News

อังกฤษพบโควิดกลายพันธุ์ B.1.1.529 สั่งระงับเที่ยวบินจากแอฟริกาใต้

อังกฤษหันกลับมาใช้มาตรการคุมเข้ม ห้ามนักเดินทางจากหลายประเทศในแอฟริกาตอนใต้เข้าประเทศใหม่อีกครั้ง หลังมีคำเตือนเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ตัวใหม่ที่มีการกลายพันธุ์อย่างน่าวิตก  เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 นายซาจิด จาวิด รัฐมนตรีสาธารณสุขอังกฤษประกาศว่า นับตั้งแต่เที่ยงของวันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายนเป็นต้นไป 6 ประเทศในแอฟริกาตอนใต้จะถูกบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อกลุ่มประเทศสีแดง โดยจะมีการระงับเที่ยวบินจากประเทศดังกล่าวมายังอังกฤษเป็นการชั่วคราว   นายจาวิดระบุว่า ไวรัสกลายพันธุ์ตัวใหม่นี้  นักวิทยาศาสตร์มีความวิตกกังวลอย่างมาก และจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมหลังพบว่ามีการกลายพันธุ์มากกว่าการกลายพันธุ์อื่นๆ รวมถึงเดลต้า ซึ่งอาจทำให้มีความสามารถในการแพร่ระบาดได้มากขึ้นและวัคซีนที่มีอยู่อาจจัดการกับไวรัสกลายพันธุ์ตัวใหม่นี้ไม่ได้ ดังนั้นการขึ้นบัญชีแดงในครั้งนี้เป็นมาตรการป้องกันล่วงหน้า สำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศขึ้นบัญชีแดงของอังกฤษในครั้งนี้ประกอบด้วย แอฟริกาใต้ นามิเบีย ซิมบับเว บอตสวานา เลโซโท และเอสวาตีนี (สวาซีแลนด์) ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวในอังกฤษ แต่มีการยืนยันพบผู้ติดเชื้อแล้ว 59 รายในแอฟริกาใต้ บอตสวานา และฮ่องกง ทั้งนี้มาตรการคุมเข้มของอังกฤษมีขึ้นหลังจากที่มีผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งออกมาเตือนว่า พบไวรัสกลายพันธุ์ที่เรียกว่า B.1.1.529 ซึ่งถูกระบุว่าเป็นการกลายพันธุ์ที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยพบ ซึ่งทำให้หวั่นวิตกว่าวัคซีนที่มีอยู่อาจไม่สามารถรับมือได้ โดยคาดว่าองค์การอนามัยโลกอาจจะประกาศชื่อตามตัวอักษรภาษากรีกให้กับไวรัสกลายพันธุ์ตัวใหม่ดังกล่าวในวันศุกร์ที่ 26 พ.ย.นี้ตามเวลาในท้องถิ่น (ข้อมูลจาก : มติชนออนไลน์) ศบค.ถกวันนี้(26 พ.ย.) เล็งผ่อนคลายสถานบันเทิง-สธ.ชงเปิดประเทศระยะ 2 ศบค.เปิดประเทศ 24 วัน ต่างชาติเข้าไทย 9.9 หมื่นคน ติดโควิด 131 ราย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-809675

Person read: 209

26 November 2021

ประกาศเตือนฉบับ1 ภาคใต้ฝนตกหนักมาก 27-30 พ.ย. เสี่ยงท่วมฉับพลัน

แฟ้มภาพ กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยฉบับที่ 1 ฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคใต้ บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ช่วงวันที่ 27-30 พ.ย.นี้ ขณะที่อ่าวไทยมีคลื่นสูง 2 เมตร วันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 1 เรื่อง”ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย (มีผลกระทบจนตั้งแต่วันที่ 27-30 พฤศจิกายน 2564)” ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า เนื่องจากมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังค่อนข้างแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้   ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ศบค.ถกวันนี้(26 พ.ย.) เล็งผ่อนคลายสถานบันเทิง-สธ.ชงเปิดประเทศระยะ 2 ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-809657

Person read: 211

26 November 2021

เครื่องใช้ไฟฟ้าถล่มลดราคา ดอกเบี้ย 0% ผ่อนยาว 24 เดือน

เครื่องใช้ไฟฟ้าเปิดศึกปลายปี ทุ่มงบฯเร่งปั๊มยอด “อีเลคโทรลักซ์-พานาโซนิค-ไฮเออร์” พร้อมใจลดราคากระหน่ำ 50% ผ่อน 0% 24 เดือน ลากยาวแคมเปญ 3-4 เดือน ยิงยาวยันตรุษจีน ด้านค้าปลีกใหญ่ “เพาเวอร์บาย-เพาเวอร์มอลล์” เด้งรับมู้ดจับจ่ายดีดกลับ เดินหน้าจัดงานแฟร์ยักษ์ งัดสารพัดโปรฯแรงปลุกจับจ่าย หลังปัจจัยลบคลี่คลาย โควิด-19 อ่อนแรง การใช้ชีวิตเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ประกอบกับช่วงโค้งท้ายปลายปีและต้นปีเป็นช่วงหน้าขายสำคัญ ค่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ จึงเริ่มมีความเคลื่อนไหวในการทำตลาดเพื่อเร่งตีตื้นยอดขายให้กลับมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากก่อนหน้านี้ต้องเจอกับมาตรการล็อกดาวน์ที่ต้องเบรกกิจกรรมนานหลายเดือน สำหรับโอกาสสุดท้ายก่อนจะปิดบัญชีนี้ หลาย ๆ ค่ายจึงยิงแคมเปญอย่างหนักหน่วง ทั้งลดราคา 50% ผ่อน 0% นาน 24 เดือน เพื่้อจูงใจและกระตุ้นการจับจ่าย โดยยิงแคมเปญนาน 3-4 เดือน ลากยาวไปถึงต้นปีหน้า ทั้งลดทั้งแถม ลากยาว 4 เดือน นายรัชตะ สุทธาพัฒน์ธานนท์ ผู้จัดการทั่วไป ประจำประเทศไทย และอินเตอร์เนชั่นแนล มาร์เก็ต บริษัท อีเลคโทรลักซ์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลาย รวมทั้งทางการมีการผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมาใช้จ่ายตามปกติ สะท้อนจากยอดขายของดีลเลอร์ที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับลูกค้าองค์กรในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มหาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อนำไปเป็นของแถมในการกระตุ้นการขายโครงการ เช่นเดียวกับกลุ่มลูกค้าองค์กรได้เริ่มสำรวจราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าและเตรียมการจัดซื้อในช่วงปีใหม่ เพื่อรองรับหน้าขายสำคัญและทำแคมเปญให้ครอบคลุมเทศกาลจับจ่าย ตั้งแต่คริสต์มาส ปีใหม่ ไปจนถึงตรุษจีน (1 ก.พ. 2565) ล่าสุด อีเลคโทรลักซ์ ได้จัดแคมเปญยาว Happiest Celebration ยาว 4 เดือน ตั้งแต่ ต.ค. 2564-ม.ค. 2565 โดยช่วงโค้งท้ายบริษัทจะทุ่มงบประมาณด้านการตลาดทั้งหมด จากที่หยุดใช้งบฯไปในช่วงตลอดที่มีการล็อกดาวน์ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและยอดขายอย่างเต็มที่ ทั้งลดราคาสูงสุด 50% คิดเป็นมูลค่าสูงสุด 8,000 บาท ผ่อน 0% และแถมสินค้า เช่น เครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่น PF91-6BWF ลดราคา 7,000 บาท จาก 26,900 บาท เหลือ 19,900 บาท พร้อมแถมเครื่องฟอกอากาศมูลค่า 3,990 บาท เป็นต้น รวมถึงนำเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กทุกชนิดตั้งแต่กาต้มน้ำ เตาอบไมโครเวฟ เครื่องดูดฝุ่น เครื่องทำน้ำอุ่น ไปจนถึงเครื่องฟอกอากาศมาจัดชุดราคาพิเศษ ร่วมกับแคมเปญย่อยอื่น ๆ ที่ร่วมมือกับคู่ค้า อาทิ ร่วมกับโฮมโปร ลดราคาสูงสุด 40% ในรายการ Winter Festival และลดเพิ่มหากใช้บัตรเครดิตที่ร่วมรายการ นอกจากนี้ยังมีการทุ่มงบฯโฆษณาทั้งทีวี 4 ชุด และสื่อออนไลน์ มี “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ รวมทั้งมีการรีโนเวตจุดจำหน่ายในร้านค้าต่าง ๆ รวมถึงจัดเวิร์กช็อปทำอาหารแบบเวอร์ชวล เพื่อสร้างการรับรู้และย้ำโพซิชั่นการเป็นแบรนด์พรีเมี่ยมให้ผู้บริโภคจดจำได้ในระยะยาว   ลดกระหน่ำ-เทกระจาด นอกจากความเคลื่อนไหวของค่ายอีเลคโทรลักซ์ดังกล่าว จากการสำรวจตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงปลายปีนี้ยังมีว่า มีอีกหลาย ๆ ค่ายที่จัดแคมเปญในลักษณะเดียวกัน เริ่มจากค่ายซัมซุง ที่จัดแคมเปญ Happy and Healthier Home in 2022 ตั้งแต่กลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา และยิงยาวไปจนถึง 9 ม.ค. 2565 โดยนำสินค้าทั้งทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก ไปจนถึงจอคอมพิวเตอร์ มาลดราคาสูงสุด 50% รวมทั้งมีการใช้กลยุทธ์เงินผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน ควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ยังจูงใจลูกค้าด้วยการเพิ่มระยะเวลาประกันนานสุด 5 ปี เช่น ตู้เย็น RF56N9740SG/ST Family Hub 3.0 ขนาด 621 L ที่ขายในราคา 79,990 บาท จากปกติ 139,990 บาท หรือลดราคา 60,000 บาท เป็นต้น เช่นเดียวกับพานาโซนิค ที่นำสินค้ากลุ่มภาพและเสียงมาจัดแคมเปญ The best wish is coming ตั้งแต่ 16 พ.ย. 64-16 ม.ค. 65 ด้วยส่วนลดสูงสุด 6,000 บาท เมื่อซื้อทีวีคู่กับลำโพงซาวด์บาร์รุ่นที่กำหนด ผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน หรือเลือกรับส่วนลดออนท็อป 10% และรับคะแนน Club Panasonic เพิ่ม 2 เท่า เมื่อซื้อ 4K OLED TV หรือ 4K TV ขนาด 65 นิ้วขึ้นไป ขณะที่ไฮเออร์ จัดแคมเปญ Haier Fan’s day ทุกสัปดาห์สุดท้ายของเดือนทั้ง ต.ค.-พ.ย. และ ธ.ค.นี้ โดยสินค้าทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก ทีวี ตู้เย็น ตู้แช่ แอร์ เครื่องซักผ้า มาลดราคาสูงสุด 50% ผ่อน 0% นาน 10% แจกของพรีเมี่ยมฟรีมูลค่ากว่า 899 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 10,000 บาท และลุ้นรับ iPhone 13 Pro เมื่อมียอดซื้อครบ 10,000 บาท เพาเวอร์บาย-เพาเวอร์มอลล์ นางสาวจิรันธนิน คำอักษร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด กล่าวว่า เตรียมจัดงานแฟร์เครื่องใช้ไฟฟ้าใหญ่อีกหนึ่งงานในเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้ หลังการจัดงาน Power Buy Electronics Fair เมื่อ 13-21 พ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมงานคึกคักและยอดขายเป็นที่น่าพอใจและเป็นไปตามเป้า ตั้งแต่เดือน ก.ย.เป็นต้นมา สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ฟื้นกลับมาและกล้าจะจับจ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานระดับกลางและบน และเชื่อว่าแนวโน้มจะดีขึ้นไปจนถึงสิ้นปี และอาจจะลากยาวไปจนถึงช่วงเทศกาลตรุษจีน หากการระบาดของโควิด-19 ไม่กลับมาระบาดอีกรอบ จากแนวโน้มดังกล่าว เชื่อว่าจะทำให้ช่วงรอยต่อระหว่างปี 2564-2565 มีความคึกคักมากขึ้น และเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจ เนื่องจากจะมีดีมานด์ทั้งจากการจัดงานปีใหม่ขององค์กรต่าง ๆ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ฟื้นตัวขึ้น โดยเฉพาะช่วงตรุษจีน ซึ่งคาดว่าหลายบริษัทจะแจกโบนัสพร้อมเงินเดือน เพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว นอกจากงานแฟร์ที่จัดแล้ว ก็ยังจะมีแคมเปญออนไลน์และออฟไลน์อื่นที่ล้อไปกับเทศกาลต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการขายอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดชุดสินค้าของขวัญราคาพิเศษ รองรับการให้ของขวัญและงานปีใหม่ รวมถึงจุดแข็งด้านความเร็วในการส่งสินค้าแบบถึงบ้านลูกค้าในวันเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันขยายออกไปในหลายจังหวัดแล้ว เช่นเดียวกับเพาเวอร์มอลล์ เชนร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่มีความเคลื่อนไหวในการประกาศจัดงาน Power Mall Electronica ตั้งแต่ 26 พ.ย. 2564 ยาวไปจนถึง 3 ม.ค. 2565 ที่ Power Mall เดอะมอลล์ ทุกสาขา ดิ เอ็มโพเรียม พารากอน ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน และเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ ด้วยกลยุทธ์หลักที่เน้นการให้ส่วนลดเพื่อจูงใจและกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงเทศกาลจับจ่ายที่กำลังจะมาถึง   เช่น ส่วนลดสูงสุด 60% คูปองส่วนลดเงินสดมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท รับเครดิตเงินคืน-บัตรกำนัลห้าง สูงสุด 20,000 บาท ลดเพิ่มสูงสุด 20% เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ เป็นต้น ซึ่งเป็นการจัดงานที่ต่อเนื่องมาจาก BKK SHOPPING FIERCE-TI-VAL ที่มีโปรโมชั่นลดราคาเครื่องใช้ไฟฟ้า-สินค้าไอที สูงสุด 50% และรับคูปองเงินสดสูงสุด 1,300 บาท เมื่อช็อปตามเงื่อนไข ที่จัดขึ้นในช่วง 1-25 พ.ย.นี้ คอมมาร์ต เริ่มแล้ว สินค้า-แบรนด์ไอทีชั้นนำ แห่ร่วมงานเพียบ เช็ก 13 แอป รีบลบ มีมัลแวร์อันตราย ดูดเงิน อ่านข้อความ ในมือถือ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-808172

Person read: 202

26 November 2021

ราคาน้ำมันวันนี้ (26 พ.ย.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด

ราคาน้ำมันประจำวันนี้ (26 พ.ย.) ตามข้อมูลจาก บมจ.บางจากฯ แก๊สโซฮอล์ 95 จำหน่ายที่ราคาลิตรละ 31.05 บาท ส่วนแก๊สโซฮอล์ 91 จำหน่ายที่ราคาลิตรละ 30.78 บาท ขณะที่ราคาดีเซลวันนี้ ดีเซลพื้นฐาน B10 จำหน่ายที่ราคา 28.69 บาท ดีเซล B7 ราคา 28.84 บาท และดีเซลพรีเมี่ยม (Hi Premium Diesel S B7) อยู่ที่ 34.86 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ยังไม่มีประกาศเปลี่ยนแปลง ตามข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 07.09 น. ที่ผ่านมา สรุปราคาน้ำมันวันนี้ เบนซิน-แก๊สโซฮอล์   • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 31.05 บาท • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.78 บาท • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 29.54 บาท • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 23.69 บาท ดีเซล • ดีเซล B7 ลิตรละ 28.84 บาท • ดีเซล B10 ลิตรละ 28.69 บาท • ดีเซล B20 ลิตรละ 28.59 บาท • ดีเซลพรีเมี่ยม ลิตรละ 34.86 บาท หมายเหตุ : ราคาอ้างอิงจาก บมจ.บางจากฯ ควรตรวจสอบราคา ณ สถานีเติมน้ำมันอีกครั้ง ราคาข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ กทม. ราคาพรุ่งนี้จะมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-809655

Person read: 145

26 November 2021

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (26 พ.ย.) ขยับขึ้น 3.34% อยู่ที่ 59,078.90 เหรียญสหรัฐ

Photo by Alesia Kozik from Pexels ราคาบิตคอยน์ประจำวันนี้ (26 พ.ย.) ขยับขึ้น +3.34% ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง ราคาอยู่ที่ 59,078.90 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1,975,066.71 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 35.04 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลล่าสุด เมื่อ 7:08 น. ที่ผ่านมา ขณะที่เหรียญดิจิทัลคริปโทเคอร์เรนซีชนิดอื่น Ethereum ดีดขึ้น 5.97% Binance Coin ดีดขึ้น 8.33% และ Dogecoin ขยับขึ้น 1.67% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา   สรุปราคาเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี 1. Bitcoin (BTC) ราคา 59,078.90 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +3.34% 2. Ethereum (ETH) ราคา 4,528.66 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +5.97% 3. Binance Coin (BNB) ราคา 639.80 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +8.33% 4. Tether (USDT) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.06% 5. Solana (SOL) ราคา 209.49 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +1.76% 6. Avalanche (AVAX) ราคา 119.39 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +3.72% 7. XRP (XRP) ราคา 1.04 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +1.07% 8. Polkadot (DOT) ราคา 39.46 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +3.00% 9. USD Coin (USDC) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -0.03% 10. Dogecoin (DOGE) ราคา .22 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +1.67% หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นอาจมีความคลาดเคลื่อนและไม่ควรใช้เพื่อการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อขาย ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทาง www.sec.or.th ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-809653

Person read: 134

26 November 2021

ศบค.ถกวันนี้(26 พ.ย.) เล็งผ่อนคลายสถานบันเทิง-สธ.ชงเปิดประเทศระยะ 2

(Photo by Mladen ANTONOV / AFP) ศบค.ชุดใหญ่นัดถกวันนี้(26 พ.ย.) ปรับลดพื้นที่โซนสีแดงเข้ม เล็งผ่อนคลายสถานบันเทิงในจังหวัดนำร่องท่องเที่ยว ขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 2 เดือน เพื่อให้ครอบคลุมช่วงเทศกาลปีใหม่ ขณะที่สธ.ชงเปิดประเทศระยะที่ 2 เริ่มตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2564 เป็นต้นไป พร้อมเปิดช่องทางเข้าประเทศมากขึ้น หลังยอดติดเชื้อโควิดต่ำ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ชุดใหญ่ จะเป็นประธานการประชุม ศบค. ชุดใหญ่ ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่ออีก 2 เดือน โดยจะมีการพิจารณาการปรับลดพื้นที่โซนสี ขอให้ไม่มีพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม จากเดิมที่คงเหลืออยู่ 6 จังหวัด ได้แก่ ตาก นครศรีธรรมราช สงขลา นราธิวาส ปัตตานี และยะลา โดยจะปรับทั้ง 6 จังหวัด ดังกล่าวไปอยู่โซนสีอื่น รวมถึงพิจารณาเรื่องการห้ามออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิวด้วย ส่วนการพิจารณา ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ทางศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) จะเสนอขอให้ขยายเวลาการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีกประมาณ 2 เดือน หรือตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2564- 31 มกราคม 2565 เพื่อให้ครอบคลุมไปถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมถึงพิจารณาเรื่องการห้ามออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิวในกลุ่มจังหวัดโซนสีแดงเข้มด้วย สธ.ชงเปิดประเทศระยะที่ 2 วานนี้( 25 พ.ย.64) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 11/2564 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 3 เรื่อง คือ 1.แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรตามแผนการเปิดประเทศระยะที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2564 เป็นต้นไป โดยจะเริ่มรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัว หากมีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนครบโดส มีการตรวจหาเชื้อโควิด 19 ตามเงื่อนไข ปัจจุบันมี 63 ประเทศที่เดินทางเข้าไทยแบบไม่กักตัว หรือ Test & Go ซึ่ง สธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามสถานการณ์และปรับมาตรการเป็นระยะ 2.ยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการออกหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนโควิด 19 แบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-วัคซีนพาสปอร์ต ซึ่งเก็บอัตรา 50 บาทก็ยกเว้นให้ โดยให้บริการออกอี-วัคซีนพาสปอร์ตโควิด 19 มีหน่วยบริการรวม 120 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ กทม.และนนทบุรี 3 แห่ง คือ รพ.บางรัก สถาบันบำราศนราดูร และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) ระดับเขต 7 แห่ง คือ สำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) เชียงใหม่ ราชบุรี สระบุรี ชลบุรี ขอนแก่น อุดรธานี และสงลา และระดับจังหวัดอีก 110 แห่ง 3.แผนการจัดหายารักษาโควิด 19 ซึ่งวันนี้ลงนามจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์แล้ว 5 หมื่นคอร์ส และขอความเห็นชอบจัดซื้อยาแพกซ์โลวิดของไฟเซอร์จำนวนเท่ากันคือ 5 หมื่นคอร์ส จำนวน 2 ล้านเม็ด ช่วยขยายฐานการเข้าถึงยา และศึกษาวิจัยทางคลินิกโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวร่วมกลุ่ม 607 หวังว่ายาเหล่านี้จะมาทำให้ประชาชนหากเจ็บป่วยก็มีทางเลือก มีความมั่นใจที่แพทย์จะดูแลพวกเขา และรักษาด้วยยาที่มีสรรพคุณที่ดี เปิดประเทศ ยอดติดโควิดต่างชาติต่ำ ทางด้านนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เรื่องการเปิดประเทศระยะที่ 2 จะเสนอเข้า ศบค.วันที่ 26 พ.ย.นี้ โดยหลักๆ คือจะเปิดช่องทางเข้าประเทศมากขึ้น สะดวกมากขึ้น เพราะดูข้อมูลแล้วว่า อัตราการติดเชื้อในคนที่เข้ามาในประเทศระยะแรกค่อนข้างน้อย อย่างระบบ Test & Go เข้ามาติดเชื้อ 0.08% เป็นไปตามแผนที่นายกฯ กำหนดไว้ ดังนั้น 1.จะเสนอเปิดช่องทางเข้าประเทศมากขึ้น จากเดิมเฉพาะทางอากาศ ก็จะเปิดเพิ่มทางเรือและทางบก ซึ่งไม่ใช่ด่านบกทั้งหมดทั่วประเทศ แต่จะเลือกเฉพาะด่านที่มีความปลอดภัยเพื่อนำร่องก่อน และ 2.มีข้อจำกัดน้อยลง แต่ต้องเข้มข้นเรื่องการฉีดวัคซีน และการตรวจแล็บก่อนเข้าประเทศ วานนี้( 25 พ.ย.) ศบค.รายงานตัวเลขที่ผู้ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร หลังเปิดประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1-24 พฤศจิกายน 2564 มียอดสะสม 98,900 ราย พบผู้ติดเชื้อ 131 ราย คิดเป็นสัดส่วน 0.13%โดยมาจากระบบไม่กักตัว หรือ Test & Go มากที่สุด 77,026 ราย พบผู้ติดเชื้อ 62 คน แต่คิดเป็นอัตราการติดเชื้อเพียง 0.08% เท่านั้น   ขณะที่ระบบแซนด์บ็อกซ์ มีจำนวน 17,599 คน พบผู้ติดเชื้อ 35 คน คิดเป็นอัตราการติดเชื้อ 0.20% ส่วนระบบกักตัว (Quarantine) มีจำนวน 4,275 ราย อัตราการติดเชื้ออยู่ที่ 0.80% ซึ่งมากที่สุดหากคิดเป็นอัตราส่วนของการติดเชื้อ (ตามตาราง) ศบค.เปิดประเทศ 24 วัน ต่างชาติเข้าไทย 9.9 หมื่นคน ติดโควิด 131 ราย เล็งปรับเป็นตรวจแบบ ATK เมื่อถามว่า จะเพิ่มหรือลดรายชื่อประเทศหรือไม่ เพราะประเทศแถบยุโรปติดเชื้อมาก นายแพทย์โอภาสกล่าวว่า ส่วนรายชื่อประเทศที่จะเข้ามานั้น ที่ประชุม ศบค.มอบอำนาจให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ประกาศ ถ้าต้องประกาศเพิ่ม กระทรวงการต่างประเทศก็จะประกาศไม่ต้องเข้าศบค.ใหม่ แต่แนวโน้มไม่น่าจะลดประเทศที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ เพราะประเทศเป็นเพียงต้นทาง ไม่สำคัญเท่าคนที่เข้ามา คือต้องฉีดวัคซีนครบทุกคน ยกเว้นเด็กที่ฉีดไม่ได้ ต้องตรวจ RT-PCR 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง และเข้ามาแล้วก็ตรวจ RT-PCR ซ้ำ แต่อาจจะปรับเป็นการตรวจ ATK ถ้าศบค.เห็นชอบ แต่การเปลี่ยนวิธีตรวจต้องใช้เวลา ไม่ใช่ว่าประกาศวันนี้แล้วพรุ่งนี้เปลี่ยนเลย ต้องมีเวลาเตรียมตัวว่าใครเป็นคนตรวจ รอผลตรวจจะรอที่ไหน ใครรับผิดชอบ เพราะแต่ละวันระบบ Test & Go มีคนเข้ามา 5 พันกว่าราย เชื่อว่าถ้าเราเปิดมากกว่านี้ จะมีคนเข้ามามากกว่านี้หลายหมื่น ก็ต้องวางระบบให้ดีก่อน แล้วค่อยดำเนินการ เมื่อถามว่า เราตรวจเจอคนเดินทางเข้ามาในอัตราต่ำ แต่พอเข้ามาแล้วมีอัตราการติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน นาแพทย์โอภาส กล่าวว่า ถือว่าไม่เยอะ เมื่อเทียบกับการติดเชื้อในประเทศไทย จากข้อมูลที่รวบรวมจากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ก็พบว่าไม่ได้ทำให้เกิดการระบาดในภูเก็ตเพิ่มขึ้น ย้ำว่าเข้ามาแล้วจะไม่ติดเชื้อ แต่การติดเชื้อในระดับต่ำที่ยอมรับได้เมื่อเทียบกับการติดเชื้อในประเทศ ส่วนมาตรการ COVID Free Setting ก็อาจเจอการรั่วติดเชื้อขึ้นได้ แต่จะให้คุม 100% ไม่ต้องทำอะไร หรือจะผ่อนคลาย แต่รั่วมาแล้วมีมาตรการเสริม เช่น ฉีดวัคซีน มียา การควบคุมโรค คนก็จะใช้ชีวิตตามปกติ เป็นการสมดุลการควบคุมโรคและใช้ชีวิต ส่วนจะเปิดกิจการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างผับบาร์ก็จะเป็นไปตามระยะ ศบค.จะพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป สธ.เล็งผ่อนคลายจังหวัดนำร่องท่องเที่ยว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ในการประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (ศปก.สธ.เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 ที่มี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด ในสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ โดยสาระสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า ระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2564 – 16 มกราคม 2565 เปิดดำเนินการเฉพาะพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว 17 จังหวัดให้เปิดแบบกำหนดเวลา และ งดกิจกรรม ดังนี้ 1.งดให้บริการคาราโอเกะ 2.งดจัดพื้นที่เต้นรำส่วนกลาง 3.งดบริการเครื่องดื่มที่มีการใช้แก้วเดียวกัน และ 4.งดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการให้บริการที่คลุกคลี และใกล้ชิดกับลูกค้า สำหรับมาตรการป้องกันควบคุมโรค 1.สถานประกอบการต้องลงทะเบียนและทำการประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์ม Thai Stop Covid 2 Plus 2.ยกระดับมาตรการ Covid Free Personal 3.ยกระดับ Covid Free Customer และ 4.ยกระดับ Covid Free Environment นอกจากนี้ที่ประชุมยังกำหนดให้ลูกค้าและผู้ใช้บริการ ดำเนินการตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด ต้องแสดงหลักฐานการได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ และผลตรวจ ATK ก่อนเข้าใช้บริการทุกครั้ง รวมถึงการกำกับติดตามการเปิดดำเนินการอย่างใกล้ชิด และพิจารณากำหนดบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด อย่างไรก็ตามต้องจับตาว่า สธ.จะมีการนำเสนอวาระดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ในวันที่​ 26​ พฤศจิกายนนี้หรือไม่ ผู้ประกอบการร้องขอผ่อนคลาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการผับ บาร์ คาราโอเกะ นำโดย นายอนันต์ สุวรรณปาน ผู้บริหารโรงเหล้าแสงจันทร์ พร้อมตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการผับ บาร์ คาราโอเกะ และตัวแทนศิลปิน อ.ไข่ มาลีฮวนน่า เข้าพบ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เพื่อยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อเสนอแนวทางการปฏิบัติงานของสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ก่อนเปิดให้บริการ และแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โควิด-19 ทางด้าน ศ.นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 ในช่วงนี้ว่า สถานการณ์การระบาดในทวีปต่างๆ โดยเฉพาะเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย การระบาดเริ่มลดลงอย่างชัดเจน ยกเว้นทวีปยุโรปที่กลับมาระบาดใหม่และอยู่ในช่วงขาขึ้น เช่น ประเทศออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และอิตาลี ที่น่าเป็นห่วงคือเป็นฤดูหนาว สาเหตุหนึ่งเพราะผ่อนคลายมาตรการป้องกันโรค ให้ทำกิจกรรมและเปิดหน้ากาก เนื่องจากมั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีน ทำให้เห็นว่าอัตราการเสียชีวิตไม่สูง แต่หากเสียชีวิตทุกวันก็จะเป็นตัวเลขที่มากเช่นกัน • จังหวัดของคุณเป็นพื้นที่สีอะไร? ทำอะไรได้บ้าง? ตามประกาศใหม่ ศบค. • ศบค.ลดพื้นที่สีแดงเข้มเหลือ 6 จังหวัด เลื่อนเปิดสถานบันเทิง 16 ม.ค. 65 ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-809614

