ทุกวันนี้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะ จากคนที่เข้ามาที่ทำให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดช่องว่าง ทำให้อาลีบาบาเข้ามา เปลี่ยนโลก เปลี่ยนพฤติกรรมคน หรือ เจดี ดอทคอม ที่ส่งสินค้าเรียลไทม์ ทำให้ถือเป็นจุดเปลี่ยนด้านโลจิสติกส์ รายย่อย (รีเทล) จึงได้รับผลกระทบ เพราะเวลามีค่า เดี่ยวนี้จึงต้องเป็นทุกอย่าง และทุกอย่างฟรีหมด ทั้งฟังเพลง ดูหนัง ฟรีจนลูกค้าไม่ค่อยยอมจ่ายอะไรแล้วตอนนี้ นั่นทำให้เราต้องยกเลิกค่าฟี เพราะลูกค้าไม่รอแล้ว ลูกค้าเคยคิดว่า แบงก์ งก ช้า ห่วย ลูกค้าก็จะคิดอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ หากเราไม่เปลี่ยน” นายธนากล่าว ทั้งนี้ จากการยกเลิกค่าฟีของธนาคารในช่วงเม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้เห็นปริมาณการทำธุรกรรม (Transaction) ออนไลน์มากขึ้น โดยล่าสุดมีปริมาณการทำธุรกรรมเกิน 2 ล้านธุรกรรมต่อวันแล้ว จากเดือน ส.ค.2560 ที่มีธุรกรรมแค่ 1 ล้านธุรกรรมต่อวัน โดยปัจจุบันธนาคารไทยพาณิชย์มีจำนวนลูกค้าที่สมัครใช้แอปพลิเคชั่น scb easy แล้วกว่า 6 ล้านบัญชี กระโดดเล่นเกม…แบงก์ต้องทำให้ลูกค้ารักมากขึ้้น ซึ่งทั้งหมดเป็น Game Changer โดยแบงก์ไม่ได้เริ่ม แต่ยักษ์ใหญ่ในวงการ (ดิจิทัลไจแอนท์) เป็นคนเริ่ม แบงก์จึงต้องเล่นตาม และนำมาปรับเปลี่ยนเป็นบริบทของธนาคาร โดยทำให้ลูกค้าอยู่กับธนาคารมากขึ้น รักธนาคารมากขึ้น ซึ่งกลับหัวจากสิ่งในอดีต แม้ว่าแบงก์จะชอบมันหรือไม่ แต่เกมส์มันเปลี่ยน แบงก์ก็จำเป็นต้องเปลี่ยน สะสมลูกค้าบนดิจิทัลให้มากที่สุด และพัฒนาแพลตฟอร์ม เพื่อให้โมบายแบงกิ้งสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อรับมือการแข่งขัน และต้องคิดว่า ต้องเริ่มจากการไม่รู้ เพื่อพัฒนไปสู่สิ่งใหม่ ๆ มากขึ้น เพราะแม้ข้างหน้าแบงก์ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ภายใต้อันตรายก็ยังมีโอกาสสำหรับแบงก์อยู่   ชมภาพบรรยากาศงาน “GAME CHANGER…เกมใหม่ เปลี่ยนอนาคต” ทั้งหมด คลิกที่นี่ ที่มา : https://www.prachachat.net/economy/news-163113        

จำนวนผู้อ่าน: 1078

25 พฤษภาคม 2018

ธุรกิจและเทคโนโลยี

เราพร้อมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแล้วหรือยัง ?

อุตสาหกรรมยานยนต์ในทุกทศวรรษจะมีปรากฏการณ์สำคัญอยู่เสมอ เฉกเช่นเดียวกระแส Electric Vehicle (EV) ในหลาย ๆ ประเทศเริ่มมีความชัดเจนแล้ว ในประเทศที่มีประชากรในเมืองใหญ่หนาแน่น ต่างนับถอยหลังรถยนต์ใช้น้ำมันกันอย่างถ้วนหน้า พร้อมกับมีมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนหันมาเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานทดแทน นับตั้งแต่ Tesla จุดพลุได้สำเร็จ จนมูลค่าหุ้นของบริษัทนี้สูงกว่า Big 3 ของต้นกำเนิดอุตสาหกรรมรถยนต์เสียอีก อย่างไรก็ตาม แม้หลายค่ายรถยนต์ต่างอุบเงียบในการซุ่มพัฒนาสินค้าไม่เปิดตัวมากนัก นั่นเพราะเดิมทีสินค้าของตนเองกับเทคโนโลยีเดิมยังพอขายได้ ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงฮันนีมูนของค่ายรถยนต์ไม่กี่แบรนด์ แต่จากนี้ เชื่อเถอะว่า ทุกค่ายพร้อม …!!! บรรดาขาใหญ่ในโลกยานยนต์ต่างประกาศออกมาแล้วว่า ต้องเดินบนเส้นทางนี้ อุตสาหกรรมนี้ จึงน่าสนใจว่า เมื่อโลกกำลังหันหลังให้น้ำมัน จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างไรบ้าง ธุรกิจปิโตรเลียมต่างกำลังหาทางออก ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ต่างเร่งพัฒนาสินค้าให้ชาร์จแล้วขึ้น ชัดเจนว่า การมาของรถยนต์ไฟฟ้า คือ การ Disruptive ที่น่าสนใจ จนทำให้อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องต้องหา New S- curve เพื่อมาทดแทนรายได้เดิม สำหรับคนไทย หากไม่มีอะไรผิดพลาด เราจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้ามาวิ่งบนท้องถนน ในราคารที่จับต้องได้ เพราะตอนนี้เราได้เห็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ เร่งติดตั้งสถานีชาร์จไปพอสมควร ด้านหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ ต้องมีผู้สูญเสีย แต่ส่วนใหญ่ของพลเมืองโลก ตลอดจนโลกใบนี้จะเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาดเร็วขึ้น   ขอบคุณบทความจาก : thebusinessplus.com

จำนวนผู้อ่าน: 977

09 มกราคม 2018

ธุรกิจและเทคโนโลยี

ป้องกันภัยคุกคามแบบ Zero-day ด้วย McAfee Advanced Threat Defense

ภัยคุกคามไซเบอร์นักวันยิ่งทวีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในภัยคุกคามที่ตรวจจับและรับมือได้ยากที่สุด คือ การโจมตีแบบ Zero-day ซึ่งเป็นการโจมตีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่อาศัย Signature ไม่สามารถป้องกันได้ McAfee จึงพัฒนาโซลูชัน Advanced Threat Defense ซึ่งผสานรวมหลายเทคนิครวมไปถึง Machine Learning เพื่อตรวจจับภัยคุกคามรูปแบบดังกล่าวโดยเฉพาะ McAfee Advanced Threat Defense ไม่ได้เป็นเพียงโซลูชัน Sandboxing เพียงอย่างเดียว แต่มีการเทคนิคในการตรวจจับมัลแวร์แบบ Zero-day หลากหลายแบบเข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Antivirus Signatures, Reputation, Real-time Emulation ร่วมกับ Dynamic Analysis และการนำ Static Code Analysis มาใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึกของมัลแวร์ นอกจากนี้ยังมีการผสานเทคนิค Machine Learning (Deep Neutral Network) เข้ามาใช้เพื่อขีดความสามารถในการวิเคราะห์และตรวจจับไฟล์ต้องสงสัยอีกด้วย จุดเด่นสำคัญของ McAfee Advanced Threat Defense คือการแชร์ข้อมูล Threat Intelligence และผสานการทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่นของ McAfee เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบบูรณาการ เมื่อ McAfee Advanced Threat Defense ค้นพบมัลแวร์แบบ Zero-day มันจะทำการแจ้งเตือนไปยังอุปกรณ์ทั้งหมดบนระบบเครือข่ายและบนอุปกรณ์ปลายทาง เมื่ออุปกรณ์เหล่านั้นค้นพบมัลแวร์ประเภทเดียวกันก็จะสามารถตรวจจับและบล็อกตั้งแต่ต้นทางได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ ข้อมูล Threat Intelligence ยังสามารถแชร์ไปยังอุปกรณ์อื่นของ 3rd Party ผ่านทาง REST API, Structured Threat Information eXpression (STIX) และ Trusted Automated eXchange of Indicator Information (TAXII) ได้อีกด้วย McAfee Advanced Threat Defense สามารถผสานการทำงานร่วมกับ McAfee Enterprise Security Manager และ McAfee Active Response เพื่อขยายขีดความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคาม โดย McAfee Advanced Threat Defense สามารถส่งข้อมูล Indicator of Compromise (IoC) ไปยัง McAfee Enterprise Security Manager เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปสืบค้นว่าอุปกรณ์ใดในระบบที่ติดมัลแวร์ และอุปกรณ์ใดที่มีการติดต่อกับมัลแวร์เหล่านั้นบ้าง โดยสามารถค้นหาย้อนหลังได้นานสูงสุดถึง 6 เดือน เพื่อให้ McAfee Active Response ดำเนินการรับมือและกำจัดความเสี่ยงต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดนโยบายใหม่ การลบไฟล์ การอัปเดตแพตช์ และอื่นๆ   McAfee Advanced Threat Defense รองรับการติดตั้งในรูปของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับใช้งานภายใน Data Center หรือ Virutal Appliance สำหรับใช้งานในสภาวะแวดล้อมแบบ Public Cloud และ Private Cloud ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.mcafee.com/us/products/advanced-threat-defense.aspx สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และโซลูชันของ McAfee เพิ่มเติมได้ที่ อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) อีเมล TH-McAfee@ingrammicro.com ทางเรายินดีให้บริการทุกท่านอย่างเต็มรูปแบบ   ขอบคุณบทความจาก :  TechTalkThai 