Person read: 144

26 November 2021

จับตา ศบค. จ่อปรับลดพื้นที่โซนสีแดงเข้ม ยกเลิกเคอร์ฟิวทุกจังหวัด

Photo by Vivek PRAKASH / AFP ศบค. เตรียมพิจารณาพื้นที่จังหวัดโซนสีแดงเข้ม ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เตรียมยกเลิกเคอร์ฟิว 5 ทุ่ม ถึงตี 3 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 แหล่งข่าวจาก ศบค. ทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 หรือ ศบค.ชุดใหญ่ ในวันศุกร์ที่ 26 นี้ ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน จะมีการพิจารณาปรับลดพื้นที่โซนสี โดยจะมีข้อเสนอให้พิจารณา ยกเลิกและไม่มีพื้นที่สีแดงเข้ม หรือพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ลดระดับลงมาเป็นพื้นที่สีแดง และมีการปรับระดับโซนสีจังหวัดอื่นๆ ด้วย   • จังหวัดของคุณเป็นพื้นที่สีอะไร? ทำอะไรได้บ้าง? ตามประกาศใหม่ ศบค. • ศบค.ลดพื้นที่สีแดงเข้มเหลือ 6 จังหวัด เลื่อนเปิดสถานบันเทิง 16 ม.ค. 65 สำหรับพื้นที่สีแดงเข้ม ปัจจุบันมี 6 จังหวัด ประกอบด้วย สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส นครศรีธรรมราช และ ตาก นอกจากนี้ จะมีการพิจารณา ขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตามข้อเสนอของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) ให้ขยายเวลาการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีกประมาณ 2 เดือน ตั้งแต่ 1 ธ.ค.2564- 31 ม.ค. 2565 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-809566

Person read: 119

26 November 2021

ดอลลาร์แข็งค่าจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน 2564 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (25/11) ที่ระดับ 33.33/35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (24/11) ที่ระดับ 33.28/30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคคงได้รับแรงหนุนจากที่ว่า หากนายเจอโรม พาวเวลล์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกสมัย จะทำให้มีความต่อเนื่องทางด้านนโยบายการเงิน และมีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อในช่วงกลางปีหน้า ซึ่งเร็วกว่าที่คตลาดคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้การประชุมเฟดครั้งถัดไปคือระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคมนี้ ขณะที่การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐอาจเป็นปัจจัยหนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมา 3/2564 ของสหรัฐได้ขยายตัว 2.1% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งแรกที่ระดับ 2.0% ส่วนตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลง 71,000 ราย สู่ระดับ 199,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2512 สำหรับดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน พุ่งขึ้น 5.0% ในเดือนตุลาคม เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2533 ทั้งนี้ตลาดเงินและตลาดหุ้นสหรัฐจะปิดทำการในวันนี้ (25/11) เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) และตลาดหุ้นจะเปิดทำการซื้อขายเพียงครึ่งวันในวันพรุ่งนี้ (26/11) ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.23-33.37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.33/34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ   สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (25/11) ที่ระดับ 1.1210/11 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (24/11) ที่ระดับ 1.1234/36 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรถูกแรงกดดันจากความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศในยุโรปเริ่มกลับมาระบาดหนักอีกครั้งจนส่งผลให้มีมาตรการล็อกดาวน์ในบางประเทศ นอกจากนี้ Ifo ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี ได้เปิดเผยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน สู่ระดับ 96.5 ในเดือนพฤศจิกายน จากระดับ 97.7 ในเดือนตุลาคม และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 96.6 โดยดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบจากภาวะคอขวดการผลิตและการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน รวมทั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ภาคธุรกิจของเยอรมนีมีความเชื่อมั่นลดลงต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและแนวโน้มในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1205-1.1225 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1221/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (25/11) ที่ระดับ 115.33/35 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (23/11) ที่ระดับ 114.94/97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนอ่อนค่ามากสุดในรอบ 5 ปี ได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าขึ้นมากของค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงนี้ ขณะที่นักลงทุนชั่งน้ำหนักระหว่างปัจจัยทางเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยมองว่าระหว่างวันหยุดทำการของตลาดเงินสหรัฐอาจทำให้ค่าเงินเยนยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 115.30-115.40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 115.31/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคของญี่ปุ่น ประจำเดือนพฤศจิกายน (26/11), ยอดค้าปลีกของออสเตรเลียประจำเดือนตุลาคม (26/11) สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ 1.1/1.2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ 0.9/2.15 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-809490

Person read: 114

26 November 2021

รพ. ธนบุรี ลุยกัญชงครบวงจร คาดปิดปี64 โกยยอดหมื่นล้าน

รพ.ธนบุรี ทุ่ม 100 ล้าน ปั้น “ธนบุรี คานาบิส” บิ๊กโปรเจ็กต์โค้งท้าย ลุยกัญชงต้นน้ำยันปลายน้ำ เซ็น MOU วิสาหกิจชุมชน 10 แห่ง ทำ CBD เกรดการแพทย์ ตั้งเป้า 3 ปี สัดส่วนกัญชา 10% ของพอร์ตฯ คาดปี 64 ทำรายได้ทะลุหมื่นล้าน ปัจจัยหนุนเคสโควิด-ฉีดวัคซีน วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG ผู้ดำเนินธุรกิจเครือ รพ.ธนบุรี เปิดเผยว่า รพ.ธนบุรี ได้ทุ่มเงินราว 100 ล้าน ตั้งบริษัทย่อยภายใต้ชื่อ “ธนบุรี คานาบิส หรือ THC” เพื่อแตกไลน์ธุรกิจลุยตลาดกัญชงครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการปลูก การสกัด รวมไปถึงการแปรรูป ซึ่งทาง รพ.ธนบุรี จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษา และนำไปสู่การพัฒนากัญชงในมาตรฐานเกรดการแพทย์ (Medical Grade) โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการบูรณาการแพทย์แผนไทยร่วมกับการใช้สาร CBD เข้ามาใช้ในทางการแพทย์ ผ่านการนำนวัตกรรมและโนว์ฮาวจากต่างประเทศในด้านนี้เข้าช่วยอีกทาง   ประกอบกับนโยบายการขับเคลื่อนกัญชาทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งจะกลายเป็นแรงหนุนให้พืชกัญชา-กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต ขณะที่ปัจจุบันบริษัทฯ ได้จับมือกับวิสาหกิจชุมชนเพื่อเซ็น MOU แล้วราว 10 แห่ง เบื้องต้นทาร์เก็ตหลักของธนบุรี คานาบิส คือกลุ่ม B2B เป็นหลัก เพื่อต่อยอดการผลิตสินค้าที่มีความน่าเชื่อถือ ตอบโจทย์ลูกค้ารายย่อย โดยบริษัทฯ จะเน้นไปที่การสร้างสูตรสินค้าในกลุ่มอาหารเสริม สกินแคร์ และชะลอวัยก่อน “ที่ผ่านมา รพ.ธนบุรี เป็นโรงพยาบาลรายแรกที่ทำธุรกิจครบวงจร โดยเราได้แลกเปลี่ยนงานวิจัยร่วมกับ CBD academy ประเทศอเมริกากว่า 2 ปี ในด้านการปลูก การวิจัย ตลอดจนการพัฒนาสูตรยาต่าง ๆ ขณะเดียวกันบริษัทในเครือยังมีศูนย์เวลเนส ดูแลในเรื่องการฟื้นฟูผู้ป่วยผ่าน CBD ทำให้เราได้เปรียบในหลาย ๆ ด้าน” ด้านนางสาวสุวดี พันธุ์พานิช กรรมการบริหาร บริษัท ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า สำหรับการรุกตลาดกัญชง-กัญชาผ่านธนบุรี คานาบิส คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี และภายใน 3 ปี ตั้งเป้าพอร์ตฯ กัญชงจะขึ้นมามีสัดส่วน 10% ของรายได้รวม แต่ในปีแรกรายได้อาจจะคาดการณ์รายได้ได้ยาก เนื่องจาก ยังต้องรอสำนักงานอาหารและยา (อย.) ออกใบอนุญาตการผลิตสินค้าก่อน   ส่วนผลประกอบการในปี 64 เฉพาะ 9 เดือนแรก บริษัทฯ ทำรายได้ราว 7.4 พันล้านบาท จากแรงหนุนสถานการณ์โควิด อาทิ การรักษาผู้ป่วยโควิด การตรวจหาเชื้อโควิด ตลอดจนการฉีดวัคซีนโมเดอร์นา ซึ่งคาดว่าปิดปีน่าจะน่าทำรายได้ทะลุ 1 หมื่นล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-809503

Person read: 114

26 November 2021

เปิด 9 ขั้นตอนผลิตวัคซีน “แอสตร้าเซนเนก้า” จากสยามไบโอไซเอนซ์

เปิด 9 ขั้นตอนการผลิตวัคซีน “แอสตร้าเซนเนก้า” ในไทย จากสยามไบโอไซเอนซ์ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จัดงาน “FROM LAB TO JAB” งานเสวนาผ่านระบบออนไลน์ : ครั้งแรกที่ได้ชมกระบวนการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ แอสตร้าเซนเนก้าผ่านระบบ virtual tour ภายในสยามไบโอไซเอนซ์ โดยมี ดร.ทรงพล ดีจงกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เป็นผู้บรรยายขั้นตอนการผลิตและส่งมอบวัคซีนเป็นหลัก พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโดย นายเจมส์ ทีก ประธาน บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย นางนวลพรรณ ล่ำซำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรกิตติมศักดิ์ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ร่วมเสวนา ดร.ทรงพล ดีจงกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวว่า Vaxzevria หรือวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า คือวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ ซึ่งผลิตโดยการใส่สารพันธุกรรมส่วนของโปรตีนหนามแหลม (spike protein) ของไวรัส SARS-CoV-2 ไปในอะดีโนไวรัสที่ไม่ก่อให้เกิดโรค อะดีโนไวรัสนี้เป็นตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดทั่วไป แต่นำมาดัดแปลงพันธุกรรมจนกลายเป็นเชื้อพาหะที่ไม่ก่อให้เกิดโรค อะดีโนไวรัสที่ได้รับการดัดแปลงแล้วจะทำหน้าที่เป็น “พาหะ” ให้สารพันธุกรรมของโปรตีนหนามแหลมของไวรัส SARS-CoV-2 เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะสร้างโปรตีนนี้ขึ้นและจะกระตุ้นระบบการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรค วัคซีนนี้ดำเนินการผลิตด้วยกระบวนการทางชีวภาพโดยใช้เวลาประมาณ 120 วัน 9 ขั้นตอนการผลิตและส่งมอบวัคซีน 1.การพัฒนากระบวนการ เพื่อเร่งการขยายกระบวนการผลิต เราได้สร้างกระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ และสามารถสร้างกระบวนการผลิตแบบเดียวกันได้ในโรงงานอีกหลายแห่งทั่วโลก การเพาะและเก็บเกี่ยววัคซีน (60 วัน) 2.การทำให้เซลล์เพาะเลี้ยงติดเชื้อ เซลล์เพาะเลี้ยงที่มีชีวิตถูกทำให้ติดเชื้อโดยอะดีโนไวรัสเวกเตอร์ตัวฝากที่ถูกดัดแปลง เพื่อให้เซลล์เจ้าบ้านเพิ่มจำนวนเพื่อผลิตเป็นวัคซีน 3.การเพิ่มจำนวนเซลล์ -เมื่อไวรัสพาหะเบื้องต้นถูกผลิตแล้ว ยังต้องมีการเพิ่มจำนวนการผลิตอีกนับล้านเซลล์ โดยการให้เซลล์เจ้าบ้านเติบโตในถังปฏิกรณ์ชีวภาพที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และถูกทำให้ติดเชื้อโดยเชื้อไวรัสตั้งต้น เพื่อสร้างวัคซีนเป็นผลผลิตสุดท้าย   เราสามารถผลิตวัคซีนมากกว่า 2,500 โดสจากเซลล์เจ้าบ้านหนึ่งลิตร แต่กระบวนการทางชีวภาพ การผันผวนในการผลิตนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ 4.การทำให้วัคซีนบริสุทธิ จากนั้นวัคซีนจะถูกแยกออกจากเซลล์เจ้าบ้านและทำให้บริสุทธิ์ -ในการทำให้วัคซีนบริสุทธิ์ มีขั้นตอนการกรองหลายครั้งเพื่อกำจัดเศษเซลล์ที่ตายและของเสีย การผลิตในขั้นสุดท้าย (30-60วัน) 5.การติดฉลาก และบรรจุภัณฑ์ ขวดบรรจุวัคซีนจะถูกติดฉลาก บรรจุลงหีบห่อ และเก็บในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส หรือ 36-46 องศาฟาเรนไฮต์ เพื่อให้มั่นใจถึงความเสถียร และอายุการใช้งานของวัคซีนเมื่อมีการจัดเก็บ และขนส่งในอุณหภูมิที่เย็นตามกำหนด วัคซีนสามารถนำไปใช้ในระยะเวลาอย่างน้อยหกเดือน 6.การบรรจุและปิดผนึก สารปรุงแต่ง เช่น น้ำ น้ำตาล และแร่ธาตุจะถูกเติมเข้าไปในการผลิตขั้นสุดท้าย แล้วจึงบรรจุวัคซีนลงในขวดยา -ขั้นตอนนี้ทำในสภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการจะต้องเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ และระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการมีผลกระทบต่อระบบไหลเวียนของอากาศที่บริสุทธิ์ การส่งมอบวัคซีนสู่ชุมชน 7-14 วัน 7.การทดสอบเสร็จสมบูรณ์ มาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง มีการทดสอบและควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดมากกว่า 60 รายการ ในทุกๆชุดการผลิต ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนเสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าวัคซีนที่ผลิตออกมามีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และได้คุณภาพตามมาตรฐาน -การทดสอบวัดผลกระทบจากความร้อน แสง การแผ่รังสี และการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมต่อวัคซีน 8.การรับรองรุ่นการผลิต ข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตวัคซีนได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด และยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่หน่วยงานกำกับดูแลยาเพื่อตรวจสอบวัคซีนแต่ละชุดอาจต้องใช้เอกสารหลายพันหน้าก่อนที่จะได้รับการอนุมัติให้นำไปใช้ 9.การกระจายและส่งมอบ ขนส่งวัคซีนไปยังศูนย์กระจายวัคซีนซึ่งรัฐบาลและองค์กรนานาชาติดูแลรับผิดชอบเพื่อดำเนินการแจกจ่ายต่อไป วัคซีนมากกว่า 2,000 ล้านโดสถูกแจกจ่ายไปมากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-809477

Person read: 114

26 November 2021

กำไรบริษัทตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3 หดตัว 23% เหลือ 2.03 แสนล้าน

แฟ้มภาพ ตลาดหลักทรัพย์ฯ รายงานกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย งวดไตรมาส 3/64 มีกำไรสุทธิ 203,809 ล้านบาท ลดลง 23.7% จากไตรมาส 2/64 เหตุผู้ติดเชื้อโควิดพุ่ง-มาตรการคุมเข้มของภาครัฐ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนไทย(บจ.) จำนวน 744 บริษัท คิดเป็น 96.2% จากทั้งหมด 773 บริษัท (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน บจ. ในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC) นำส่งผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้(ม.ค.-ก.ย.2564) พบว่ามี บจ.รายงานกำไรสุทธิ 563 บริษัท คิดเป็น 75.7% ของ บจ.ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด โดยมียอดขายรวม 9,266,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) จำนวน 1,198,198 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.3% มีกำไรสุทธิ 741,769 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ บจ. มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานและอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 12.93% และ 8.0% (ตามลำดับ) ซึ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และอยู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ก่อนการระบาดโควิด-19 โดยผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นมาเนื่องจาก บจ.ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากครึ่งแรกของปี 2563 ที่ได้รับผลกระทบการระบาดโควิด-19 รอบแรก อีกทั้งราคาน้ำมันและค่าการกลั่นได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2564   หนี้สินต่อทุนคงที่ที่ 1.50 เท่า สำหรับฐานะการเงินของกิจการสิ้นเดือน ก.ย.64 บจ.ไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน(D/E) ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน อยู่ระดับคงที่ที่ 1.50 เท่า ไตรมาส 3 กำไรหดตัว 23.7% นายแมนพงศ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/64 เปรียบเทียบงวดไตรมาส 2/64 บจ.มียอดขายรวม 3,184,623 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.04% อย่างไรก็ดีมีกำไรจากการดำเนินงาน 383,576 ล้านบาท ลดลง 8.3% และมีกำไรสุทธิ 203,809 ล้านบาท ลดลง 23.7% เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงขึ้นและมาตรการควบคุมเข้มงวดของภาครัฐ อย่างไรก็ตามหมวดธุรกิจที่ยังคงเติบโตได้ดีคือ หมวดธุรกิจการแพทย์ เนื่องจากความต้องการด้านการรักษาพยาบาลมีสูงมากขึ้น บจ. Mai กำไรไตรมาส 3 โต 69% บุ๊กรายการพิเศษ นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 173 บริษัท คิดเป็น 96% จากทั้งหมด 181 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 22 พ.ย.2564 ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด) นำส่งผลการดำเนินงานไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2564 พบ บจ.ที่รายงานผลกำไรสุทธิจำนวน 118 บริษัท คิดเป็น 68% ของบริษัทที่นำส่งผลการดำเนินงานทั้งหมด ผลประกอบการ บจ. mai ไตรมาส 3/64 เทียบกับไตรมาส 2/64 มียอดขายรวม 42,483 ล้านบาท ลดลง 1.6% ต้นทุนรวม 32,903 ล้านบาท ลดลง 1.5% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อยจาก 22.6% เป็น 22.5% มีกำไรจากการดำเนินงาน (operating profit) จำนวน 2,759 ล้านบาท ลดลง 2.5% ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงเล็กน้อยจาก 6.6% เป็น 6.5% ขณะที่กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 2,804 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.3% และมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 3.8% เป็น 6.4% ซึ่งมีผลจากรายการพิเศษของบางบริษัท อย่างไรก็ตามผลประกอบการงวด 9 เดือน ปี 2564 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน พบว่ามียอดขายรวม 121,966 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน 7,765 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6,430 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12.0%, 50.6% และ 463.5% ตามลำดับ “ไตรมาส 3 ปีนี้ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดที่รุนแรง และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังลดลง แต่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวช่วงปลายไตรมาสจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ประกอบกับ บจ.สามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้งวด 9 เดือนแรกปีนี้ ภาพรวม บจ.ใน mai มียอดขายและกำไรสุทธิเติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3 ลำดับแรกคือ สินค้าอุปโภคบริโภค จากกลุ่มธุรกิจเครื่องมือแพทย์ รองลงมาคือ ธุรกิจการเงินและทรัพยากร” นายประพันธ์กล่าว หนี้สินต่อทุนลดลงเหลือ 1.08 เท่า นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 273,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4% จากสิ้นปี 2563 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 1.08 เท่า ลดลงจากสิ้นปี 2563 ที่เท่ากับ 1.11 เท่า ปัจจุบันมี บจ.ใน mai 181 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2564) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 561.94 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 447,372.01 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 5,345.90 ล้านบาทต่อวัน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-809468

Person read: 112

26 November 2021

ยุโรป ยกระดับมาตรการสกัดโควิด-19 หลังยอดติดเชื้อพุ่งต่อเนื่อง

หลายประเทศเพิ่มความเข้มงวดของการเว้นระยะห่าง พร้อมจำกัดสิทธิ์ของผู้ที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน ในขณะที่บางประเทศยอมกลับไปล็อกดาวน์อีกครั้ง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 สำนักข่าว รอยเตอร์ รายงานว่า ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สโลวาเกีย ตามเดินหน้าเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการสกัดการระบาด และการฉีดวัคซีนให้มากขึ้นหลังเผชิญกับการระบาดระลอกใหม่ เพิ่มเข้มเว้นระยะห่าง โดย ฝรั่งเศส เตรียมเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการเว้นระยะห่าง การตรวจบัตร Health Pass ในการเข้าสถานที่หรือร่วมกิจกรรม พร้อมเร่งสปีดแคมเปญฉีดวัคซีนบูสเตอร์ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น หลังมีแนวโน้มว่าการระบาดจะขยายวงกว้างขึ้นจนตัวเลขผู้ติดเชื้อรายสัปดาห์จะเกิน 200 คนต่อประชากร 1 แสนคนในอีก 1-2 วัน และอาจทำให้เตียงในสถานพยาบาลเต็มจนล้น “แกเบรียน แอททอล” โฆษกของรัฐบาลฝรั่งเศส กล่าวว่า เป้าหมายหลักของการสกัดการระบาดในครั้งนี้คือ ทำให้ชาวฝรั่งเศสสามารถผ่านฤดูหนาว พร้อมกับมีความสุขกับเทศกาลปลายปีได้อย่างปกติสุขมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บาร์-ร้านอาหารปิด 2 ทุ่ม ไปในทิศทางเดียวกับ เนเธอร์แลนด์ ที่เตรียมประกาศมาตรการสกัดการระบาดรอบใหม่ในวันศุกร์ที่ 26 พ.ย. นี้ หลังเมื่อวันพุธจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทำสถิติสูงสุดที่ 23,709 คน และจำนวนผู้ติดเชื้อในสัปดาห์ที่ผ่านมาสูงกว่าสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 40%   “ฮูโก้ เดอ ยองเญ่” รมว.สาธารณสุข ระบุในจดหมายถึงรัฐสภาว่า ตัวเลขผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสูงกว่าที่ประเมินไว้และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ เริ่มทยอยนำมาตรการต่างๆ กลับมาใช้ อาทิ การใส่หน้ากาก และให้บาร์-ร้านอาหารปิดในเวลา 2 ทุ่ม ทั้งที่เพิ่งผ่อนคลายมาตรการเว้นระยะห่างไปเมื่อปลายเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ คงต้องคิดหนักในการนำมาตรการใดๆ มาใช้ เนื่องจากเพียงแค่มีกระแสข่าวของการจำกัดไม่ให้ผู้ไม่ฉีดวัคซีนหรือฉีดไม่ครบโดส เข้าไปยังสถานที่ต่างๆ ก็ทำให้เกิดความไม่พอใจจนกลายเป็นเหตุจราจลนาน 3 วันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บังคับฉีดวัคซีน แต่แม้จะมีเหตุการณ์ดังกล่าวใน เนเธอร์แลนด์ แต่ อิตาลี ก็เตรียมเพิ่มความเข้มงวดกับผู้ที่ไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้วยการจำกัดไม่ให้เข้าถึงบริการและสถานที่ต่างๆ เช่น โรงภาพยนตร์ ร้านอาหาร สนามแข่งขันกีฬา แม้จะมีผลตรวจเป็นลบใน 48 ชั่วโมงก่อนหน้าอยู่แล้วก็ตาม รวมถึงขยายขอบเขตการบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับวัคซีน โดยนอกจากเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขแล้ว ตั้งแต่ 15 ธ.ค. จะเพิ่มครูและบุคคลากรในโรงเรียน ตำรวจและทหารเข้าไปด้วย ขณะเดียวกันจะเปิดให้ชาวอิตาลี อายุ 18 ปีขึ้นไปสามารถรับวัคซีนบูสเตอร์โดสได้แล้ว จากเดิมที่ให้ใช้เฉพาะในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปเท่านั้น “มาริโอ ดรากี” นายนรัฐมนตรีของอิตาลี ย้ำว่า การรับมือการระบาดระลอกใหม่นี้จะต้องทำอย่างรอบคอบที่สุดเพื่อไม่ให้ความสำเร็จในการสกัดการระบาดที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า กัดฟันล็อกดาวน์ ในขณะที่หลายประเทศพยายามยื้อสถานการณ์ด้วยมาตรการณ์แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ สโลวาเกีย ประกาศล็อกดาวน์ 2 สัปดาห์ หลังจำนวนผู้ป่วยรายวันเพิ่มเป็น 10,000 ราย สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการระบาดมา และหากเทียบตามสัดส่วนประชากรจะถือเป็นการระบาดเร็วที่สุดในโลก ในขณะที่เตียงในโรงพยาบาลใกล้จะเต็ม แต่จำนวนผู้รับวัคซีนยังคงต่ำกว่าเป้ามาก โดยจากประชากร 5.5 ล้านคน มีผู้รับวัคซีนครบโดสไม่ถึง 50% โดยเมื่อต้นสัปดาห์ประเทศเพื่อบ้านที่อยู่ติดกันอย่าง ออสเตรียได้ประกาศล็อกดาวน์นาน 10 วันไปก่อนหน้าแล้ว เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเช่นกัน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-809444

Person read: 118

26 November 2021

จับคู่ “หมู-ข้าว” ช่วยชาวนาเพิ่มรายได้ ลดต้นทุนอาหารสัตว์

“จุรินทร์” ร่วมเป็นสักขีพยาน MoU พาณิชย์จับคู่ช่วย “หมู-ข้าว” ลดต้นทุนหมู เพิ่มราคาข้าว จำนวน 50,199 ตัน มูลค่า 535 ล้านบาท ขณะที่ ประกันรายได้ข้าวปี 3 คาดงวด 3 รับส่วนต่างต้นธันวาคมนี้ พร้อมมาตรการช่วยปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ส่งเสริมข้าว GI ย้ำพืชเกษตรราคาดีเกือบทุกตัว วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยระหว่างการเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MoU โครงการพาณิชย์จับคู่ช่วย “หมู-ข้าว” ปีการผลิต 2564/65 ว่า เป็นความร่วมมือเพื่อยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันเป็นการช่วยผู้เลี้ยงสุกรให้สามารถลดต้นทุนการผลิต โดยโครงการนี้ จะเป็นโครงการตัวอย่าง ที่นำข้าวกับหมูมาชนกันเพื่อประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย “ฝ่าย 1.เอาข้าวมาขายทำอาหารสัตว์ในราคาที่เป็นธรรม หรือยกระดับราคาที่ดีกว่าการขายในตลาดปกติ 2.เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรสามารถนำข้าวคุณภาพอาหารสัตว์ราคาพิเศษ มาใช้ทำอาหารสุกร เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงสุกร เป็นโครงการที่ win-win ทั้งคู่” โดยข้าวที่รับซื้อ มีข้าว 2 ประเภท 1.ข้าวเปลือก ความชื้นไม่เกิน 15% ในราคากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท และข้าวสาร ประกอบด้วย ข้าวกล้องปลายข้าวคุณภาพอาหารสัตว์และข้าวหักความชื้นที่ไม่เกิน 15% ขายในราคากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 11 บาท ซึ่งถือว่าช่วยลดต้นทุนมากกว่าการนำพืชเกษตรตัวอื่นมาทำอาหารสัตว์ อย่างไรก็ดี การลงนามครั้งนี้ จำนวนที่รับซื้อทั้งหมด 50,199 ตัน เป็นโรงสี จำนวน 49,500 ตัน และสหกรณ์อีก 4 ราย จำนวน 699 ตัน รวม 50,199 ตัน มูลค่ารวม 535 ล้านบาท โดยเริ่มส่งตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 และตั้งเป้าหมายว่าจะไม่ขายเฉพาะ 50,000 นี้ กรมการค้าภายในจะพยายามเจรจาทำให้ได้ 150,000 ตัน   ซึ่งจะช่วยดึงราคาข้าวปลายฤดูขึ้นได้อีก สำหรับผู้ซื้อข้าว 5 ราย ประกอบด้วย1.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป 2.ไทยรุ่งเรืองกิจการ จังหวัดนครปฐม 3.อาร์ เอ็ม ซี ฟาร์ม จังหวัดบุรีรัมย์ 4.จงเจริญฟาร์ม จังหวัดนครนายก 5.เกษมชัยฟาร์มกรุ๊ป จังหวัดนครปฐมรวมจำนวนทั้งสิ้น 50,199 ตัน นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า นโยบายประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวปี 3 มีการจ่ายเงินส่วนต่างรวมทั้งหมด 33 งวด ขณะนี้ จ่ายไปแล้ว 2 งวด ส่วนงวดที่ 3-33 กำลังรอการขยายเพดานวินัยการคลังจากไม่เกิน 30% เพิ่มขึ้น คาดว่าอังคารหน้าจะมีการพิจารณา ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายเงินส่วนต่างเข้าบัญชีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้เร็วขึ้น คาดว่าจะเห็นได้ในช่วงเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป สำหรับมาตรการต่างๆที่จะช่วยลดต้นทุนให้ชาวนา เช่น 1.ปุ๋ย กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดโครงการปุ๋ยราคาถูกจำหน่ายให้กับกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจ ชุมชนที่เป็นรูปกลุ่ม ซึ่งจัดปุ๋ยราคาพิเศษเตรียมไว้ 4,500,000 กระสอบ ขายไปแล้ว 2,000,000 กว่ากระสอบ โดยเกษตรกรต้องรวมกลุ่มกันไปขอซื้อที่สหกรณ์จังหวัด สหกรณ์อำเภอ เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยขอให้เร่งช่วยกันซื้อเพราะราคาจะถูกกว่าท้องตลาด 20 -50 บาทต่อกระสอบ ทั้งนี้ ตนยังได้ลงนามถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงบประมาณโดยตรงในการของบกลางให้มีเงินมาช่วยชดเชยปุ๋ยให้ลดราคาลงมา ซึ่งจะช่วยให้นอกจากกลุ่มเกษตรกรแล้ว เกษตรกรทั่วไปสามารถซื้อในท้องตลาดได้ โดยจะช่วยกดราคาปุ๋ยในท้องตลาดประมาณกระสอบละ 50 บาท การช่วยเหลือด้านเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเกษตรกรต้องการเมล็ดพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะข้าวพันธุ์พื้นนุ่มได้บรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ข้าวไทย ที่บังคับใช้แล้วตั้งแต่ปี 63-67 เป้าหมายเพิ่มข้าวพันธุ์ใหม่ 12 พันธุ์ใน 5 ปี ประการด้วย พันธุ์พื้นแข็ง 4 พันธุ์ พื้นนุ่ม 4 พันธุ์ ข้าวหอม 2 พันธุ์ ข้าวโภชนาการสูง 2 พันธุ์ ซึ่งคาดว่าสำหรับปีนี้จะมีข้าวพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 3 พันธุ์ และจะขึ้นทะเบียนเป็นข้าวพันธุ์ใหม่ต่อไป และที่เกษตรกรอยากเพิ่มข้าวเป็นข้าวมูลค่าสูง ต้องการเน้นการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ขณะนี้เราส่งเสริมโดยเฉพาะข้าว GI มีอยู่ถึง 18 ตัว จาก GI ทั้งหมด 152 ตัว และยังสนับสนุนต่อไป หากพื้นที่ไหนสามารถปรับปรุงเป็น GI ได้ กระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะให้การสนับสนุนต่อไป “ตั้งแต่ตนเข้ามาดูแล ราคาข้าวเปลือกเคยแตะ 10,000 บาท เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา แต่ช่วงนี้ไม่ปกติราคาจริงลงมา ราคาข้าวแห้ง วันนี้เกวียนละ 8,000 บาทแล้ว ไม่ใช่ 5,000 บาทอย่างที่พยายามพูดว่าซื้อมาม่าได้ซองเดียว ไม่เป็นความจริง ขอย้ำว่าพืชเกษตรราคาดีทุกตัว โดยเฉพาะพืชที่ประกันรายได้ นอกจากข้าว ยางก้อนถ้วยก็สูงกว่ารายได้ที่ประกัน มันสำปะหลังตอนนี้ 2.60-2.80 บาท ปาล์มน้ำมันประกันที่กิโลกรัมละ 4 บาท ตอนนี้ 8-9 บาทแล้ว และข้าวโพดประกันรายได้ที่กิโลกรัมละ 8.50 บาท แต่ราคาตลาด 9-10 บาทแล้ว พืชเกษตรราคาตกทุกตัวไม่จริง พืชผลทางการเกษตรราคาดีเกือบทุกตัว” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-809424

Person read: 127

26 November 2021

ซี.พี.รีเทล โฮลดิ้ง จดทะเบียนเลิกกิจการโอนทรัพย์สินให้สยามแม็คโคร

“ซี.พี.รีเทล โฮลดิ้ง” จดทะเบียนเลิกกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว มติผู้ถือหุ้นได้โอนกิจการ-ทรัพย์สินทั้งหมดให้ สยามแม็คโคร   วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 รายงานข่าวจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ในเดือนตุลาคม 2564 ทาง บจ. ซี.พี.รีเทล โฮลดิ้ง (ทุนจดทะเบียน 199,479.57 ล้านบาท) ได้จดทะเบียนเลิกกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า   เนื่องจากการมติของผู้ถือหุ้นได้โอนกิจการและทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เช่น ธุรกิจค้าปลีก Lotus’s Stores ในประเทศไทยและมาเลเซีย รวมทั้งได้มีมติจดทะเบียนเลิกกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/marketing/news-809399

Person read: 119

26 November 2021

CIMBT ชี้ “ส่งออก-ท่องเที่ยว-กำลังซื้อกลุ่มบน” หนุนเศรษฐกิจปี65 โต 3.8%

ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับประมาณการจีดีพีปี 65 ขยายตัว 3.8% จาก 3.2% และปีนี้อยู่ที่ 1.1% จาก 0.4% เปิด 3 ปัจจัยหนุนเศรษฐกิจปีเสือทะยาน “การส่งออก-ท่องเที่ยว-กำลังซื้อระดับกลางและบน” แนะมาตรการรัฐเร่งกระตุ้นกำลังซื้อให้ตรงจุด-เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2565 ขยายตัวอยู่ที่ 3.8% จากเดิม 3.2% และในปีนี้ปรับจากเดิม 0.4% มาอยู่ที่ 1.1% รับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไตรมาสสามที่ดีกว่าคาด จากปัญหาอุปทานชะงักงันในโรงงานที่ไม่รุนแรงและกำลังคลี่คลาย และการควบคุมการระบาดโควิดในประเทศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมรับโอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นหลังการเปิดเมืองและเปิดรับการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ปัจจัย คือ 1.การส่งออก ที่คาดว่าจะเติบโตได้ 4.7% จากการฟื้นตัวต่อเนื่องในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง ปิโตรเคมี และกลุ่มอาหารแปรรูป ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าสำคัญ 2.การท่องเที่ยว ซึ่งประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาราว 5.1 ล้านคน เฉลี่ยจะเข้ามาไตรมาสละ 1-1.5 ล้านคน โดยคาดว่าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากกลุ่มประเทศที่เปิดรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัวเช่นกัน เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี และกลุ่มยุโรปอื่นๆ กลุ่มตะวันออกกลาง และกลุ่มอาเซียน ยกเว้น จีน ที่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักของไทย โดยก่อนโควิดในปี 2562 มีสัดส่วนสูงถึง 28% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดจะยังไม่กลับเข้ามาไทยมากนัก โดยคาดว่าจะมีคนจีนเพียง 9% ของจำนวนนักท่องเที่ยว และ 3.กำลังซื้อระดับกลาง-บน ที่เริ่มเห็นสัญญาณการใช้จ่ายหลังเปิดเมือง การที่ไทยไม่มีปัญหาการว่างงานสูง แต่คนระมัดระวังการใช้จ่ายเพราะขาดความเชื่อมั่นในความมั่นคงของงาน ดังนั้น เมื่อมีการเปิดเมือง กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มคึกคัก คนจะเริ่มจับจ่ายใช้สอย และนำเงินออมออกมาใช้มากขึ้น กลุ่มที่จะฟื้นตัวได้เร็วได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ร้านอาหาร โรงแรมและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในประเทศ   อย่างไรก็ดี นอกเหนือจาก 3 ปัจจัยข้างต้น อีกปัจจัยที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง คือมาตรการภาครัฐซึ่งในระยะต่อไปนั้น ควรเน้นมาตรการช่วยเหลือที่เฉพาะจุดมากขึ้น อาทิ ในกลุ่มผู้ที่ยังได้รับผลกระทบอยู่และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รวมถึงมีมาตรการที่ช่วยกระตุ้นให้คนระดับกลางและบนเร่งการใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้ออยู่สูง เพื่อก่อให้รายได้หมุนเวียนมาช่วยกลุ่มล่าง ขณะเดียวกันก็จะต้องมีการฟื้นฟูโดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการลงทุนที่จะช่วยผลักด้นให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป “เศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพ เพียงแต่รอปัจจัยที่เอื้ออำนวยและมาตรการภาครัฐที่สนับสนุนการเติบโตระยะยาวอย่างเต็มที่ เราจึงเปรียบเศรษฐกิจไทยปี 2565 ว่าเสมือนเสือโคร่งที่ซุ่มหมอบรอจังหวะพุ่งกระโจน ไม่ใช่เสือป่วยนอนหลับนิ่งอย่างที่ใครคิดกัน แต่ขณะเดียวกันต้องระวังให้ดี เพราะมีเสือร้ายอีกตัวคอยดักซุ่มขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยปี 65” อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสะดุดจาก 3 ปัจจัย คือ 1.การระบาดของโควิดรอบใหม่ ทั้งในไทยและประเทศคู่ค้าสำคัญ ที่จะกระทบกำลังซื้อของคนในประเทศ การส่งออกและการท่องเที่ยว แม้ไทยและอีกหลายประเทศจะไม่ล็อกดาวน์ แต่จะกระทบความเชื่อมั่น การบริโภค และกระทบห่วงโซ่อุปทานให้ภาคการผลิตหยุดชะงักได้ 2.สงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนยังคงดำเนินต่อไปในปี 2565 ถ้าปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น บรรยากาศการค้าโลกรวมทั้งความต้องการสินค้าจากไทยไปจีนและอาเซียนจะได้รับผลกระทบดังเช่นในอดีต แม้ไทยจะยังสามารถส่งออกสินค้าไปสหรัฐได้ดี แต่ก็ไม่น่าจะชดเชยการส่งออกที่ลดลงในภูมิภาคได้ รวมถึงสหรัฐฯ จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งมีความเห็นตรงกันในเรื่องการกดดันจีน เนื่องจากในอีกระยะ 10 ปีข้างหน้าคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 และ 3.ปัญหาเงินเฟ้อ หรือค่าครองชีพของคนไทยที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน อาหารสด และต้นทุนภาคการผลิตอื่นๆ แม้เงินเฟ้อปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ราว 1.9% และราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยที่ 67 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่หากเกิดปัญหาอุปทานชะงักงันในภาคการผลิตในจีน หรือราคาวัตถุดิบอื่นๆ พุ่งขึ้นเร็ว อัตราเงินเฟ้อของไทยอาจเร่งขึ้นได้อีก ซึ่งราคาสินค้าที่สูงจะกระทบกำลังซื้อของคนรายได้น้อยมากกว่าคนรายได้สูง เพราะคนรายได้น้อยมีสัดส่วนการบริโภคต่อรายได้สูง “ประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนนั้น แม้จะแผ่วไปแต่ก็ยังไม่จบ โดยเฉพาะในปีหน้าที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพรรคเดโมแครต หรือรีพับลีกันได้รับชนะ แต่ก็จะมีความเห็นตรงกันในการสกัดการขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลข 1 ของโลกของจีน ดังนั้น การสงครามการค้าก็จะยังดำเนินอยู่ ขณะเดียวกันหากมีความรุนแรงขึ้นก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ แต่จะไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปอาเซียน” ดร.อมรเทพ กล่าวต่อไปว่า สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.50% ต่อปีตลอดทั้งปีหน้า และน่าจะใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องให้ธุรกิจที่ฟื้นตัวช้าหรือส่งเสริมมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนที่ขาดรายได้ เพิ่มความยืดหยุ่นในการชำระหนี้ อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่จะทำให้กนง.เริ่มส่งสัญญาณปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น จะมีอยู่ 3 ปัจจัย คือ ระดับขนาดเศรษฐกิจไทยยืนได้เหนือปี 2562 อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น แต่มองว่ายังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% และมีการกระจายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2566 ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคากลางสหรัฐฯ ในปีหน้านั้น มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อไทย เนื่องจากมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงที่แตกต่างกัน ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2565 มองเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าเทียบดอลลาร์ จากปัจจัยด้านทุนเคลื่อนย้าย โดยเรามองว่าปัญหาเงินเฟ้อในสหรัฐยังมีต่อเนื่องถึงช่วงกลางปีหน้า มีผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินการปรับลดการอัดฉีดสภาพคล่อง หรือ สิ้นสุดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในช่วงกลางปีก่อนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งในปีหน้า อย่างไรก็ดี เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ อาจดึงเงินให้ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทย น่าจะมีผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกมาเกินดุลในช่วงครึ่งปีหลังจากที่ขาดดุลสูงในปีนี้ โดยคาดการณ์เงินบาทปลายปี 2564 ไว้ที่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และปลายปี 2565 ไว้ที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ “เงินบาทในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้ามีแนวโน้มอ่อนค่าจนอาจไปแตะ 34 บาทในช่วงกลางปี เนื่องจากไทยยังมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ เพราะเราคาดว่านักท่องเที่ยวจะเข้ามามากในช่วงไตรมาส 4 รวมถึงการปรับนโยบายการเงินของสหรัฐฯ การลดวงเงินการซื้อสินทรัพย์ต่างๆ ก็จะเริ่มทำ แต่พอครึ่งปีหลังเชื่อว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเริ่มกลับมาเป็นบวก การปรับนโยบายการเงิน การส่งสัญญาณของเฟดมีความชัดเจนแล้ว ก็น่าจะเริ่มที่จะมีเงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่อีก ก็จะทำให้เงินบาทเริ่มกล้บมาแข็งค่าแต่ก็ยังนับว่าอ่อนค่ากว่าปีนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเงินบาทที่อ่อนค่ามาระดับหนึ่งก็ส่งผลดีต่อการส่งออก ราคสินค้าเกษตร และการท่องเที่ยวของเราด้วยเช่นกัน” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-809292

Person read: 113

26 November 2021

กรมการแพทย์ เปิดลงทะเบียน-ฉีดวัคซีน COVID ผ่าน 4 ค่ายมือถือ

เครดิตภาพ : สำนักอนามัย กทม. กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดให้บริการฉีดวัคซีน COVID ผ่าน 4 ค่ายมือถือวันนี้(18 พ.ย.) ส่วนค่ายทรูลงทะเบียน 19 พ.ย. เริ่มฉีด 20 พ.ย.นี้ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19(ศบค.) รายงานว่ากรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดให้บริการฉีดวัคซีน COVID เข็ม 1+เข็ม 2(AstraZeneca + Pfizer) และ เข็ม 3 (AstraZeneca) ผ่าน 4 ค่ายมือถือ ตามวัน เวลา และสถานที่ฉีด ดังนี้ เข็ม 1 + เข็ม 2 (AstraZeneca + Pfizer) เข็ม 3 (AstraZeneca) สำหรับผู้ที่ฉีด Sinovac หรือวัคซีนเชื้อตาย มาแล้ว 2 เข็ม จุดที่ 1 เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โกดัง 4 เวลา 09.00-18.00 น. โดยโรงพยาบาลเลิดสิน จุดที่ 2 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ชั้น 3 หน้า fashion hall เวลา 09.00-16.00 น. โดยโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ผู้สนใจลงทะเบียนผ่าน 4 ค่ายมือถือ ตั้งแต่ 18 พ.ย. 64 เวลา 09.00 น. เข็ม 1+2 เริ่มฉีด 20 พ.ย. – 7 ธ.ค. 64 เข็ม 3 เริ่มฉีด 20 พ.ย. – 28 ธ.ค. 64 ลงทะเบียนผ่าน เครือข่าย AIS www.ais.th/vaccine ลงทะเบียนผ่าน เครือข่าย True https://vaccine.trueid.net/ ลงทะเบียนผ่าน เครือข่าย Dtac https://app.dtac.co.th/vaccine.index.html ลงทะเบียน ผ่านเครือข่าย NT https://covid19vaccine.ntplc.co.th/CVC/home ………….. หมายเหตุ : ทรูเปิดลงทะเบียนวันที่ 19 พ.ย.2564 ที่มา : กรมการแพทย์ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-804650

Person read: 154

18 November 2021

ยักษ์ชิปจีน SMIC เพิ่มกำลังผลิต 3 เท่า ท่ามกลางศึกรอบด้าน

ปัญหาขาดแคลน “ชิป” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ส่งผลให้ผู้ผลิตชิปทั่วโลกได้รับอานิสงส์จากความต้องการที่ยังสูงต่อเนื่อง รวมถึง “เอสเอ็มไอซี” (SMIC) บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของจีน ที่แม้ว่าจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของสหรัฐอเมริกา รวมถึงความไม่แน่นอนจากนโยบายการควบคุมบริษัทเอกชนของรัฐบาลจีน แต่บริษัทเทคโนโลยีแห่งนี้ก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล โค. หรือ “เอสเอ็มไอซี” ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของจีน เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3/2021 มีรายได้ 1,410 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 321 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 25% ซึ่งเอสเอ็มไอซีคาดว่าปีนี้จะมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 39% พร้อมกันนี้เอสเอ็มไอซียังเปิดเผยแผนการก่อสร้างโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเสิ่นเจิ้น โดยจะเริ่มดำเนินการในช่วงครึ่งหลังของปี 2022 ด้วยเม็ดเงิน 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากรัฐบาลท้องถิ่นของจีน โดยตั้งเป้าสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 3 เท่า ทั้งนี้ “เอสเอ็มไอซี” เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีจีนที่ถูกรัฐบาลสหรัฐขึ้นบัญชีดำ ปิดกั้นการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐ ด้วยข้อกล่าวหาว่าเอสเอ็มไอซีมีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน   แต่การเร่งสร้างซัพพลายเชนด้านเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีหันมาใช้ชิปที่ผลิตภายในประเทศมากยิ่งขึ้น พร้อมกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนจีน เช่น เสียวหมี่ (Xiaomi) ออปโป้ (Oppo) และวีโว่ (Vivo) ที่ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟน “ท็อป 5” ของโลก รวมถึงแบรนด์น้องใหม่อย่างออเนอร์ (Honor) และทรานส์ชั่น (Transsion) ก็กำลังตีตลาด แนวโน้มที่ดีของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนจีนส่งผลให้ความต้องการชิปภายในประเทศแข็งแกร่ง โดยรายได้ของเอสเอ็มไอซีเกือบ 67% ในไตรมาส 3/2021 มาจากลูกค้าภายในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจีนที่คิดเป็นสัดส่วนรายได้ของเอสเอ็มไอซีราว 31-32% “จ้าวไห่จุน” ซีอีโอร่วมของเอสเอ็มไอซี ระบุว่า “เราได้เห็นจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ จากความขาดแคลนชิปทั่วโลกในเวลานี้ ส่วนลูกค้ารายใหม่ในจีนหลายรายก็ต้องการชิปที่ผลิตภายในประเทศ” อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา “เจียงซางอี” รองประธานเอสเอ็มไอซี ซึ่งเป็นอดีตซีโอโอร่วมของ “ทีเอสเอ็มซี” (TSMC) ยักษ์เซมิคอนดักเตอร์ไต้หวัน ได้ลาออกจากเอสเอ็มไอซีอย่างกะทันหันพร้อมกับผู้บริหารระดับสูงอีก 3 ราย ส่งผลให้เกิดคำถามถึงความขัดแย้งภายในคณะกรรมการบริหาร รวมถึงปัญหาจากการควบคุมบริษัทเทคโนโลยีอย่างเข้มงวดของรัฐบาลจีนในเวลานี้หรือไม่ โดยซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ก่อนหน้านี้เอสเอ็มไอซีเคยได้รับคำเตือนด้านกฎระเบียบจากฝ่ายกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด โดยภายหลังข่าวการลาออกผู้บริหารระดับสูงของเอสเอ็มไอซีดังกล่าว ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของเอสเอ็มไอซีในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และฮ่องกงร่วงลงราว 4% และทำให้เอสเอ็มไอซีเป็นที่จับตาว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของผู้ผลิตชิปรายใหญ่แห่งนี้อย่างไร ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-803583