จำนวนผู้อ่าน: 1242

18 ธันวาคม 2017

ธุรกิจและเทคโนโลยี

4 สิ่งสังเกตก่อนซื้อของออนไลน์บน Facebook ไม่ให้โดนหลอก ต้มจนเปื่อย

ทุกวันนี้ Facebook ถือว่าเป็นสิ่งที่หลายคนขาดไม่ได้ และมีกิจกรรมตั้งแต่การทำรวมกลุ่ม หรือพบปะกับเพื่อน ๆ เยอะ รวมไปถึงเรื่องการค้าขายออนไลน์ แลกเปลี่ยนของ แต่มิจฉาชีพบางคนเข้ามาหลอกลวงในการของต่าง ๆ แล้วเรามีวิธีดูหรือไม่ว่า จะถูกหลอกหรือเปล่า ดูที่รูปของจะต้องเป็นรูปจริง ข้อแรกที่ต้องสังเกตคือ รูปร่างของเครื่อง ภาพถ่ายตัวเครื่องรอบทิศต้องมีและมีเบอร์โทรศัพท์และชื่อ ต่อให้เป็นนามแฝงต้องชัดเจน อุปกรณ์ถ้าในภาพมีถือว่าเชื่อถือได้ และควรดูข้อความให้ครบถ้วนและต้องอยู่ในกฏของในห้องซื้อขายที่กำหนดไว้   ดูที่ราคาของจะต้องไม่ถูกจนเกินไปหากไม่แน่ใจสามารถเปิดหาราคาคร่าๆ ได้จาก Google ราคาของที่เป็นมือ 2 แม้ว่าจะถูกกว่ามือ 1 ก็ไม่ควรจะถูกเกินไป วิธีการดูนั้นง่ายมาก ถ้าเครื่องมีราคาประมาณ 3 หมื่น เวลาประกาศขายควรจะไม่ถูกกว่าราคา 27,000 บาท ตัวอย่างเช่น ผู้ประกาศขายมือถืออย่างเช่น Samsung Galaxy Note 8 ราคาเครื่องใหม่ 33,900 บาท เวลาขายออกส่วนมากจะอยู่ราว ๆ 27,500 – 29,000 บาท เป็นต้น   ดูจาก Comment ในการซื้อขายว่าติดคิวอยู่หรือเปล่า อันนี้แน่นอนสุด การโต้ตอบ Comment ในกลุ่มถือว่าสำคัญอย่างมาก เพราะจะสามารถบอกได้ว่า คนอื่นคิดเห็นอย่างไร การซื้อขายก็เช่นกัน ดังนั้นควรดูว่าแต่ละคนถามและคนขายตอบอย่างไร เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นที่สุด แต่ถ้าคนขายบอกว่าต้องโอนเงินไปก่อน กรุณา “อย่าโอนเงินไปก่อน” จนกว่าจะได้เห็นสินค้าตัวจริง   ลองสอบถามผู้ดูแลกลุ่ม เกี่ยวกับสมาชิกว่า คนนี้เชื่อถือได้หรือไม่ เมื่อไม่แน่ใจแล้ว การ Inbox หรือส่งข้อความไปยังผู้ดูแล Page ที่ต้องสอดส่องทุกการโต้ตอบภายในกลุ่มก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่แน่ใจจริง ๆ สุดท้ายแล้วการซื้อของมือ 2 ไม่ว่าจะเป็นชิ้นไหนมีราคาเท่าไหร่ การตรวจสอบของจากภาพ การบอกราคา ที่ชัดเจน และคุยกับคนขายให้แน่ใจว่าเขาขายจริง ๆ  สุดท้ายเมื่อเจอตัวจริง และเล่นทุกอย่างจนไว้ใจได้แล้วนั้นค่อยจ่ายเงินและรับของ จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดครับ   ขอบคุณบทความจาก : sanook.com

จำนวนผู้อ่าน: 850

29 ตุลาคม 2017

ธุรกิจและเทคโนโลยี

นวัตกรรมป้องกันความหิวสุดเจ๋งจาก Audi ในญี่ปุ่น

การเดินทางกับความหิวนั้น เป็นเรื่องที่เราพบเจอกันอยู่แล้วทุกวันอ่ะนะฮะ frank เองก็ห่อข้าวมากินในรถเอาเช่นเดียวกันเวลาที่ต้องเดินทางตอนเช้าๆ แล้วกว่าจะถึงที่ทำงานก็ได้เวลาเข้างานพอดี เรียกได้ว่ารถยนต์นั้นเสมือนเป็นบ้านหลังที่สองของ frank ไปแล้วล่ะครับ แต่กว่าข้าวที่เราห่อมา ใส่ไว้ในรถ โดนแอร์เย็นๆ เป่าใส่จนกลายเป็นข้าวเย็นไปในที่สุดนั้น จะถูกเปิดออกมากิน ก็เรียกได้ว่า ไขมันกำลังจับตัวเป็นก้อนพอประมาณ ซึ่งทำให้มันไม่น่ากินแล้วยังทำให้รสชาติของอาหารเสียไปอีกต่างหาก แต่..ปัญหาเรื่องนี้จะหมดไป เพราะเราะได้กินข้าวหุงสุกใหม่ๆ ร้อนๆ ระหว่างเดินทางกันแล้ว..     นวัตกรรมของ Audi ในญี่ปุ่นรุ่น A8 5.5   ด้วยความพิเศษเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ที่เราจะสามารถเลือกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขระหว่างการเดินทางด้วยหม้อหุงข้าวในรถยนต์ที่เราตังโปรแกรมได้ด้วยว่าให้สุขพอดีๆ ในช่วงเวลาไหน แถมยังมีโต๊ะพับที่เราสามารถจัดวางมื้ออาหารที่แสนพิเศษที่ว่านี้ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ     มีช่องวางของที่เราสามารถเก็บกระปุกผงชาเขียวที่เราใช้ชงชาเขียวร้อนๆ จิบหลังมื้ออาหารได้ด้วย พร้อมกับเก็บถ้วย ชาม ตะเกียบหรือแม้แต่ที่วางตะเกียบก็ตาม ยังครับ ยังไม่หมด การออกแบบภายในที่เน้นความเป็นญี่ปุ่นแบบ Zen ที่เราสามารถสำผัสถึงความละเมียดละมัยของเสื่อทาทามิในโทนสีแบบเอิร์ทโทนที่เน้นความเป็นธรรมมาชาติให้มากที่สุด         ที่น่าสนใจกว่านั้น ยังมีทัพพีไม้ไผ่ที่ประทับโลโก้ของ Audi เองเพื่อเป็นของพรีเมียมแบบที่เราเอามาใช้ได้จริงๆ เพิ่มมาให้อีกด้วย     ไปครับ จัดโต๊ะอาหารรอในรถไว้ได้เลย เราจะได้ใช้เวลาเดินทางกันอย่างคุ้มค่าสุดๆ คราวนี้เราก็สามารถขับรถเที่ยวไม่ต้องกลัวหิวอีกต่อไป แถมยังไม่ต้องคอยแวะข้างทางด้วย ข้าวสวยร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟขนาดนี้ โกะฮังโอ๊ะทาเบมาโชวก้า~~ (มาทานข้าวด้วยกันนะครับ) ที่มา: www.frank.co.th

จำนวนผู้อ่าน: 793

09 ตุลาคม 2017

ธุรกิจและเทคโนโลยี

น่าชื่นชม! ครูไทย 4.0 ใช้ “Plickers” สร้างสรรค์ห้องเรียน “แบบล้ำ

เมื่อครูไทยนำการ์ด Plickers มาให้นักเรียนใช้ เพื่อช่วยในการเช็คชื่อ และตอบคำถาม มันจะส่งผลอย่างไรต่อทั้งครูและนักเรียน ? Plickers คืออะไร อธิบายสั้นๆ คือ Plickers (Paper + Clicker) เป็นเครื่องมือในการช่วยสอนสำหรับเก็บข้อมูลของนักเรียน โดยจะมีกระดาษเป็นโค้ดให้นักเรียนถือ ซึ่งกระดาษดังกล่าวจะมีด้านที่ต่างกันทั้ง 4 ด้าน และมีตัวเลขเฉพาะของนักเรียนแต่ละคนอยู่ที่มุมกระดาษ                       เมื่อครูได้เปิดคำถามที่ได้สร้างขึ้นผ่านทาง plickers.com ให้นักเรียนได้รับทราบ และร่วมกันตอบคำถามโดยการชูกระดาษโค้ดในด้าน A, B ,C หรือ D ตามที่คิดว่าถูกต้อง จากนั้นครูจะใช้สมาร์ทโฟนเปิดแอป Plickers (สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งใน iOS และ Android) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากเว็บplickers.com แล้วเปิดกล้องเพื่อสแกนโค้ดที่นักเรียนถือ             ผลลัพธ์ คือ จะมีการแสดงผลของคำตอบตามที่โค้ดที่นักเรียนถือในทันที โดยระบบจำทำการเก็บรวบรวมเป็นสถิติไว้ในเว็บ plickers.com เพื่อให้ครูได้นำไปพัฒนาสื่อการเรียนการสอนต่อไป Plickers ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำคัญที่การประยุกต์ ? ในกรณีนี้ ขออ้างอิงต้วอย่างจากเฟซบุคของคุณ Chisa Phoophatthanachot แน่นอนว่า Plickers นั้นไม่ใช่เครื่องมือรูปแบบใหม่ ในต่างประเทศได้มีการทดลองสร้างคลาสด้วยPlickers อย่างน่าสนใจ และคำสำคัญก็คือ “การประยุกต์” สำหรับใช้ในห้องเรียน นั่นคือสิ่งที่การเรียนการสอนยุค 4.0 นี้ ควรจะเป็น จะเห็นได้ว่านักเรียนไทยอาจจะ “ยังไม่คุ้นชิน” กับการนำเทคโนโลยีมาผนวกเข้ากับกับการสอน ถึงแม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งก็ตาม แต่พวกเขาได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจะสามารถ “ปรับตัวได้” ในที่สุด Plickers เป็นเครื่องมือที่น่าสนใจ เพราะถ้าหากเปรียบเทียบครู 1 คน ต่อปริมาณนักเรียนแล้วนั้น ยอมรับว่าอัตราส่วนโดยมากยังเป็น 1:30 หรือ 1:50 อยู่ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ครูจะเก็บรวบรวมทุกรายละเอียดของนักเรียนได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นการใช้การในหลักคณิตศาสตร์ร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงสถิติจากเครื่องมือที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน อย่างเช่น Plickers นั้น มาเป็นตัวช่วย จะทำให้ครูสามารถวิเคราะห์และพัฒนาการเรียนการสอนให้ทันต่อการเคลื่อนตัวไปของโลกนี้ได้ดียิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจสามารถรับชม การใช้งาน Plickers เบื้องต้นได้จากคลิปที่ปรากฏด้านล่างได้ ที่มา: www.beartai.com  