Person read: 149

18 November 2021

“บิทคับ” เร่งเกมตลาดขาขึ้น ผนึก SCB โต 10 เท่า

เน็กซ์สเต็ป “บิทคับ” เร่งเกมขยายฐานลูกค้าเจาะตลาดแมสย้ำเทรนด์ขาขึ้นสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งเป้ารักษาสปีดโตต่อ 10 เท่า ทั้งรายได้-ฐานลูกค้า หลังปิดดีล “เอสซีบี” กระหึ่มวงการพิสูจน์ฝีมือสตาร์ตอัพไทยไม่แพ้ใครในโลกจุดพลุลงทุน สร้างโอกาสใหม่ พร้อมเดินหน้าผนึกพันธมิตรต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจ เชื่อมโลกการเงินดิจิทัลกับธุรกิจ “อีสปอร์ต” พร้อมอัดฉีดเงินปั้น “โกลบอลคอมปะนี” ดึง “เทคทาเลนต์ทั้งไทยและเทศ” สานฝัน “คริปโทอีโคโนมิก” นายสกลกรย์ สระกวี หนึ่งในผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ภายใต้แบรนด์บิทคับ (Bitkub) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเข้ามาร่วมลงทุนในบิทคับของกลุ่มเอสซีบี (กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์) เป็นบิ๊กมูฟที่สำคัญ เป็นความหวังของประเทศไทยที่จะทำให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ อีกมาก เชื่อว่าจะทำให้ทุกวงการสั่นสะเทือนในการร่วมกันสร้างอีโคซิสเต็มนี้ไปด้วยกัน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้มากนักจนกว่าดีลจะเสร็จเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม เป้าหมายและแผนธุรกิจในปีหน้าของบริษัทยังมุ่งไปยังการสร้างการเติบโตให้ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในประเทศไทย โดยรักษาการเติบโตกว่า 10 เท่า ทั้งในแง่จำนวนลูกค้า และรายได้ไว้ให้ได้ต่อไป ปัจจุบันมีนักลงทุนเปิดบัญชีกับบิทคับราว 3 ล้านบัญชีแล้ว เพิ่มขึ้น 1,000% จากเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่มี 1 ล้านบัญชี ขยายฐานเจาะตลาดแมส “ปลายปีที่แล้วราคาบิตคอยน์อยู่ที่ 3 แสนกว่าบาท ตอนนี้พุ่งไปกว่า 2 ล้านบาทแล้ว ขณะที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 2.87 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กว่า 43.27% มาจากบิตคอยน์ (ข้อมูล ณ วันที่ 12 พ.ย 2564) และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในตลาดโลกและในไทย เนื่องจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยม ถามว่าจะโตไปถึงไหนคงไม่สามารถบอกได้ แต่เชื่อว่าจะโตขึ้นอีก ที่ผ่านมาเราเองก็โตได้ปีละ 1,000% ปีต่อไปอาจยากขึ้น แต่อย่างน้อย ๆ ปีละ 300-500% เชื่อว่าน่าจะได้ ซึ่งจะโชว์ให้เห็นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเทรนด์ที่กำลังมาจริง” การสร้างการเติบโตทำได้โดยการขยายฐานไปยังกลุ่มคนทั่วไปมากขึ้น ไม่จำกัดแต่ในกลุ่มคนที่มีความรู้ด้านไอที เพราะเมื่อฐานลูกค้ากว้างขึ้น ตลาดก็จะใหญ่ขึ้นตามมา ทำให้มูลค่าการซื้อขายสูงขึ้นตามไปด้วย   “เดิมการเทรดคริปโทจะอยู่ในคนกลุ่มเนิร์ด กลุ่มไอทีเท่านั้น แต่ความตั้งใจของเราคือทำให้คนทั่วไปเข้ามา มองว่านี่คือ โอกาส เราทำให้คนไทยซื้อบิตคอยน์ในราคาที่ต่ำ ทุกคนจะจดจำบิทคับได้เหมือนไลน์ เราก็คาดหวังว่า ในอนาคตแม้จะมีรายใหม่ ๆ เข้ามามาก อย่างน้อยคนก็คุ้นเคยกับแอปพลิเคชั่นนี้ว่าเป็นอะไรที่สามารถลงทุนแล้วได้ผลตอบรับและกำไรที่ดี เราไม่ซีเรียสที่มีคู่แข่งเยอะขึ้น แต่ซีเรียสว่าจะทำอย่างไรให้ตลาดใหญ่มากขึ้นมากกว่า” นายสกลกรย์กล่าวว่า ในปีหน้าบริษัทจะจับมือกับพันธมิตรในธุรกิจเกมออนไลน์ โดยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนเล่นเกมกับคนที่มีคริปโทเคอร์เรนซีในการแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลกับโลกของเงินจริง เชื่อมโลกเงินดิจิทัล “ปีหน้าจะได้เห็นการใช้บิตคอยน์ในเกมออนไลน์ต่าง ๆ รวมถึงการซื้อบริการเอ็นเตอร์เทนเมนต์ต่าง ๆ ผมอยู่ในวงการเกมออนไลน์มาก่อน เห็นชัดเจนว่าเทรนด์นี้มาแน่ ตลาดเกมใหญ่มาก ตอนเริ่มทำการีนาปี 2557 ตลาดอีสปอร์ตในไทยมีมูลค่าปีละ 2,000 ล้านบาท ตอนนี้มากกว่า 2-3 หมื่นล้านบาทแล้ว และบิทคับจะเปลี่ยนให้คนเล่นเกมออนไลน์มาใช้คริปโทเคอร์เรนซีในการซื้อขายของในเกม ซึ่งในอนาคตจะไม่ใช่แค่นั้น กระแสเมตาเวิร์สที่พูดถึงกันก็จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้ต้องเปลี่ยนทุกอย่างเป็นดิจิทัลก่อน บิทคับก็จะเป็นสะพานให้ทุกคนทรานส์ฟอร์มไปสู่โลกเมตาเวิร์สเช่นกัน” ที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนสร้างเครือข่าย และมีบริษัทย่อยที่พร้อมจะขยายธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสินทรัพย์ดิจิทัลแล้วในทุกมิติ โดยบริษัทในกลุ่มบิทคับมี 4 แห่ง ภายใต้บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ประกอบด้วยบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล, บริษัท บิทคับ บล็อกเชน เทคโนโลยี จำกัด พัฒนาระบบบล็อกเชน และเหรียญ Bitkub Coin (KUB), NFT (Non-Fungible Token), บริษัท บิทคับ แล็ปส์ จำกัด หรือบิทคับ อะคาเดมี ธุรกิจการศึกษาด้านบล็อกเชน ให้ความรู้กับธุรกิจ และบริษัท บิทคับ เวนเจอร์ส จำกัด ลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัพ “ในอดีตบริษัทไทยมักเป็นเบอร์ 2 หรือเบอร์ 3 แต่ครั้งนี้ในโลกการเงินดิจิทัลเรามูฟเร็วมาก เป็นจังหวะที่ทุกคนจะไม่พลาดอีกแล้ว อนาคตต่อจากนี้ไปไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรจะเป็นเมตาเวิร์สหรืออะไรก็แล้วแต่ บริษัทใหญ่จะอยากเข้ามาลงทุนกับสตาร์ตอัพไทย อยากทำอะไรที่เป็นของคนไทย เพราะไม่อยากพลาดโดยมีดีลนี้เป็นมูฟที่สำคัญ” ปั้น บ.ไทยทาบโกลบอล นายสกลกรย์ย้ำว่า ดีลระหว่างเอสซีบีและบิทคับ “วิน-วินทุกฝ่าย” และเกิดขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างมีแพสชั่นเดียวกัน นั่นคือต้องการสร้างอีโคซิสเต็มคริปโทเคอร์เรนซีในประเทศไทยให้แข็งแกร่ง และคาดว่าจะเกิดดีลในลักษณะนี้มากขึ้น เนื่องจากการขยายตัวของสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทใหญ่ ๆ ของไทยปรับตัวได้เร็วขึ้น ทุกรายจะไม่ยอมพลาดโอกาสนี้อีกแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลที่เติบโตขึ้นเข้ามาสนับสนุนให้การขยายธุรกิจ หรือพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ ได้ดีขึ้น จะได้เห็นบริษัทใหญ่ ๆ เข้าไปร่วมมือกับสตาร์ตอัพหรือบริษัทเล็ก ๆ มากขึ้น” นายสกลกรย์ย้ำว่า ที่ผ่านมาบิทคับเติบโตก้าวกระโดด ขณะที่ราคาคริปโทเคอร์เรนซีมีขึ้นมีลงตามสภาพตลาด และคริปโทไม่ได้มีแค่ “บิตคอยน์” แต่ในอนาคตจะมีดิจิทัลบาท มีโทเค็นอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย บริษัทจึงจะมีการลงทุนต่อเนื่องทั้งในแง่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ การพัฒนาบริการใหม่ ๆ รวมถึงจ้างทีมงานที่มีความรู้ความสามารถทั้งคนไทยและต่างชาติ รองรับกับการเติบโตที่จะเกิดขึ้น ทำให้เกิด “คริปโทอีโคโนมิก” ของเมืองไทย “next step จริง ๆ คือสร้างโปรดักต์ที่เป็นโกลบอล ที่ผ่านมาคนไทยสมองไหล อยากไปทำงานกับกูเกิล, เฟซบุ๊ก ไม่ค่อยมีที่อยากทำงานกับบริษัทคนไทย แต่จากนี้หลายอย่างจะเปลี่ยนไป เราพร้อมจ่ายเงินเดือนมากที่สุด สำหรับคนที่เก่งจริง ๆ หรือแม้แต่การจ้างต่างชาติมาทำงานให้ จะไม่มีคำว่าประหยัดที่สุดให้ได้เติบโต เราเชื่อว่าเราเป็นโกลบอลได้ แต่ต้องให้เวลา” “ไม่ต่างจากกีฬาฟุตบอลที่ต้องนำนักเตะต่างชาติมาแข่งที่เมืองไทย เพื่อให้นักเตะไทยเก่งขึ้น เมืองไทยเป็นประเทศแรก ๆ ที่ก้าวหน้าเรื่องคริปโทมาก ตอนนี้แม้แต่จีนยังช้ากว่า ไทยสร้างคริปโทดีไฟน์ และ NFT ได้เร็วกว่าคนอื่น มีเหรียญออกใหม่เป็นเหรียญโกลบอลของคนไทย สิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไปคือขยายไปประเทศอื่นไม่อยู่แค่ประเทศไทย”   นายสกลกรย์ทิ้งท้ายว่า จะได้เห็นความร่วมมือระหว่างบิทคับกับพันธมิตรรายใหญ่ในประเทศไทยจากหลากหลายวงการ เพื่อช่วยกันสร้างอีโคซิสเต็มสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย SCBX เสริมแกร่งยานแม่ ทุ่มลุยสินทรัพย์ดิจิทัลต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจ ดร.นิเวศน์ วิเคราะห์ SCBX ซื้อบิทคับ “คุ้มค่า” แต่มาพร้อมความเสี่ยง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/ict/news-803839

Person read: 161

18 November 2021

กองทัพอากาศ แจงเครื่องบิน 4.6 พันล้าน “โปร่งใส คุ้มค่า เป็นประโยชน์ต่อชาติ”

กองทัพอากาศ แจงซื้อเครื่องบินรบ 4.6 พันล้าน 8 ลำ ทดแทนเครื่องบินเก่า ทีอายุนานกว่า 25 ปี ยืนยัน ทุกขั้นตอนโปร่งใส คุ้มค่า เป็นประโยชน์สูงสุดของประเทศ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 พลอากาศตรี ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยเกี่ยวกับโครงการจัดหาเครื่องบินโจมตีแบบเบา รุ่น AT-6 ของกองทัพอากาศ เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติตามที่กฎหมายกำหนด ดังนี้ 1. เป็นการจัดหาเครื่องบินโจมตีแบบเบา (AT-6) จำนวน 8 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์อะไหล่ ระบบสนับสนุนการฝึกอบรม และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็น เพื่อทดแทนเครื่องบินแบบ L-39 ซึ่งมีอายุการใช้งานนานกว่า 25 ปี และได้ปลดประจำการแล้ว สำหรับรองรับภารกิจการโจมตีทางอากาศ การค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือในการสนับสนุนการป้องกันประเทศ และรักษาผลประโยชน์แห่งชาติกับหน่วยงานอื่น วงเงินงบประมาณ 4,500 ล้านบาท (143,396,000 เหรียญสหรัฐฯ) ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณอาจมีความผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในห้วงนั้น (หากอ้างอิงตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันที่ 16 พ.ย. 2564 เป็นเงิน 4,688,260,522 บาท) ซึ่งเป็นโครงการผูกพันงบประมาณ 5 ปี ระหว่างปี 2564 – 2568   2. การพิจารณาเลือกเครื่องบินโจมตีแบบเบา AT-6 ของบริษัท Textron Aviation Defense LLC ประเทศสหรัฐอเมริกา มีข้อพิจารณาที่สำคัญประกอบด้วย ความประหยัด ในการส่งกำลังและซ่อมบำรุงจากการใช้อะไหล่ร่วมกันได้กับอากาศยานที่มีอยู่ก่อนแล้ว ระยะเวลาในการฝึกที่ลดลงเนื่องจากเป็นอากาศยานในตระกูลเดียวกับที่ใช้ฝึก แต่เพิ่มขีดความสามารถให้สูงขึ้น และมีความเหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจบริเวณแนวชายแดนในการลาดตระเวนติดอาวุธ เป็นต้น 3. โครงการนี้กองทัพอากาศได้รับการคัดเลือกโครงการจัดซื้อจัดจ้างในการเข้าร่วมจัดทำข้อตกลงคุณธรรมจากคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต และกรมบัญชีกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 และได้ดำเนินการลงนามข้อตกลงคุณธรรมความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ระหว่างกองทัพอากาศ หน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการ, ผู้ประกอบการ (บริษัท Textron Aviation Defense LLC สหรัฐอเมริกา) และคณะผู้สังเกตการณ์ จำนวน 3 ท่าน (คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต) ประกอบด้วย พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ รศ.ดร.คณิต วัฒนวิเชียร และ อาจารย์วิชา เมฆตระการ ทั้งนี้ คณะผู้สังเกตการณ์ได้เข้ามาร่วมตรวจสอบขั้นตอนและกระบวนการจัดหาเครื่องบินโจมตีแบบเบา โดยมีการรายงานผลอย่างต่อเนื่อง พบว่า กองทัพอากาศดำเนินการได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส 4. ความก้าวหน้าของโครงการในปัจจุบันได้ดำเนินการในกระบวนการขออนุมัติจัดซื้อจัดจ้างเรียบร้อยแล้ว กองทัพอากาศได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อแล้ว เมื่อ 24 ส.ค. 2564 ทั้งนี้ โฆษกกองทัพอากาศ ยืนยันว่าการดำเนินโครงการจัดหาเครื่องบินโจมตีแบบเบา (AT-6) ในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อดำรงขีดความสามารถของกองทัพอากาศ ในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติตามที่กฎหมายกำหนด การจัดหาทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความโปร่งใส คำนึงถึงความคุ้มค่า และประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-804600

Person read: 140

18 November 2021

อสังหา 9 เดือนรายได้ไฟลุก 1.8 แสนล้าน ผลประกอบการ 21 บริษัทโชว์ตัวเลขแดนบวก

เปิดประเทศพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด ความเชื่อมั่นมาเต็ม ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจการรายงานผลประกอบการของบิ๊กแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 21 บริษัท ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 (ดูตารางประกอบ) พบว่า ช่วง 9 เดือนแรก 2564 (มกราคม-กันยายน 2564) มีรายได้รวมกัน 1.8 แสนล้านบาท เติบโต 1.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ที่มีรายได้รวมกัน 1.77 แสนล้านบาท 2 ปีโควิดเริ่มเห็นกระดานสีเขียว ภาพรวม “รายได้-กำไร” เปรียบเทียบ 9 เดือนแรกของปี 2563-2564 หากย้อนกลับไปดูสถานการณ์ปี 2563 โรคระบาดเป็นเรื่องที่เกิดฉับพลันตั้งตัวไม่ทัน ทำให้ภาพรวมการทำธุรกิจปักหัวดิ่งกันถ้วนหน้าทั้งผู้ประกอบการรายเล็ก-รายใหญ่ ขณะที่ปี 2564 ตอนแรกมีลุ้นเป็นปีแห่งการพลิกฟื้นจากการเข้ามาของวัคซีน แต่เหตุการณ์จริงของปี 2564 ดราม่าวัคซีนกินเวลายาวนานจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี และมีเซอร์ไพรส์จากมาตรการปิดแคมป์ 1 เดือนเต็มในเดือนกรกฎาคม 2564 เป็นปัจจัยกระทบทำให้ดีเวลอปเปอร์ประสานเสียงสอดคล้องกันว่า ไตรมาส 3/64 ถึงจุดต่ำสุดของผลประกอบการแล้ว นั่นหมายความว่าตั้งแต่ไตรมาส 4/64 เป็นต้นไป ดีเวลอปเปอร์ที่สะสมความแข็งแกร่งในยุคโควิดเริ่มมองเป็นจังหวะบุกการลงทุนรอบใหม่ โดยพกพาความมั่นใจของผลงาน 9 เดือนแรกปีนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัด โดยกำไรของบิ๊กแบรนด์ 21 บริษัท รวมกันอยู่ที่ 26,582 ล้านบาทในปี 2564 เติบโตถึง 10.24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ซึ่งมีกำไรรวม 23,867 ล้านบาท ศุภาลัยกำไรเติบโตแกร่ง 76% อ้างอิงจาก “ประชาชาติโพล” ที่สำรวจผลประกอบการ 20 บริษัทดังกล่าว พบว่า ค่ายศุภาลัยซึ่งเม็ดเงินรายได้อยู่อันดับ 4 จำนวน 18,522 ล้านบาท ขณะที่กำไรหายใจรดต้นคอพี่ใหญ่ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ อยู่อันดับ 2 จำนวน 4,191 ล้านบาท “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ไตรมาส 2/64-3/64 ที่ผ่านมา แม้เป็นไตรมาสที่ยากลำบากในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่บริษัทวางแผนรับมือและปรับตัวให้ทันต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รายได้รวม 9 เดือนอยู่ที่ 18,522 ล้านบาท เติบโต 44% มีกำไรสุทธิ 4,191 ล้านบาท เติบโต 76% proudly present ของศุภาลัยนับรวมส่วนแบ่งกำไรส่วนใหญ่จากโครงการร่วมทุนในประเทศออสเตรเลีย 364 ล้านบาท โตจากปี 2563 ถึง 92% อีกเรื่องคือในภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง ศุภาลัยยังคงได้รับ offer ระดับดีเยี่ยม ด้วยต้นทุนการเงินเฉลี่ย 1.76% เท่านั้น ในไตรมาส 4/64 ปัจจัยบวกจากการเปิดประเทศ ออนท็อปด้วยแบงก์ชาติปลดล็อกมาตรการ LTV 100% ได้ทุกหลัง-ทุกราคา ทั้งบ้านและคอนโดฯ เป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เริ่มเห็นกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์กลับเข้ามาในตลาด ศุภาลัยจึงเปิดเกมบุกเปิดใหม่ 12 โครงการ รวม 16,100 ล้านบาท เป็น 8 โครงการแนวราบ 10,350 ล้านบาท กับ 4 คอนโดฯ 5,750 ล้านบาท เอพีกำรายได้รวม JV 3 หมื่นล้าน อันดับ 1 ด้านรายได้ 9 เดือนแรกสปอตไลต์ฉายส่องไปที่ค่าย AP “วิทการ จันทวิมล” รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า การผ่อนคลาย LTV 100% ไปถึงสิ้นปี 2565 ถือเป็นสัญญาณบวกที่ดี นอกจากจะกระตุ้นอสังหาฯให้ฟื้นกลับมาแล้ว ยังช่วยขับเคลื่อนภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย อัพเดตล่าสุด ยอดขาย 10 เดือนแรก (ถึงสิ้นตุลาคม 2564) คว้ามาแล้ว 31,210 ล้านบาท คิดเป็น 88% จากเป้าทั้งปี 35,500 ล้านบาท มาจากแนวราบ 28,594 ล้านบาท และพกความมั่นใจผลประกอบการในท่วงทำนอง “น้ำขึ้นให้รีบตัก” จึงวางแผนเปิดเพิ่มอีก 12 โครงการ มูลค่ารวม 8,570 ล้านบาท “ปี 2564 ถือเป็นอีกปีที่ซูเปอร์สตาร์ของอสังหาฯคือ สินค้ากลุ่มแนวราบ สะท้อนได้จากบริษัทมีการเติบโตแบบ organic growth ที่สะท้อนศักยภาพขององค์กรได้อย่างชัดเจน ภายใต้พันธกิจใหญ่ขององค์กร EMPOWER LIVING ส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่ลูกค้าสามารถเลือกได้” แผนธุรกิจเอพี (ไทยแลนด์) ตั้งเป้าเปิดใหม่ 24 โครงการ 27,550 ล้านบาท แบ่งเป็น พระเอกบ้านแนวราบ 22 โครงการ 19,650 ล้านบาท คอนโดฯ 2 โครงการ 7,900 ล้านบาท โดยล่าสุดเพิ่งจุดพลุการแข่งขันในเซ็กเมนต์ตลาดแมส ด้วยการนำเสนอห้องชุดราคา 1 ล้านต้น ๆ แต่รีไซซ์ขยายสเปซให้ถึง 30 ตารางเมตร ในโครงการ “แอสไปร์ รัตนาธิเบศร์ เวสต์ตัน” โนเบิลฯบุก 18 โครงการปี 2565 ค่ายอสังหาฯที่โปรโมตบ้านด้วยโฆษณาเก้งกวางที่สร้างความฮือฮามาแล้ว “ธงชัย บุศราพันธ์” รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE เปิดเผยว่า 9 เดือนแรกมีรายได้รวม 5,792 ล้านบาท กำไรสุทธิ 936 ล้านบาท ลดลง -22% และ -24% ตามลำดับ เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563   บริษัทมีแผนเปิดใหม่ 1 โครงการ ในไตรมาส 4/64 แบรนด์ “นิว คอนเนค เฮ้าส์ ดอนเมือง” มูลค่า 800 ล้านบาท เป็นบ้านแฝดและทาวน์โฮม ใกล้สนามบินดอนเมือง ราคาขาย 5-8 ล้านบาท/ยูนิต มั่นใจจะมีผลตอบรับที่ดี พร้อมทั้งเร่งการขายโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ในมืออีก 3,500 ล้านบาท “ปี 2564 บริษัทชะลอเปิดตัวใหม่ 3 โครงการ รวม 6,900 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าแผนที่วางไว้จากเดิม 11 โครงการ 45,100 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบโควิด และปรับเป้ายอดขายเป็น 7,700 ล้านบาท” จะเห็นได้ว่าการผ่อนคันเร่งลงทุนในปี 2564 เพื่อสะสมขุมกำลังบุกหนักในปี 2565 โดยโนเบิลฯเตรียมความพร้อมรับมือกับการฟื้นตัวของตลาด วางแผนเปิดใหม่ 18 โครงการ มูลค่ารวม 47,400 ล้านบาท โดยเรื่องใหม่คือวางแผนเพิ่มพอร์ตแนวราบเกือบ 50% และคอนโดฯโลว์ไรส์ให้มากขึ้น เพราะสามารถสร้าง-ขาย-โอนได้รวดเร็ว ลูกค้าสาวกโนเบิลฯอดใจรอไม่นาน บริษัทแตกทำเลออกขอบเมืองมากขึ้น อาทิ ถนนดอนเมือง ถนนราชพฤกษ์ ถนนเอกมัย-รามอินทรา ถนนกรุงเทพกรีฑา และทำเลใกล้เมกาบางนา เป็นต้น โดยต้นปี 2565 มีแผนออกหุ้นกู้ 1,500 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ขยายธุรกิจ สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เอสซีฯโตนิวไฮบ้านเกิน 10 ล้าน ค่าย SC ที่มีโลโก้อสังหาฯแบรนด์บ้านหรู “อรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์” ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ประสบความสำเร็จกับโมเดล Living Solutions ที่มุ่งสู่การเป็นแบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับ 1 ในใจผู้บริโภค ระบุว่า 9 เดือนแรกเติบโตทำนิวไฮทั้งยอดขายรวม และยอดขายแนวราบ แบ่งเป็น ยอดขายรวม 16,082 ล้านบาท เติบโต 30% สัดส่วนหลักเกิน 80% มาจากยอดขายแนวราบ 13,268 ล้านบาท เติบโต 17% และเป็นสถิติยอดขายสูงสุดของ 9 เดือน สินค้าหลักบ้านราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป เติบโต 37% สำหรับไตรมาส 4/64 ลงทุนเพิ่ม 2 โครงการใหม่ 1,750 ล้านบาท เป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นแบรนด์ใหม่ “เวนิว ไอดี” เจาะลูกค้า Gen Y กับ “เวนิว ไอดี เวสต์เกต” 1,250 ล้านบาท บนพื้นที่ 42 ไร่ 189 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 5.59 ล้านบาท “ณ ไตรมาส 4 บริษัทมีโครงการเพื่อขาย 53 โครงการ มูลค่ารวม 32,800 ล้านบาท เป็นบ้านแนวราบ 44 โครงการ คอนโดฯ 9 โครงการ มียอดขายรอโอนเกือบ 9,000 ล้านบาท สัดส่วน 50% สามารถรับรู้รายได้ในปีนี้” ออริจิ้นฯเก็บสกอร์ความสำเร็จ ค่ายอสังหาฯที่เติบโตจากพอร์ตคอนโดฯ และทำให้หลายคนคอตกเพราะใจไม่ถึงเท่ากับเขา “พีระพงศ์ จรูญเอก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI กล่าวว่า 9 เดือนแรกกวาดรายได้รวม 11,794 ล้าน ทะลุ 84% ของเป้าทั้งปี กำไรสุทธิ 2,386 ล้านบาท unseen ของออริจิ้นฯ คือ ในขณะที่คนทั้งวงการบอกว่า ไตรมาส 3/64 เป็นไตรมาสอาถรรพ์ แต่บริษัททำผลงานทะลุทะลวงสร้างรายได้ 4,123 ล้าน กำไร 709 ล้าน ยอดโอนกรรมสิทธิ์โตพุ่ง 66% โดยมองว่าหลังรัฐคลายล็อกดาวน์ยกเลิกเคอร์ฟิวกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และผ่อนคลาย LTV 100% เป็นปัจจัยบวกหนุนรายได้ทั้งปีที่ตั้งไว้ 14,000 ล้านบาท ในไตรมาส 4/64 จะมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอน 4 โครงการ ได้แก่ พาร์ค ออริจิ้น พญาไท, นอตติ้ง ฮิลล์ ระยอง, แกรนด์ บริทาเนีย สุวรรณภูมิ และบริทาเนีย ติวานนท์ ราชพฤกษ์ เป็นตัวหนุนหลังให้รายได้ทั้งปีทำได้ตามเป้า “อนันดาฯ” ได้เวลา Rebound ค่ายอสังหาฯที่ดำรงจุดมุ่งหมายในการพัฒนาโครงการและเป็นเจ้าตลาดคอนโดฯแนวรถไฟฟ้า “ชานนท์ เรืองกฤตยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมั่นใจและเชื่อมั่น ในศักยภาพคอนโดฯติดรถไฟฟ้า เป็นสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในการใช้ชีวิตคนเมืองได้เป็นอย่างดี และอย่างไร้ขีดจำกัด อนันดาฯพร้อมแล้วสำหรับการนำกลยุทธ์ ANANDA New Blue มาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการต่าง ๆ ในปี 2565 ที่วางแผนเปิดตัว 7 โครงการใหม่ มูลค่าคับโครงการรวมกัน 28,000 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทยืนยันความแข็งแกร่งทางด้านการเงินด้วยการตุนกระแสเงินสด 5,900 ล้านบาท และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้ถือหุ้นให้ความเห็นชอบเพิ่มทุน 1,300 ล้านบาท เพื่อรองรับจังหวะที่สำคัญในการเติบโตของบริษัทหลังจากนี้ไป รวมทั้งมีแผนออกหุ้นกู้ 5,000 ล้านบาท ในเดือนมกราคม 2565 อีกด้วย “พันธมิตรธุรกิจหลักของเรายังคงได้รับการสนับสนุนที่แข็งแกร่งและต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มมิตซุย ฟูโดซัง, บีทีเอส กรุ๊ป, เพรซิเดนท์ ดี เวนเจอร์, ดุสิตธานี, สแครทช์ เฟิร์สท์ และดิ แอสคอทท์” เรื่องที่ซีอีโออนันดาฯดีใจอีกเรื่องคือ ปี 2565 พอร์ตรายได้ประจำ หรือรีเคอริ่งอินคัม เริ่มออกดอกออกผลในส่วนของธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 5 โครงการ ที่คาดว่ารายได้ประจำสม่ำเสมอจะกลับมาดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4/64 เป็นต้นไป ประกอบด้วย แบรนด์ “ซัมเมอร์เซ็ต พระราม 9-แอสคอทท์ แอมบาสซี่ สาทร-แอสคอทท์ ทองหล่อ บางกอก-ไลฟ์ สุขุมวิท 8 บางกอก-ซัมเมอร์เซ็ต พัทยา” ผู้บริหารเบอร์ต้นอีกคนของวงการ “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไตรมาส 3/64 ตัวเลขเติบโต 20% มาโดยตลอด มียอดขาย 4,104 ล้านบาท ยอดโอน 2,557 ล้านบาท มีแบ็กล็อกหรือยอดขายรอรับรู้รายได้ 12,821 ล้านบาท รองรับการโอน 2 ปีข้างหน้า เรื่องใหม่ของแผนลงทุนปี 2565 เตรียมเปิดตัว 5 คอนโดฯ ภายใต้แบรนด์ใหม่ 2 โครงการ 1.“โคโค่ พาร์ค-Coco Parc” มูลค่า 4,622 ล้านบาท สร้างสรรค์แบรนด์ร่วมกันระหว่าง ANANDA X DUSIT จากโรงแรมดุสิตธานี (Coco Parc Managed by DUSIT) ด้วยมาตรฐานโรงแรมห้าดาว รูปแบบเป็นคอนโดฯสร้างเสร็จพร้อมอยู่ก่อนเปิดขาย เจาะลูกค้าไฮเอนด์เอกสิทธิ์ 486 ครอบครัว 2.“CULTURE-คัลเจอร์” แบรนด์ที่เกิดจากการรวมตัวกันทางความคิดของกลุ่มคนเมืองที่มีความเชื่อในการมองหาทางเลือกการใช้ชีวิตแนวใหม่ เน้นความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ผสานความยั่งยืน สร้างแรงบันดาลใจและสะท้อนตัวตนที่โดดเด่นในการอยู่อาศัย ซึ่งจะเปิดตัว 2 ทำเลศักยภาพสูงใจกลางเมืองที่ทองหล่อกับจุฬาฯ ส่วนแนวราบมีการนำเสนอพูลวิลล่าระดับซูเปอร์ลักเซอรี่ “อาร์เทล พระราม 9” มูลค่าโครงการ 3,538 ล้านบาท กับโครงการแนวราบที่รอเปิดแบรนด์ทำเลติวานนท์-แจ้งวัฒนะ เจาะกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาบ้านหลังแรกทาวน์โฮมและบ้านแฝดในราคาเริ่ม 2 ล้านต้น “อนันดาฯยังประสบความสำเร็จจากโมเดลธุรกิจ ANANDA SURE ระบบการทำงานที่พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพสินค้าและบริการของอนันดาฯ ก่อนส่งมอบให้กับลูกค้านำไปสู่การแนะนำและบอกต่อ มีการวัดและประเมินผลโดยค่าความพึงพอใจในการให้บริการ (CSAT) เพิ่มขึ้น 5% จากเดิม 88.0% เป็น 92.3% เป็นความสำเร็จของซีอีโอและพนักงานอนันดาฯ และบริษัทในเครือ 1,000 ชีวิต” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-803179