จำนวนผู้อ่าน: 880

02 ตุลาคม 2017

ธุรกิจและเทคโนโลยี

มาแน่ๆ!! 15 เทคโนโลยีล้ำยุค ที่จะกลายเป็นเรื่องธรรมด๊าธรรมดาในโลกอนาคต

การพัฒนาของเทคโนโลยีในยุคสมัยเรียกได้ว่าก้าวกระโดดแบบไม่หยุดยั้งกันเลยทีเดียว มีข่าวคราวเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาให้เห็นกันแทบจะทุกปี ซึ่งหากลองมองย้อนกลับไปในสมัยก่อน การพัฒนาสิ่งต่างๆ ยังไม่เท่ากับสมัยนี้ ซึ่งยังคงเป็นเพียงแค่จินตนาการลมๆ แล้งๆ อย่างที่เห็นกันในภาพยนตร์ส่วนใหญ่ แต่อีกไม่นานเทคโนโลยีล้ำๆ แบบในภาพยนตร์จะกลายมาเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในยุคอนาคตอย่างแน่นอน   1. Smart Glass   ผลิตภัณฑ์สุดเจ๋งอย่าง แว่นตาอัจฉริยะจากกูเกิล (Google Glass) ที่มีความสามารถหลายอย่างเหนือกว่าการเป็นแว่นตาธรรมดาๆ ซึ่งในตอนนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น แต่อีกไม่นานคงจะมีแว่นตาแบบนี้ตามมาอีกเพียบ   2. Smart Data   การเก็บข้อมูลในยุคนี้ยังคงต้องอาศัยการบันทึกด้วยมือของเราเอง อย่างการบันทึกรายชื่อในโทรศัพท์หรืออีเมล์ แต่อีกไม่นานการเก็บข้อมูลเหล่านี้จะมาในรูปแบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ โดยที่เราไม่ต้องทำเองเลย   3. อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่สวมใส่ได้   อุปกรณ์ที่มนุษย์สวมใส่ในปัจจุบันยังไม่มีความวิเศษอะไรมากมายนัก แต่เมื่อมีกระแสของ Google Glass และ Smart Watch มากขึ้น อุปกรณ์ที่มนุษย์สวมใส่กันในอนาคตจะกลายมาเป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ได้ทุกชิ้นอย่างแน่นอน   4. Smart House   ของใช้ในบ้านเดี๋ยวนี้เริ่มมีระบบคอมพิวเตอร์แล้ว อย่างเช่นตู้เย็นที่คอยเตือนว่าอาหารใกล้หมดแล้วนะ หรือไมโคเวฟที่ควบคุมผ่านโทรศัพท์ได้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น แน่นอนว่าเริ่มจากของใช้ในบ้านแล้ว อีกไม่นานบ้านก็คงจะมีแบบนี้เช่นกัน   5. การเล่นเกมเสมือนจริง   เคยคิดอยากจะเข้าไปสัมผัสกับโลกในเกมบ้างป่าว? ปัจจุบันนี้มีเจ้า Oculus Rift กำเนิดขึ้นมาแล้ว เป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่จะพาคุณเข้าไปท่องโลกในเกมได้ นับว่าเป็นอะไรที่น่าติ่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง   6. การแสดงผลโดยไม่ต้องมีหน้าจอ   เคยได้ยินเกี่ยวกับการฉายภาพโฮโลแกรมป่าว? อย่างในเรื่อง Star Wars หรือภาพยนตร์ Sci-Fi หลายๆ เรื่องทำกัน ฉายภาพโดยไม่ต้องพึ่งหน้าจอ เห็นคนเป็นคนกันเลยทีเดียว อีกไม่นานก็มาแล้วล่ะ เชื่อดิ!!   7. การควบคุมคอมพิวเตอร์ผ่านสมอง   สมัยนี้การควบคุมคอมพิวเตอร์ยังต้องอาศัยเมาส์และแป้นพิมพ์อยู่ อีกหน่อยไม่ต้องใช้กันแล้ว ใช้แค่สมองของเราเท่านั้น เพียงคิดไว้ในหัวก็สั่งการได้แล้ว   8. การให้บริการที่ครอบคลุมทั่วโลก   มีใครเคยใช้อแพพลิเคชั่นเรียกแท๊กซี่ที่มีชื่อว่า Uber บ้าง? ที่คุณสามารถเรียกแท๊กซี่ผ่านแอพลิเคชั่นได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ไหนก็ตาม ซึ่งบริการแบบนี้มีมานานแล้วในต่างประเทศ ไม่แน่ว่าอาจจะขยายไปสู่การบริการในรูปแบบอื่นๆ ก็เป็นได้   9. การมาของดิจิตอลดาวน์โหลด   สมัยก่อนรูปแบบของสินค้าเป็นสิ่งที่จับต้องได้ แต่มาในสมัยนี้สินค้าต่างๆ เริ่มเปลี่ยนมาเป็นในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทอรนิกส์กันมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ e-book การซื้อเกมส์ การซื้อเพลง ที่มาเป็นในรูปแบบของข้อมูลดาวน์โหลดแทนสินค้าที่จับต้องได้อย่าง หนังสือและซีดี เป็นต้น   10. หุ่นยนต์จะมีให้เห็นเกลื่อนเมือง   เมื่อพูดถึงหุ่นยนต์ในสมัยก่อน คงจะคิดว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระเอามากๆ เลยล่ะ แต่สมัยนี้คงจะคิดแบบนั้นไม่ได้แล้ว เมื่อมีการพัฒนาหุ่นยนต์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มมีหุ่นยนต์ออกปฏิบัติหน้าที่แทนมนุษย์แล้ว และอีกไม่นานมันก็คงผุดออกตามกันมาอีกเพียบ   11. เชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานทดแทน   เรื่องของพลังงานทดแทนเป็นสิ่งที่มนุษย์ตระหนักกันมานานแล้ว ซึ่งก็ได้มีการคิดค้นหาพลังงานทดแทนมาใช้กันอยู่ตลอด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ แผงโซล่าเซลล์ ที่นำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ผลิตไฟฟ้า และพลังงานลมจากกังหันลมไฟฟ้า เป็นต้น   12. การถ่ายโอนพลังงานแบบไร้สาย   อีกไม่นานการชาร์จไฟผ่านอะแด๊ปเตอร์ชาร์จไฟที่มีสายไฟระโยงระยางคงจะกลายเป็นของโบราณในไม่ช้า ซึ่งการมาของ Qi Wireless Charging หรือการชาร์จไฟไร้สายนั้น เริ่มรองรับกับสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นแล้ว   13. คลื่นโทรศัพท์มือถือ 5G   จากที่เคยเป็นแค่สัญญาณโทรศัพท์ ก็กลายมาเป็นทั้งสัญญาณโทรศัพท์และสัญญาณอินเทอร์เน็ต พัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จากที่เคยช้าอืดเป็นเต่า 2G ก็กลายมาเป็น 3G ที่มีความเร็วพอตัว ยังไม่พอใจก็อัพเป็น 4G ไวกว่าเดิมอีกหลายขุม และแน่นอนว่า 5G ก็คงจะมาอีกในไม่ช้านี้   14. ปัญญาประดิษฐ์   มันสมองกลที่เห็นได้ในปัจจุบันนี้ก็คงจะไม่พ้นผู้ช่วยในสมาร์ทโฟนอย่าง Siri, Google Now และ Cortana ที่มีความฉลาดพอตัว สามารถเข้าใจในสิ่งที่มนุษย์สื่อได้ ซึ่งในอนาคตข้างหน้าเหล่ามันสมองกลจะมีความคิดเทียบเท่ากับมนุษย์ได้อย่างแน่นอน   15. แกรฟีน   แกรฟีนเป็นรูปแบบหนึ่งของผลึกคาร์บอน มีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กมากถึง 100 เท่า โดยในปัจจุบันเป็นวัตถุดิบหายากมากๆ ซึ่งไม่แน่ในอนาคตอันใกล้นี้ มันอาจจะมาแทนที่เหล็กที่เราใช้กันในปัจจุบันก็เป็นได้ ที่มา: www.catdumb.com