Person read: 118

18 November 2021

กทม. เข้มเที่ยวงานลอยกระทง ต้องโชว์หลักฐานฉีดวัคซีน-ผลตรวจ ATK

กทม.คุมเข้มงานลอยกระทง ระบุชัดทุกพื้นที่จัดงานยึดหลัก D – M – H – T – A ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่ผู้เข้างานต้องโชว์หลักฐานฉีดวัคซีน 2 เข็ม หรือผลตรวจ ATK ภายใน 72 ชั่วโมง ชี้หากพบผลตรวจเป็นบวกส่งตัวเข้ารักษาทันที ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 ที่ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) นายเกรียงยศ สุดลาภา รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานแถลงการจัดงานเทศกาลลอยกระทงกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2564 ในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ว่า งานประเพณีลอยกระทงของ กทม.ปีนี้ จัดโดยยึดหลักโควิด ฟรี เซ็ตติ้ง (COVID-Free Setting) หรือมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร และ UP: Universal Prevention หรือการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ กทม.กำหนดจัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่หลัก ได้แก่ บริเวณใต้สะพานพระราม 8 เขตบางพลัด และคลองโอ่งอ่าง เขตสัมพันธวงศ์ และเขตพระนคร พร้อมทั้งเปิดสวนสาธารณะของ กทม. 30 แห่ง ให้ประชาชนลอยกระทง   นายเกรียงยศ กล่าวว่า ทุกพื้นที่จัดงานต้องยึดหลัก D – M – H – T – A ตามมาตรการทางสาธารณสุขเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ได้แก่ D (Distancing) จัดให้มีการทำสัญลักษณ์เพื่อเว้นระยะห่างบริเวณพื้นที่ที่จัดให้ลอยกระทง หรือจัดให้เข้าแถวให้เป็นระเบียบ เพื่อลดความแออัด พร้อมมาตรการของสาธารณสุข ดังนี้ M (Mask wearing) กำหนดให้ผู้บริการ ผู้ค้า ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา H (Hand washing) จัดให้มีเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือบริเวณต่าง ๆ เพื่อบริการประชาชนภายในบริเวณงานอย่างทั่วถึง T (Testing) จัดให้มีจุดคัดกรองผู้เข้าร่วมงานอย่างเข้มงวดด้วยเครื่องสแกนแบบวัดความร้อนในร่างกาย ผู้ค้าได้รับวัคซีนครบ 2 โดส หรือมีผลตรวจ ATK เป็นลบ และ A (Application) จัดให้มีการสแกน QR Code ลงทะเบียนไทยชนะก่อนเข้าบริเวณงาน นายเกรียงยศกล่าวว่า ผู้ที่มาร่วมงานลอยกระทงทั้ง 2 จุด จะต้องแสดงผลการฉีดวัคซีน 2 เข็ม หรือผลตรวจ ATK ภายใน 72 ชั่วโมง ที่มีผลเป็นลบมาแสดงก่อนเข้างาน จากนั้น เจ้าหน้าที่จะตรวจวัดอุณหภูมิ หากอุณหภูมิปกติก็สามารถเข้าร่วมงานได้ แต่หากอุณหภูมิสูงจะมีจุดที่จัดเตรียมไว้ให้นั่งพักแล้ววัดอุณหภูมิใหม่ หากอุณหภูมิปกติก็เข้าร่วมงานได้ หากอุณหภูมิไม่ลดและมีความเสี่ยงจะมีการตรวจ ATK ก่อน หากผลตรวจเป็นลบสามารถเข้าร่วมงานได้ “กรณีพบผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวกในบริเวณงานจะมีเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมสำหรับการนำส่งผู้ติดเชื้อเข้ารับการรักษาต่อไป” นายเกรียงยศ กล่าว ลอยกระทง 2564: รวมสถานที่จัดงานทั้งกรุงเทพฯ-ตจว.   ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-804551

Person read: 124

18 November 2021

ค่าเงินบาทวันนี้ (18 พ.ย.) แข็งค่าที่ 32.64 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด

ค่าเงินบาทวันนี้ (18 พ.ย.) เปิดตลาดแข็งค่าที่ 32.64 บาท โดยกรอบแนวรับที่ 32.55 บาท แนวต้าน 32.70 บาท วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 นางสาวกฤติกา บุญสร้าง ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวันนี้ (18 พ.ย.) เปิดตลาดแข็งค่าที่ 32.64 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดสิ้นวันทำการก่อนหน้า โดยกรอบการเคลื่อนไหววันนี้คาดการณ์แนวรับที่ 32.55 บาท แนวต้านที่ 32.70 บาท   โดยปัจจัยขับเคลื่อนตลาดมาจากการที่ตัวเลขยอดสร้างบ้านใหม่สหรัฐในเดือนตุลาคมหดตัว 0.7% เทียบกับเดือนก่อนหน้า (MoM) สู่ระดับ 1.52 ล้านหลัง ด้านรองประธานและนักนโยบาย ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) คาดการณ์ว่าอีซีบีจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า ขณะที่เงินเฟ้ออังกฤษพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ที่ 4.2% ต่อปี (YoY) ส่วนในประเทศ ภาครัฐไทยขยายกรอบวงเงินกู้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันจาก 20,000 ล้านบาท เป็น 30,000 ล้านบาท ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายกฎเกณฑ์การเข้าร่วมคลินิกแก้หนี้ เพื่อให้ครอบคลุมลูกหนี้มากขึ้น สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกสหรัฐที่จะออกมาในวันนี้ และติดตามเงินเฟ้อญี่ปุ่นในวันศุกร์ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804614

Person read: 111

18 November 2021

หุ้นไทยวันนี้ (18 พ.ย.) เปิดตลาด +0.21 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,645 จุด

ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ (18 พ.ย.)ดัชนี SET Index เปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,644.81 จุด ปรับขึ้น +0.21 จุด หรือคิดเป็น +0.01% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 3,175 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.01.04 น. ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับลง -0.33 จุด หรือ -0.03% อยู่ที่ 986.19 จุด มูลค่าซื้อ-ขายรวม อยู่ที่ 1,848 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 58.21% ของ SET ทั้งหมด   10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายโดดเด่นที่สุด 1. TRUE : 193.84 ล้านบาท ราคา +0.02 บาท (+0.47%) 2. PTTEP : 132.03 ล้านบาท ราคา -1.00 บาท (-0.84%) 3. DTAC : 115.85 ล้านบาท ราคา +0.25 บาท (+0.64%) 4. PTT : 115.70 ล้านบาท ราคา +0.25 บาท (+0.66%) 5. CPF : 81.88 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 6. TTB : 81.72 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 7. SUPER : 79.93 ล้านบาท ราคา +0.01 บาท (+1.06%) 8. SAWAD : 78.46 ล้านบาท ราคา +0.25 บาท (+0.37%) 9. ADVANC : 73.60 ล้านบาท ราคา -0.50 บาท (-0.25%) 10. IRPC : 65.46 ล้านบาท ราคา -0.02 บาท (-0.51%) ตลาด mai ปรับขึ้น +1.68 จุด หรือคิดเป็น +0.30% ในทิศทางเดียวกัน มาอยู่ที่ 560.09 จุด มูลค่าซื้อขาย 303.95 ล้านบาท หมายเหตุ : ข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โปรดตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นทางการจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804587

Person read: 115

18 November 2021

เงินบาทแข็งค่าในรอบ 2 เดือนทดสอบระดับ 32.60 บาท/ดอลลาร์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินบาทขยับแข็งค่าในรอบ 2 เดือน ทดสอบแนว 32.60 บาท/ดอลลาร์ ตามแรงเทขายเงินดอลลาร์หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐ 10 ปีย่อลงมาที่ 1.59% วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในช่วงเช้าวันนี้ เงินบาทแข็งค่าทดสอบแนว 32.60 บาทต่อดอลาร์ เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นในรอบกว่า 2 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2564   โดยเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น หลังจากที่ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านของสหรัฐเดือนตุลาคมปรับตัวลงมากกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งกดดันบอนด์ยีลด์สหรัฐ (บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ย่อตัวลงมาอยู่ที่ 1.59%) และกระตุ้นแรงขายเงินดอลลาร์ เพื่อทำกำไรจากที่ปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ คาดไว้ที่ 32.55-32.70 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ สถานการณ์โควิด-19 รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์และผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจเดือนพฤศจิกายนจากเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804580

Person read: 129

18 November 2021

หวั่นหุ้นไทยเจอแรงขาย “พอร์ตโบรกเกอร์” การเมืองป่วน-สินทรัพย์เสี่ยงโลกผันผวน

บล.เอเซียพลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายจากพอร์ตโบรกเกอร์เพื่อทำกำไร หลังดัชนีปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง 5 วันติดต่อกัน เหตุสินทรัพย์เสี่ยงโลกผันผวน “Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 6 หมื่นเหรียญ-ราคาน้ำมันลดลง 2.7%-ตลาดหุ้น Down Jones ลดลง 211 จุด” จังหวะย่อตัวเป็นโอกาสเข้าสะสม จับตาความร้อนแรงทางการเมืองนอกสภา วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด รายงานภาวะตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า ตลาดหุ้นไทยหลังปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง 5 วันติดต่อกัน โดยวานนี้ขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญ 1,650 จุด แต่ยังไม่ผ่าน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติสลับมาขายสุทธิ 1,350 ล้านบาท ส่วนภาพรวมตลาดในวันนี้ยังขาดแรงหนุนใหม่ ภายใต้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผันผวน ทำให้อาจเห็นแรงขายทำกำไรออกมาบ้าง โดยเฉพาะจากพอร์ตโบรกเกอร์ที่ซื้อหุ้นไทยติดต่อกันมากว่า 7 วันทำการ กว่า 4,800 ล้านบาท โดยสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก หลังจากปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง เริ่มถูกขายทำกำไรลงมาในช่วงเวลาที่ขาดปัจจัยหนุนใหม่ อาทิ Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 6 หมื่นเหรียญ, ราคาน้ำมันลดลง 2.7% รวมถึงตลาดหุ้น Down Jones ลดลง 211 จุด ในวานนี้ การโยกย้ายเม็ดเงินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า 1.78% อยู่ที่ 95.8 จุด   อย่างไรก็ตามหากตลาดหุ้นย่อตัวลงมาอาจเป็นโอกาสในการเข้าสะสม หากดูค่าเงินบาทยังอยู่ในโซนแข็งค่าที่ 32.62 บาท/ดอลลาร์ หรือแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน แสดงว่าฟันด์โฟลว์ยังไม่ได้ไหลออกจากประเทศไปไหน โดยเชื่อว่ามีโอกาสไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้อีกในช่วงที่เหลือของปี จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นหลังผ่านวิกฤตโควิด แต่ประเด็นการเมืองในประเทศถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตาม คาดมีผลต่อการเคลื่อนไหวกับ SET Index โดยเมื่อวานนี้ที่รัฐสภามีการประชุมร่วม โดยมีมติ 473 ต่อ 206 เสียง ไม่รับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช….ฉบับที่เสนอโดยภาคประชาชนในวาระแรก ซึ่งมีหลายประเด็นสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงจากรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เช่น 1.การยกเลิกวุฒิสภา (ส.ว.) 2.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ 3.การล้างผลพวงจากรัฐประหาร ฯลฯ ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมองเดิมคือ ประเมินในช่วงสั้น ๆ จะยังไม่เห็นเหตุที่มีน้ำหนักมากพอที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ (เช่นการยุบสภา) แต่อาจจะเห็นความร้อนแรงทางการเมืองนอกสภาเพิ่มขึ้น ถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม อย่างไรก็ตามในด้านผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยดูเหมือนว่า SET index จะไม่ตอบสนองเชิงลบมากนัก แต่การเมืองก็ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามในฐานะที่อาจเป็นแรงฉุดรั้งการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยในอนาคต และนำมาซึ่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนของตลาดหุ้นและฟันด์โฟลว์ต่างชาติ Toppicks วันนี้เลือกหุ้น TIDLOR, DOHOME รวมถึงหุ้นได้บรรยากาศจากราคาน้ำมันย่อตัวลง และกำไรไตรมาส 4/64 พีกสุดของปีอย่าง TASCO ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804569

Person read: 119

18 November 2021

ราคาทองวันนี้ (18 พ.ย.) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายออกบาทละ 29,350 บาท

ราคาทองคำวันนี้ (18 พ.ย.) ปรับราคาขึ้น 50 บาท เมื่อเทียบกับราคาสุดท้ายเมื่อวานนี้ (17 พ.ย.) ทองรูปพรรณขายออกที่บาทละ 29,350 บาท อ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ ที่เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ เมื่อเวลา 9:26 น. ที่ผ่านมา ทองคำแท่งมีราคารับซื้อในประเทศอยู่ที่บาทละ 28,750 บาท ขายออกบาทละ 28,850 บาท ตามประกาศครั้งล่าสุด   ด้านราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่บาทละ 28,227.92 บาท ราคาขายออกบาทละ 29,350 บาท ส่วนราคาทองคำโลก หรือ Gold Spot อยู่ที่ 1,869.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สรุปราคาทองคำ วันที่ 18 พ.ย. 2564 ประกาศครั้งที่ 1 ทองแท่ง • รับซื้อ บาทละ 28,750 บาท • ขายออก บาทละ 28,850 บาท ทองรูปพรรณ • รับซื้อ บาทละ 28,227.92 บาท • ขายออก บาทละ 29,350 บาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804553

Person read: 119

18 November 2021

ธปท.ยันสั่งห้ามแบงก์วัด KPI พ่วงขายโปรดักต์ประกัน พร้อมเร่งตรวจสอบ

ธปท. เตรียมตรวจสอบธนาคารหากขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยไม่ถูกต้อง ยันห้ามกำหนด KPI กับเป้าหมายการขายผลิตภัณฑ์ ตามหลักเกณฑ์บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม หรือ market conduct ปี 61 พร้อมติดตามใกล้ชิด วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยกรณีที่มีข่าวพนักงานสาขาธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ถูกกดดันให้ขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย นั้น ธปท. ขอย้ำว่า ธปท. ให้ความสำคัญและส่งเสริมให้ผู้ให้บริการทางการเงิน (ผู้ให้บริการ) ทุกแห่ง ในการยกระดับธรรมาภิบาลของการเสนอขายผลิตภัณฑ์และการให้บริการแก่ลูกค้า โดยเฉพาะการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย ซึ่ง ธปท. ได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ ธัญญนิตย์ นิยมการ ธปท. กำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (market conduct) และกำกับดูแลเข้มข้นตั้งแต่ปี 2561 โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายค่าตอบแทน ที่ผู้ให้บริการต้องไม่กำหนดตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ที่ให้น้ำหนักกับเป้าการขายผลิตภัณฑ์หรือกดดันพนักงาน จนนำไปสู่การเสนอขายที่ขาดคุณภาพและขาดความรับผิดชอบต่อลูกค้า รวมทั้งต้องนำข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการบังคับขายมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาค่าตอบแทนด้วย   นอกจากนี้ หลักเกณฑ์ด้านกระบวนการขาย ยังกำหนดเรื่องการให้ข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง ชัดเจน ไม่บิดเบือน และไม่รบกวนลูกค้า รวมทั้งมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพการขาย เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการหลอก บังคับ เอาเปรียบลูกค้า และไม่บังคับขายผลิตภัณฑ์พ่วงเป็นเงื่อนไขในการใช้ผลิตภัณฑ์หลัก ธปท. ได้ติดตามและประเมินการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเข้มงวด และเปรียบเทียบปรับผู้ให้บริการที่บังคับขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย โดยที่ผ่านมา ธปท. ได้เน้นตรวจสอบและประเมินการให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อย และได้ลงโทษอย่างจริงจัง โดยได้เปรียบเทียบปรับผู้ให้บริการที่บังคับขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยจำนวน 2 แห่ง ในปี 2561 นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการกำกับดูแลการขายผลิตภัณฑ์หลักทรัพย์และประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์ (cross selling) แบบองค์รวมและสอดคล้องกัน ส่งผลให้ผู้ให้บริการตระหนักและควบคุมการเสนอขายผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด ทำให้เรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับการบังคับขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2562-2564 (9 เดือนแรก) อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2564 พบว่ามีผู้ให้บริการบางแห่งเริ่มกลับมาเน้นการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยมากขึ้น โดยกำหนดเป้าหมายการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยเชิงรุก หรือขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยพ่วงกับการให้สินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง ธปท. ได้กำชับผู้ให้บริการในทันที และเน้นย้ำให้ควบคุมดูแลคุณภาพการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยอย่างเคร่งครัดและจริงจัง โดยเฉพาะการเร่งทำเป้าการขายในช่วงระยะเวลาใกล้ปิดรอบการประเมินผลงาน ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง และพร้อมดำเนินการตามมาตรการกำกับดูแลที่มีความเข้มข้นขึ้นต่อไป ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804549

Person read: 120

18 November 2021

ฟื้นเศรษฐกิจ-ปิดความเสี่ยงการเมือง

Photo by Jack TAYLOR / AFP บทบรรณาธิการ การเปิดประเทศ การผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักกลับมาเดินหน้าต่อได้ตามปกติ ผลลัพธ์อาจยังไม่เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่กระแสตอบรับทั้งจากภายในและนอกประเทศ กับบรรยากาศช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีนี้ที่เริ่มดีขึ้น เป็นสัญญาณบวกชัด แม้ต้องใช้เวลากว่าเศรษฐกิจจะฟื้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้ว่า หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย หากภาครัฐควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดได้ผล จะช่วยให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2564 ทั้งปีขยายตัวที่ 1.2% เทียบกับ GDP ปี 2563 ขยายตัวติดลบ 6.1% ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2565 คาดว่าจะเติบโต 3.5-4.5% โดยรัฐบาลต้องบริหารนโยบายเศรษฐกิจด้วยการโฟกัสประเด็นหลัก ๆ ได้แก่ การควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดให้อยู่ในวงจำกัด การสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ การหนุนแรงขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การท่องเที่ยวในประเทศ ส่งออก การลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ พร้อมรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจต่างประเทศ และเสถียรภาพทางการเมือง แม้หลายเรื่องจะอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ที่คุกรุ่นและเริ่มทวีความรุนแรง ความขัดแย้งแตกแยกมีเพิ่มขึ้น อยู่ที่นโยบายรัฐว่าจะบริหารจัดการอย่างไร จะใช้ไม้แข็งซึ่งเหมือนเติมเชื้อไฟ หรือเลือกใช้ไม้นวมเป็นทางออก จากนี้ไปจึงน่าห่วงปัจจัยแทรกซ้อนการเมืองร้อนทั้งในสภา บนท้องถนน   ขณะที่ในสภามีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนักการเมือง กับฉบับของประชาชน นอกสภาก็มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องของม็อบหลายกลุ่ม ถ้ารัฐคุมสถานการณ์โดยไม่ใช้หลักรัฐศาสตร์ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย แทนที่จะมีหนทางประนีประนอมก็อาจเกิดการเผชิญหน้า เสี่ยงที่เหตุการณ์จะบานปลายกลายเป็นความรุนแรง ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยปัจจัยลบรอบด้าน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่อาจวางใจ ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม สถานประกอบการจำนวนมากยังซมพิษไข้ หนี้ท่วม ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ภารกิจหลักที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำให้เห็นผล อย่างการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน การส่งออก การท่องเที่ยว ปลุกการบริโภคให้ฟื้นจึงต้องเร่งสปีดเต็มที่ ช่วงรอยต่อหลังวิกฤต การดำเนินธุรกิจ การใช้ชีวิต ต้องปรับแนวทางใหม่ ให้อยู่ร่วมกับโควิดได้อย่างปลอดภัยว่ายากแล้ว ถ้าบรรยากาศไม่เอื้อ ความไม่แน่นอนบั่นทอนความเชื่อมั่น เพราะการเมืองยังมีความสุ่มเสี่ยง โอกาสที่เศรษฐกิจทั้งระบบจะขับเคลื่อนต่อได้ราบรื่น ฟื้นคืนกลับมาดังเดิม จะยิ่งยากและต้องใช้เวลานานขึ้น ศบค. จี้ 11 ล้านคน “ยังไม่ฉีดวัคซีน” ไล่บี้ 10 จังหวัดเร่งฉีด-โควิดระบาด ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/columns/news-803506

Person read: 104

18 November 2021

ไทยเที่ยวไทย…อีกสักปีดีไหม ?

คอลัมน์ เช้านี้ที่ซอยอารีย์ พงศ์นคร โภชากรณ์ pongnakornp@fpo.go.th เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ตัดสินใจดำเนินมาตรการเปิดประเทศเพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย ไล่เลี่ยกันก็ลดจำนวนจังหวัดสีแดงเข้มจาก 29 จังหวัด เหลือเพียง 6 จังหวัด เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลงไปมากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ประกอบกับจำนวนคนที่รับการฉีดวัคซีนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 ทั้งประเทศมีผู้ได้รับวัคซีน 1 เข็ม 45.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 68.6 ของประชากร ส่วน 2 เข็ม 36.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 55.7 ของประชากร และหากดูอัตราการได้รับวัคซีนครบแล้ว 10 จังหวัดแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 96.6 ภูเก็ต ร้อยละ 80.5 ชลบุรี ร้อยละ 75.7 สมุทรสาคร ร้อยละ 68.6 ปทุมธานี ร้อยละ 65.8 สมุทรปราการ ร้อยละ 63.4 พังงา ร้อยละ 62.7 ฉะเชิงเทรา ร้อยละ 61.1 ระนอง ร้อยละ 59.4 และพระนครศรีอยุธยา ร้อยละ 56.1 ส่วนจังหวัดที่เหลือก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะขยับเข้าไปใกล้ร้อยละ 70 ในเวลาไม่นาน อย่างไรก็ตาม หลายจังหวัดยังมีอัตราการได้รับวัคซีนในระดับต่ำมาก เช่น แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 30.9 บึงกาฬ ร้อยละ 30.9 หนองบัวลำภู ร้อยละ 31.0 เป็นต้น จากการวิเคราะห์และคาดการณ์ของหลาย ๆ หน่วยงาน มองคล้าย ๆ กันว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ช้าหรือเร็ว ตัวแปรหนึ่งที่สำคัญมาก คือ จำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งหมายถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นหลัก โดยปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาประมาณ 2-3 แสนคน ส่วนปีหน้าประมาณ 6-8 ล้านคน ซึ่งยังห่างไกลจากก่อนวิกฤตโควิด-19 ที่เข้ามามากถึง 40 ล้านคน คำถามที่เกิดขึ้นคือ เมื่อไหร่จะเท่าเดิม ? ผมก็ตอบไม่ถูก แต่ส่วนตัวคิดว่าในระยะ 4-5 ปีนี้ คงยากพอสมควร ฉะนั้น การหันกลับมาพึ่งพา “ไทยเที่ยวไทย” ให้มากขึ้น การส่งเสริมกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศ สนับสนุน MSMEs ด้านการท่องเที่ยว สนับสนุนการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ เช่น เป๋าตัง ถุงเงิน เป็นต้น จะทำให้การท่องเที่ยวฟื้นตัว การบริโภคก็ดีด้วย ผู้ประกอบการก็อยู่ได้ เกิดการจ้างงานต่อเนื่อง เศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวอย่างทั่วถึง (inclusive growth) มากขึ้น ผมจะพาย้อนไปดูข้อมูลเศรษฐกิจ 3 ตัวของปี 2562 เพื่อจะได้เห็นโครงสร้างเศรษฐกิจก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19   ตัวที่ 1 โครงสร้างเศรษฐกิจด้านอุปทานสาขาท่องเที่ยว ในปี 2562 พบว่า ร้อยละ 85 ของการท่องเที่ยวทั้งประเทศ กองรวมกันอยู่ใน 10 จังหวัดเท่านั้น ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี พังงา เชียงใหม่ กระบี่ ระยอง และสงขลา ข้อมูลนี้ทำให้เราจะเห็นภาพการกระจุกตัวของการท่องเที่ยวชัดมากขึ้น ตัวที่ 2 จำนวนผู้เยี่ยมเยือน ทั้งหมด 304 ล้านคนครั้ง ในจำนวนนี้เป็นคนไทย 227 ล้านคนครั้ง เป็นคนต่างประเทศ 77 ล้านคนครั้ง สัดส่วนไทย : เทศ จึงอยู่ที่ 75% : 25% แปลว่า “ในแง่จำนวนคน” เศรษฐกิจไทยพึ่งพาผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยมากกว่าชาวต่างประเทศ สัดส่วนนี้ในแต่ละจังหวัดจะไม่เหมือนกัน ตัวที่ 3 รายได้จากการเยี่ยมเยือน ทั้งประเทศมีรายได้จากการเยี่ยมเยือนมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท เป็นรายได้ที่มาจากคนไทย 1.1 ล้านล้านบาท มาจากคนต่างประเทศ 1.7 ล้านล้านบาท สัดส่วนไทย : เทศ จะอยู่ที่ 39% : 61% แปลว่า “ในแง่รายได้” เศรษฐกิจไทยพึ่งพารายได้จากคนต่างประเทศมากกว่าคนไทย สัดส่วนนี้ในแต่ละจังหวัดจะไม่เหมือนกัน จากข้อมูลพบว่า จังหวัดที่พึ่งพาเม็ดเงินจากชาวต่างประเทศมากกว่าเม็ดเงินของคนไทย 10 จังหวัดแรก ประกอบด้วย กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี กระบี่ สุราษฎร์ธานี สงขลา และพังงา ฉะนั้น จังหวัดเหล่านี้ยิ่งต้องการเม็ดเงินจากไทยเที่ยวไทยเข้าไปทดแทน ยกตัวอย่างเช่น จ.ภูเก็ต จากข้อมูลจำนวนและรายได้ จะพบว่า การใช้จ่ายต่อหัวของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 13,400 บาท ส่วนของคนต่างประเทศอยู่ที่ 39,400 บาท ต่างกัน 3 เท่า ดังนั้น หากเราจะรักษาระดับรายได้จากการท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ตให้เท่าเดิม ต้องให้คนไทยเดินทางไปเที่ยวภูเก็ตเพิ่มจากเดิมอีก 3 คน จึงจะทดแทนคนต่างประเทศ 1 คน หรือเรียกว่า “อัตราการทดแทนกันของการใช้จ่ายต่อหัว” อยู่ที่ ไทย 3 คน : เทศ 1 คน เป็นต้น ส่วนกรุงเทพฯ อยู่ที่ 3 : 1 จ.ชลบุรี อัตราส่วนนี้อยู่ที่ 3.4 : 1 (สูงที่สุดในประเทศไทย) จ.กระบี่ อยู่ที่ 1 : 1 จ.สุราษฎร์ธานี อยู่ที่ 2.9 : 1 จ.สงขลา อยู่ที่ 1.6 : 1 และ จ.พังงา อยู่ที่ 3.0 : 1 ดังนั้น ในช่วงปลายปี 2564 และตลอดปี 2565 หากเราควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี ฉีดวัคซีนให้ครบทุกช่วงวัย เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างระมัดระวัง แล้วทยอยออกมาตรการสนับสนุนไทยเที่ยวไทยเพิ่มเติม เพื่อชักชวนจูงใจให้คนออกไปเที่ยวมากขึ้น ยิ่งไปเที่ยวกันมากเท่าไร ยิ่งทดแทนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้มากเท่านั้น ที่สำคัญนอกจากจะเป็นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศแล้ว ยังทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านบริการต่าง ๆ MSMEs เล็ก ๆ จิ๋ว ๆ ในต่างจังหวัด จะสามารถอยู่รอดได้ ผมจึงเสนอให้ปี 2565 เป็น “ปีไทยเที่ยวไทย” ครับ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-803362

Person read: 110

18 November 2021

ศบค. พบผู้ป่วยโควิดวันนี้ (18 พ.ย.) 6,901 ราย ATK ติดเชื้อเพิ่ม 2,106 คน

เครดิตภาพ : สำนักอนามัย กทม. ศบค.พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่วันนี้ (18พ.ย.) เพิ่ม 6,901 ราย เสียชีวิต 55 คน หายป่วยกลับบ้านเพิ่ม 7,556 ราย ผลตรวจ ATK ติดเชื้อเพิ่ม 2,106 คน วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ศูนย์ข้อมูล COVID-19 ของรัฐบาลและศูนย์ EOC กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานข้อมูลเบื้องต้นสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 6,901 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวังฯ 6,423 ราย ผู้ป่วยจากการค้นหาเชิงรุก 319 ราย ผู้ป่วยภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 144 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 15 ราย ผู้ป่วยสะสม 2,015,262 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) วันนี้มีผู้ป่วยหายป่วยกลับบ้านเพิ่ม 7,556 ราย หายป่วยสะสม 1,905,773 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้ป่วยกำลังรักษา 90,672 ราย และเสียชีวิต 55 ราย ทางด้านกรมควบคุมโรครายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ป่วยกำลังรักษาตัว 90,672 ราย อยู่ในรพ. 44,038 คน อยู่ในรพ.สนามและอื่นๆ 46,634 คน ในจำนวนนี้มีอาการหนัก 1,742 คน ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 496 คน   ส่วนผลตรวจ ATK วันนี้พบผู้ติดเชื้อเข้าข่ายเพิ่ม 2,106 คน รวมสะสม 316,047 คน โดยร้อยละของการตรวจพบเชื้ออยู่ที่ 10.80% (ตรวจ 100 คน จะเจอผู้ป่วยโควิดประมาณ 10 คน) ขณะที่ความคืบหน้าของการฉีดวัคซีน ฉีดได้เพิ่มอีก 511,970 โดส โดยเข็มที่ 1 ครอบคลุมประชากรไปแล้ว 63.70% และเข็มที่ 2 ครอบคลุมประชากร 52.47% ศบค. จี้ 11 ล้านคน “ยังไม่ฉีดวัคซีน” ไล่บี้ 10 จังหวัดเร่งฉีด-โควิดระบาด สรุปยอดผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิตย้อนหลัง ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2564 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 8,165 ราย : เสียชีวิต 55 ราย วันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,574 ราย : เสียชีวิต 78 ราย วันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,679 ราย : เสียชีวิต 56 ราย วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,982 ราย : เสียชีวิต 68 ราย วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 8,148 ราย : เสียชีวิต 80 ราย วันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 8,467 ราย : เสียชีวิต 69 ราย วันที่ 7 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,960 ราย : เสียชีวิต 53 ราย วันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,592 ราย : เสียชีวิต 39 ราย วันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,904 ราย : เสียชีวิต 61 ราย วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,978 ราย : เสียชีวิต 62 ราย วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,496 ราย : เสียชีวิต 57 ราย วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,305 ราย : เสียชีวิต 51 ราย วันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,057 ราย : เสียชีวิต 55 ราย วันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,079 ราย : เสียชีวิต 47 ราย วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,343 ราย : เสียชีวิต 45 ราย วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 5,947 ราย : เสียชีวิต 62 ราย วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,524 ราย : เสียชีวิต 56 คน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-804503

Person read: 121

18 November 2021

กดปุ่มเมกะโปรเจ็กต์หมื่นล้าน กทม.เคลียร์งบรับเลือกตั้ง

กทม.เตรียมกดปุ่มเมกะโปรเจ็กต์ เคลียร์งบฯลงทุน 1.1 หมื่นล้าน ก่อนเลือกตั้งผู้ว่าฯ ต้นปี’65 ขีดเส้นเบิกจ่ายจัดซื้อจัดจ้างภายในเดือน ธ.ค. “บิ๊กวิน” สั่งเร่ง 7 โครงการ สำนักโยธาจ่อประมูลสะพานเกียกกายเฟส 3 ปิดจ็อบ “พรานนก-พุทธมณฑลสาย 4” ดันอีก 2 เส้นทางรวด เปิดเอกชนลงทุน PPP รถไฟฟ้า “บางนา-สุวรรณภูมิ” และ “วัชรพล-ทองหล่อ” สัญญาณการจัดการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ชัดเจนขึ้น หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 7 ก.ย. 2564 เห็นชอบตามที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เสนอให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นของ อปท. ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา และกำหนดไทม์ไลน์การเลือกตั้ง 28 พ.ย.-12 ธ.ค. 2564 โดยในส่วนของ กทม. การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภา กทม. (ส.ก.) จะอยู่ช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. 2565 ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่า ผู้บริหาร กทม.ชุดปัจจุบันจะเร่งสปีดลงทุนโครงการขนาดใหญ่ก่อนการเมืองจะผลัดใบเปลี่ยนขั้ว แม้ 1-2 ปีที่ผ่านมาการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสถานการณ์เศรษฐกิจจะทำให้ กทม.มีงบฯลงทุนจำกัด เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ลดลงมาก อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2565 กทม.มีแผนประมูลก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ และศึกษาและเตรียมแผนลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ 2 เส้นทาง นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2565 แม้จะมีสัญญาณการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ แต่ กทม.จะเดินหน้าลงทุนโครงการสาธารณูปโภคสาธารณูปการต่าง ๆ ตามแผนปกติ ขณะที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน ยังไม่ได้สั่งเร่งรัดโครงการใดเป็นพิเศษ แต่เน้นย้ำให้แต่ละโครงการทำตามกรอบและระยะเวลาที่กำหนดไว้ ขีดเส้นจัดซื้อจบสิ้นปี โครงการส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่อยู่ในข้อบัญญัติ กทม. เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ 2565 ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อเดือน ก.ย. 2564 ซึ่งได้กำชับทุกหน่วยงานให้เร่งจัดทำรายการเบิกจ่ายงบประมาณตามขั้นตอน พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 ให้แล้วเสร็จในเดือน ธ.ค. 2564 และจะต้องเร่งลงนามในสัญญาจ้างกับเอกชนในแต่ละโครงการให้ได้ในช่วงต้นปี 2565 ส่วนการดำเนินการร่างข้อบัญญัติ กทม. เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 ปัจจุบันได้เริ่มต้นกระบวนการแล้ว โดยแต่ละสำนักงานเขต และสำนักต่าง ๆ ของ กทม. อยู่ระหว่างรวบรวมแผนงานและโครงการที่จำเป็นอยู่ คาดว่าจะทยอยรวบรวมแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2565 จากนั้นจะเร่งเสนอสภา กทม.พิจารณาตามขั้นตอนในช่วงกลางปี 2565 แหล่งข่าวจากสำนักการคลัง กทม.เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2565 กทม.มีงบประมาณในส่วนงบฯลงทุนรวม 11,462 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าครุภัณฑ์ 520.339 ล้านบาท และค่าที่ดิน และการก่อสร้าง 10,941.786 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้แบ่งเป็น ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง 872,505 ล้านบาท, โครงการผูกพันงบประมาณต่อเนื่อง 9,805.45 ล้านบาท และโครงการผูกพันงบประมาณใหม่ 263.82 ล้านบาท   เร่ง 7 โครงการ สำหรับโครงการใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มลงทุนในปี 2565 และเป็นโครงการเร่งด่วนตามนโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน ประกอบด้วย 7 โครงการ วงเงินรวม 1,557.8 ล้านบาท ดังนี้ โครงการของสำนักการโยธา 6 โครงการ วงเงินรวม 1,403.2 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการก่อสร้างบ้านพักผู้สูงอายุ บึงสะแกงาม ระยะที่ 2 วงเงิน 255 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (2565-2566) 2.โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองช่องนนทรี ช่วงที่ 3 ซ.นราธิวาสฯ 7-ถ.จันทน์ วงเงิน 370 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (2565-2566) 3.โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองช่องนนทรี ช่วงที่ 4 ถ.จันทน์-ถ.รัชดาภิเษก วงเงิน 250 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (2565-2566) 4.โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองช่องนนทรี ช่วงที่ 5 ถ.รัชดาภิเษก-ถ.พระราม 3 วงเงิน 200 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี 5.โครงการปรับปรุง ถ.แสมดำ ช่วง ถ.พระราม 2-คลองสนามชัย วงเงิน 268.99 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่อง 4 ปี (2562-2565) และ 6.โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ ถ.สีลม ช่วง ถ.นราธิวาสราชนครินทร์ทั้งสายทาง วงเงิน 59.21 ล้านบาท ดำเนินการในปี 2565 และสำนักสิ่งแวดล้อม มี 1 โครงการ คือ โครงการปรับปรุงสวนลุมพินี ในโอกาสครบ 100 ปี ระยะที่ 1 วงเงิน 154.6 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (2565-2566) ดัน “สะพานเกียกกาย” แหล่งข่าวจากสำนักการโยธาเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในส่วนของสำนักการโยธา ในปี 2565 จะดำเนินการก่อสร้างโครงการสำคัญ 2 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณแยกเกียกกาย ตอนที่ 2 เป็นสะพานข้ามแม่น้ำ จาก ซ.จรัญสนิทวงศ์ 93-วัดแก้วจุฬามณี ระยะทาง 480 เมตร วงเงิน 1,350 ล้านบาท ซึ่งได้ตัวผู้รับจ้างแล้ว แต่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างโดยกรมบัญชีกลาง และตอนที่ 3 เป็นทางยกระดับ และ ถ.ฝั่งพระนคร จากแม่น้ำเจ้าพระยา-สะพานแดง ระยะทาง 1.350 กม. วงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท กำลังประเมินมูลค่าโครงการใหม่ เพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามขั้นตอน คาดว่าจะเริ่มต้นกระบวนการประมูลได้ต้นปี 2565 ส่วนความคืบหน้าการเวนคืนที่ดิน อยู่ระหว่างรอ พ.ร.ฎ.เวนคืนสิ่งปลูกสร้าง ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งได้รับจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลมาแล้วบางส่วน คิดเป็นวงเงินประมาณ 10% ของงบประมาณในการเวนคืน 7,490 ล้านบาท ซึ่งงบฯดังกล่าว รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนทั้งหมด โดยได้ทยอยจ่ายค่าเวนคืนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งในฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครเรียบร้อยแล้วเกือบ 50% เวนคืน 7.5 พันล้าน ทั้งนี้ โครงการสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณแยกเกียกกาย และถนนต่อเชื่อม ใช้เงินก่อสร้างประมาณ 12,717.4 ล้านบาท แยกเป็น ค่าก่อสร้าง 5,225 ล้านบาท ซึ่งรัฐและ กทม.ออกค่าก่อสร้าง 50 : 50 ค่าเวนคืน 7,490 ล้านบาท รัฐอุดหนุน 100% งานก่อสร้างแบ่งได้ 5 ตอน ประกอบด้วย 1.ทางยกระดับและถนนฝั่งธนบุรี จาก ถ.เลียบทางรถไฟสายใต้-ถ.จรัญสนิทวงศ์ ระยะทาง 1.05 กม. วงเงิน 4,015 ล้านบาท 2.สะพานข้ามแม่น้ำ จาก ซ.จรัญสนิทวงศ์ 93-วัดแก้วจุฬามณี ระยะทาง 480 เมตร วงเงิน 1,350 ล้านบาท 3.ทางยกระดับและ ถ.ฝั่งพระนครจากแม่น้ำเจ้าพระยา-สะพานแดง ระยะทาง 1.350 กม. วงเงิน 1,000 ล้านบาท 4.ทางยกระดับและ ถ.ฝั่งพระนคร จากแยกสะพานแดง-ถ.กำแพงเพชร ระยะทาง 1.4 กม. วงเงิน 1,100 ล้านบาท และ 5.ทางยกระดับและ ถ.ฝั่งพระนคร จาก ถ.กำแพงเพชร-ถ.พหลโยธิน ระยะทาง 1.6 กม. วงเงิน 1,025 ล้านบาท และ 2.โครงการก่อสร้างถนนพรานนก-ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ช่วงที่การก่อสร้างยังคั่งค้างล่าช้า ช่วงถนนพุทธมณฑลสาย 2-ถนนพุทธมณฑลสาย 3 ระยะทาง 3.4 กม. วงเงิน 1,532 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2565 จากนั้นจะเริ่มประมูลและดำเนินโครงการเดียวกันนี้ ในช่วงถนนพุทธมณฑลสาย 3-ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ระยะทางประมาณ 3 กม. วงเงิน 1,300 ล้านบาทต่อไป ดันรถไฟฟ้า 2 สาย ขณะที่แหล่งข่าวจากสำนักการจราจรและขนส่ง กทม.เปิดเผยว่า สำนักจราจรและขนส่งได้จัดสัมมนาปฐมนิเทศโครงการรถไฟฟ้าภายใต้การผลักดันของ กทม. 2 เส้นทาง ประกอบด้วย 1.โครงการรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit : LRT) สายบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะทาง 19.7 กม. วงเงินลงทุน 27,892 ล้านบาท ซึ่งเพิ่งมีการจ้างที่ปรึกษาศึกษาโครงการใหม่ช่วงกลางปี 2564 คาดว่าจะสรุปผลการศึกษาแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2565 จากนั้น กทม.จะนำเสนอโครงการตามขั้นตอนให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในปี 2566 และ 2.โครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) สายสีเทา ระยะที่ 1 ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ ระยะทาง 19 กม. วงเงินลงทุน 30,000 ล้านบาท สถานะปัจจุบันได้ตัวบริษัทที่ปรึกษาและวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เรียบร้อยแล้ว ใช้เวลาศึกษา 2 ปี ดึงเอกชนร่วมทุน PPP ทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก แนวทางดำเนินการอาจต้องเลือกลงทุนในลักษณะ PPP เปิดให้เอกชนเข้าร่วมทุน อย่างไรก็ตาม จากที่การดำเนินกิจการรถไฟฟ้าของ กทม.ยังติดพันกับเรื่องสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งมีหนี้ทั้งการเดินรถ และการจ้างก่อสร้างวงเงินรวมเกือบ 40,000 ล้านบาท ประกอบกับการจัดเก็บรายได้ของ กทม.ช่วงการแพร่ระบาดของโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจลดลงมาก ทำให้แผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต้องเลื่อนระยะเวลาออกไป อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้ กทม.จะเร่งดำเนินการศึกษาให้แล้วเสร็จไว้ก่อน เมื่อมีความพร้อมการผลักดันขั้นตอนการลงทุนจะทำได้โดยง่าย เศรษฐกิจไทยผ่านวิกฤต แต่คนไทยส่วนใหญ่กำลังวิกฤต ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/property/news-803809

Person read: 121

18 November 2021

บัตรคนจน รับโอนเงินช่วย “ค่าน้ำ ค่าไฟ” วันนี้ (18 พ.ย.)

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รับโอนเงินช่วยเหลือคืนค่าน้ำ ค่าไฟ กรณีใช้ไม่เกิน 315 บาท วันนี้ (18 พ.ย.)  วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เตรียมโอนเงินช่วยเหลือค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา ให้ผู้ถือบัตรฯ วันนี้ (18 พ.ย.) โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้   เงินคืนค่าไฟฟ้า ใช้ไม่เกิน 315 บาท ถึงเดือนกันยายน 2565 กดเป็นเงินสดได้ เงินคืนค่าน้ำประปาใช้เกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ได้รับในวงเงิน 100 บาท และต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาทเอง สามารถกดเป็นเงินสดได้ที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย ผู้ถือบัตรฯ จะได้รับโอนเงินอีกครั้งในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 ตามรายการดังนี้ เพิ่มเงินเบี้ยความพิการ จำนวน 200 บาท ถึงกันยายน 2565 จากจำนวน 800 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็นเงิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ และต้องผ่านคุณสมบัติการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น สามารถกดเป็นเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทยได้ เพิ่มเงินให้อีก 300 บาท สำหรับกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง (ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียง) สำหรับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มกำลังซื้อ ระยะที่ 3 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณวงเงิน 54,506 ล้านบาท โดยมีกำหนดการจ่ายเงินให้ผู้ถือบัตรฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา 1. เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าเพิ่มเติมอีกจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2564 รวมเป็น 500 บาท และรวมเป็น 1,800 บาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2. เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้า จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2564 รวมเป็น 500 บาทต่อคน ในเดือน และรวมเป็น 1,800 บาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ บัตรคนจน รับโอนเงินเดือนพฤศจิกายน ได้ทั้งหมดเท่าไร-เงินเข้าวันไหน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804313

Person read: 124

18 November 2021

ราคาน้ำมันวันนี้ (18 พ.ย.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ำมันวันนี้ (18 พ.ย.) ตามข้อมูลจากบางจาก แก๊สโซฮอล์ 95 จำหน่ายที่ราคาลิตรละ 32.35 บาท ส่วนแก๊สโซฮอล์ 91 จำหน่ายที่ราคาลิตรละ 32.08 บาท รายงานราคาดีเซลล่าสุด จำหน่ายที่ราคา 29.59 บาท ดีเซล B7 ราคา 29.74 บาท และดีเซลพรีเมี่ยม (Hi Premium Diesel S B7) อยู่ที่ 35.36 บาท ส่วนราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ยังไม่มีประกาศเปลี่ยนแปลง ตามข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 07.03 น. ที่ผ่านมา สรุปราคาน้ำมันวันนี้   เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 32.35 บาท • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 32.08 บาท • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 30.84 บาท • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 24.44 บาท ดีเซล • ดีเซล B7 ลิตรละ 29.74 บาท • ดีเซล B10 ลิตรละ 29.59 บาท • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.49 บาท • ดีเซลพรีเมี่ยม ลิตรละ 35.36 บาท หมายเหตุ : ราคาอ้างอิงจาก บมจ.บางจากฯ ควรตรวจสอบราคา ณ สถานีเติมน้ำมันอีกครั้ง ราคาข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ กทม. ราคาพรุ่งนี้จะมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-804505

Person read: 115

18 November 2021

เงินเฟ้อพุ่งดันทองคำ “ขาขึ้น” กูรูลุ้นราคา “Spot” ทะยาน 1,900 เหรียญ

เงินเฟ้อดัน “ทองคำ” ขาขึ้น กููรูในวงการประสานเสียงคาดราคายืนเหนือ 1,800 เหรียญถึงสิ้นปี แถมมีโอกาสแตะ 1,900 เหรียญ พร้อมลุ้นทองในประเทศเข้าใกล้ 3 หมื่นบาท “บล.โกลเบล็ก” แนะนักลงทุนรอจังหวะย่อค่อยเข้าซื้อเก็งกำไร นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ราคาทองคำต่างประเทศ (spot) น่าจะสามารถยืนเหนือ 1,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้ไปจนถึงสิ้นปี 2564 นี้ จากปัจจัยด้านเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงการที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะลดวงเงินมาตรการคิวอี แต่เงินเฟ้อยังไม่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นเหตุให้ทองคำยังคงไปได้ต่อ และน่าจะไปแตะ 1,900 เหรียญได้   โดย บล.โกลเบล็ก ให้กรอบราคาทองคำระยะยาวจนถึงสิ้นปีที่ 1,680-1,900 เหรียญ ส่วนราคาทองคำในประเทศ มีโอกาสแตะ 30,000 บาทต่อบาททองคำได้ “ปัจจัยที่ต้องจับตา คือ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งหากออกมาแย่ แต่เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น รวมถึงหากเงินบาทอ่อนค่าอีก ก็มีโอกาสที่ทองคำในประเทศจะขึ้นไปถึงระดับ 30,000 บาทได้”นายณัฐวุฒิกล่าว นายณัฐวุฒิกล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ นักลงทุนที่จะซื้อทองคำให้รอจังหวะย่อลงมา โดยแนะนำซื้อและถือเอาไว้ได้จนถึงต้นปีหน้า เนื่องจากช่วงไตรมาสแรกทองคำมักจะราคาขึ้น เมื่อถึงช่วงนั้นก็อาจจะเป็นช่วงขายทำกำไรได้   นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า ราคาทองคำในประเทศ ปัจจุบันอยู่แถว ๆ 28,900 บาท โดยโอกาสไปแตะ 30,000 บาทในปีนี้คงยาก แต่ก็มีลุ้นหรืออาจเกิดขึ้นได้ในปีหน้า ซึ่งในระยะสั้นทองคำมีการปรับลงมาเล็กน้อย จากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ ทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 7 วันติดต่อกันทำสถิติสูงสุดในรอบ 5 เดือน และราคาทองคำน่าจะยืนเหนือ 1,800 เหรียญไปได้ถึงสิ้นปี   “ปัจจัยหลัก ๆ ที่จะหนุนราคาทองคำไปจนถึงสิ้นปี ยังเป็นเรื่องของเงินเฟ้อ ส่วนปัจจัยทางเทคนิคก็ยังมองว่า เป็นขาขึ้น โดยฮั่วเซ่งเฮงให้กรอบไว้ที่ 1,850-1877 เหรียญ และมีแนวต้านถัดไปที่ 1,880 เหรียญ ส่วนทองคำในประเทศน่าจะอยู่ที่ประมาณ 29,100 บาท อาจจะยังขึ้นไปไม่ถึง 30,000 บาทในช่วงนี้” นายธนรัชต์กล่าว อย่างไรก็ดี นายธนรัชต์กล่าวว่า มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นมา เป็นภาวะชั่วคราว ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว หลังจากซบเซาไปนานก็จะเป็นอีกปัจจัยที่จะเข้ามากดดันราคาทองคำ ดังนั้น นอกจากเงินเฟ้อแล้ว ยังต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของหลาย ๆประเทศที่เริ่มคลี่คลายและฟื้นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐด้วย นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ในระยะสั้นราคาทองในประเทศมีโอกาสปรับขึ้นไปได้ถึงระดับกว่า 29,000 บาท แต่คงไปถึงระดับ 30,000 บาทได้ยาก   แต่ระยะยาว ก็ต้องดูปัจจัยอื่น ๆ เช่น เงินเฟ้อ เศรษฐกิจสหรัฐ หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นกะทันหัน จนเป็นเหตุที่ดันราคาทองคำให้พุ่งขึ้นไปอีกได้ ส่วนราคา gold spot เชื่อว่าจะขึ้นยืนเหนือ 1,800 เหรียญไปถึงสิ้นปีได้ เนื่องจากทองคำตอนนี้เป็นขาขึ้น ซึ่งกรอบราคาทองคำช่วงนี้คาดว่าจะอยู่แถว 1,875-1820 เหรียญ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-803371

Person read: 139

18 November 2021

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 พ.ย.) ขยับขึ้น 0.53% อยู่ที่ 60,409.90 เหรียญสหรัฐ

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 พ.ย.) ขยับขึ้น +0.53% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อยู่ที่ 60,409.90 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1,970,903.19 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 38.97 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลล่าสุด เมื่อ 6:52 น. ขณะที่เหรียญดิจิทัลคริปโทเคอร์เรนซีชนิดอื่น Ethereum ขยับขึ้น 2.% Binance Coin ปรับลง 1.89% และ Dogecoin ขยับขึ้น .31% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา   สรุปราคาเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี 1. Bitcoin (BTC) ราคา 60,409.90 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.53% 2. Ethereum (ETH) ราคา 4,292.13 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +2.00% 3. Binance Coin (BNB) ราคา 577.80 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -1.89% 4. Tether (USDT) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.02% 5. Solana (SOL) ราคา 218.64 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -0.20% 6. SHIBA INU (SHIB) ราคา0.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -0.65% 7. XRP (XRP) ราคา 1.10 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.86% 8. Polkadot (DOT) ราคา 42.54 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +4.16% 9. USD Coin (USDC) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.02% 10. Dogecoin (DOGE) ราคา 0.24 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.31% หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นอาจมีความคลาดเคลื่อนและไม่ควรใช้เพื่อการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อขาย ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทาง www.sec.or.th ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-804498