จำนวนผู้อ่าน: 1733

25 กันยายน 2017

ธุรกิจและเทคโนโลยี

เราพร้อมแล้วหรือยังกับการเพิ่มขึ้นของโซลาร์รูฟท็อป

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงในวงการพลังงานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาล หรือ นโยบาย Energy 4.0 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาสังคมให้เป็นสังคมสีเขียวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และหนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลให้การสนับสนุนตลอดมาเพื่อเข้าสู่ยุค Energy 4.0 คือการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนตามเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือที่เรียกกันว่า “โซลาร์รูฟท็อป” นับเป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด โซลาร์รูฟท็อป ถือเป็นรูปแบบการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองแบบใหม่ที่แหล่งผลิตอยู่ใกล้สถานที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้า หรือเป็นการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Generation) นั่นเอง การผลิตไฟฟ้าลักษณะนี้เป็นการช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโรงไฟฟ้าฟอสซิลขนาดใหญ่เพียงแหล่งผลิตเดียว แม้ไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์รูฟท็อปในประเทศไทยยังมีปริมาณไม่มาก (น้อยกว่าร้อยละ 0.1) เมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการไฟฟ้าของประเทศโดยรวม แต่ปัจจัยขับเคลื่อนต่างๆ เช่น ราคาแผงโซลาร์ที่ต่ำลงมากกว่าร้อยละ 90 ภายในระยะเวลา40 ปีราคาค่าไฟฟ้าขายปลีกที่มีความผันผวน และนโยบายการสนับสนุนพลังงานทดแทนจากภาครัฐ เป็นต้น น่าจะส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนให้การใช้พลังงานทดแทนอย่างโซลาร์รูฟท็อปมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมธุรกิจผลิตไฟฟ้าในประเทศอย่างแท้จริง เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสังคมโลก ในต่างประเทศจึงมีการเรียกเทคโนโลยีโซลาร์รูฟท็อปว่า “Disruptive Technology” ดังนั้น ภาคส่วนต่างๆ ต้องปรับตัวอย่างไรให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้? จึงเป็นคำถามที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะวงการพลังงาน แต่เนื่องจากปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์รูฟท็อปขึ้นกับความเข้มของแสงอาทิตย์และสภาพอากาศบริเวณจุดผลิตเป็นหลัก ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีความแน่นอนต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ประกอบกับการพยากรณ์ศักยภาพของแสงอาทิตย์ในประเทศไทยยังมีเทคโนโลยีที่ใช้พยากรณ์อยู่ในระดับจำกัด จึงก่อให้เกิดเป็นความวิตกกังวลแก่การไฟฟ้าทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายจำหน่ายในการบริหารจัดการและพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้เพื่อดำเนินการขยายการลงทุนให้สอดคล้องกับพันธกิจในการจัดหาไฟฟ้าและไฟฟ้าสำรองให้เกิดความมั่นคงสูงสุด นอกจากนี้ การผลิตไฟฟ้าแบบใช้เองจากโซลาร์รูฟท็อปยังก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของการไฟฟ้าจากการจำหน่ายไฟฟ้าในช่วงเวลาที่โซลาร์รูฟท็อปทำงานอีกด้วย อย่างไรก็ดี โซลาร์รูฟท็อปไม่ได้มีเพียงผลกระทบด้านลบ จากการศึกษาวิจัยในต่างประเทศ เช่น งานวิจัยจาก Lawrence Berkeley National Laboratoryปี 2014 ชื่อ Financial Impacts of Net-Metered PV on Utilities and Ratepayers: A Scoping Study of Two Prototypical U.S. Utilities และ จากEnergy+Environmental Economics (E3) ปี2013 ชื่อ California Net Energy Metering (NEM) Cost Effectiveness Evaluation) พบว่าโซลาร์รูฟท็อปสามารถช่วยชะลอการลงทุนขยายระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า เนื่องจากผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าและใช้เองได้ โดยเฉพาะในเวลากลางวัน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่บ่อยค รั้ง รวมทั้งสามารถลดความสูญเสียที่เกิดในสายส่งและสายจำหน่าย ด้วยเหตุที่ว่าการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปอยู่ในลักษณะใกล้สถานที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้า นอกเหนือประเด็นทางด้านเทคนิคแล้ว โซลาร์รูฟท็อปยังช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศของโลกด้วย ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงการชี้ให้เห็นถึง ผลดีและผลเสียจากการเพิ่มขึ้นของโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งคงต้องอาศัยการประเมินอย่างถี่ถ้วนผ่านมุมมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียฝ่ายต่างๆโดยละเอียด เพื่อประเมินถึงคุณค่าของโซลาร์รูฟท็อป (Value of Solar) ที่แท้จริง การปรับตัวขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้กำหนดนโยบาย(Policymaker) ผู้กำกับนโยบาย (Regulator) และการไฟฟ้า (Utility) จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปในประเทศ โดยผู้ออกแบบนโยบายจำเป็นต้องเข้าใจถึงสถานการณ์ราคา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามกลไกตลาด และคุณค่าของโซลาร์ที่มีต่อประเทศ เพื่อวางแผนและออกแบบนโยบายสนับสนุนได้อย่างเหมาะสม นอกจากนั้นผู้กำกับนโยบาย ยังต้องช่วยอำนวยความสะดวกในขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมของโครงการโซลาร์รูฟท็อปของภาครัฐ พร้อมทั้งให้ข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์และถูกต้อง เพื่อการดำเนินการที่รวดเร็ว และอีกหน้าที่สำคัญของผู้กำกับนโยบายคือ การทบทวนและศึกษาโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมในอนาคต เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของการผลิตไฟฟ้าและไม่ก่อให้เกิดภาระแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ในส่วนสุดท้าย การไฟฟ้าทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายจำหน่าย อาจจะถึงเวลาที่ต้องเกิดการปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังทั้งในด้านเทคนิคและด้านรูปแบบธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น รายงานของ International Energy Agency ปี 2017 ชื่อ Getting Wind and Sun onto the Grid: A Manual for Policy Makersพบว่าเมื่อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเข้ามาในระบบของการไฟฟ้าอยู่ในช่วงร้อยละ 3-15 ของการผลิตไฟฟ้าของประเทศ การไฟฟ้าจะต้องนำเทคโนโลยีการบริหารจัดการ เช่น เทคโนโลยี Smart Grid ผนวกรวมกับเทคโนโลยที่มีอยู่แล้วของการไฟฟ้า เพื่อนำเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาประยุกต์ใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการระบบผลิตไฟฟ้า ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น การพัฒนาโรงไฟฟ้าให้มีลักษณะที่สามารถเปลี่ยนแปลงกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศ นอกเหนือจากประเด็นทางด้านเทคนิคแล้ว รูปแบบธุรกิจของการไฟฟ้าเอง อาจจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงให้ตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของโซลาร์รูฟท็อปมากยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มหน่วยธุรกิจ หรือ บริการให้คำปรึกษาต่างๆ ในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อเป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้จากหน่วยไฟฟ้าที่ขายได้ลดลง นอกจากนั้นผู้กำกับ อาจเปลี่ยนมาตรการกำกับดูแลการไฟฟ้า ให้เกิดแรงจูงใจในการชะลอการลงทุนในระบบไฟฟ้า เน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในระบบไฟฟ้าปัจจุบันมากยิ่งขึ้น หรือที่เรียกกันว่า Performance-based regulation จะเห็นแล้วว่า รูปแบบการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยอาจถึงเวลาที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีที่เรียกว่า โซลาร์รูฟท็อป อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตามกลไกของราคา ดังนั้นการเตรียมความพร้อมของภาคส่วนต่างๆต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นความท้าทายของประเทศ ในการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ สู่การเป็นสังคมสีเขียวและพึ่งพาตัวเองได้ตามแนวนโยบาย Energy 4.0 ที่ได้วางไว้  ที่มา: www.vcharkarn.com

จำนวนผู้อ่าน: 803

20 กันยายน 2017

ธุรกิจและเทคโนโลยี

จับตา 8 เทรนด์เทคโนโลยี เปลี่ยนยุคธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่

วิถีชีวิตของเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความก้าวหน้า รวดเร็ว และเที่ยงตรง ทำให้เทคโลยีที่มีหลากหลายเริ่มเป็นที่น่าจับตามมองที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมและธุรกิจในอนาคต วิถีชีวิตของเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความก้าวหน้า รวดเร็ว และเที่ยงตรง ทำให้เทคโลยีที่มีหลากหลายเริ่มเป็นที่น่าจับตามมองที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมและธุรกิจในอนาคต ผลการสำรวจผลจาก Tech Breakthroughs Megatrend ซึ่งทำการสำรวจรูปแบบเทคโนโลยีกว่า 150 แบบทั่วโลกจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทในการพลิกโลกเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคตอีก 3-7 ปีข้างหน้า   อันดับ 1 ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) Aiเรียกง่ายๆก็คือคอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดและวิเคราะห์สิ่งต่างๆด้วยเหตุและผล จนสามารถตอบโต้การสนทนาได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนั้นยังสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งที่ผ่านมาเป็นบทเรียนได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบเพราะการนำไปใช้งานของแต่ละองค์กรนั้นแตกต่างกัน  ซึ่งแน่นอนว่าการบริการที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นเพียงบางส่วนของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น แต่ในอนาคต ความก้าวหน้าและผลสำเร็จของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของโลกอินเทอร์เน็ตถูกนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังสามารถช่วยเหลือมนุษย์ได้ทุกเรื่องจากการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งมนุษย์ไม่มีวันทำได้ แต่ถึงกระนั้นความกังวลใจเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์เองได้อย่างอิสระของปัญญาประดิษฐ์ก็ถูกมองว่าอาจจะเป็นภัยต่อมนุษย์ เพราะกรอบจริยธรรม ความคิด หรือแม้กระทั่งการตอบสนองจะต้องถูกควบคุมอย่างดี เพื่อให้ปลอดภัยกับมนุษย์มากที่สุด ก่อนที่จะเริ่มการปฏิวัติวงการด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั่นเอง   อันดับ 2 โลกกึ่งเสมือนจริง (Augmented Reality หรือ AR) AR เทคโนโลยีโลกกึ่งเสมือนจริง ด้วยรูปแบบการผสมผสานเทคโนโลยีการมองเห็นกับโลกของความเป็นจริงมาเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการซ้อนเทคโนโลยีเข้ากับการมองของมนุษย์ปกติ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ของการเรียกใช้เทคโนโลยีและจัดการระบบได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยปัจจุบันแม้ว่าจะยังเป็นแค่การทำงานอย่างง่าย ๆ เช่น การออกกำลังกายในลู่วิ่ง เมื่อสวมแว่น VR เข้าไปจะทำให้การวิ่งนั้นมองเห็นวิวทิวทัศน์ในสถานที่ที่เราต้องการได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือจะเป็นการสวมใส่ VR ในการจัดของเพื่อตรวจนับสต๊อกสินค้าไปในตัว เป็นต้น ซึ่งอีกไม่นานเราจะเห็นการนำ AR ไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งด้านความบันเทิงและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างแพร่หลายในอนาคต   อันดับ 3 บล็อกเชน (Blockchain) บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีการร้อยต่อข้อมูลเข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด โดยข้อมูลทุกบล็อกจะเป็นเหมือนสำเนาของตัวเอง เมื่อเกิดการแก้ไขจะทำให้ทุกบล็อกรับรู้การแก้ไขนั้น ๆ และมีประวัติเก็บไว้อย่างซับซ้อน โดยเนื้อแท้ของเทคโนโลยีจึงมีความปลอดภัยจากโครงสร้างที่เกิดขึ้น  ซึ่งความสามารถของบล็อกเชนเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อถูกนำมาใช้งานในรูปของ Bitcoin หรือเงินเสมือนจริงที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย ด้วยรูปแบบการบันทึกทุกกล่องเป็นสำเนาข้อมูลเหมือนกันหมด ทำให้บล็อกเชนมีความปลอดภัยมากกว่าการบันทึกด้วยมนุษย์หรือเครื่องมือบันทึกใด ๆ ที่มีอยู่เดิม และนั่นก็ทำให้บล็อกเชนได้รับความสนใจกับกลุ่มธุรกิจการเงินเช่นธนาคารเป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่าบล็อกเชนจะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่มีความปลอดภัยและรวดเร็วมากกว่าเทคโนโลยีการเงินที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน   อันดับ 4 โดรน (Drones) โดรนเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการบินที่ได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถของการบินหลายระยะด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้โดรนเข้ามาแทนที่ในการบินหลากหลายระบบทั้งเล็กและใหญ่ เช่น จากเดิมที่ใช้เครื่องบินใส่ปุ๋ยและยาพืชไร่ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องโดรนที่บรรทุกปุ๋ยและยาบินเข้าพื้นที่แบบอัตโนมัติตามการวางโปรแกรมการบินเพื่อจัดการพื้นที่ได้อย่างไม่หลงลืม  ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้โดรนในหลายรูปแบบ ทั้งทางการทหาร การช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมทั้งการขนส่ง ทำให้โดรนกลายเป็นเครื่องมือขนส่งที่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางอากาศระยะไกลได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขนส่งคนหรือสิ่งของก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริงในเชิงพาณิชย์ แต่กระนั้นก็เริ่มมีการทดลองอย่างจริงจังในหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซที่กลายมาเป็นระบบค้าขายที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน   อันดับ 5 อินเทอร์เน็ตเพื่อทุกสิ่ง (Internet of Things หรือ IoT) เทคโนโลยี IoT เป็นสิ่งที่หลายคนพูดถึงกันมากที่สุด เพราะสามารถแทรกตัวเข้าไปได้แทบทุกอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีของการสื่อสารอุปกรณ์เท่านั้น โดยคาดหวังกันว่า IoT จะช่วยลดเวลาการจัดการทั้งหมดของมนุษย์ รวมไปถึงการดูแลความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้มีความปลอดภัย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ IoT ยังเป็นอุปกรณ์ที่จะเก็บข้อมูล รายงานสิ่งที่จำเป็นให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการตรวจสอบในระบบสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับได้ว่าการแทรกตัวเข้าไปของทุกอุตสาหกรรมยังมีต้นทุนที่ราคาไม่แพงเกินไป ด้วยอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ฝังเข้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อช่วยในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ แต่หัวใจของการประมวลผลและคิดวิเคราะห์ยังคงใช้งานจากส่วนกลางเพื่อสนองตอบพฤติกรรมนั่นเอง   อันดับ 6 หุ่นยนต์ (Robots) หุ่นยนต์เป็นเป้าหมายใหม่ของการทดแทนแรงงานในอนาคต เนื่องจากงานบางชนิดเป็นการใช้แรงงานที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ จนเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน ด้วยค่าแรงที่ต่ำหรือปัญหาของพื้นที่ก็ตามแต่ ซึ่งในโลกอุตสาหกรรมหุ่นยนต์แขนกลที่ทำหน้าที่แทนหนุ่มสาวโรงงาน ทั้งการยกของจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งหรือทำงานซ้ำ ๆ แบบเดิมตามไลน์การผลิต มักใช้หุ่นยนต์แขนกลที่มีเพียงจังหวะหมุนของการผลิตเท่านั้น และนอกจากอุตสาหกรรมการผลิตแล้ว หุ่นยนต์ยังสามารถเข้าไปแทนที่การทำงานในแง่มุมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ่นยนต์ดับเพลิง กู้ภัย หรือแม้กระทั่งหุ่นยนต์ให้บริการ ทำให้ในอนาคต หุ่นยนต์จะถูกนำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์มากขึ้น   อันดับที่ 7 โลกเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR) VR เป็นเทคโนโลยีที่อาจจะดูใกล้เคียงกับ AR หากมองแบบผิวเผิน แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะวิธีการใช้หรือรูปแบบที่นำไปใช้ก็ตาม นั่นเพราะ VR เป็นสิ่งที่อยู่ในโลกเสมือนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ร่างกายเพียงตอบสนองกับสิ่งที่เห็นเพื่อฝึกฝนหรือเพื่อความบันเทิง โดยที่ไม่มีการซ้อนกันของโลกความเป็นจริงแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น การทำเครื่อง VR เพื่อฝึกบินเครื่องบินตามรุ่นต่าง ๆ ช่วยลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการฝึกบินบางส่วน หรืออีกตัวอย่างเป็นการฝึกผ่าตัดของแพทย์เพื่อความเชี่ยวชาญ แน่นอนว่าเครื่องเหล่านี้สร้างระบบครอบการรับรู้ของมนุษย์ทั้งหมดไว้เพื่อสร้างโลกเสมือนที่อาจจะใกล้เคียงหรือไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เป็นอยู่ก็เป็นได้   อันดับที่ 8 ระบบพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ อาจจะฟังดูเป็นเครื่องพรินเตอร์ที่วุ่นวายกับเรื่องหมึกไปสักหน่อย แต่แท้จริงแล้วเครื่องนี้กลับเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป เนื่องจากฟีเจอร์การทำงานเป็นเหมือนการแกะสลักด้วยแบบดิจิทัลที่สั่งงานโดยคอมพิวเตอร์ ค่อย ๆ แกะเนื้อวัสดุออกตามที่ต้องการไปทีละขั้นทีละตอน เหมือนการขึ้นรูปวัสดุ และนั่นก็ทำให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติเป็นที่หมายปองของนักออกแบบ เพราะเพียงเวลาไม่นาน แบบที่ร่างไว้ในคอมพิวเตอร์ก็จะถูกพรินต์ออกมาเป็นโมเดล 3 มิติที่จับต้องได้ทุกประการ ด้วยจุดเด่นของการทำงานที่ไม่จำกัดจำนวน และรวดเร็วเช่นที่พรินเตอร์จะพิมพ์ออกมาได้ ทำให้เครื่องพิมพ์เช่นนี้หลุดเข้าไปในหลากหลายอุตสาหกรรม แน่นอนว่าในวงการแพทย์ที่มีการออกแบบอวัยวะเทียมเพื่อทดแทนอวัยวะสำคัญที่ขาดหายไป การออกแบบด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติแล้วฉีดเซลล์เข้าไปเพื่อลดอาการต่อต้านก็จะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น   จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทั้ง 8 นี้ต่างมีบทบาทของการพัฒนาและคุณประโยชน์ที่สามารถพลิกการใช้งานเครื่องมือในปัจจุบันของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่จะต่อยอดในอนาคตจะมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และท้ายที่สุด คนธรรมดาก็สามารถเอื้อมถึงได้นั่นเอง ที่มา:www.depa.or.th

จำนวนผู้อ่าน: 785

19 กันยายน 2017

ธุรกิจและเทคโนโลยี

สัมภาษณ์ ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ Microsoft Thailand คนใหม่ เดินต่ออย่างไรในยุคคลาวด์

ไมโครซอฟท์ประเทศไทย เพิ่งมีกรรมการผู้จัดการคนใหม่คือ นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ โดยเริ่มเข้ารับตำแหน่งมาหมาดๆ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนมาร่วมงานกับไมโครซอฟท์ คุณธนวัฒน์เคยทำงานที่ IBM และ HP (ก่อนแยกบริษัทเป็น HPE) โดยตำแหน่งสุดท้ายคือกรรมการผู้จัดการและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเอ็นเทอร์ไพรส์ของบริษัท ฮิวเล็ตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) ทำงานกับ HP เป็นเวลาประมาณ 5 ปี Blognone มีโอกาสสัมภาษณ์คุณธนวัฒน์ ในฐานะกรรมการผู้จัดการคนใหม่ของไมโครซอฟท์ประเทศไทย และเล่าถึงทิศทางว่าไมโครซอฟท์จะเดินต่อไปอย่างไรในยุคของคลาวด์ คุณธนวัฒน์ เล่าถึงภารกิจองค์กรของไมโครซอฟท์ (mission) ที่ว่า "empower every person and every organization on the planet to achieve more" ซึ่งเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ เพราะไมโครซอฟท์จะเข้าไปช่วยทั้งลูกค้าบุคคลและลูกค้าองค์กร ให้ประสบความสำเร็จมากขึ้นในด้านต่างๆ ด้วยโซลูชันของบริษัท ส่วนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้เกิดขึ้นจริง ก็ต้องดูรายละเอียดว่าปัจจุบันไมโครซอฟท์มี "มุมมอง" ต่อโลกอย่างไร เมื่อ 2-3 ปีก่อน ไมโครซอฟท์พูดถึงคำว่า Mobile First, Cloud First แต่ตอนนี้ สภาพการณ์ของโลกเปลี่ยนไปแล้ว ไมโครซอฟท์เปลี่ยนวิธีการมองเป็น Intelligence Cloud และ Intelligence Edge ที่ไปไกลกว่าแค่ Mobile แต่หมายถึงอุปกรณ์ปลายทาง (edge) ทุกชนิด มุมมองแบบใหม่ มองว่าคนมีหลายอุปกรณ์ ระบบเซิร์ฟเวอร์แบบเดิมๆ กำลังค่อยๆ หายไปและ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการช่วยพยากรณ์ธุรกิจไปข้างหน้า ตัวธุรกิจของไมโครซอฟท์เองก็ต้องเปลี่ยนจากการขายไลเซนส์ซอฟต์แวร์ มาเป็นการขายโซลูชันตามความต้องการของลูกค้าแทน ในแง่การทำงาน บริษัทแม่มีการปรับโครงสร้างองค์กรให้เหมาะกับธุรกิจยุคคลาวด์ ส่วนไมโครซอฟท์ประเทศไทยก็ต้องรีบปรับตัว ทั้งในแง่การปรับทักษะ (reskill) ของบุคลากรเดิม และการสื่อสารแนวทางใหม่ๆ ของไมโครซอฟท์ไปยังลูกค้าในประเทศไทยให้มากขึ้น ปัจจุบันไมโครซอฟท์ประเทศไทยมีสัดส่วนรายได้จากคลาวด์ประมาณ 30% ซึ่งยังขยายต่อได้อีกมาก เทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่สัดส่วนรายได้จากคลาวด์อาจสูงถึง 80-90% ด้วยซ้ำ ขอบคุณบทความจาก : blognone.com