Person read: 112

18 November 2021

ศบค.พบผู้ป่วยโควิดวันนี้ (16 พ.ย.) 5,947 ราย ATK ติดเชื้อเพิ่ม 2,073 คน

ศบค.พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่วันนี้ (16 พ.ย.) เพิ่ม 5,947 ราย เสียชีวิต 62 คน หายป่วยกลับบ้านเพิ่มอีก 7,943 ราย เผยยอดผู้ป่วยอาการหนัก-ใส่ท่อช่วยหายใจลด ส่วนผลตรวจ ATK พบผู้ติดเชื้อเข้าข่ายเพิ่ม 2,073 คน วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 ศูนย์ข้อมูล COVID-19 ของรัฐบาลและศูนย์ EOC กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานข้อมูลเบื้องต้นสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 5,947 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวังฯ 5,662 ราย ผู้ป่วยจากการค้นหาเชิงรุก 221 ราย ผู้ป่วยภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 53 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 11 ราย ผู้ป่วยสะสม 2,001,837 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) วันนี้มีผู้ป่วยหายป่วยกลับบ้านเพิ่ม 7,943 ราย หายป่วยสะสม 1,891,026 ราย (ตั้งแต่ 1 เมษายน) ผู้ป่วยกำลังรักษา 92,105 ราย และเสียชีวิต 62 ราย ทางด้านกรมควบคุมโรครายงานเพิ่มเติมว่า วันนี้มีผู้ป่วยกำลังรักษาตัว 92,105 คน อยู่ในรพ. 43,115 คน ระ.สนามและอื่นๆ 48,990 คน ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 1,775 คน ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ 411 คน ซึ่งตัวเลขลดลง   ขณะที่ผลตรวจ ATK วันนี้พบผู้ติดเชื้อเข้าข่ายเพิ่มอีก 2,073 คน รวมสะสม 311,912 คน ร้อยละของการติดเชื้ออยู่ที่ 10.99% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลง กล่าวคือตรวจพบการติดเชื้อน้อยลง จากก่อนหน้าซึ่งอยู่ประมาณ 13-14% ส่วนความคืบหน้าของการฉีดวัคซีน ฉีดได้เพิ่มขึ้นอีก 557,425 โดส ทำให้ตัวเลขสะสมขึ้นไปอยู่ที่ 85.47 ล้านโดส โดยเข็มที่ 1 ฉีดไปแล้ว 45.51 ล้านคน ครอบคลุม 63.18 ของจำนวนประชากร สรุปยอดผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิตย้อนหลัง ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2564 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 8,165 ราย : เสียชีวิต 55 ราย วันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,574 ราย : เสียชีวิต 78 ราย วันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,679 ราย : เสียชีวิต 56 ราย วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,982 ราย : เสียชีวิต 68 ราย วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 8,148 ราย : เสียชีวิต 80 ราย วันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 8,467 ราย : เสียชีวิต 69 ราย วันที่ 7 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,960 ราย : เสียชีวิต 53 ราย วันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,592 ราย : เสียชีวิต 39 ราย วันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,904 ราย : เสียชีวิต 61 ราย วันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,978 ราย : เสียชีวิต 62 ราย วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,496 ราย : เสียชีวิต 57 ราย วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,305 ราย : เสียชีวิต 51 ราย วันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,057 ราย : เสียชีวิต 55 ราย วันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 7,079 ราย : เสียชีวิต 47 ราย วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 : ผู้ติดเชื้อ 6,343 ราย : เสียชีวิต 45 ราย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-802930

Person read: 128

16 November 2021

จับตาวาระครม.สัญจรกระบี่ ชงกู้เงิน 2 หมื่นล้าน ตรึงดีเซล 30 บาทต่อลิตร

จับตาวาระครม.สัญจร กระบี่ ก.พลังงาน ชงกู้เงิน 2 หมื่นล้านบาท ใส่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตรึงน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ไฟเขียว นักลงทุน-เศรษฐีต่างชาติพำนักในไทย ยกเว้นค่าธรรมเนียมต่ออายุใบบัตรอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว-มัคคุเทศก์ ต่ออายุแถลงการณ์ร่วมแสดงเจตจำนงความร่วมมือด้านรถไฟ ระหว่างกระทรวงคมนาคมไทย-เยอรมนี วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.) สัญจร ครั้งที่ 1/2564 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล) ที่จังหวัดกระบี่ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม แต่งกายชุดผ้าไทยแขนยาว มีวาระสำคัญ ดังนี้ เรื่องเพื่อทราบ หากไม่มีข้อทักท้วงให้ถือเป็นเรื่องที่ ครม. เห็นชอบ/อนุมัติ อาทิ ขอเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย เทศบาลนครหาดใหญ่จังหวัดสงขลา เรื่องเพื่อพิจารณา อาทิ ขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อจัดให้รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเช่าพื้นที่ราชพัสดุเพื่อเป็นที่ทำการและที่พักเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จังหวัดสงขลา   ขอความเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยการต่ออายุแถลงการณ์ร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยการพัฒนาความร่วมมือด้านรถไฟ ระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสภารัฐมนตรีสมาคมแห่งมหาสมุทรอินเดียครั้งที่ 21 การขออนุมัติกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เรื่องวาระสำคัญของรัฐบาล การพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล) อาทิ การนำเสนอแหล่งมรดกทางธรรมชาติ พื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันเข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก ขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการจัดซื้อที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยให้ชุมชนในพื้นที่ป่าชายเลน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 และ 2563 ในท้องที่จังหวัดชายฝั่งทะเล 21 จังหวัด เรื่องการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) อาทิ ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ (ฉบับที่ ..) ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการต่ออายุบัตรอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวและใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ พ.ศ. …. ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้พระราชกำหนดฯเพิ่มเติม พ.ศ.2564 ในคราวประชุมครั้งที่ 14/2564 ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-802978

Person read: 118

16 November 2021

กรมอุตุฯเตือนหมอกลง ระวังอันตรายการสัญจร 8 จังหวัดใต้ฝนยังตกหนัก

กรมอุตุฯเตือน บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้มีกำลังอ่อนลง ส่งผลตอนบนมีหมอกในตอนเช้า ระวังอันตรายในการสัญจร ส่วนภาคใต้ยังมีฝนตกหนักใน 8 จังหวัด วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า ลักษณะอากาศทั่วไป บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้มีกำลังอ่อน ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีหมอกในตอนเช้า แต่ยังคงมีอากาศเย็นในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ มีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยในบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังอ่อน โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-15 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-20 กม./ชม.   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 19-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-15 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ภาคกลาง มีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ภาคตะวันออก เมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมฆบางส่วน กับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/general/news-802967

Person read: 127

16 November 2021

แท็กซี่ วินมอ’ไซค์ รับเงินเยียวยาสูงสุด 10,000 บาท เริ่มโอนวันนี้วันแรก

ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 16 พ.ย.64 วันนี้เป็นวันแรกที่รัฐบาลจะโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ ให้กลุ่มคนขับรถแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ ที่มีอายุเกิน 65 ปี และไม่เป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 33, 39 และ 40 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการช่วยเหลือกลุ่มอาชีพผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีอายุเกิน 65 ปี และไม่เป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 33, 39 และ 40 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา การแบ่งจ่ายเงินเยียวยา 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ใน 13 จังหวัด ช่วยเหลือ 10,000 บาทต่อราย แบ่งจ่ายเดือนละ 5,000 บาท ระยะเวลา 2 เดือน ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา กลุ่มที่ 2 ใน 16 จังหวัด ช่วยเหลือ 5,000 บาทต่อราย ระยะเวลา 1 เดือน ประกอบด้วย กาญจนบุรี ตาก นครนายก นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง ยอดลงทะเบียน ทางกระทรวงคมนาคมได้เปิดให้ลงทะเบียนขอรับสิทธิช่วยเหลือด้วยตนเอง ระหว่างวันที่ 18 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2564 ณ กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-4 และสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ ต่อมา กรมการขนส่งทางบกรายงานว่า มียอดลงทะเบียนขอรับสิทธิช่วยเหลือทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 10,789 ราย แบ่งเป็น ผู้ขับรถแท็กซี่ จำนวน 5,921 ราย ผู้ขับรถจักรยานยนต์สาธารณะจำนวน 4,868 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ตรวจสอบแล้วว่ามีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือ 7,017 ราย และรอผลการตรวจสอบ 3,772 ราย   กำหนดการโอนเงิน ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยกำหนดดำเนินการโอนเงินให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิรอบแรกในวันที่ 16 พฤศจิกายน นี้ ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกบัญชีกับเลขบัตรประจำตัวประชาชนตามที่ได้ระบุไว้ในเอกสารการลงทะเบียน สำหรับผู้ขับรถแท็กซี่ในกรณีรถเช่าขับ กรมการขนส่งทางบกจะตรวจสอบข้อมูลจากผู้ให้เช่าก่อนพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขเป็นผู้มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือหรือไม่ และจะกำหนดวันสำหรับโอนรอบที่ 2 ต่อไป ครม. อนุมัติ 167 ล้าน จ่ายเยียวยาวิน-แท็กซี่ คนละ 10,000 บาท แท็กซี่ วินมอไซค์ จองคิวรับเงิน 5,000-10,000 บาท อย่างไร ? แท็กซี่-วินมอไซค์ พื้นที่สีแดง จองคิวรับเงิน 10,000 บาทวันแรก 18 ต.ค. ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/politics/news-783617

Person read: 109

16 November 2021

5 เคล็ดลับลงทุน SSF และ RMF รับโค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี

คอลัมน์ สถานีลงทุน สวภพ ยนต์ศรี บลจ.ทิสโก้ เหลือระยะเวลาอีกเพียงไม่ถึง 2 เดือนการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนรวม SSF และ RMF ในปีนี้ก็จะหมดลงพร้อมกับปี 2021 ที่จะหมดไป ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสและความผันผวนของตลาดการลงทุนทั่วโลก ทำให้หลายคนอาจจะยังไม่ได้ตัดสินใจลงทุนใน SSF หรือ RMF แต่เมื่อเข้าถึงช่วงระยะเวลาปลายปี ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายแบบนี้คงจะต้องถึงเวลาแล้วในการพิจารณาลงทุนในกองทุน SSF และ RMF วันนี้เราจึงมี 5 เคล็ดลับการลงทุนใน SSF และ RMF เพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจมาฝากกัน 1.มองภาพการลงทุนระยะยาวเป็นหลัก กองทุนรวม SSF และ RMF นั้นเป็นการลงทุนในระยะยาว คือกองทุน SSF ต้องถือครองอย่างน้อย 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ ส่วน RMF ก็ต้องลงทุนต่อเนื่อง 5 ปี และยาวไปจนถึงอายุครบ 55 ปี นั่นหมายความว่า การตัดสินใจในการเลือกลงทุนในกองทุน SSF และ RMF ควรพิจารณาถึงผลตอบแทนระยะยาวและภาพการลงทุนที่เกิดขึ้นในอนาคตเป็นหลัก ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัด คือ ภาพในระยะสั้นตั้งแต่ต้นปีกองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่ม growth ในต่างประเทศ เช่น กลุ่มเทคโนโลยี มีความผันผวนและบางช่วงระยะเวลามีผลตอบแทนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่ม old economy เช่น กลุ่มการเงิน แต่หากจะลงทุนระยะยาวเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีนั้น แน่นอนว่ากลุ่มที่มีโอกาสเติบโตสูงอย่างเทคโนโลยียังมีโอกาสเติบโตได้ดีมากเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มอื่น ๆ 2.กระจายความเสี่ยงในการลงทุน ย้อนกลับไปในอดีตที่เรายังสามารถลงทุนในกองทุนรวม LTF ซึ่งมีข้อจำกัดคือทุกกองทุนต้องมีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ส่งผลให้การกระจายความเสี่ยงอาจจะทำได้ไม่มากนัก แต่ในปัจจุบันกองทุน SSF ที่มาแทนที่ได้มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งหลายสินทรัพย์และหลายภูมิภาค   ดังนั้น เราสามารถเลือกลงทุนกระจายความเสี่ยงได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับกองทุน RMF ที่กำหนดให้นโยบายการลงทุนสามารถลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ได้หมายความว่า เราก็สามารถที่จะกระจายความเสี่ยงได้อย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในปัจจุบันกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศทั้ง SSF และ RMF มีทางเลือกค่อนข้างหลากหลาย การพิจารณาลงทุนนอกเหนือจากการลงทุนในหุ้นไทยเพียงอย่างเดียวก็ถือเป็นตัวเลือกที่ควรกระจายมาลงทุน 3.พิจารณาผลตอบแทนย้อนหลัง จากกองทุนเดิมที่นโยบายการลงทุนเหมือนกัน การพิจารณาผลตอบแทนย้อนหลังกองทุนเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนนั้น สำหรับกองทุน SSF ที่พึ่งมีขึ้นในปี 2020 ที่ผ่านมา ทำให้แต่ละกองทุนอาจจะไม่มีผลตอบแทนย้อนหลังให้ใช้พิจารณา แต่ที่จริงแล้วกองทุน SSF ของแต่ละ บลจ.มักจะเป็นการออกกองทุน SSF อ้างอิงจากกองทุนทั่วไปเดิมที่เคยมีอยู่ หรือแยก class (ชนิดหน่วยลงทุน) ของกองทุนออกมาเป็น class SSF เราจึงสามารถดูผลตอบแทนย้อนหลังจากกองทุนทั่วไปเดิมที่เคยมีอยู่แล้วในการประกอบการตัดสินใจ นอกจากนี้ กองทุน SSF ที่มีนโยบายการลงทุนในต่างประเทศยังสามารถใช้กองทุนหลักในต่างประเทศ หรือ master fund ในการใช้พิจารณาผลตอบแทนย้อนหลังเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อีกวิธีหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องอย่าลืมด้วยว่าผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งที่ยืนยันผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 4.เมื่อต้องเลือกลงทุนระหว่าง SSF และ RMF อาจต้องคำนึงถึงระยะเวลาที่สามารถขายกองทุนได้ แน่นอนว่าหากใครต้องการลดหย่อนภาษีโดยใช้สิทธิอย่างเต็มที่ก็สามารถลงทุนได้ทั้งกองทุน SSF และ RMF แต่เมื่อนำการลงทุนของทั้งสองกองทุนมารวมกันกับการลงทุนเพื่อสิทธิลดหย่อนภาษีในหมวดการเกษียณอื่น ๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันแบบบำนาญ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการนั้นจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งอาจจะต้องพิจารณาเลือกลงทุนเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยปัจจัยที่น่าจะนำมาพิจารณาคือช่วงอายุในการขายคืนกองทุนเมื่อครบกำหนด เช่น หากเป็นผู้มีอายุ 50 ปีและใกล้เกษียณแล้ว การลงทุนใน SSF ต้องรออีก 10 ปี ถึงจะขายกองทุนได้ หมายความว่าเราต้องมีอายุ 60 ปี ในขณะที่การลงทุนใน RMF ใช้ระยะเวลาถือครองสั้นกว่าคือ 5 ปี และอายุครบ 55 ปีเท่านั้น 5.วางแผนการลงทุนแบบ DCA ในปีหน้า การวางแผนลงทุนสำหรับปีต่อไปตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยการลงทุนถัวเฉลี่ยในแต่ละเดือน หรือ DCA (dollar-cost-averaging) ทั้งในกองทุน SSF และ RMF ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดความผันผวนด้านราคาที่เกิดขึ้นกับกองทุนได้ ทั้งยังเป็นการสร้างวินัยในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอให้เกิดขึ้นอีกด้วย ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-801687

Person read: 115

16 November 2021

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (16 พ.ย.) ปรับลง 2.62% อยู่ที่ 63,795.10 เหรียญสหรัฐ

Photo by Ivan Babydov ราคาบิตคอยน์ประจำวันนี้ (16 พ.ย.) ปรับลง -2.62% เมื่อเทียบกับราคาเมื่อ 24 ชั่วโมงก่อน โดยมีราคา 63,795.10 เหรียญสหรัฐ หรือราว 2,089,927.48 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 30.83 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลล่าสุด เมื่อเวลา 6:55 น. ขณะที่เหรียญดิจิทัลคริปโทเคอร์เรนซีชนิดอื่นๆ Ethereum ปรับลง 1.2% Binance Coin ปรับลง 2.61% และ Dogecoin ปรับลง 2.08% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา   สรุปราคาเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี 1. Bitcoin (BTC) ราคา 63,795.10 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -2.62% 2. Ethereum (ETH) ราคา 4,569.89 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -1.20% 3. Binance Coin (BNB) ราคา 633.83 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -2.61% 4. Tether (USDT) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -0.02% 5. Solana (SOL) ราคา 238.29 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -0.16% 6. SHIBA INU (SHIB) ราคา0.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +1.77% 7. XRP (XRP) ราคา 1.17 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -1.11% 8. Polkadot (DOT) ราคา 44.87 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -3.22% 9. USD Coin (USDC) ราคา 1.00 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง +0.01% 10. Dogecoin (DOGE) ราคา 0.26 เหรียญสหรัฐ เปลี่ยนแปลง -2.08% หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นอาจมีความคลาดเคลื่อนและไม่ควรใช้เพื่อการตัดสินใจลงทุนหรือซื้อขาย ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทาง www.sec.or.th ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-802963

Person read: 117

16 November 2021

ต่างชาติเก็งกำไร “บอนด์-หุ้น” ดักทางเงินบาทแข็ง-ฟันด์โฟลว์ทะลักสิ้นปี

นักลงทุนต่างชาติโหมซื้อบอนด์สั้น-เข้าหุ้นไทย เก็งเงินบาทปลายปีแข็งค่าแตะ 32.50 บาท “กรุงไทย” ประเมินฟันด์โฟลว์ทะลักปลายปี คาด 2 เดือนสุดท้ายเข้า “หุ้น-บอนด์” รวม 4 หมื่นล้านบาท จับตาเฟดประชุมรอบเดือนธันวาคม หากขึ้นดอกเบี้ยเร็วอาจมีการเทขายบอนด์ ฟาก ธปท.ระบุยังไม่เห็นสัญญาณทุนเคลื่อนย้ายผิดปกติ ด้าน “ทีทีบี” ชี้ปลายปีเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้น ช่วยลดปัญหานำเข้าน้ำมันแพง นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างชาติเข้าซื้อพันธบัตรไทยระยะสั้นค่อนข้างมาก ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นจนหลุด 33 บาทต่อดอลลาร์ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะมาจากปัจจัยค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่าด้วยก็ตาม แต่ประเด็นสำคัญมาจากนักลงทุนต่างชาติปรับมุมมองค่าเงินบาทปลายปีนี้ ว่าจะมีทิศทางแข็งค่าไปอยู่ที่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จึงมีการตัดขาดทุน (cut loss) และปรับสถานะ หันมาถือครองบอนด์ระยะสั้นมากขึ้น “แนวโน้มกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ในช่วงที่เหลือของปีนี้ เราประเมินว่า ยังคงเห็นสัญญาณไหลเข้าในตลาดบอนด์ โดยปัจจัยหลักมาจากแนวโน้มสัญญาณเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นของไทย จากมาตรการผ่อนคลายล็อกดาวน์และเปิดประเทศ ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาส่งสัญญาณคอนเฟิร์ม ส่งผลให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น” นายพูนกล่าว ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) พบว่า นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธิตลาดบอนด์ราว 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งหากดูไส้ในจะพบว่าบอนด์ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี มีการเข้ามาซื้อสุทธิสูงถึง 9.5 หมื่นล้านบาท และบอนด์ระยะยาว อายุมากกว่า 1 ปี ซื้อสุทธิราว6.5 หมื่นล้านบาท โดยจะเห็นสัญญาณเข้ามาซื้อบอนด์สั้นมากในช่วงที่มีการประมูล ซึ่งในปีนี้มีการประมูลบอนด์ค่อนข้างบ่อย เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นในการกู้เงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายพูนกล่าวว่า ขณะที่ตลาดหุ้นก็เริ่มเห็นสัญญาณเก็งกำไรของนักลงทุนต่างชาติ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา หลังรัฐบาลทยอยประกาศคลายล็อกดาวน์ โดยเฉลี่ยมีโฟลว์ไหลเข้าตลาดหุ้น 2,000-3,000 ล้านบาทต่อวัน   ทั้งนี้ ภาพรวมโฟลว์นับตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม-10 พฤศจิกายน 2564 มีโฟลว์ไหลเข้าตลาดหุ้นรวม 4.8 หมื่นล้านบาท ถือว่าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับที่ผ่านมาที่มีสถานะขายออกต่อเนื่องเป็นแสนล้านบาท ซึ่งหลังผ่อนคลายล็อกดาวน์กระแสเงินไหลเข้ามากกว่าที่คาดการณ์ และมองว่ามีโอกาสเห็นโฟลว์ไหลเข้าตลาดหุ้นเพิ่มเติม หากดัชนี SET ย่อตัวลงไปที่ 1,600 จุด “เราเห็นสัญญาณเข้ามาเก็งกำไรในบอนด์ระยะสั้นช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ตลาดหุ้นเข้ามาตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคมแล้ว ซึ่งคงต้องดูภาพโฟลว์หลังจากนี้ โดยเรามองว่ายังคงเห็นนักลงทุนเข้ามาซื้อบอนด์สั้น ส่วนบอนด์ยาวอาจเห็นการเทขายทำกำไรได้บ้าง แต่โดยรวมถึงสิ้นปีจะเห็นไหลเข้าอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท” “ส่วนหุ้นคาดว่าจะเห็นจังหวะเข้ามาของโฟลว์หากตลาดหุ้นย่อตัวไปอยู่ที่ 1,600 จุด คาดว่าน่าจะเข้ามาพอ ๆ กับบอนด์ที่ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมต่างชาติซื้อสุทธิทั้งปีอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท” “โดยภาพรวมทั้งปีหุ้นจะยังเป็นต่างชาติขายสุทธิ 4 หมื่นล้านบาท ส่วนบอนด์ซื้อสุทธิ 1.8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือนธันวาคมอีกครั้ง หากเฟดบอกว่าจะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น อาจเห็นฝรั่งเทขายบอนด์ได้” นายพูนกล่าว นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนมานี้ ต่างชาติเข้าซื้อบอนด์ไทยเพิ่มขึ้นมาก โดยซื้อสุทธิมากถึง 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการเข้ามาเก็งกำไร เนื่องจากมองว่าเงินบาทช่วงปลายปีจะแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ดี แม้เงินบาทช่วงปลายปีจะแข็งค่าขึ้น น่าจะเป็นผลดีกับการนำเข้าน้ำมันที่ราคาจะไม่สูงมากเกินไป เพราะหากบาทอ่อน ต้องนำเข้าน้ำมันแพงมาก ๆ จะยิ่งกระทบเงินเฟ้อ ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ช่วง 11 วันแรกของเดือนพฤศจิกายน ต่างชาติซื้อสุทธิบอนด์ไทยเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะช่วงวันที่ 9-10 พฤศจิกายน โดยวันที่ 9 พ.ย. ซื้อสุทธิไปกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ส่วนวันที่ 10 พ.ย. ซื้อสุทธิไปกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ก่อนหน้านี้ นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งค่า มองว่าเป็นการแข็งค่าระยะสั้น ยังไม่มีผลกระทบกับภาคการส่งออก เพราะหากดูตั้งแต่ต้นปี 2564 ถึงปัจจุบัน เงินบาทยังคงอ่อนค่า 6-7% แต่จะเห็นผลกระทบในแง่ผลกำไร-ขาดทุนของผู้ประกอบการได้ ทั้งนี้ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย มีทั้งไหลเข้า-ไหลออก แต่ในช่วงหลังจะเห็นไหลเข้า สะท้อนจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่มองไประยะข้างหน้ายังไม่เห็นสัญญาณผิดปกติ “ในช่วงการปรับนโยบายการเงินและการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสำคัญ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หากมีการปรับขึ้นเร็วกว่าคาด จากเดิมที่คาดว่าจะปรับขึ้นปลายปี 2565 นั้น อาจสะท้อนความไม่แน่นอนสูง จะเห็นตลาดการเงินผันผวน ซึ่งจะมีผลต่อฟันด์โฟลว์ได้” “โดยอาจกระทบอัตราแลกเปลี่ยนและผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) และต้นทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม อย่างไรก็ดี เรามองว่าเฟดคงจะพยายามไม่เซอร์ไพรส์ตลาด เพื่อทำให้ความเสี่ยงต่อตลาดการเงินโลกน้อยลง” นายปิติกล่าว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-801593

Person read: 120

16 November 2021

ออสเตรีย ล็อกดาวน์คนไม่ฉีดวัคซีน ฝ่าฝืนถูกปรับเงิน

REUTERS/Leonhard Foeger ออสเตรียบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศ ตำรวจปรับเงินคนไม่ฉีดวัคซีน เข้าใช้บริการสถานที่ต่าง ๆ  วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 บลูมเบิร์กรายงานว่า ตำรวจออสเตรียได้รับคำสั่งให้สกัดและตรวจสอบประชาชนตามท้องถนน เพื่อบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์กับผู้ที่ปฏิเสธการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่เข้มงวดขึ้นทั่วยุโรป เพื่อรับมือกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งขึ้น กระทรวงมหาดไทยออสเตรีย เผยว่า มาตรการล็อกดาวน์ดังกล่าวเริ่มใช้ตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไป โดยผู้ที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน ก่อนเข้าใช้บริการโรงหนัง โรงยิม และร้านค้าปลีก จะถูกปรับอย่างน้อย 500 ยูโร หรือราว 18,000 บาท ส่วนผู้ประกอบการที่ให้บริการคนกลุ่มนี้อาจถูกปรับ 3,600 ยูโร หรือราว 134,000 บาท   “ออสเตรียต้องเร่งฉีดวัคซีน เนื่องจากมีอัตราการฉีดวัคซีนที่ต่ำจนน่าอัปยศอดสู” อเล็กซานเดอร์ แชลเลินแบร์ค นายกรัฐมนตรีออสเตรียกล่าวในงานแถลงข่าวที่กรุงเวียนนา พร้อมกับบอกด้วยว่า “เราจะไม่ใช้มาตรการนี้อย่างเบามือ โชคไม่ดีที่มันเป็นเรื่องจำเป็น” เอพี รายงานว่า มาตรการล็อกดาวน์คนไม่ฉีดวัคซีนที่บังคับใช้ทั่วประเทศออสเตรีย ห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนอายุ 12 ปีขึ้นไปออกจากบ้าน เว้นแต่การทำกิจวัตรพื้นฐาน เช่น การทำงาน ซื้อของชำ เดินเล่น หรือเดินทางไปรับวัคซีน มาตรการที่เข้มงวดนี้ส่งผลต่อประชาชนประมาณ 2 ล้านคน จากทั้งหมด 8.9 ล้านคน อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะไม่บังคับใช้กับเด็กอายุไม่ถึง 12 ปี เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้ยังไม่สามารถรับวัคซีนจากทางการได้ เบื้องต้น รัฐบาลออสเตรียประกาศบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ 10 วัน มาตรการควบคุมโควิดของออสเตรียนั้น เกิดขึ้นหลังจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรปเตือนว่า ผู้ป่วยโควิดกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น และยุโรปกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการระบาด หลายรัฐบาลในยุโรปกำลังเร่งควบคุมโรคเพื่อรักษาระบบสาธารณสุข ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-802959

Person read: 120

16 November 2021

กสิกรไทย ตั้งบริษัทโฮลดิ้งในประเทศสิงคโปร์ ทุนจดทะเบียน 1 แสนดอลลาร์

ธนาคารกสิกรไทย แจ้งตลท.จัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งในประเทศสิงคโปร์ ภายใต้ชื่อ “KASIKORN VISION FINANCIAL PTE. LTD.” ทุนจดทะเบียน 1 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกสิกรไทยถือหุ้น 100%  วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ธนาคารกสิกรไทย(KBANK)โดยนายพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารได้มีมติอนุมัติการจัดตั้ง KASIKORN VISION FINANCIAL PTE. LTD. โดยธนาคารกสิกรไทยถือหุ้นในสัดส่วน 100%    ทั้งนี้ ธนาคารได้รับอนุญาติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธ ปท.)ให้จัดตั้ง KASIKORN VISION FINANCIAL PTE. LTD.ในประเทศสิงคโปร์ให้อยู่ภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยแล้วเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2564 และได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ KASIKORN VISION FINANCIAL PTE. LTD. มีทุนจดทะเบียน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบธุรกิจโฮลดิ้ง ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-802953