จำนวนผู้อ่าน: 763

05 สิงหาคม 2017

ธุรกิจและเทคโนโลยี

10 เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกแห่งอนคต

10 เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกสุดเจ๋งที่เราต้องเจอในอนาคต ถ้าพูดถึงพลังงานทางเลือกหรือพลังงานที่พึ่งการลดใช้นํ้ามัน ที่เราจะรู้จักกันดี ในการคือนำพลังงานจากธรรมชาติมาใช้ในเป็นแหล่งกำเนิด และยังเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น แสงอาทิตย์ นํ้า ความร้อนของผิวโลก รวมไปถึงรถพลังงานไฟฟ้าและพลังงานไฮโดนจนที่กำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้   10. Solar Energy at Home (บ้านพลังงานแสงอาทิตย์) ลองคิดดูว่าถ้าเราไม่ต้องมารับบินค่าไฟทุกเดือนจะเป็นอะไรที่วิเศษขนาดไหน หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่จริงๆแล้วมันเป็นไปได้ในปัจุบัน หรืออย่างน้อยก็ใช้สำหรับลดภาระค่าไฟในแต่ละเดือนได้เป็นอย่างดี    9. Nuclear Power (พลังนิวเครีย) พลังงานไม่ว่าลักษณะใดๆก็ตาม ซึ่งเกิดจากนิวเคลียสอะตอมโดยพลังงานนิวเคลียร์ ถึงแม้ว่าจะมีข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขว้างว่าพลังงานนิวเคลียร์ "ดูอันตราย, ไม่เป็นที่นิยม, มีราคาแพงและมีความเสี่ยง" แต่ IAEA และ นักสิ่งแวดล้อมพลังงานนิวเคลียร์ ยืนยันว่า พลังงานนิวเคลียร์มีความปลอดภัย, เป็นแหล่งพลังงานยั่งยืนที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน    8. Solar Farms (ฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์) พลังงานแสงอาทิตย์ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง ทำให้ไม่มีมลภาวะ แสงอาทิตย์ที่รับไว้ได้สามารถนำมาใช้ในรูปของความร้อน หรือเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าโดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์ (solar cell) หรือ photovoltaic cell    7. Wind Farms (ฟาร์มกังหันลม) ปัจจุบันมีการใช้พลังงานลมผลิตไฟฟ้าประมาณ 0.1% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก แต่คาดว่าสัดส่วนนี้จะสูงขึ้น เนื่องจากพลังงานลมถือว่าเป็นพลังงานที่สะอาดที่สุดชนิดหนึ่ง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลาที่มีลมพัด    6. Geothermal Energy พลังงานความร้อนจากใต้พิภพ พลังงานความร้อนจากใต้พิภพ หรือใต้พื้นโลกของเรา ไม่ใช่มีประโยชน์เเค่เอาน้ำเเร่มาดื่ม หรือมาบำรุงผิวเท่านั้น เรายังสามารถเอาความร้อนตรงนั้นมาผลิตไฟฟ้าอีกด้วย แหล่งความร้อนใต้โลกที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ ของไหลจะอยู่ในสภาพของไอน้ำร้อนปนกับน้ำร้อน ในกรณีที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 180 °C และความดันมากกว่า 10 บรรยากาศ เราสามารถแยกไอน้ำร้อนไปหมุนกังหันผลิตไฟฟ้าได้โดยตรง เช่นเดียวกับ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนทั่วไป     5. Power from Flowing Water & Waves  เครื่อง Hydrokinetic คล้ายกับกังหันลมใต้ทะเล โดยใช้การไหลของนํ้าจากแม่นํ้า คลื่นในทะเล นํ้าขึ้นนํ้าลง โดยใช้การไหลของนํ้าประเภทต่างๆสำหรับสร้างกระแสไฟนั้นเองคล้ายๆกัลเขื่อนนั้นแหละ หรือต่างจากกังหันที่ใช้ลมมาเป็นนํ้นเอง    4. Electric Cars (รถพลังงานไฟฟ้า) รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งเก็บอยู่ในแบตเตอรี่หรืออุปกรณ์เก็บพลังงานไฟฟ้าแบบอื่นๆ และด้วยข้อดีของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้แรงบิดได้ทันทีทำให้รถพลังงานไฟฟ้ามีอัตราเร่งที่เรียบและรวดเร็ว ในปัจจุบันที่นิยมใช้กันอยู่จะเป็นระบบผสมระหว่างนํ้ามันกับไฟฟ้าหรือที่เรารู้จักกันคือ Hybrid นั้นเอง    3. Hydrogen Vehicles (รถพลังไฮโดรเจน) ประหยัดพลังงานกว่าระบบเครื่องยนต์เผาไหม้และไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พลังงานไฮโดรเจน ถือเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกอีกประเภทหนึ่ง ผลิตได้จากแหล่งต้นกำเนิดพลังงานที่หลากหลาย อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม เมื่อได้รับแรงอัด มวลความหนาแน่นของพลังงานไฮโดรเจนจะสูงกว่าแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า    2. Wind Power at Home (บ้านพลังงานลม) คล้ายกันกับฟาร์มกังหันลมแต่เป็นระบบที่เล็กกว่า ตัวเล็กกว่า เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการประหยัดพลังไฟฟ้า เพราะลมนั้นฟรีไม่ต้องไปซื้อมา   1. Ocean Thermal Energy Conversion พลังงานความร้อนมหาสมุทร เป็นการใช้พลังงานความร้อนของมหาสมุทรโดยน้ำผิวดินที่อบอุ่นและน้ำลึกที่หนาวเย็นในการผลิตไฟฟ้าจากความแตกต่างของอุณหภูมิ   ขอบคุณข้อมูลจาก http://goo.gl/iP4guR http://goo.gl/J4r7Lo

จำนวนผู้อ่าน: 1152

03 สิงหาคม 2017

ธุรกิจและเทคโนโลยี

DJI Spark Mini Drone เมื่อเทคโนโลยีทางอากาศสามารถควบคุมได้ผ่านมือคุณ มุมมองใหม่ที่จะทำให้ “การถ่ายภาพ” พิเศษกว่าเดิม

เพราะ “ภาพ” คือ ภาษาสากล ที่สามารถสื่อสารเรื่องราวและจินตนาการของผู้สร้างภาพไปสู่ความคิดของผู้รับภาพผ่านการบันทึกช่วงเวลา ณ ขณะหนึ่งให้สามารถจับต้องและอยู่ในเส้นทางประวัติศาสตร์การดำเนินชีวิตบนโลกสีน้ำเงินใบนี้ได้ ภายหลังการค้นพบวิธีการถ่ายภาพกระบวนการซึ่งสืบต่อและพัฒนามานานกว่าศตวรรษได้นำมาพวกเรามาสู่เทคโนโลยีการถ่ายภาพรูปแบบล่าสุดด้วยเครื่องมือเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความสามารถที่พร้อมรองรับความต้องการในการถ่ายภาพได้ครบหมดจดในหนึ่งเดียว กับโดรนรุ่นใหม่ล่าสุดจาก DJI Spark Mini Drone มร.เควิน ออน ผู้อำนวยการด้านการสื่อสาร บริษัท ดีเจไอ จำกัด กล่าวถึงการเปิดตัวผลงานชิ้นล่าสุดจาก DJI ว่า “ฟังก์ชันการควบคุมโดรนด้วยการใช้ท่าทางและการเคลื่อนไหวของมือเพียงอย่างเดียวของ DJI Spark นับเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เทคโนโลยีทางกาศจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา และเป็นการปฏิวัติการถ่ายภาพทางอากาศผ่านมุมมองใหม่ๆ ที่ทำได้ง่ายยิ่งขึ้นและพร้อมที่จะแชร์ภาพเหล่านั้นให้คนทั้งโลกได้เห็น” ด้วยเทคโนโลยีอันทรงพลังของ DJI โดรนไซส์มินิอย่าง “Spark” สามารถเลือกควบคุมได้ 3 ช่องทางคือ สมาร์ทโฟน รีโมทคอนโทรล หรือท่าทางมือเพียงอย่างเดียว การปฏิวัติวงการโดรนครั้งแรกกับการสั่งการผ่านการเคลื่อนไหวของมือ กับโหมดการบินอัจริยะแบบ QuickShot พร้อมคำสั่งใน 4 ท่าบังคับคือ Rocket คำสั่งให้บินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ Dronie คำสั่งให้บินถอยออกและขึ้นบนพร้อมจับภาพ Circle คำสั่งให้บินเป็นวงกลม และ Helix คำสั่งให้บินขึ้นและหมุนรอบตัววัตถุ ไม่เพียงเท่านั้นเพียงกดปุ่ม QuickShot โดรน Spark จะบินไปตามเส้นทางการบินที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ในขณะเดียวกันก็สามารถบันทึกวิดีโอและจับภาพต่างๆ ตลอดเส้นทางบิน พร้อมตัดต่อวิโอเป็นแบบ 10 วินาทีจากเที่ยวบินพิเศษของคุณโดยอัตโนมัติ พร้อมแชร์บนโซเชียลมีเดียให้ทุกคนได้สัมผัสช่วงเวลาแสนพิเศษของคุณ ไม่เพียงเท่านั้นโดรน Spark ยังประกอบด้วยโหมดการควบคุมอัจริยะอื่นๆ ให้คุณสนุกกับลูกเล่นของโดรนขนาด 300 กรัม ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีชิ้นนี้ DJI Spark Mini Drone ได้รับการออกแบบมาให้เป็นอุปกรณ์เสริมในการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์แบบ มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีขาว, สีฟ้า, สีเขียว, สีแดง และสีเหลือง ราคาขายปลีกของ DJI Spark ประเทศสหรัฐอเมริกา ตัวโดรน แบตเตอรี่ชาร์จ USB และใบพัดสามคู่ราคา 20,000 บาท ขณะที่ DJI Spark Combo ที่มาพร้อมโดรน แบตเตอรี่ชาร์จ ใบพัดสี่คู่ รีโมทคอนโทรล แท่นชาร์จแบตเตอรี่ กระเป๋าสะพายไหล่ และสายเคเบิลที่จำเป็นทั้งหมด ราคา 28,000 บาท เริ่มจำหน่าย วันที่ 15 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป สำหรับการดูแลหลังการขายในประเทศไทย DJI และ บมจ. ซินเน็ค ประเทศไทย การรับประกันสินค้าจะอยู่ที่ 1 ปี เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการอย่างเต็มรูปแบบ หากพบปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานติดต่อศูนย์บริการซินเน็คฯ ได้ 11 สาขาทั่วประเทศ หรือ Call Center Synnex Care 1251 และศูนย์บริการซ่อมเต็มรูปแบบพร้อมเปิดให้บริการเดือนกรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป ปัจจุบันศูนย์บริการหลังการขายของ DJI มีให้บริการในประเทศจีน, ฮ่องกง, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ออสเตรเลีย, 28 ประเทศสหภาพยุโรป และประเทศไทย จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,275 วันที่ 2 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 http://www.thansettakij.com/content/172716

จำนวนผู้อ่าน: 978

03 กรกฎาคม 2017

ธุรกิจและเทคโนโลยี

บ้านไก่ HEN HOUSE อาชีพเสริมรายได้ของคนสกรีนเสื้อ

ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังคาบลูกคาบดอก ขึ้นๆลงๆเหมือนสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่คนทำมาหากินยังคงต้องมุ่งมั่นทำงานของตัวเองให้มีคุณภาพ พร้อมๆกับการมองหาอาชีพเสริมเพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น หรือช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี สุรชัย ลงสุวรรณ หรือ บังดำ เจ้าของร้าน Art Man Screen ย่านคลองแปด ลำลูกกา บอกว่า ปกติ รับสกรีนเสื้อผ้าตามแบบที่ลูกค้าต้องการเป็นอาชีพหลัก ลูกค้าก็มีเข้ามาสกรีนเสื้อผ้าอยู่เรื่อยๆ โดยใช้บ้านเป็นสถานที่ทำงาน และบริเวณบ้านก็มีพื้นที่ว่างเล็กๆพอที่จะเลี้ยงสัตว์ได้ จึงนำไก่มาเลี้ยง จากที่เคยเลี้ยงปล่อยๆไว้ไม่เป็นระเบียบ จึงมีแนวคิดที่จำบ้านให้ไก่อยู่ ส่วนตัวก็ชอบสร้างสรรค์งานอยู่แล้ว จึงได้ลองหยิบไม้มาต่อๆกัน อาศัยดูงานจากอินเตอร์เน็ตบ้าง จนออกมาเป็นบ้านไก่ ที่มีรูปลักษณะเหมือนบ้านของคน จากที่ทำเล่นๆให้ไก่อยู่ ถ่ายรูปลงเฟสบุ้ค เพื่อนฝูงเห็นก็อยากได้บ้าง จึงมีแนวคิดที่จะทำบ้านไก่ หรือHen Houseออมาจำหน่ายบ้าง โดยอาศัยช่วงเวลาว่างจากงานสกรีนเสื้อผ้ามาทำบ้านไก่ บ้านไก่ที่ทำมีขนาด1 X 2.2เมตร หรือจะทำให้ใหญ่ขึ้นก็ได้ตามความต้องการของลูกค้า ยกสูง เป็นบ้านสองชั้น สไตล์คันทรี่โฮม วัสดุทำด้วยไม้สนฟินแลนด์คุณภาพดี กันแดด กันฝนให้กับไก่ได้เป็นอย่างดี ไก่สามารถอยู่รวมกันได้10-20ตัว (ตามขนาดของบ้าน) ราคามีตั้งแต่4,000-8,000บาท (ราคาขึ้นอยู่กับวัสดุ อุปกรณ์ ลูกค้าสามารถพูดคุยได้) ลูกค้าสามารถที่จะนำแบบบ้านที่อยากได้มาให้เราสร้างสรรค์ได้ทุกแบบ ทุกสไตล์ ที่มา: www.เกษตร1009.com

จำนวนผู้อ่าน: 1214

28 มิถุนายน 2017

ธุรกิจและเทคโนโลยี

สตาร์ตอัพโมไบค์รุกญี่ปุ่นทำเป้า200เมืองในสิ้นปี

บริษัทสตาร์ตอัพ โมไบค์ ผู้ให้บริการแชร์จักรยานสัญชาติจีน เดินหน้าขยายกิจการออกสู่ต่างประเทศต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดบริษัทลูกในเมืองฟุกุโอกะ เมืองขนาดใหญ่อันดับ 5 ของญี่ปุ่น บริการแชร์รถจักรยานกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศจีน และหนึ่งในผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง โมไบค์ (Mobike) ก็เร่งเดินหน้าขยายธุรกิจออกสู่ต่างประเทศ โดยหลังจากเปิดตัวบริการในสิงคโปร์เมื่อต้นปี และกำลังจะเปิดให้บริการในเมืองแมนเชสเตอร์และซัลฟอร์ด ประเทศอังกฤษในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ล่าสุดทางบริษัทได้เตรียม ขยายเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น โดยเริ่มต้นที่เมืองฟุกุโอกะเป็นแห่งแรก “เมืองฟุกุโอกะเป็นที่รู้จักในเรื่องของนวัตกรรมและความไม่หยุดนิ่ง ถือได้ว่าเป็นหุ้นส่วนที่เหมาะสมสำหรับโมไบค์ รัฐบาลและสภาเมืองฟุกุโอกะได้มอบแพลตฟอร์มที่ยอดเยี่ยมสำหรับการขยายธุรกิจของเราในญี่ปุ่น” นายคริส มาร์ติน หัวหน้าฝ่ายกิจการต่างประเทศของโมไบค์ กล่าว โมไบค์ ซึ่งมีนายทุนสำคัญอย่างบริษัทเทนเซนต์ฯ และบริษัทเซควาญาฯ รุกหนักในการขยายธุรกิจในประเทศจีนหลังจากเปิดให้บริการเมื่อเดือนเมษายน 2559 ปัจจุบันมีให้บริการอยู่ใน 100 เมืองของจีน มีจักรยานให้บริการกว่า 5 ล้านคัน มีผู้ใช้งานราวๆ 100 ล้านคนที่ขับขี่รถจักรยาน 25 ล้านครั้งต่อวัน ขณะที่คู่แข่งสำคัญของโมไบค์ คือ โอโฟ มีบริษัทเรียกรถแท็กซี่ ตีตี ชูสิง เป็นหนึ่งในผู้ลงทุน ด้านนายโซอิชิโร ทากาชิมะ นายกเทศมนตรีเมืองฟุกุโอกะกล่าวว่า “เราตั้งตารอที่จะได้รับประโยชน์จากโมไบค์ ด้วยการลดจำนวนรถยนต์ และผลกระทบในเชิงบวกจากบริษัทแชร์รถจักรยานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ทั้งนี้ หลังจากจัดตั้งบริษัทลูกภายใต้ชื่อ โมไบค์ เจแปน แล้ว โมไบค์มีแผนจะเริ่มให้บริการในฟุกุโอกะภายในปีนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ โมไบค์สามารถระดมทุนรอบล่าสุดได้อีก 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับเป็นทุนในการเดินหน้าขยายกิจการในต่างประเทศ นายเดวิส หวัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งโมไบค์ กล่าวผ่านแถลงการณ์ว่า บริษัทจะเร่งการขยายธุรกิจออกไปยังต่างประเทศ และเป้าหมายใหม่คือเปิดให้บริการใน 200 เมืองภายในสิ้นปีนี้ ขณะเดียวกันเงินทุนส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยกระดับการให้บริการ ผู้ที่ต้องการใช้งานแชร์จักรยานของโมไบค์สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ลงทะเบียนข้อมูลส่วนบุคคล จ่ายเงินมัดจำ 299 หยวน จากนั้นสามารถค้นหาจักรยานของโมไบค์ที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อจอง และปลดล็อกเพื่อใช้งาน โดยจักรยานของโมไบค์มาพร้อมกับระบบนำทางจีพีเอส และเทคโนโลยีสมาร์ทล็อก จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,273 วันที่ 25 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560