Person read: 131

16 November 2021

ไบเดน – สีจิ้นผิง คาดหารือประเด็นไต้หวัน ในการประชุมฟื้นสัมพันธ์

REUTERS/Lintao Zhang/Pool//File Photo ความตึงเครียดของไต้หวัน มีแนวโน้มจะถูก “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ “สี จิ้นผิง” หยิบยกขึ้นมาหารือ ขณะที่ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯยัน สหรัฐฯกับพันธมิตรจะปกป้องไต้หวันจากจีน วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 อัลจาซีรา รายงานว่า ความตึงเครียดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในไต้หวัน คาดว่าจะกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมเสมือนจริงระหว่าง “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ควบคู่กับประเด็นอื่น ๆ ตั้งแต่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ไปจนถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2022 “หวัง หยาง” รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เน้นย้ำว่า ประเด็นเรื่องไต้หวันเป็นจุดสำคัญของความขัดแย้ง ระหว่างการพูดคุยของเขากับ “แอนโทนี บลิงเคน” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ก่อนหน้าการประชุมเสมือนจริงของไบเดนและสี ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเย็นวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น มีรายงานว่า หวังได้เตือนสหรัฐฯว่าอย่าสนับสนุนเอกราชของไต้หวัน ขณะที่สื่อทางการจีนอย่าง “ไชน่าเดลี” เรียกร้องให้สหรัฐฯยึดถือในหลักการจีนเดียว (One China Principle) ซึ่งเป็นนโยบายของทางการจีนที่ระบุว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ส่วนสื่อจีนอีกสำนักอย่าง “โกลบอลไทม์ส” รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ข้ามเส้นแดง และสมคบกับ “ไช่ อิงเหวิน” ประธานาธิบดีไต้หวัน หลังเข้ารับตำแหน่งในทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคม ฝ่ายบริหารของไบเดนแสดงท่าทีชัดเจนว่าสนับสนุนไต้หวัน เมื่อเทียบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯคนอื่น ๆ จากพรรคเดโมแครต บลิงเคนกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สหรัฐฯและพันธมิตรจะดำเนินการเพื่อปกป้องไต้หวัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคำเตือนที่รุนแรงที่สุดของทางการสหรัฐฯ   สหรัฐฯและไต้หวันยังคงไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ แต่สหรัฐฯเคยให้คำมั่นว่าจะให้การสนับสนุนเพื่อให้ไต้หวันสามารถปกป้องตนเองภายใต้ข้อตกลง 1979 แม้จะเป็นปัญหาที่ดำเนินมายาวนานระหว่างสหรัฐฯกับจีน แต่ความตึงเครียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับไต้หวันเริ่มร้อนระอุขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากจีนส่งเครื่องบินรบเกือบ 140 ลำ ซึ่งรวมถึงการส่งเครื่องบินรบ 56 ลำภายในวันเดียว ไปยังเขตป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวัน (ADIZ) เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม รายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วระบุว่า มีการส่งเครื่องบินรบเข้าไปยังเขต ADIZ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ประธานาธิบดีไช่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2559 และเพิ่มขึ้นอีกในปีที่ผ่านมา รายงานระบุด้วยว่า จีนอาจสามารถโจมตีไต้หวันได้ภายในปี 2570 “ไจ ไมเคิล โค” นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันแมคโดนัลด์-ลอรีเอะ ประเทศแคนาดา ให้สัมภาษณ์อัลจาซีราว่า ทางการจีนกำลังพยายามโดดเดี่ยวไต้หวัน “สหรัฐฯมีแนวโน้มรับประกันความปลอดภัยให้ไต้หวันมากขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับจีน ที่กำลังโน้มน้าวไต้หวันว่า ไต้หวันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการยอมจำนน” เขากล่าว การละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ไต้หวัน เป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่คาดว่าสีกับไบเดนจะนำมาหารือ เนื่องจากทั้งสองประเทศยังเผชิญข้อพิพาททางการค้าระหว่างกัน ตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” นอกจากนี้ยังมีความไม่ลงรอยกันในประเด็นอื่น ๆ เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการปราบปรามทางการเมืองของจีน ที่มีต่อเขตปกครองตนเองซินเจียง, ทิเบต และฮ่องกง ความกังวลต่าง ๆ เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของจีน ทำให้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย แต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะแตะประเด็นเรื่องการคว่ำบาตรการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งเรื่องนี้อาจสร้างความไม่สบายใจให้กับไบเดน เพราะมีการคาดการณ์ว่าสีอาจเชิญเขาเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน ตามรายงานของซีเอ็นบีซี “การติดต่อส่วนตัวระหว่างผู้นำประเทศจะมีผลต่อนโยบายสหรัฐฯ-จีนหรือไม่นั้น เรื่องนี้ยังคงไม่ชัดเจน” แมทธิว กู๊ดแมน อดีตที่ปรึกษาด้านทวีปเอเชียของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ส ในระยะสั้น ทั้งจีนและสหรัฐฯได้แสดงให้เห็นว่า ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันในประเด็นต่าง ๆ ได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้จะมีความตึงเครียดทางการเมืองอื่น ๆ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทั้งสองประเทศได้ลงนามในข้อตกลงที่สร้างความประหลาดใจ ในการประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติในสกอตแลนด์ COP26 : จีน สหรัฐ สร้างเซอร์ไพรส์ จับมือแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ สี จิ้นผิง – โจ ไบเดน นัดประชุมสัปดาห์หน้า ฟื้นสัมพันธ์สหรัฐ-จีน สนามรบใหม่ “B3W-BRI” สหรัฐเดินเกมคานอำนาจจีน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/world-news/news-802920

Person read: 119

16 November 2021

ดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่า หลังตัวเลขทางเศรษฐกิจต่ำกว่าคาดการณ์

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/11) ที่ระดับ 32.66/68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (12/11) ที่ระดับ 32.72/74 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครและอัตราเงินหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ลดลงสู่ระดับ 10.44 ล้านตำแหน่งในเดือนกันยายน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 10.46 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 10.63 ล้านตำแหน่งในเดือนสิงหาคม ส่วนอัตราการเปิดรับสมัครงานอยู่ที่ระดับ 6.6% ในเดือนกันยายน ตัวเลขการลาออกจากงานโดยสมัครใจพุ่งขึ้น 164,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 4.43 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อัตราการลาออกจากงาน โดยสมัครใจอยู่ที่ระดับ 3% ซึ่งเป็นระดับสุงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ตัวเลขการปลดออกจากงานอยู่ที่ระดับ 1.4 ล้านตำแหน่งในเดือนกันยายน ขณะที่อัตราการปลดออกจากงานทรังตัวที่ระดับ 0.9% ทั้งนี้ตัวเลข JOLTS นับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสนใจ โดยมองว่าเป็นมาตรวัดภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณานโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยของเฟด นอกจากนี้ ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐ ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 66.8 ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 จากระดับ 72.8 ในเดือนกันยายน สำหรับปัจจัยภายในประเทศนั้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผย เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3/64 หดตัว 0.3% จากที่ขยายตัว 7.5% ในไตรมาสที่ 2/64 จากผลกระทบวิกฤตโรคโควิด-19 ที่ยัคงแพร่ระบาดเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบต่อทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตของประชาชน ขณะที่เศรษฐกิจไทย 9 เดือนแรกของปี 2564 ขยายตัว 1.3% เทียบกับการหดตัว 6.8% ใน 9 เดือนแรกของปี 2563   โดยภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมแะภาคบริการขยายตัว 2.3% 3.6% และ 0.0% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงเฝ้าติดตามกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.66-32.74 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.70/73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/11) ที่ระดับ 1.1457/59 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (12/11) ที่ระดับ 1.1443/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อในแถบยูโรโซนจะปรับตัวลดลงในปีหน้า เนื่องจากปัจจัยที่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อขณะนี้เป็นเพียงแค่ระยะชั่วคราว ทาง ECB จึงมองว่ายังไม่มีความจำเป็นในการเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1437-1.1464 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1448/51 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/11) ที่ระดับ 113.80/82 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (12/11) ที่ระดับ 113.90/92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เช่นกัน อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยรายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2564 หดตัวลง 3% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 2 ไตรมาส และหดตัวมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะหดตัวลงเพียง 0.8% เนื่องจากการแพร่ระบาดรอบใหม่ของโรคโควิด-19 และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นทั่วโลกที่ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจญี่ปุ่น หากเทียบเป็นรายไตรมาสตัวเลข GDP ของญี่ปุ่นหดตัวลง 0.8% ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะหดตัวเพียง 0.2% ข้อมูลของสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นยังระบุด้วยว่า การอุปโภคบริโภคในภาคเอกชนซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้น ปรับตัวลง 1.1% ในไตรมาส 3 ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงเพียง 0.5% ส่วนการใช้จ่ายของภาคธุรกิจปรับตัวลง 3.8% ในไตรมาส 3 ขณะที่การส่งออกลดลง 2.1% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 113.75-114.04 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 113.91/94 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขยอดค้าปลีกสหรัฐ (16/11) ตัวเลขเงินเฟ้ออังกฤษ (17/11) ตัวเลขเงินเฟ้อยูโรโซน (17/11) ตัวเลขสร้างบ้านสหรัฐ (17/11) จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานสหรัฐ (18/11) ยอดค้าปลีกอังกฤษ (19/11) สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +0.60/+0.80 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.40/-0.50 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/finance/news-802863

Person read: 120

16 November 2021

เผย 4 เส้นทางม็อบรถบรรทุกบุกกรุง ยื่นขอดีเซล 25 บาท/ลิตร

รองปลัดพลังงานเตรียมรับขบวนม็อบรถบรรทุก 500 คันบุกแสดงพลัง Truck Power ซีซั่น 2 ยื่นหนังสือ “สุพัฒนพงษ์” กดดันตรึงราคาดีเซล ประสานตำรวจจราจร รับมือ 4 เส้นทางรถติด ด้าน ปตท.-บางจาก ปรับลดราคาน้ำมัน 20 สตางค์ มีผลพรุ่งนี้ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 นายสมบูรณ์ หน่อแก้ว รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้กระทรวงได้ประสานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ซึ่งจะจัดกิจกรรมแสดงพลังของคนรถบรรทุก (Truck Power) ซีซั่น 2 ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 โดยใช้ 4 เส้นทาง เพื่อเคลื่อนขบวนเดินทางมามอบหนังสือที่กระทรวง เวลาประมาณ 13.30 น. “เบื้องต้นประสานไปแล้วการจัดกิจกรรมนี้จะไม่ค้างคืนปักหลัก แต่จะมาเพื่อยื่นหนังสือเท่านั้น และตนจะเป็นผู้รับมอบหนังสือจากสหพันธ์ฯ เพื่อเสนอต่อระดับนโยบาย เพราะข้อเสนอที่ทางสหพันธ์เรียกร้องนั้นเป็นประเด็นที่ทางกระทรวงไม่สามารตัดสินใจเองได้ต้องหารือในระดับนโยบายต่อไป” นอกจากนี้ได้ประสานกับทางตำรวจจราจรเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกไม่เพื่อไม่กระทบต่อการจราจร   สำหรับการเคลื่อนไหวของสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ที่จะจัดกิจกรรมแสดงพลังของคนรถบรรทุก (Truck Power) ซีซั่น 2 จากครั้งแรกที่จัดขึ้น วันที่ 19 ตุลาคม 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 500 คัน เป้าหมายเพื่อสะท้อนผลกระทบความเดือดร้อนของประชาชน ผู้บริโภคน้ำมัน และผู้ประกอบการขนส่ง จากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นน้ำมันที่ใช้ในภาคขนส่ง ทางสหพันธ์เสนอให้รัฐลดภาษีสรรพสามิต 1-2 บาทตาลิตร และลดการใช้น้ำมันไบโอดีเซล อีก 1-2 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบช่วยให้ราคาดีเซลลดลงเหลือลิตรละไม่เกิน 25 บาท สำหรับเส้นทาง 4 เส้นทาง ประกอบด้วย 1. ถนนสายเอเซีย เริ่มต้นจากสถานีตรวจสอบน้ำหนักบางปะอิน ขาเข้า-ผ่านแยกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-รังสิต-ดอนเมือง-แยกหลักสี่-เซ็นทรัลลาดพร้าว-ยูเทิร์นห้าแยกลาดพร้าว-กระทรวงพลังงาน 2. ถนนสุขุมวิท เริ่มต้นจากลานหน้าประตู 2 ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี เส้นทางสุขุมวิทมุ่งหน้า อ.ศรีราชา เลี้ยวขวาทางเลี่ยงเมืองหนองมน เส้นทางถนนข้าวหลามมุ่งหน้าบายพาสชลบุรี ใช้ทางลาดเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 34 บางนา-ตราด และมุ่งหน้าสมทบที่จุด กม.ที่ 15 3. ถนนบางนา-ตราด รวมพล ณ บางนา-ตราด กิโลเมตรที่ 12-วิ่งขึ้นทางด่วนบางนา-กระทรวงพลังงาน ถนนวิภาวดีรังสิต 4. ถนนกาญจนาภิเษก เริ่มต้นจากแมคโคร จ.นครปฐม ถนนเพชรเกษม เข้าถนนบรมราชชนนี เลี้ยวซ้ายที่แยกบางพลัด เพื่อเข้าสู่ถนนจรัญสนิทวงศ์ ผ่านวงศ์สว่าง ถนนรัชดาภิเษก เลี้ยวซ้ายเข้าห้าแยกลาดพร้าว เลี้ยวซ้ายเข้าแคราย และเลี้ยวซ้ายเข้าถนนกาญจนาภิเษก รายงานข่าว ระบุว่า ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและผู้บริหารกระทรวงพลังงาน เดินทางไปประชุมครม.สัญจร ที่จังหวัดกระบี่ จุงได้มอบหมายให้นายสมบูรณ์ หน่อแก้ว รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 พ.ย.64 บมจ.ปตท.น้ำมัน และการค้าปลีก (OR) และ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 20 สตางค์ ยกเว้น E85 คงราคาเท่าเดิม มีผล 16 พ.ย.64 เวลา 05.00 น.เป็นต้นไป ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้ – ดีเซล B7 ลิตรละ 29.74 บาท – E85 ลิตรละ 24.44 บาท – E20 ลิตรละ 30.84 บาท – แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 32.08 บาท – แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 32.35 บาท ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-802901

Person read: 108

16 November 2021

“ราช กรุ๊ป” กำไร 9 เดือน 5 พันล้าน แง้มปี’65 งบลงทุน 1.5 หมื่นล้าน

ราช กรุ๊ป โกยกำไร 9 เดือนกว่า 5,649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% จากขายไฟฟ้ากลุ่มโรงไฟฟ้าในออสเตรเลียและส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมทุน แง้มลงทุนโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่งส่งท้ายปี กำลังผลิตรวม 1,054 เมกะวัตต์ ต่อยอดธุรกิจในอนาคต พร้อมมีแผนเพิ่มทุนธุรกิจ 30,000 ล้านบาท ลั่นปีหน้า 2565 รายได้เติบโต10-20% วางงบลงทุน 15,000 ล้านบาท วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 นางสาวชูศรี เกียรติขจรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การดำเนินงานที่ผ่านมามีความก้าวหน้าตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ ทั้งผลประกอบการที่มีผลกำไรเพิ่มขึ้นเป็นที่น่าพอใจ และการลงทุนเพิ่มกำลังผลิตใหม่ก็มีแนวโน้มดีกว่าเป้าหมาย 8,874 เมกะวัตต์  โดยคาดว่าจะรับรู้กำลังผลิตประมาณ 1,054 เมกะวัตต์ ซึ่งทำให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 9,346.35 เมกะวัตต์ ทั้งนี้เป็นผลจากการเข้าซื้อหุ้น 45.515% จากบริษัท PT Paiton Energy ประเทศอินโดนีเซียที่ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้า 2 แห่ง กำลังผลิตรวม 2,045 เมกะวัตต์ ซึ่งที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา ให้ความเห็นชอบแล้ว และการซื้อหุ้นสามัญและหุ้นเพิ่มทุนของ บมจ. สหโคเจน (ชลบุรี) สัดส่วน 51% ซึ่งดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าเอสพีพีระบบโคเจนเนอเรชั่น กำลังผลิตรวม 214 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวล 2 แห่ง กำลังผลิตรวม 17.10 เมกะวัตต์ รวมทั้งธุรกิจโซลาร์รูฟด้วย ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาส 1 ปี 2565 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนลงทุนโครงการพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ซึ่งบริษัทฯ มุ่งเน้นการลงทุนด้วยวิธีเข้าซื้อหุ้นกิจการที่ดำเนินงานแล้วเพื่อให้รับรู้รายได้ทันที และยังสานต่อความเป็นพันธมิตรในการต่อยอดการลงทุนที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย นอกจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าแล้ว บริษัทฯ ยังมีการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ เพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบันมีมูลค่าลงทุนรวมทั้งสิ้น 11,689 ล้านบาท   โดยการลงทุนในปีนี้ ประกอบด้วย การเข้าซื้อหุ้นบมจ. บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ โครงการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพอัดแท่ง ในสปป.ลาว  การเข้าซื้อหุ้นบริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เวียงจันทน์ และบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมไฟฟ้าและพลังงาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดสัดส่วนการลงทุนธุรกิจระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและอื่นๆ ไว้ 20% ซึ่งจะเข้ามาช่วยผลักดันมูลค่ากิจการของบริษัทฯ ให้บรรลุเป้าหมาย 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 สำหรับภาพรวมธุรกิจผลิตไฟฟ้า บริษัทฯ รับรู้กำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการผลิตจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก รวม 6,874.14 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วน 84% และกำลังโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน รวม 1,305.21 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วน 16%  ในปีนี้ บริษัทฯ จะรับรู้กำลังการผลิตเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็น 7,321.44 เมกะวัตต์ ซึ่งมาจากโรงไฟฟ้าสหโคเจน ที่รับรู้กำลังการผลิตจากการลงทุนรวม 123.33 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมเรียว อินโดนีเซีย กำลังผลิต 145.15 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าปลายปีนี้ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือนแรกปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้รวม จำนวน 29,824.13 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้จากการขายและบริการและรายได้ตามสัญญาเช่าการเงินของโรงไฟฟ้าที่บริษัทฯ ควบคุมจำนวน 24,931.08  ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 83.59% ส่วนแบ่งกำไรของกิจการร่วมทุนและเงินปันผล จำนวน 4,318.05 ล้านบาท  คิดเป็นสัดส่วน 14.48% และรายได้จากดอกเบี้ยและอื่นๆ จำนวน 575 ล้านบาท สำหรับกำไรสำหรับงวด 9 เดือน มีจำนวน 5,648.81 ล้านบาท  คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 3.90 บาท นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2564-2565 คาดว่ารายได้จะเติบโตปีละ 10-20% โดยรายได้จะเติบโตสอดคล้องกับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ปีละ 700 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ บริษัทฯ จะมีรายได้มั่นคงในระยะยาว อีกทั้งยังมีแผนจะออกหุ้นกู้เพื่อรีไฟแนนซ์หุ้นกู้เดิม ซึ่งยังมีกรอบที่จะสามารถออกหุ้นกู้ได้อีก 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด ส่วนแผนเพิ่มทุนที่วางไว้ 30,000 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2564 ทั้งนี้ แผนดำเนินงานปี 2564-2568 หรือ ระยะ 5 ปี บริษัท วางเป้าหมายพอร์ตการลงทุนจะเป็นธุรกิจไฟฟ้าสัดส่วน 80% และอีก 20% เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยธุรกิจไฟฟ้าจะเน้นเพิ่มพลังงานหมุนเวียน 25% หรือ 2,500 เมกะวัตต์ ในปี2568 ส่วนอีก 40% ตั้งเป้าในปี2573 จากปัจจุบันอยู่ที่ 16% โดยจะเป็นก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ 5,500 เมกะวัตต์ และถ่านหินจะไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเมื่อรวมโครงการไพตัน อินโดนีเซีย แล้ว จะทำให้สัดส่วนผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเดิมอยู่ที่ 888 เมกะวัตต์ขึ้นไปแตะประมาณ 1,900 เมกะวัตต์ “บริษัทจะคงเหลือการลงทุนเชื้อเพลิงถ่านหินไว้สัดส่วนเท่านี้ และไม่มากไปกว่านี้ เพื่อมุ่งพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นที่เคยกำหนดไว้ไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ อีกทั้งเพื่อเดินหน้ามุ่งสู่นโยบายสิ่งแวดล้อมภายหลังประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 หรือ COP26 ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศบนเวทีโลกด้วย” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-802880

Person read: 111

16 November 2021

สุพัฒนพงษ์ ลุยกระบี่ ตรวจติดตาม 2 คก. ใช้งบกองทุนอนุรักษ์พลังงาน

สุพัฒนพงษ์ นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน และสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตรวจติดตามความสำเร็จ โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนเกาะฮั่ง และโครงการเพิ่มสมรรถนะการบริหารจัดการและจัดการพลังงานชุมชนครบวงจร วิสาหกิจชุมชนบ้านไหนหนัง วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ครั้งนี้ มีภารกิจตรวจราชการก่อนการเข้าร่วมประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดกระบี่ คือติดตามการดำเนินโครงการด้านพลังงาน 2 โครงการ คือ โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับที่พักอาศัย ณ เกาะฮั่ง ตำบลเกาะศรีบอยา อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับงบประมาณกว่า 9 ล้านบาท จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานปี 2564 เพื่อติดตั้งระบบ Solar home ขนาด 600 วัตต์ พร้อมแบตเตอรี่ ให้กับชาวบ้านจำนวน 161 ครัวเรือน ที่ประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยมั่นใจว่าหลังการดำเนินการโครงการแล้วเสร็จประชาชนในพื้นที่โครงการจะมีพลังงานเพียงพอในการดำเนินชีวิตประจำวัน สร้างประโยชน์ด้านการศึกษาของเยาวชน การประกอบอาชีพและการต่อยอดในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างงาน สร้างรายได้นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน   ส่วนอีกโครงการคือโครงการเพิ่มสมรรถนะการบริหารจัดการและจัดการพลังงานชุมชนครบวงจรในวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านไหนหนัง ตำบลเขาคราม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม จากงบแผ่นดินปี 2562 วงเงินประมาณ 100,000 บาท จากการใช้เทคโนโลยี โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ อาทิ ปลาแดดเดียว กะปิ ปลาเค็ม และชาใบขลู่  ซึ่งสามารถลดระยะเวลาในการแปรรูปผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์สามารถออกสู่ตลาดได้ในวงกว้าง เช่น ปลาทูสด จากเดิมจำหน่ายได้เพียงกิโลกรัมละ 20 บาท แต่หลังจากนำมาแปรรูปเป็นปลาแดดเดียวสามารถจำหน่ายได้ในราคา 130-150 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันทางกลุ่มมีรายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จาก โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์นี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 12,000-13,000 บาท/เดือน “นโยบายของรัฐบาลให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนพลังงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก กระทรวงพลังงาน จึงได้ขับเคลื่อนภาคพลังงานให้สอดรับกับนโยบายดังกล่าว ด้วยการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงานต่างๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปและการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มรายได้ของชุมชน โดยทั้ง 2 โครงการ ถือเป็นการขับเคลื่อนที่คู่ขนานกัน ทั้งการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม การเพิ่มศักยภาพทางด้านอาชีพ และยกระดับรายได้ครัวเรือนของคนในชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการส่งเสริมด้านพลังงานทดแทนให้เข้าถึงชุมชนในพื้นที่เกาะฮั่งด้วยการมีไฟฟ้าใช้จากพลังงานแสงอาทิตย์ ถือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนได้เป็นอย่างดีช่วยให้ชุมชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและมีความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันมากขึ้น  ขณะเดียวกันการพัฒนาดังกล่าวก็ยังคงไว้ซึ่งธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดั้งเดิมของชุมชนด้วยเช่นกัน” ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-802844

Person read: 114

16 November 2021

BAFS เผยโฉมรถเติมน้ำมันอากาศยาน EV ครั้งแรกในอาเซียน

BAFS เปิดตัวรถเติมน้ำมันอากาศยานขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า 100% หรือ EV Hydrant Dispenser คันแรกในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 170 กิโลเมตร ให้บริการเติมน้ำมันได้เฉลี่ย 8 เที่ยวบินต่อการชาร์จไฟฟ้าเต็มหนึ่งครั้ง วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS ผู้นำด้านการบริการน้ำมันอากาศยานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ร่วมเปิดตัวรถเติมน้ำมันอากาศยานขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (BEV : Battery Electric Vehicle) โดย BAFS ได้ให้บริการเติมน้ำมันเครื่องบินของสายการบิน Air Asia เที่ยวบินที่ FD3029 เดินทางจากดอนเมือง – ภูเก็ต ณ พื้นที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 นับเป็นเที่ยวบินแรกที่มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในธุรกิจบริการน้ำมันอากาศยานในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   โดยรถเติมน้ำมันอากาศยานขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (BEV : Battery Electric Vehicle) ประเภท Hydrant Dispenser ผลิตโดย ITURRI  ประเทศสเปน ผู้นำการผลิตรถเติมน้ำมันอากาศยานระดับโลก ร่วมกับบริษัท บาฟส์ อินเทค จำกัด ผู้ผลิตรถเติมน้ำมันอากาศยานชั้นนำของไทย ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ BAFS ใช้นวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพลังงานไฟฟ้า 100% จึงไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเครื่องยนต์ สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 170 กิโลเมตร และให้บริการเติมน้ำมันได้เฉลี่ย 8 เที่ยวบินต่อการชาร์จไฟฟ้าเต็มหนึ่งครั้ง สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 90% เมื่อเทียบกับรถเติมน้ำมันอากาศยานที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันดีเซล “ด้วยความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจด้านการบริหารจัดการและการให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานตามขั้นตอนและมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกและธุรกิจด้านพลังงานมามากกว่า 30 ปี BAFS มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน โดยการพัฒนาและสรรหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สามารถเสริมศักยภาพด้านการบริการน้ำมันอากาศยาน พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมโดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา BAFS ได้เริ่มให้บริการด้วยรถเติมน้ำมันอากาศยานพลังงานไฟฟ้าแบบ Electric Hydrant Cart หรือหัวรถลากขับเคลื่อนไฟฟ้า ที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี ในครั้งนี้ BAFS เปิดตัวรถเติมน้ำมันอากาศยานพลังงานไฟฟ้าแบบ Electric Hydrant Dispenser หรือ รถเติมน้ำมันที่มีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าครบวงจร ซึ่งนับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์การเติมนำมันด้วยรถเติมน้ำมันอากาศยานไฟฟ้า และต่อยอดการดำเนินธุรกิจที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ ตามปณิธานของกลุ่มบริษัท BAFS GROUP ว่า เติมพลังก้าวหน้า นำพาโลกยั่งยืน (Uplift and Power the World to a New Height)” หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ กล่าว ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.prachachat.net/economy/news-802836

Person read: 122

16 November 2021