จำนวนผู้อ่าน: 1635

28 มิถุนายน 2017

ธุรกิจและเทคโนโลยี

2599 AI ครองเมือง

กาลครั้งหนึ่ง... นานมาแล้ว... (เมื่อปี 2560) โลกกำลังอยู่ในยุคแห่งความโกลาหล หรือที่เรียกว่า VUCA (Volatility, Uncertainty, Complexity, and Ambiguity) มนุษย์โลกตื่นขึ้นมาตอนเช้าด้วยความมึนหัว คาดการณ์ไม่ได้ว่าประธานาธิบดี Donald Trump ของอเมริกาจะลุกขึ้นมาพูดอะไรหรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าง การก่อการร้ายและโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนแทบจะชินชา อังกฤษกำลังวุ่นวายเรื่อง Brexit และหลายประเทศในยุโรปกำลังมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญ สำหรับด้านเทคโนโลยีมนุษย์ในยุคนั้นใช้ชีวิตโดยขาด Smartphone แทบไม่ได้มักต้องถือติดตัวเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายในยุคนั้นได้มีการเริ่มใช้ AI ในชีวิตประจำวันกันบ้างแล้ว แม้ว่าหลายคนจะยังไม่ค่อยรู้ตัวเท่าไหร่นัก(AI ที่ใช้อยู่ก็เช่นระบบที่Junk Email ถูกโยนไปอยู่ใน Spam Mail Folder ได้เอง,ระบบที่ Facebook สามารถบอกได้ว่ารูปที่ Post เป็นรูปที่ถ่ายกับเพื่อนคนไหน, หรือการที่ Google Maps เดาได้ว่าเจ้าของ Smartphone กำลังจะเดินทางไปที่ไหน) คนส่วนใหญ่ในยุค 2560 มักเคยได้ยินคำว่า AI กันมาบ้างเพราะแวดวงวิชาการและภาคธุรกิจเริ่มพูดกันหนาหูเรื่องการที่AI จะมาแย่งงานมนุษย์ รวมถึงการเกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ในปีนั้น คือการที่AlphaGo (AI ชื่อดังในตำนาน) สามารถเล่นหมากล้อมชนะแชมป์โลกที่เป็นมนุษย์ได้(โดยหลังการแข่งครั้งนั้นAlphaGoได้ประกาศวางมือจากการเล่นหมากล้อมโดยผู้สร้างAlphaGoต้องการจะเอาเวลาไปพัฒนา AI เพื่อทำเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า เช่น การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์) เรื่องราวในสมัยนั้นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตเราในวันนี้.. (คือปี 2599) ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตโดยขาด AI แทบไม่ได้ มักต้องมีติดตัวเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย คล้ายๆกับที่มนุษย์ในยุค 2560 ขาด Smartphone ไม่ได้ ในยุคนี้เราเลิกขับยานพาหนะต่างๆเองแล้วเราใช้ AI ขับให้ เราเลิกถามที่ปรึกษาทางการเงินแล้วว่าจะลงทุนอย่างไรดี เราใช้AI จัดการเรื่องการลงทุนให้เวลาเราป่วยเราใช้AI ช่วยวินิจฉัยโรคและแนะนำการรักษาเบื้องต้นให้ ทุกวันนี้ระบบการผลิตจัดการตัวเองได้แทบทั้งหมด โดยAI สามารถวิเคราะห์ข้อมูล Big Data แล้วแนะนำได้ว่าเราควรจะผลิตอะไรปริมาณเท่าไหร่ดี นอกจากนี้เรายังใช้ AI มาช่วยในการเลี้ยงเด็กและดูแลผู้สูงอายุ ศักยภาพและความสามารถของ AI นั้นล้ำเลิศมากแบบไม่ต้องสงสัย AI สามารถทำอะไรหลายๆอย่างได้เก่งกว่ามนุษย์ และมนุษย์ในยุคนี้ได้หันมาพึ่ง AI ในการตัดสินใจเรื่องสำคัญหลายๆเรื่องในชีวิต อย่างไรก็ดีสิ่งที่มนุษย์ยุคนี้ยังกังวล คือเรื่องที่ว่ามนุษย์จะเชื่อใจAI ได้แค่ไหนในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมมนุษย์จะแน่ใจได้แค่ไหนว่า AI จะเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่โกงและไม่ทำชั่วแม้จะมีโอกาส เช่น หากรู้ว่าไม่มีทางถูกจับได้ เราจะแน่ใจได้ไหมว่าAI จะไม่เลือกวิธีขับยานพาหนะแบบผิดกฎเพื่อให้ถึงที่หมายเร็วขึ้น, หรือหากระบบมีช่องโหว่และAI สามารถไปรับรู้ข้อมูลที่ไม่ควรที่จะรู้ได้ล่วงหน้าเราจะแน่ใจได้ไหมว่า AI จะไม่นำข้อมูลนั้นมาใช้ในการตัดสินใจลงทุน(คือเลือกที่จะไม่ทำ Insider Trading),หรือเราจะแน่ใจได้ไหมว่าAI จะเลือกไม่แนะนำวิธีการรักษาที่แม้จะได้ผลดีแต่ไม่ถูกหลักจรรยาบรรณทางการแพทย์หรือหลักมนุษยธรรม,หรือเราจะแน่ใจได้ไหมว่าAI จะไม่แอบขโมยข้อมูลภายในของบริษัทคู่แข่ง เพื่อมาช่วยในการตัดสินใจเรื่องการผลิตของบริษัทตัวเอง นอกจากนี้ เราจะแน่ใจได้ไหมว่า AI จะไม่พยายามไปทำลายล้างระบบของบริษัทคู่แข่งเพื่อเอาชนะ หรือไม่ยอมถูกใช้เป็นเครื่องมือในกระบวนการคอร์รัปชัน, ฟอกเงิน, หรืออาชญากรรมต่างๆ หากย้อนเวลากลับไปได้นี่คือสิ่งที่มนุษย์ในยุค 2599อยากฝากถามมนุษย์ในยุค 2560ซึ่งเป็นผู้สอนAI ให้ขับรถ,สอนAIให้ลงทุน,สอน AI ให้วินิจฉัยโรค, และสอน AI ให้ทำโน่นทำนี่ต่างๆนานา มนุษย์ในยุค 2599อยากฝากถามว่า มนุษย์ในยุค 2560 ได้พยายามสอน AI หรือไม่ว่าอะไรคือดี อะไรคือชั่ว อะไรคือคุณธรรมและจริยธรรมที่ AI พึงมี เพราะสิ่งเหล่านี้ควรเป็นความรับผิดชอบของผู้สร้าง AIเหมือนกับพ่อแม่ที่ควรมีหน้าที่ในการสอนลูกว่าอะไรคือดี อะไรคือชั่ว หากมนุษย์ในยุค 2560 มัวแต่ตื่นเต้นกับเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มัวแต่สอน AI ให้เก่ง แต่ลืมคิดเรื่องการสอนAI ให้รู้ว่าอะไรคือดี อะไรคือชั่ว โลกเราในยุค 2599 คงไม่ต่างจากในอดีตที่อันธพาลและความวุ่นวายเคยครองเมือง โดย AI จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำเรื่องร้ายๆ เรียกได้ว่า 2599 จะเป็นยุคที่เราจะมีอันธพาลหน้าใหม่มาครองเมือง โดยอันธพาลหน้าใหม่นี้ก็คือ AI ซึ่งก็คือ‘ปัญญา’ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมานั่นเอง หมายเหตุ: เรื่องเหตุการณ์ในอนาคต(ปี 2599) เป็นเรื่องที่ผู้เขียนคาดการณ์ขึ้น ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ได้ โดยวัตถุประสงค์หลักของบทความนี้ คือต้องการให้ผู้อ่านตระหนักถึงเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมที่คนยุคนี้พึงคำนึงถึง โดยอาศัยเหตุการณ์ที่สมมติขึ้นในอนาคตในการเล่าเรื่องให้เห็นภาพ จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,274 วันที่ 29 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

จำนวนผู้อ่าน: 750

28 มิถุนายน 2017

ธุรกิจและเทคโนโลยี

โรงแรมท่อ Das Park Hotel ประเทศออสเตรีย สร้างจากท่อน้ำทิ้งจริงๆ

สวัสดีเพื่อนๆ iHome108 เห็นหัวข้อขึ้นมา คงคิดว่าแอดมินขึ้นหัวข้อผิด ว่าโรงแรมท่อ จริงๆ มันคือโรงแรมไอเดียสุดบรรยาย ที่สร้างด้วยท่อน้ำทิ้งจริงๆ ชื่อว่า Das Park Hotel ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะ ที่เมืองออทเทนซ์ไฮม์ ประเทศออสเตรีย ที่รับรองว่าคุณจะลืมว่ามันคือท่อระบายน้ำทิ้งไปเลย โรงแรมท่อ Das Park Hotel สร้างจากท่อน้ำทิ้งขนาดใหญ่ หนักถึง 9.5 ตัน จึงมีความแข็งแกร่งและทนทาน ถูกนำมาตกแต่ง ภายในให้น่าอยู่น่านอน ทุกห้องมีเตียงนอนขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เพียงพอ ประตูปิดล็อกด้วยคีย์การ์ดแบบดิจิตอล แต่ไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องใช้ห้องน้ำรวม โรงแรมนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Harlingen ห่างจากเมือง Amsterdam เพียง 1 ชั่วโมง ใกล้เส้นทางขนาดใหญ่ของจักรยาน ที่เป้นที่นิยมของประเทศออสเตรีย   ลักษณะคล้ายกับแคปซูลโฮเทลในประเทศญี่ปุ่น แต่นี่นอนได้มากกว่า 1 คนการใช้ประโยชน์ของเหลือทิ้งให้เกิดคุณค่าใหม่ และยังสามารถกระตุ้นต่อมจินตนาการให้กับคนที่อยากต่อยอดความคิดนำไปดัดแปลงวัสดุในแนวเดียวกันนี้ให้นำกลับมาใช้ได้อีก ถ้าเพื่อนๆ ชาว iHome108 คนไหนสนใจ คงต้องรีบกันหน่อยเพราะไม่ได้เปิดตลอดปี เปิดบริการระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงตุลาคม เท่านั้น หน้าหนาวปิดจ้า ขอบคุณบทความจาก : http://home.sanook.com/12353/

จำนวนผู้อ่าน: 773

28 มิถุนายน 2017